ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 21 In Paradise 1 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 21 In Paradise 1 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.8k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2559 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 21 In Paradise 1 (100%)
แบบอักษร

 

         

                                                                                           In Paradise 1

 

 

                    ตรู๊ดดดดดดด!!!!

       

                    “......”

 

                   ตรู๊ดดดดดดดดด!!!!!!!

 

                   “.....”

 

                   แกร๊กกก!!

 

                  “ให้ตายสิ ทำอะไรของมันอยู่วะ!?”

 

                 คนบ่นหันซ้ายหันขวาราวกับว่าถ้าไอ้เจ้าตัวปัญหายืนอยู่ใกล้ๆหน่อยจะขอยันให้ซักทีโทษฐานที่เป็นถึงผู้บริหาร แต่ทำตัวเหมือนพนักงานกินเงินเดือน ทิ้งงานทิ้งการไม่ดูเวล่ำเวลา ทั้งๆที่เคยบ้างานชนิดที่ถ้าไม่เสร็จไม่กลับบ้านกลับช่องจนเรียกได้ว่าแทบจะกินนอนอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึกสำนักงานแท้ๆ 

 

                 แต่ในเมื่อเจ้าน้องชายตัวดีเริ่มผิดสังเกตแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะควงสาวหรือสวยแค่ไหน ไอ้เจ้าน้องชายก็ไม่เคยทิ้งงานหายไปเป็นวันเป็นคืนแบบนี้

 

                  นี่แหละที่มันน่าสงสัยยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

 

                  พจน์ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจก่อนปลายนิ้วเรียวจะเลื่อนหน้าจอกดหาอีกเบอร์ที่คุ้นเคย

 

                 “ครับคุณชาย.......

 

                  เสียงจากปลายสายขานนามเดิมจนพจน์ยกยิ้ม เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ หรือจะผ่านไปนานแค่ไหน บุคคลผู้นี้ยังคงภักดีไม่เปลี่ยนแปลง

 

                  ราวกับรู้ใจเมื่อทางปลายสายกล่าวรายงานตามที่ได้ข้อมูลมาและเฝ้าสังเกตการณ์มาสักพักอย่างละเอียดทันทีโดยที่พจน์แทบจะไม่ต้องถาม และไม่บ่อยนักที่พจน์จะใช้เบอร์ตัวเองโทรหาแบบนี้

 

                  ร่างสูงยืนฟังปลายสายนิ่ง แต่ใครจะรู้เล่าว่าในสมองของพจน์ตอนนี้กำลังประมวนเร็วจี๋พร้อมๆกับที่นึกหน้าตาของรายงานที่ทางคุณธิดาแฟกซ์มาให้เมื่อเย็นวาน

 

                   บางอย่างที่ได้ฟังมันสะกิดใจจนต้องขมวดคิ้ว เห็นทีต้องลงใต้เร็วๆนี้ซะละมั้ง

 

                   ไม่นานหลังจากนั้นจึงวางหู แล้วตัดสินใจกดหาอีกสายที่พยายามเรียกอยู่ก่อนหน้า.....และหลายครั้ง.........หลังจากนั้น

 

                   นานเกือบสิบนาทีทีเดียวที่คนเป็นพี่พยายามโทร แต่น้องชายกลับไม่รับสายมันหมายความว่ายังไง? (วะ!)

 

                    ในที่สุดก็วางแล้วบีบไว้ในมือแน่น ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ พลางสูดหายใจเข้าปอดแล้วมองสำรวจรอบๆอย่างเคยชิน 

 

                   วันนี้อากาศดี แดดไม่ร้อนมากแถมยังมีลมพัดเบาๆจนยอดหญ้ายอดไม้สีเขียวๆไหวเป็นแบล็คกราวน์สวย 

 

                   พจน์เห็นบรรยากาศแล้วยกยิ้ม ตอนนี้เกือบสิบโมง อากาศดีๆแบบนี้อยากจะขี้เกียจออกมาทำงานบ้างแล้วทำอย่างอื่นมากกว่า

 

                   ขาแข็งแรงเดินมาหยุดตรงทางเข้าโรงม้าหลังคาสูงขนาดใหญ่

 

                    ตาคมมองเข้าไปเห็นหนึ่งในจำนวนคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นกำลังมีสีหน้าครุ่นคิดหนัก จนมุมปากหยักของคนมองยกยิ้มขำ เหตุเพราะหน้าหวานกำลังมองซ้ายทีขวาทีระหว่างสองฝั่งของคอก ซึ่งทั้งหมดในนั้นล้วนแล้วแต่เป็นม้าพันธุ์ดีหลายสิบตัว

 

                    “เจ้านายครับ ให้ดูยังไงครับ?” ตะวันตะโกนถาม นึกเคืองคนตัวโตที่ทำไมไม่รู้สึกเดือดร้อนอย่างที่ตนกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้เลยล่ะ

 

                    ก็ไหนเมื่อเช้าก่อนออกมาบอกว่าจะเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำให้ แล้วไหงเอาแต่เฉย!

 

                   คนที่กำลังกังวลคิด พลางขมุบขมิบบ่นไม่มีเสียง แค่บอกว่าอยากขี่ม้าบ้าง แต่ไม่เห็นใครเคยบอกเลยว่าต้องเลือกม้าเองด้วย

 

                     แล้วต้องเลือกยังไงล่ะ จะรู้ไหมเนี่ย?

 

                     “ชอบตัวไหนก็เอาตัวนั้นละ ง่ายๆพจน์บอกอย่างนึกสนุก อย่างน้อยก็ทำให้ลืมอารมณ์เมื่อครู่ไปเสียสนิท

 

                     วันนี้ตะวันแต่งตัวสบายๆเหมือนอย่างเคย คือเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขาตรงพับขึ้นง่ายๆกับรองเท้าผ้าใบที่เจ้าตัวชอบ

 

                    ไม่เพียงเท่านั้นข้างๆยังมีนรินทร์ ชิด โทน กับลุงสังข์ ไอ้เพชร ไอ้ยอดที่ดูแลม้ายืนเป็นกำลังใจเชียร์คุณเลขาห่างๆ

 

                    “รินทร์ว่าตัวนี้ก็สวยดีนะพี่ตะวัน

 

                    “อืม?”

 

                    “แต่ตัวนี้ลักษณะดีกว่านะครับคุณเลขา

 

                    “เหรอ?.....”

 

                   “ตัวนี้ดูดีกว่า ลักษณะดี ขาเรียวยาวแข็งแรงกีบเท้าก็สวย ผมว่าตัวนี้ดูดีกว่าตัวนั้นเยอะเลย....

 

                   “มึงว่าไงนะไอ้ชิด กูว่าตัวนี้ดีกว่าก็ต้องดีกว่าสิวะ!

 

                   “ฝั่งนี้กูดูแลอย่างดี รับรองว่าดีกว่าฝั่งนั้นแน่ๆโว้ย!....

 

                    มีหรือว่าคนที่ไม่กินเส้นกันจะยอม เสียงที่เถียงกันไปว่ากันมาว่าของข้าดีกว่าจึงลอยไปเข้าหูคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้จนต้องใช้ตาเหลือบมอง

 

                    กึก!!

 

                   “แหะๆ นายทำไมมองแบบนั้น” 

 

                   “ถ้าจะช่วยแบบนี้ก็ถอยไปห่างๆไป!” 

 

                   พจน์บอกหน้านิ่ง ทำเอาคนฟังจะหน้าแหยเมื่อเจอน้ำเสียงขั่วโลก พากันกระเถิบออกไปยืนมองห่างๆอย่างที่เสียงทุ้มว่าพร้อมกับอีกคนที่กลืนน้ำลายไม่ต่างกันนัก

 

                    “คิกๆ อ๊ะ? ครับเสียงหัวเราะขำของเลขาตัวเล็กเงียบเสียงลง แล้วคนที่อยากขี่ม้าก็วิ่งดุ๊กๆเข้าไปหาพจน์ทันทีที่เห็นสัญญาณมือกวัก

 

                    “ครับ?....”

 

                    ตะวันแหงนหน้ามองแล้วยิ้มกว้างแต่หน้าหวานต้องมีอันหุบยิ้มฉับ แก้มเนียนร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  รู้สึกหนักที่ช่วงไหล่เหตุเพราะแขนหนาคล้องเข้าที่ไหล่บางแล้วรั้งเข้ามาถาม  

 

                “ดูทั่วหรือยัง?”

 

                  เจ้าของเสียงทุ้มก้มลงถามสั้นๆแค่นั้นจริงๆ แต่กลับยิ่งเหมือนมีใครเอาเชื้อไฟมาสุมไว้สองข้างแก้ม เพราะลมหายใจร้อนอยู่ใกล้ซะจนคนหน้าบางเริ่มกังวลเพราะเจอกิริยาไม่สนชาวบ้านแบบนี้ ทำเอาตะวันถึงกับยืนทื่อ เหลือบมองไปรอบๆ

 

                    แต่ว่า....

 

                    นรินทร์ก็ยืนอยู่กับม้าอีกตัวห่างออกไป ลุงสังข์ก็คล้ายจะคุยอะไรกันถูกคอกับพี่เพชรแถมหัวเราะกันหึๆไม่มีทีท่าว่าจะหันมาสนใจทางนี้สักนิด

 

                    แต่ไอ้ที่น่าแปลกที่สุดจนต้องขมวดคิ้วเห็นจะเป็นชิดกับโทนที่ยืนหันหลังซุบซิบบางอย่างจนหัวแทบจะชนกันนั่นแหละ ทั้งๆที่เวลาปกติแค่มองหน้าก็แทบจะวางมวยกันแท้ๆ

 

                    แปลกๆแฮะ?

 

                    “ว่าไง?”

 

                    “ครับ คือ....ตะวันหันขวับมามองคนถามแล้วยิ้มแหย

 

                    “ไม่รู้สิครับ วันๆเจ้านายให้ผมทำอะไรบ้างล่ะ ตื่นมาก็ซักผ้าทำกับข้าว เห็นแต่แฟกซ์กับคอม จะขี่ม้าทีก็ขี่แต่อาปาเช่แถมไม่ได้ขี่เองด้วย เลยดูไม่เป็นว่าม้าที่ชอบจะต้องเป็นยังไงเหรอครับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวไหนถึงจะดี และม้าที่อยู่ตรงนี้ก็คงดีเหมือนกันหมด

 

                     “งั้นมาทางนี้!

 

                    “ครับ เอะ? จะไปไหนครับ?” คนถูกลากถามเมื่อมือหนารั้งให้เดินไปตามและเลี้ยวไปอีกทางจนต้องหันกลับไปมองด้านหลัง พอเห็นว่าไม่มีใครเดินตามมา มือบางเลยดันที่ลอนท้องแข็งๆ

 

                    “เจ้านายครับ...

 

                    “หือ?..”

 

                   “มีคนอยู่ด้วยนะครับ เดี๋ยวมีใครเห็นจะว่าเจ้านายได้นะครับ

 

                    “ใครที่ว่าน่ะ ใคร?”

 

                    “ก็....เมื่อกี้แว๊บๆว่าจะเห็นนรินทร์วิ่งตามมานี่นา ...หายไปไหนซะแล้วล่ะ?.........

 

                    ตะวันหารู้ไม่ว่าระหว่างที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ปากบางของนรินทร์ถูกมือสากเอื้อมมาตะปบไว้แน่นจากด้านหลัง แถมช่วงล่างตั้งแต่เอวบางลงไปถูกแขนล่ำของใครอีกคนรวบแล้วสามัคคีพากันยกร่างเล็กที่กำลังดิ้นอย่างตกใจลับหายไปอีกทางราวกับนกรู้

 

                   “มีใครที่ไหน...

 

                  “แต่ เมื่อกี้ผมเห็นรินทร์เดินตามมาจริงๆนะครับ แล้วไปอยู่.....อื๊อออ!...

 

                  ยังไม่ทันจะพูดจบดีคำพูดทั้งหมดต้องกลืนหายกลับเข้าไปในคอ แถมคำว่า อย่า!..” ก็หลุดออกมาแค่เสี้ยววินาที

 

                   ตาโตเบิกกว้างขณะที่พยายามเรียกสติของตัวเองไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปกับจุมพิตเร่าร้อนที่ร่างสูงบรรจงส่งให้ในเวลาแบบนี้

                 

                    มือขาวยกขึ้นบีบไหล่กว้างแล้วหลับตาปี๋เมื่อความรู้สึกบางอย่างมันหวามเข้าสู่ใจกลางลำตัว

 

                   คนตัวบางพยายามที่จะเบี่ยงตัวเองออก แต่ติดที่ลำแขนแกร่งลากให้หลบมุมเสาต้นใหญ่ ก่อนจะใช้ลำตัวหนาหนักดันจนหลังบางแนบผนังคอกม้าพร้อมกับลำตัวหนาหนักแทรกเข้าหว่างขาเรียว กอดรัดร่างบางไว้แนบแน่น

 

                   ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ไม่ได้ลิ้มรสกันของเมื่อวานนั้นทำให้ลิ้นร้อนเกี่ยวพันดูดกลืนความหวานที่ได้รับตะกระตะกรามราวกับเจอโอเอซีสกลางทะเลทราย

 

                   เสียงแลกน้ำหวานดังจุ๊บจั๊บคลอกับอีกเสียงที่อืออาฟังไม่ได้สรรพ แต่กลับเร้าอารมณ์ทั้งคู่ที่กำลังอัดอั้นให้ลุกฮือขึ้นอย่างง่ายดายจนลำร้อนกลางกายคล้ายอยากขยายจนปวดหนึบ

 

                   “อ่า......

 

                    ลิ้นนุ่มเบี่ยงหลบก็แล้ว หดไว้ก็แล้วแต่ก็ไร้ประโยชน์เมื่อลิ้นหนาช่างเอาแต่ใจ ทั้งแทรกเข้าควานลึก ทั้งเกี่ยวรัดรึง ทั้งยังดูดปลายลิ้นบางราวกับจะให้ขาดติดปากติดลิ้นสากออกมายังไงอย่างงั้น

 

                   ทำเอาคนตั้งรับแทบหายใจไม่ทัน

 

                  มือบางที่ขยุมอกเสื้อถูกมือหนาคว้าให้คล้องต้นคอ คนตัวโตจึงถือโอกาสโถมเข้ากอดรัดร่างบางจนลอนท้องแข็งสัมผัสกันแนบแน่น

 

                   ฝ่ามือร้อนช้อนประคองต้นคอขาวให้สองหน้าเอียงองศารับจูบแลกน้ำหวานกันถนัดถนี่

 

                   มือหนาอีกข้างรั้งขาเรียวให้พาดเกี่ยวสะโพกแกร่ง แยกหว่างขาเรียวออกกว้างให้ร่างหนาเอาแต่ใจบดเบียดความร้อนผ่าวที่กำลังอัดอั้นถูไถบดคลึงราวกับจะให้บรรเทา

 

                   “อ๊าา .....เจ้า.......นา...ย!”   

 

                    เสียงหวานเพิ่งมีโอกาสครางประท้วง แต่ก็เพียงชั่ววินาทีเดียวเท่านั้นที่ปากบางเป็นอิสระ เพราะริมฝีปากร้อนผ่าวราวกับไฟแนบตามจูบแล้วเม้มไปทั่วริมปากอิ่มทั้งบนทั้งล่างไม่ให้น้อยหน้า

 

                    ทั้งแก้มหอม.....

 

                   ทั้งลำคอขาวเองก็หลบไม่พ้นเมื่อความร้อนผ่าวทาบเม้มดูดไปทั่วจนขึ้นรอยสีจาง.....

 

                   ติ่งหูเล็กถูกกัดเบาๆราวกับหยอกจนเจ้าของมันขนลุกซู่ และมีแต่พจน์เท่านั้นที่รู้ว่ามันไม่ใช่ มันห่างไกลกับคำว่าหยอกชนิดฟ้ากับเหว และมันเป็นซะยิ่งกว่าคำว่า จริงจัง ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันแบบนี้

 

                    ปากอิ่มนุ่มถูกปล่อยช้าๆ........ช้าจนเห็นเมือกวาวใสยืดยาวพันติดลิ้น เรียกเลือดให้วิ่งมาออแดงบนแก้มเนียนอีกครั้ง........แถมมันยังวูบวาบจนทำตัวไม่ถูกอีกตั่งหาก

 

                     ปากอิ่มบวมเจ่อเผยอโกยลมหายใจเข้าปอดจนหอบสะท้าน

 

                    ความร้อนลามไปทั้งหน้าทั้งคอเมื่อรู้สึกถึงมือสากวางไว้ตรงไหนบนร่างกายตนทำเอาตะวันอยากทรุดลงมุดดินเมื่อเห็นสถานที่ที่ตนลืมตัวไปเมื่อครู่ถนัด

 

                    ถ้าเกิดมีใครเดินมาเห็นตอนนี้?!

 

                    “พ พอแล้วครับ อื๊ออ!!"

 

                    ตะวันทำได้แค่เอียงหน้าหนี เอียงได้แค่หน้าจริงๆเพราะเอวบางถูกแขนแข็งๆรัดไว้แน่น จนเจ้าของเอวกังวลว่าจะดิ้นหลุดไปได้ยังไงถ้าอีกฝ่ายไม่คิดปล่อยมือมือ

 

                   มือบางตะครุบหมับเข้าที่นิ้วหนาเมื่อมันทำท่าจะล้วงเข้าชายเสื้อเพื่อสัมผัสแผ่นหลังนุ่มเนียนด้านในให้ตะวันเสียววาบทั้งตัวจากหัวจรดเท้า

 

                   นิ้วเรียวยาวล้วงลึกจนคนเสียเปรียบหน้าตื่น รีบเปลี่ยนเป้าหมายมาประคองใบหน้าคมแล้วเขย่าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

 

                  “เจ้านายครับ เจ้านาย!ตะวันเรียกเมื่อตอนนี้มองมาตาคมที่คอขาวๆตาปรอย 

 

                   จุ๊บ! จุ๊บ! จุ๊บ!

 

                   ปากหยักได้รูปถูกปากนุ่มจูบติดๆกันหลายครั้งจนพจน์ต้องเลิกคิ้วมองอย่างถูกใจ ยิ่งทำให้คนลงมือถึงกับแก้มแดงจัด แต่ต้องข่มความอายเก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้ชั่วคราว

 

                   “ติดไว้ก่อน ตอนเย็นก็ได้นะครับ แต่อย่าเพิ่งตอนนี้เลยนะ!”  เสียงหวานบอกเร็วรัว

 

                    “ตอนเย็น?”

 

                    “เอาไว้เย็นนี้.......เย็นนี้......เราค่อย........เอ่อ......เราค่อย......

 

                    ให้ตายเถอะ!! อยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถจริงๆ ไม่สามารถข่มความอายเวลาที่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้เลย ปากบางจึงกัดแล้วกัดอีกจนบวมเจ่อเร้าอารมณ์จนพจน์กระตุกยิ้มร้าย

 

                    “ค่อยเมคเลิฟ!.....

 

                    หมับ!!!

 

                    มือบางตะครุบปากคนพูด แต่ดูเหมือนพจน์ไม่เดือดร้อนสักนิดถ้ามีใครสักคนเดินเข้ามาเห็นภาพตอนนี้

 

                   “ชี่!! อย่าเสียงดังไปสิครับ เดี๋ยวใครก็ได้ยินหรอก แล้วก็ปล่อยเลย ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้นะครับ ไหนบอกว่าจะช่วย อื๊อออ!!!!

 

                    ปากอิ่มถูกทาบปิดจนเสียงหาย......นาน......ให้ได้ยินเสียงครางอืออาออกมานั่นแหละคนเอาแต่ใจถึงได้ปล่อย

 

                   “เราจะบอกพี่ว่าตอนเย็นเราค่อยเมคเลิฟกัน ....จะว่าอย่างงั้นใช่ไหม?”

 

                    ลมหายใจอุ่นๆกระทบติ่งหู ปากร้อนกดหอมจนแก้มยุบ อีกทั้งน้ำเสียงทุ้มทำเอาคนฟังใจสั่น ย้ำคำเรียกที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้แทนตัวให้ตาโตเบิกโพลง เมื่อเสียงทุ้มกระซิบพร่าบรรยายฉากวาบหวามซ่านอารมณ์เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองจนตะวันไปไม่เป็น

 

                     มือไม้เลยไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ได้แต่จิกทึ้งคอเสื้อเชิ้ตของคนตัวใหญ่อย่างทำอะไรไม่ถูก ใจนึกอยากให้ดินสูบเอาร่างตนหายวับไปจากเหตุการณ์กระอักกระอวนตอนนี้จริงๆ

 

                     “พอแล้วครับ จะทำให้เขินไปถึงไหน!”  ปากต่อว่าแต่ตาเสหลบจนพจน์ยิ้มกริ่ม

 

                     “ไปถึงตอนเย็นเลยดีไหม?...”

 

                      “พอแล้ว! ถ้าไม่หยุดพูดนะ......

 

                    นิ้วที่ชี้มาตรงหน้าไม่ได้ทำให้พจน์กลัว แต่กลับคว้าเข้าปากอมจนตะวันสะดุ้งโหยง

 

                      “อ๊าาา!

 

                      เสียงครางที่ดังออกมาไม่ทำให้พจน์ปล่อย ปลายลิ้นร้อนดูดดุนไม่พอยังใช้ฟันคมแทะลำนิ้วขาวที่คาในปากเบาๆ ทำเอาตะวันเข่าอ่อน เมื่อความเสียวแล่นซ่านจากปลายนิ้วไปทั่วร่างขาวราวกับไฟช็อต

 

                      “พ พอแล้ว ....อ๊ะ ....อ่าา!!...” 

 

                       !!!!!

 

                      ฟันซี่เล็กขบปากบางฉับเมื่อได้ยินเสียงน่าอายของตนหลุดออกมา มือที่พยายามดึงหนีถึงกับสั่น ส่วนมืออีกข้างก็ดันไหล่กว้างหวังจะดึงมือที่คาปากหยักออกมา เป็นการยื้อแย่งมือตัวเองคืนแบบทุลักทุเลดีแท้

 

                      พจน์ทบต้นทบดอกที่ได้แค่จูบตั้งแต่เมื่อวาน ยิ่งได้ยินเสียงครางหวาน ยิ่งพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ผลักร่างขาวลงนอนกับกองฟางแล้วทำอย่างที่ใจคิดตอนนี้

 

                       ตาสองตาสบกันนิ่ง

 

                       คนหนึ่งก็เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ กับอีกคนที่ไม่ว่าจะออกปากห้ามหรือปฏิเสธยังไงสุดท้ายก็เป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี

 

                      ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย  ตะวันคิด

 

                      แต่ปากที่กำลังจะอ้ากลับชะงักก่อนขมวดคิ้ว เมื่ออยู่ดีๆร่างสูงก็ขยับตัวถอยออกไปยืนห่างๆ ก่อนที่เสียงย่ำเท้าใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงเรียก

 

                      “นายยยยยย!!!

 

                      พจน์เหลือบไปมองเหล่าตัวต้นเหตุที่เดินตามกันมาเป็นขบวน และที่ตนผละออกมาไม่ใช่ว่ากลัวหรอกนะ แต่เพราะห่วงอีกคนจะทำหน้าไม่ถูกตั่งหาก

 

                     “อยู่นี่เองพี่ตะวัน อ๊ะ! นี่! นี่!อย่าบอกนะว่านายจะ?.......”

 

                     เสียงตกใจของนรินทร์พร้อมกับที่เจ้าตัวเบิกตาที่โตอยู่แล้วให้โตปานไข่ห่านจนทำให้ตะวันขมวดคิ้วถาม

 

                    “บอกอะไรรินทร์?”

 

                    “ก็อย่าบอกนะว่า.....เจ้านายจะให้พี่ตะวัน...ขี่....ขี่เจ้าตัวนี้น่ะครับ?” 

 

                   “ใช่ ให้ขี่ตัวนี้แหละ!

 

                   “ หา!?    //    หา!?    //     หา!?”  เสียงที่พร้อมเพรียงกันจนตะวันสงสัย

 

                   ตกใจอะไรกันขนาดนั้น?.....มัน.......มันก็แค่ม้าตัวนึง.....แค่ขาวเอง แต่เอ? ไม่ใช่แค่สิต้องพูดใหม่ ไม่ใช่แค่ขาวหรอก...แต่มันทั้งขาวและสวยไปทั้งตัวตั่งหาก นี่ถ้ามีไอ้เขาแหลมๆโผล่ขึ้นมาบนหัวของมันละก็ ตะวันคิดว่าเจ้าตัวนี้ต้องเป็นม้ายูนิคอนแน่ๆ 

 

                    ก็น่ารักดีนี่นา......แต่ทำไมทำหน้าชอบกลกัน

 

                    คิดได้อย่างนั้นตะวันเลยยื่นมือไปหมายจะลูบจมูกมันอย่างนึกเอ็นดู แต่.......

 

                    "ตะวันอย่า   //  อย่าเพิ่ง

 

                    มือขาวหดกลับทันทีที่ได้ยินเสียงประสานดังสนั่นจนม้าอีกหลายตัวในคอกร้องขึ้นบ้างอย่างตกใจ

 

                    ร่างสูงของพจน์เดินไปหยุดยืนชิดแผ่นหลังบาง  มืออุ่นยกขึ้นจับไหล่บางของคนที่กำลังยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกแล้วก้มลงข้างหู

 

                    “ตะวัน” 

 

                    “ครับ...คือ?”

 

                    “ไม่ต้องตกใจ ฟังพี่นะ

 

                    “ครับ

 

                    “เจ้าตัวนี้ชื่อสโนว์ เป็นม้าที่พี่กับลุงสังข์พยายามจะฝึกอยู่ แต่ก็ค่อนข้างลำบากอยู่หน่อยตรงที่มัน.......ไม่ชอบผู้ชาย

 

                    คนฟังถึงกับหันขวับมามองคนบอกมีด้วยเหรอม้าแบบนั้น?

 

                    “ใช่ ผมก็ลองดูแล้ว ทีแรกนึกว่ามันจะกลัวแต่นาย ที่ไหนได้พวกผมก็โดนกันหมด

 

                    “มึงเป็นแค่ม้านะ แต่ผู้ชายเข้าใกล้ไม่ได้หมายความว่ายังไงครับมึง?”

 

                    เจ้าสโนว์ที่ยืนมองนิ่งให้คำตอบโทนคือเสียงร้องฮี้ๆพร้อมกับยกขาหน้าขึ้นแล้วย่ำเท้าหนีกุบกับ

 

                    “เอ้ย! เฮ้ย! เฮ้ย! พูดแค่นี้ต้องมีน้ำโหด้วยเหรอ?”

 

                    “ก็พี่โทนไปว่ามันนี่ เป็นใครก็ต้องโมโห ถ้าเป็นรินทร์นะ รินทร์ก็จะโมโหแบบนี้แหละ

 

                    “น้องรินทร์จ๋าเจ้าสโนว์มันเป็นม้า ม้ามันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง

 

                    “ไม่รู้เรื่องได้ไง เนี่ย! มันกำลังโมโหให้พี่โทนอยู่นะเห็นไหม เน๊อะสโนว์ พี่โทนนิสัยไม่ดี

 

                    คนพูดยกมือขึ้นลูบจมูกของมันเบาๆ แถมเจ้าม้าหน้านิ่งยังตอบรับด้วยการขยับหน้ายาวๆของมันชนมือนรินทร์ให้เห็นแบบจะๆ จนนรินทร์หันมายิ้มกว้าง

 

                   “พี่ตะวันมาเร็วๆ เจ้าสโนว์มันชอบให้ลูบหัวละ

 

                   “จะดีเหรอ ก็ไหนบอกมันไม่ชอบผู้ชาย?” ตะวันเห็นแล้วนึกอิจฉา แต่ก็เกรงอยู่หน่อยละนะ เพราะไม่เคยได้ขี่ม้าเองซักทีเลยทำตัวไม่ถูก

 

                  “นี่ละที่พี่กำลังจะบอกเรา....

 

                   “บอกอะไรครับ?”

 

                   ตะวันขมวดคิ้วหันไปถามอย่างสงสัย แต่ตาคมไม่ได้มองตอบตะวันกลับมองไปอีกทางจนตะวันต้องเบนสายตามองตามบ้าง

 

                   ร่างบางถูกพจน์ดึงให้เดินตามจนไปหยุดลงใกล้ๆ เจ้าสโนว์ที่กำลังส่งเสียงแล้วย่ำเท้าหนีกุบกับ ดึงเชือกที่ผูกไว้กับเสาถอยหนีเมื่อคนทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ราวกับกลัว ติดที่เชือกของมันผูกติดไว้กับเสาแน่นจนเจ้าตัวปัญหาขยับไปไหนไม่ได้ เลยได้แต่ส่งเสียงราวกับไม่พอใจ

 

                   แต่พอเพียงร่างสูงๆของพจน์ที่กอดอกขยับถอยห่างออกมาหลายก้าว ทิ้งไว้ก็แต่ตะวันที่ยืนนิ่งก่อนจะหันกลับไปมองม้าที่พจน์เลี้ยงมาอย่างดีจนเริ่มโต และตกลงกันว่าจะให้ลุงสังข์กับคนงานฝึกเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา

 

                   แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าสโนว์ออกลายพยศจนใครก็ขึ้นขี่ไม่ได้ ไม่ว่าจะทางได จะใช้วิธีปลอบก็แล้ว ขู่ก็แล้ว และเมื่อยิ่งขู่กลับยิ่งโดนเจ้าสโนว์ต่อต้านจนคนงานพากันยกมือยอมแพ้ แม้แต่ลุงสังข์ที่ถือว่าเป็นโปรแท้ๆได้แต่ส่ายหัวแถมหยอดมาอีกว่าปีนี้คงแก่เกินไป

 

                   กว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งพจน์ทั้งคนงานพยายามแล้ว และก็พอจะสังเกตได้อย่างว่าเจ้าสโนว์ที่พยศเกินจะรับมือกลับนิ่งเมื่ออยู่กับนรินทร์แถมเชื่องและเชื่อฟังว่าง่ายเล่นเอาโปรฝึกม้ามาหลายปีทั้งหลายถึงกับอ้าปากค้าง

 

                  “นั่นสิครับนาย ทำไมมันถึงเชื่องแถมเชื่อฟังคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเคยฝึกม้าด้วยซ้ำอย่างรินทร์?”

 

                  “ไม่ใช่แต่กับรินทร์เท่านั้นนะ กับเมียเจ้านนท์หรือคนงานผู้หญิงก็ไม่มีปัญหา

 

                  เสียงของผู้สูงวัยที่สุดในกลุ่มเสริมขึ้นทันทีที่โทนออกความเห็น เพราะขณะที่ทุกคนกำลังตั้งข้อสันนิษฐานกันอย่างสงสัย ทุกสายตามองไปที่ตัวปัญหาเป็นตาเดียว

 

                 “นั่นแหละครับลุงที่ผมกำลังสงสัย?” มือครามยกขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิดพลางเหลือบสบตากับผู้อาวุโสอย่างรู้กัน

 

                  “นายก็คิดเหมือนผมใช่ไหม.......” ลุงสังข์ถามพจน์ยิ้มๆ

 

                  “ใช่ครับ

 

                  “อะไร อะไรลุง อะไรเหรอนาย! บอกผมด้วยสิ...”  โทนได้ยินก็กรอกตาอย่างหน่ายใจ

 

                 “มึงไม่ต้องเสือกสักเรื่องได้ไหมไอ้ชิต!....

 

                   “ทำไมวะ ก็กูอยากรู้

 

                   “มึงมองไม่ออกหรือไงว่านายกับลุงเขากำลังคุยเรื่องเจ้าสโนว์ และถ้ามึงไม่โง่จนเกินไปมึงก็ต้องมองออกว่าเจ้าสโนว์มันไม่ชอบผู้ชายถึกๆอย่างกูหรืออย่างมึง

 

                   “แล้วยังไง?”    โทนได้ยินถึงกับถอนหายใจพรื้ด    มึงโง่หรือไง มึงเลยไม่รู้ว่าเจ้าสโนว์มันชอบผู้หญิงมากกว่าหาไอ้ชิต

 

                   “ก็แล้วมันเกี่ยวกับที่นายพูดยังไงวะ?”

 

                   “เออ มึงโง่จริงๆด้วยว่ะ

 

                   “ไอ้โทน! มึงหลอกด่ากู

 

                  “กูไม่ได้หลอก กูด่ามึงตรงๆ

 

                  “พอๆ พวกเอ็งสองคนนี่ยังไง อยู่ด้วยกันเป็นไม่ได้เลย ไอ้โทนเอ็งรู้อะไร

 

                 “ก็นายคิดจะให้คุณตะวันทำอะไรล่ะ แค่นี้ก็รู้แล้ว

 

                 โทนบอกลุงสังข์หันไปมองหน้าคมของพจน์และก็ได้ยินเสียงหัวเราะ หึๆ”  ออกมาทันทีที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นไปตามคาด

 

                 ส่วนทางด้านของตะวันนี่ยืนตาพราวมาสักพักแล้ว เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้ายอมรับว่ารู้สึกกลัวเจ้าสัตว์สี่ขารูปร่างปราดเปรียวตัวนี้

 

                 แต่วินาทีต่อมาต้องขอบอกว่าตื่นเต้นที่สุด เพราะเจ้าสโนว์ไม่เพียงนิ่งให้แตะ แต่ขยับหน้าของมันทักทายมือขาวของตนที่ยื่นไปลูบมันเบาๆจนเจ้าของมือถึงกับกัดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อที่จะได้ไม่ตะโกนออกมาอย่างยินดี

 

                 “เห็นไหมล่ะว่าแล้ว เจ้าสโนว์มันชอบพี่ตะวันจริงๆด้วย

 

                 “ตื่นเต้นจัง”  เพราะม้าที่ใครๆกล่าวขวัญไม่มีทีท่าอย่างที่ว่าสักนิด

 

                  “เจ้านายครับ ผมชอบสโนว์ ตัวนี้ให้ผมนะ?”

 

                  “ไม่มีปัญหา

 

                  “จริงเหรอครับ

 

                  “แต่เราต้องฝึกเองพจน์ยกกอดยกมองไม่วางตา ห่วงทั้งคนทั้งม้าที่ไม่ประสาพอๆกัน

 

                  “ก็ ก็ได้ครับ แล้วต้องทำยังไง?”

 

                  “ก็อย่างที่เรารู้นั่นแหละว่าเจ้านั่นไม่ยอมให้พี่ ลุงสังข์หรือใครก็ตามขึ้นขี่เลยซักคน แม้แต่นรินทร์ที่มันชอบ แต่เราอย่าลืมว่ารินทร์เองก็ยังไม่เคยลองขี่มัน นั่นแหละที่พี่เป็นห่วง

 

                  “ครับ?”

 

                  “อย่างแรกเลย เราต้องเอาอานใส่หลังมัน รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง

 

                  ตะวันพยักหน้าหงึกๆ พจน์จึงขยับตัวหมายจะเข้าไปช่วยกำกับใกล้ๆ แต่ร่างสูงกลับชะงักและขยับถอยหลังออกมาเมื่อเจ้าม้ามีปัญหาเริ่มถอยหนี นี่ถ้าไม่มีเชือกกับคอกมันคงวิ่งหนีไปไกล จนคนตัวสูงได้แต่ถอนหายใจเฮือก

 

                  “ให้ตายสิ!

 

                  เสียงทุ้มสบถในลำคอ เพราะตั้งแต่ฝึกม้ามาก็เพิ่งเคยเห็น ที่น่าโมโหที่สุดก็เห็นจะเป็นเพราะมันคล้ายจะกลัวเอามากๆจนถอยหนีทุกครั้งที่เข้าไปใกล้เลยทีเดียว

 

                 “จะดีเหรอนาย อานม้ามันหนักนะครับ ข้อแค่นั้นเดี๋ยวก็หักพอดี

 

                 “พูดจาดูถูกเกินไปแล้วพี่ชิต อานม้าหนักแค่นี้พวกพี่ทำได้ทำไมรินทร์กับพี่ตะวันจะทำบ้างไม่ได้คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มตะโกนบอกเสียงดัง

 

                  “ใครว่าพี่ดูถูกละจ๊ะ พี่เป็นห่วงน้องรินทร์ตั่งหาก กลัวว่ามือนุ่มๆจะพังซะก่อน

 

                  “เงียบไปเลย

 

                  พจน์ยืนกอดอกปรึกษาหน้าเครียดกับลุงสังข์ว่าจะทำยังไงกับเจ้าม้าตัวนี้ดี แต่เพียงไม่กี่นาทีจากที่ยืนคุยกันกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ขึ้นทันตา

 

                  คนงานที่เพิ่งเสร็จจากต้อนวัวขี่ม้าเข้ามาเห็นเหตุการณ์ ต่างก็เข้ามายืนเมียงมองคนตัวขาวๆผิดสถานที่สองคนช่วยกันปลอบช่วยกันจูงม้าดื้อออกมาจากคอกใหญ่จนมาถึงลานกว้างด้านนอก

 

                  พจน์กับคนงานแทบจะเฮโลเข้าไปช่วยหลายครั้งอย่างหมั่นเขี้ยว แต่เอาเข้าจริงกิริยาของม้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นมิตรด้วยเลยเป็นเหตุให้เหล่าชายกล้ามโตชิดซ้าย ถอยหลบกันเป็นแถว ได้แต่ยืนมองเด็กบัญชีหน้าขาวสองคนหัวเราะคิกคัก สนุกกับหน้าที่ใหม่และไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือเปล่า

 

                  รอบๆทั่วลานหญ้ากว้างด้านนอกยังมีม้ารุ่นเดียวกันถูกปล่อยออกมาให้วิ่งเล่นสนุกสนาน และไม่มีตัวไหนมีปัญหาอย่างเจ้าสโนว์เลยสักตัว

 

                   เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่สามารถคำนวนได้แบบเลขคณิตศาสตร์จนพจน์ได้แต่ขมวดคิ้วงง

 

                  แต่ที่ทำให้โล่งใจไปเปราะหนึ่งก็คือเมียคนงานที่พอจะรู้นิสัยของม้าเข้ามาช่วยกันจับ และให้คำแนะนำตะวัน เพราะดูแล้วเป็นม้าที่ค่อนข้างแปลกพอตัวเลยละ

 

                    กับผู้หญิงเจ้าสโนว์จะเชื่องและเชื่อฟังจนเหล่าชายอกสามสอกกอดอกมองอย่างเคืองๆ

 

                    “พามันเดินไปรอบๆ ทำให้มันคุ้นเคย สร้างความเชื่อใจ

 

                    “ครับ....

 

                    เชือกในมือถูกดึงเบาๆให้เจ้าม้าดื้อเดินตาม มือขาวลูบคอลูบหัวมันเป็นพักๆ ตามคำบอกของพี่ๆ และดูเหมือนจะได้ผลเพราะผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเจ้าสโนว์ก็เดินตามตะวันต้อยๆ

 

                    ภาพต่อมาตั่งหากที่ตรึงคนกลุ่มใหญ่ให้หยุดเคลื่อนไหวราวกับโดนสะกด

 

                    บางคนก็ยืนวางแขนเกาะรั้วไม้ขาวชำเลือง.......บ้างก็ขึ้นไปนั่งห้อยขาแอบมองภาพแปลกตาที่ไม่เคยเห็น

 

                   “เจ้านายดูสิครับ

 

                   เจ้าของเสียงหวานที่กำลังยิ้มกว้างตะโกนบอก เมื่อพี่ๆเขาช่วยจนในที่สุดตะวันก็โหนตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จพร้อมๆกับได้ยินเสียงเฮลั่นปรบมือก้องไปทั่วท้องทุ่งกว้าง

 

                    พจน์เองไม่รู้ว่ากำลังทำหน้ายังไง แต่ทำเอาคนทั้งกลุ่มอึ้งตาค้างคือมุมปากหยักยกยิ้มกว้างอย่างเผลอๆเมื่อคนตัวบางส่งยิ้มหวานเจี๊ยบแถมโบกมือขาวให้ไหวๆ

 

                   ใบหน้าคมที่ปกติดูขรึมเฉยวันนี้เลยแปลกตา จนคนงานที่ยืนอยู่รอบตัวพากันตาโตมองหน้านายใหญ่ทีมองหน้าคุณเลขาทีอย่างกับไม่เคยเห็น

 

                     คนหน้าขาวก้มลงคุยกับม้าราวกับรู้เรื่อง มือก็ลูบคอเจ้าสโนว์เบาๆแล้วยิ้มกว้างอย่างยินดีที่มันตอบรับอย่างเป็นมิตรทำเอาตะวันเนื้อเต้นแทบลืมหายใจ

 

                    “มันเดินแล้ว เจ้านายเห็นไหมมันไม่ดื้อเลย

 

                    “ระวังมือกับเท้าให้ดีอย่าสับสน

 

                     “ครับ เก่ง เก่ง น่ารักมากสโนว์

 

                    คนพูดชมม้าโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองนั้นหนาก็ไม่ได้ไกลกับคำที่เพิ่งว่าออกมาสักนิด เพราะผมทรงใหม่ตัดมาไม่ได้ทำให้คนที่กำลังตื่นเต้นอยู่บนหลังม้าดูมาดแมนขึ้นเลยสักกระผีก

 

                    กลับกัน ผมลองทรงแบบนั้นกลับทำให้หนุ่มน้อยตะวันเหมือนทอมบอยไปเลย อีกทั้งต้นคอระหงที่ลับหายเข้าไปในเนื้อเสื้อยังขาวปานหยวก

 

                     อยู่กลางแดดแบบนี้แทนที่จะทำให้คนตัวบางคล้ำลงบ้าง แต่แดดอ่อนตอนเกือบเที่ยงวันกลับทำให้แก้มเนียนสุกปลั่ง ไม่รวมถึงปากบางที่ระเรือแดงซะยิ่งกว่าแก้ม

 

                    “อะแฮ่ม นายครับ ผมว่า......

 

                   “ว่าอะไร? มีอะไรเสนอก็ว่ามาเลย!”

 

                    “เปล่าครับนาย ผมไม่มีอะไรเสนอหรอก ผมว่า.....วันนี้นายยิ้มมากกว่าปกตินะครับ ....แหะ แหะ ผมแค่เปรยครับเปรย ไม่มีอะไรแอบแฝงแค่คิดดังไปหน่อยเท่านั้นเอง นายอย่ามองผมอย่างนั้น

 

                    “วันนี้เอ็งก็พูดมากกว่าทุกวันนะไอ้นนท์พจน์ย้อน

 

                    “เหรอครับ ฮ่าฮ่าฮ่า ผมไม่ยักกะรู้ตัว”    คนพูดหัวเราะร่าทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ทั้งๆที่พยายามกลั้นขำพอๆกับอีกหลายคนที่หันหน้าไปอมยิ้มไม่ให้เจ้านายเห็นไม่งั้นละโดนเรียงหัว

 

                    “คุณเลขาเวลายิ้มน่ารักจังน้า......

 

                    กึก!....

 

                    เสียงพึมพำลอยมาให้ร่างสูงยืนกอดอกหูผึ่งนิ่งฟัง ผิดกับในใจที่เริ่มร้อนแปลกๆทั้งๆที่วันนี้น่าจะเป็นวันที่ปลอดโปร่งที่สุดในรอบสัปดาห์แท้ๆ

 

                    “ผู้ชายแท้ๆแต่ทำไมขาวจังวะ?”

 

                    เสียงเปรยที่ไม่พึงประสงค์ยังลอยมา คราวนี้ทำให้เจ้าของตาคมห้ามตัวเองไว้สุดฤทธิ์ คิดซะว่ามันพูดเล่น ไม่ต้องคิดอะไรมาก พลางสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเอง

 

                    ‘อย่าคิดมากไอ้พจน์ มึงจะคิดมากไปทำไม ไม่มีอะไรหรอกน่าพวกนี้ก็ปากหมาประจำ

 

                   “ข้างนอกยังขาวขนาดนี้ กูว่าในร่มผ้าคงจะ....

 

                    ขวับ!!

 

                   “ว่างกันมากใช่ไหมวันนี้ จะได้ให้ลุงสังข์สั่งงานเพิ่ม.......

 

                   “อย่าครับนาย แหะแหะ พวกผมแค่ล้อเล่น ยิ้มเหมือนเมื่อกี้ดีแล้วครับ เห็นไหมกูบอกมึงแล้ว!เสียงสุดท้ายหันมากระซิบกันพร้อมตบกะโหลกคนต้นคิดโทษฐานที่เริ่มดีนัก

 

                    ความชุลมุนเล็กๆของกลุ่มคนงานไม่ได้อยู่ในสายตาของคนตัวบางเท่ากับใครบางคนที่เดินแยกตัวออกมา คนหน้าหวานส่งยิ้มขอบคุณไปให้ใครคนนั้นที่ใช้สายตามองมาอย่างเป็นห่วง

 

                    รอยยิ้มหวานยังไม่จางไปจากปากอิ่ม แต่กลับเพิ่มเติมบางอย่างจากตากลมโตที่มีแต่พจน์เท่านั้นที่มองความหมายนั้นออก ก่อนที่คิ้วเข้มจะเลิกขึ้นสูงเมื่อเสียงหวานตะโกนถาม

 

                   “เจ้านายครับ

 

                   “ว่าไง?...”

 

                    "กระตุกเชือกเบาๆให้มันหยุด แล้วถ้าอยากให้มันวิ่งล่ะครับ?”

 

                    “สีข้างไง จับเชือกให้แน่น ใช้เท้าสะกิดสีข้างมันเบาๆ แต่วันนี้อย่าเพิ่งเลยให้มันเดินสักสองสามวันก่อนแล้วค่อย....เฮ้ย!!

 

                    “เหวอออออ!!!

 

                    กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!

 

                   “ตะวัน!!

 

                    พจน์ตะโกนสุดเสียง ตามองตามร่างที่กำลังโงนเงนอยู่บนหลังเจ้าม้าสีขาวที่วิ่งห่างไปหลายช่วงตัวอย่างเป็นห่วง

 

                    “ชิบหายแล้วไง

 

                     ลุงสังข์อุทานเมื่อเห็นพจน์ที่โหนขึ้นหลังอาปาเช่แล้วห้อตามเจ้าม้าสาวที่วิ่งนำ ทำเอาคนงานตาเหลือกโดดลงจากรั้งโหนขึ้นหลังม้าห้อตามนายใหญ่ไปอย่างเป็นห่วง

 

                     ทั้งเสียงกุบกับของเกือกม้า ทั้งลมที่ปะทะหน้ากับแรงสะเทือนขณะที่เจ้าสโนว์วิ่งทำเอาตะวันหลับตาปี๋    

 

                     ‘ทำยังไงล่ะทีนี้ พ่อแก้วแม่แก้วช่วยที!

 

                     คนตัวบางภาวนา ใจอยากจะหันกลับไปมองข้างหลังแต่ยังไม่มีโอกาส ขาก็ได้แต่เกร็งหนีบสีข้างเจ้าสโนว์แน่น มือบางเองก็กำเชือกที่ถือไว้จนนิ้วชา เพราะความตกใจล้วนๆเลยได้แต่หนีบแขนหนีบเข่าลืมคำแนะนำที่ใครต่อใครเขาบอกไว้ก่อนหน้าสนิท

 

                    หน้าหวานซีดเผือด ความที่เป็นมือใหม่แกะกล่องเลยไม่ทันได้ตั้งตัว เพียงชั่ววินาทีที่ผละออกจากกลุ่มคนอย่างเดียวดายตะวันรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจ

 

                    “ตะวัน!

 

                    เหมือนเสียงสวรรค์ เมื่อหูพลันได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนเรียกดังใกล้เข้ามา บวกกับเสียงฝีเท้าม้าที่ซอยเร็วจี๋ตะวันรู้ว่าต้องเป็นใครไปไม่ได้

 

                   เจ้านาย!

 

                  “อย่าเพิ่งหันมา อย่าหันกลับมาเด็ดขาด จับเชือกไว้แน่นๆ โน้มตัวไปข้างหน้า

 

                  “ครับ..เสียงสั่นๆรับคำแล้วทำตามที่บอก แม้จะกลัวแต่ตอนนี้กลับรู้สึกอุ่นในใจอย่างประหลาด

 

                  “อย่าเพิ่งกระตุกเชือก ถ้ากระตุกทันทีจะทำให้เจ้านั่นตกใจ  ...บ้าเอ้ย!”  พจน์สบถอย่างหัวเสีย กำลังจะคว้าเชือกได้อยู่แล้วเชียว แต่มันกลับฉีกตัวหนีเหมือนกับกลัวซะอย่างนั้น

 

                  “พี่ครับ” น้ำใสคลอหน่วยตาหวานจนทำให้พจน์ตัดสินใจในเสี้ยววินาที

 

                  หนึ่งม้าที่กำลังตกใจกลัวเอาแต่วิ่งหนีไม่รู้ทิศทาง กับอีกหนึ่งฝีเท้าม้าที่พจน์ฝึกเองกับมือ

 

                  อาปาเช่รับคำสั่งได้ดีและไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อเจ้าม้าหนุ่มแข็งแกร่งพอๆกับคนที่กำลังกุมบังเหียนให้มันวิ่งเข้าเทียบสีข้างเจ้าม้าสาวที่ตกใจพาร่างบางนั่งอยู่บนหลังมันไปด้วย

 

                  “โดด!

 

                  “อ อะไรนะ แล้วทำไมเจ้าสโนว์มันไม่ยอมหยุด

 

                  “มันกำลังกลัวทั้งพี่ทั้งอาปาเช่ เราล่ะเชื่อใจพี่ไหม?” หน้าหวานกดรับหงึกๆน้ำใสคลอหน่วยตาจะหยดแหล่ไม่หยดแหล่ทำให้พจน์ตัดสินใจในทันที

 

                    “กอดคอ

 

                   "อ๊ะ!

 

                  “ยืนมือมากอดคอพี่ไว้เร็วเข้า!

 

                  พจน์ตะโกนแข่งกับลมที่ปะทะหน้า ตะเบ็งแข่งกับเสียงฝีเท้าม้าอีกฝูงที่ตามหลังมาติดๆเพื่อเรียกสติของคนที่กำลังหน้าซีดอยู่บนหลังม้าตรงข้าม

 

                   คนงานที่ควบม้าตามหลังมาเลยทันเห็นม้าดำตัวใหญ่วิ่งคู่ขนานกับม้าขาว โดยที่ทุกคนจ้องนิ่งไปที่ลำแขนสีแทนกำลังสอดเกี่ยวเอวบางพร้อมๆกับที่ร่างของตะวันถูกรั้งเข้ามากอดจนขาทั้งสองข้างลอยหวือขึ้นจากหลังม้า ทำเอาพวกตามหลังมาอ้าปากค้าง

 

                    เสียงชุลมุนของฝีเท้าที่วิ่งผ่านหน้าไปฝูงใหญ่ไม่ได้ทำให้ตะวันเหลือบตาไปมอง

 

                    ไม่มีแม้แต่แรงจะขยับเขยื้อนตัวออกจากแขนแกร่งที่รัดเอวไว้แน่น เรียกได้ว่าเมื่อกี้นั่งท่าไหนตอนนี้ก็ยังนั่งท่านั้นอยู่ แขนขาวเกาะกอด หน้าหวานซบแนบกับต้นคอหนานิ่ง

 

                   “เจ็บตรงไหน?”   ใบหน้าคมฉายแววกังวลกระซิบถามชิดขมับชื้นเหงื่อ

 

                    ปากอุ่นซับไปทั่วกระหม่อมบางแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ฝ่ามือครามไม่ได้นิ่งขยับไล่สำรวจไปทั่วลำแขนหลังไหล่บาง แล้วก็โล่งใจเมื่อหน้าหวานส่ายปฏิเสธไปมา

 

                   พจน์ผินหน้ามองไปอีกด้าน เห็นชิด โทน ยอดพร้อมกับคนงานอีกสองสามคนพยายามต้อนเจ้าม้าสาวที่ดูเหมือนจะไม่ยอมอ่อนให้ใครง่ายๆเลยสักนิด

 

                   “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ ผมนี่ใจหายแว๊บเลย กลัวมันสะบัดคุณเขาตกลงมาก่อนที่นายจะทันได้ช่วยจริงๆ” 

 

                    ลุงสังข์ว่าแล้วขอตัวไปจัดการเอง ให้ทั้งพจน์และตะวันได้แต่มองตามเพราะตอนนี้คงช่วยอะไรไม่ได้

 

                    ร่างบางหลับตาลง รู้สึกโล่งใจเมื่ออยู่ในอ้อมแขนอุ่นที่โอบไว้กระชับตอนนี้ ลืมไปสนิทว่าเป็นตัวเองนี่แหละที่ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งจะกังวลเวลาที่อยู่ด้วยกันในลักษณะแบบนี้แท้ๆ

 

                    “ขอโทษครับ

 

                    “ขอโทษทำไม เราไม่ได้ทำอะไรผิดมืออุ่นวางบนหัวทุยแล้วรั้งเบาๆจนสองตาสบกันนิ่ง ก่อนที่ตากลมโตจะเป็นฝ่ายเสหลบเพราะสู้ตาคมไม่ไหว

 

                    “ผมทำให้เดือดร้อนกันไปหมดเลย

 

                    “ทำไมพูดแบบนั้น ถ้าจะผิด ก็ต้องเป็นเพราะพี่ที่ชะล่าใจให้เราขี่ม้าทั้งๆที่มันยังไม่ได้ฝึกแบบนั้น โชคยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น......

 

                    หมับ... 

 

                   มือบางยกขึ้นปิดปากหยักแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

 

                   “เมื่อกี้แค่ตกใจ ตอนนี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว

 

                   มือครามกดทาบมือขาวให้ปากอุ่นทาบจูบฝ่ามือบางที่ค้างปิดปากตนหนักๆราวกับเรียกขวัญ และถ้าไม่ติดว่ารอบๆยังมีอีกหลายคนอยู่ด้วยละก็นะ

 

                  “น๊ายยย!!

 

                  นั่นไง! คิดไว้ผิดซะที่ไหน

 

                 พจน์หันไปมองเจ้าม้าขาวสีแปลกฝูงที่ถูกจูงมาโดยไอ้โทนเจ้าของเสียงเรียกดังราวกับตั้งใจขัดจังหวะเมื่อครู่ ตามหลังมาติดๆก็ไอ้ชิด ไอ้ยอดกับกลุ่มคนงานที่รู้หน้าที่และภักดีชนิดยอมถวายหัวควบม้าตามมาถามอย่างเป็นห่วง

 

                 “จับได้สักที ถ้างั้นพวกผมจะเอามันเข้าคอกไว้ก่อน แล้ววันหลังค่อยลองใหม่นะตะวัน ดูเหมือนเจ้านี่ก็ต้องเริ่มฝึกใหม่ทั้งหมดเลย 

 

                  “วันหลังฉันจะจัดการเจ้านี่เอง วันนี้มันคงไม่รับคำสั่งใครแล้วละ

 

                 “เจ้านายอย่าทำอะไรสโนว์เลยนะครับ ผมผิดเอง

 

                “พี่ไม่ทำอะไรมันหรอก แค่ไม่ไว้ใจถ้าจะให้เราขี่มันอีกครั้งเท่านั้นเอง ยังไงก็ต้องฝึกให้ดีก่อนที่จะวางใจขนาดนั้น

 

                 “ครับตะวันอยากเข้าไปลูบหัวมันแล้วบอกมันว่าไม่เป็นไร

 

                 “ผมฝากลุงดูแลเจ้านี่ให้หน่อย

 

                 “ไม่ต้องห่วง ผมว่านายพาคุณเลขาไปส่งบ้านดีกว่า หน้ายังซีดอยู่เลย คงตกใจน่าดู

 

                 “ผมไม่เป็นไรครับลุงสังข์

 

                “นั่นเพราะคุณยังโชคดีที่ยังทรงตัวอยู่บนหลังมันได้หรอกครับ ถ้ามันสลัดคุณตกลงมา ผมยังไม่อยากคิดถึงอนาคตเจ้าสโนว์

 

                “งั้นฝากลุงดูทางนี้ อันไหนเห็นสมควรลุงจัดการแทนผมได้เลยพจน์ตัดบท พอผู้อาวุโสพยักหน้าคนอื่นก็พากันแยกย้ายไปคนละทาง

 

                 “สโนว์จะไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

 

                  “ห่วงตัวเองดีกว่าไหม ถ้าเมื่อกี้เหตุการณ์มันตรงกันข้ามจะทำยังไง?”

 

                 “แล้ว....เจ้านายอยากให้เป็นแบบไหนล่ะครับ?” ตะวันช้อนตาขึ้นมองก่อนจะเสตาหลบเมื่อตาคมแข็งกร้าวจนไม่อาจต่อตาได้นาน

 

                 “ให้โอกาสพูดอีกที ถ้าคราวนี้พูดผิดหูจะโดนทำโทษจริงๆ

 

                 “แล้ว.......พี่อยากให้เป็นแบบไหนละครับ?”

 

                “ถ้าพี่ย้อนเวลากลับได้ พี่จะปฏิเสธตั้งแต่เราขอพี่ขี่ม้านั่นแล้ว ไม่อนุญาตจนเกิดเรื่องแบบนี้หรอก

 

                “ไหนๆก็อนุญาตแล้ว ก็สอนทั้งผมทั้งสโนว์เลยสิครับ อยากรู้กิติศัพท์คำร่ำลือที่ได้ยินมา

 

                “ใครพูด?”

 

                “ไม่เห็นต้องสนเลยว่าใครพูด มันอยู่ที่ว่าเรื่องจริงหรือเปล่าตั่งหาก

 

                 พจน์ตาพราวเมื่อมองตามนิ้วขาวไล้ปลายคางเขียวครึ้มสากมือเผลอๆเรียกเสียงทุ้มครางฮือในคออย่างพอใจ ก่อนที่ตาคมจะจ้องอีกฝ่ายอย่างหมายมาด

 

                 “อย่าท้า...

 

                 “เปล่าซักหน่อย”  ตาหวานยังช้อนขึ้นมองและคงลืมไปสนิทว่ากำลังคุยอยู่กับใคร

 

                  กึก!

 

                  ตาโตเบิกกว้าง อ้าปากค้าง ตายละวา ตาย ตาย ตาย! เพิ่งนึกได้ 

 

                  แก้มแดงเพราะแดดอยู่แล้วร้อนฉ่ายิ่งกว่าเดิม

 

                นี่ลืมตัวกอดพจน์แน่นเป็นลูกลิงจนใครต่อใครเขาขัน ที่เขาอมยิ้มกันก็เพราะแบบนี้สินะ นึกแล้วอยากกลั้นใจตายย้อนหลัง

 

                “เป็นอะไร?” ร่างที่นั่งแข็งทื่อในทำให้พจน์ถามอย่างเป็นห่วง

 

                “เปล่าครับ

 

                “คิดว่าพี่จะเชื่อไหม?”    พจน์ถามยิ้มๆ   ถ้าหน้าเป็นแบบนี้ไม่มีเปล่าหรอก สัญญากันแล้วไงว่ามีอะไรก็คุยกันตรงๆ

 

                “ก็ ไม่มีอะไรจริงๆนี่ครับ

 

                “โอเค ถ้าไม่มีอะไรงั้นจะพาไปเที่ยว

 

                หือ?!

 

                “จริงเหรอเปล่า?”

 

                “อืม

 

               “ ไปไหนครับ?”

 

               “ความลับ

 

               “บอกหน่อยสิ นะ ใบ้นิดนึงก็ได้มือขาวเขย่าแขนสีคล้ำแดดที่โอบมาจากด้านหลัง หน้าหวานหงายไปด้านหลังจนพจน์หัวเราะ จุ๊บหน้าผากขาวเบาๆ

 

               “ไม่บอก ถึงแล้วก็รู้เอง

 

               “ขี้เหนียว คนตัวสูงยักไหล่คล้ายจะบอกว่ายังไงก็ได้ แล้วตระตุกบังเหียนให้อาปาเช่มุ่งหน้าไปยังบ้านไม้ที่ตั้งอยู่บนเนินลิบๆ

 

                ทำไมคนอื่นขี่ม้าดูเหมือนทำได้ง่ายมากเลยแม้แต่รินทร์ แต่พอได้ลองเองเมื่อครู่เล่นเอาเกือบหัวใจวาย หรือจะเป็นเพราะเรามันไม่ได้เรื่องจริงๆ

 

                “ไม่ต้องกังวล ที่ขี่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะขี่ไม่ได้ตลอดไป ไว้จะฝึกให้ ฝึกขี่บ่อยๆเดี๋ยวก็เก่งเอง คราวหน้าลองม้าตัวอื่นที่ฝึกไว้แล้วดีกว่าไหม?”

 

                “ไม่ครับ ผมชอบสโนว์ วันนี้มันคงตกใจเลยทำแบบนั้น?”

 

                พจน์ไม่ตอบ อาปาเช่เองก็วิ่งเร็วทันใจไม่ทันไรก็ถึงบ้านไม้อันคุ้นตา

 

                จากนั้นตะวันก็ยิ่งงงบวกสงสัยเพิ่มขึ้นอีกเมื่อพจน์บอกให้ไปเอาเสื้อผ้า และพอออกจากห้องมาก็เห็นพจน์เอาเสบียงบางอย่างใส่ถุงข้างอานม้าจนตุงทั้งสองข้าง

 

                “เราจะไปไหนกันครับ ทีนี่บอกได้หรือยัง?” มือบางยึดไหล่หนา ซ้ำยังยื้อขาตัวเองไว้ไม่ยอมขึ้นหลังอาปาเช่จนพจน์ได้แต่ถอนใจ

 

                “ที่ไม่บอกเพราะกะจะเซอร์ไพรส์ แต่จะเป็นที่ไหนเดี๋ยวก็รู้ ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก เอ้า! ขมวดเข้าไปคิ้วน่ะ ถ้าเป็นรอยจะหาว่าไม่เตือน

 

                นั่นแหละคนขี้สงสัยเลยส่งแค่สายตาเป็นคำถามจนพจน์ยิ้มขำ ยกมือหนายีหัวทุยๆอย่างหมั่นเขี้ยว

 

                “ไม่พาไปฆ่าหรอกน่า กลัวเหรอ?”

 

                “ไม่ได้กลัวสักนิด ถ้าพี่จะฆ่าจริงๆก็บอกกันก่อนนะครับ

 

                 “ทำหน้าแบบนี้ใครเขาจะฆ่าลง

 

                 สองแขนขาวคล้องต้นคอหนารั้งเบาๆ ผิดกับเอวบางที่ถูกกอดแน่นจนแทบจมหายไปในอ้อมอกกว้างเพราะต่างก็เอียงหน้ารับสัมผัสที่ต่างฝ่ายต่างแนบเข้าหากัน

 

                 “อืมไม่รู้ว่าเสียงครางที่ดังออกมาเป็นของใคร และไม่มีเวลาที่จะมาคิดตรงนั้นเมื่อสองลิ้นพันเกี่ยวเคล้าคลึงจนแทบหายใจไม่ทัน

 

                 แขนแกร่งกอดเอวบางแน่นขึ้นเหตุเพราะลิ้นบางกล้าที่จะแทรกเข้าปากหยักแล้วเป็นฝ่ายพันเกี่ยวลิ้นนุ่มรัดปลายลิ้นหนาสากจนพจน์สะท้านเยือก

 

                 “จุ๊บ

 

                  เสียงถอนจูบดูดดื่มดังให้ได้ยินจนแก้มเนียนร้อนฉ่า แล้วยิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นเมือกขาวยาวติดปากติดลิ้นให้พจน์ก้มลงไล้เลียอย่างเสียดายทั้งบนล่างจนปากบางแทบช้ำ

 

                   “อืม เดี๋ยวไม่ต้องไปไหนกันพอดี เจ้านี่ก็ทำท่าจะไม่ไหวแล้วด้วย” 

 

                   คนพูดก็พูดได้หน้าตายดีแท้ แถมยังจับมือขาวมาแป๊ะเพื่อบอกตำแหน่งของ เจ้านี่ จนตะวันหลบตาอุบอิบบ่น

 

                   “ใครเป็นคนเริ่มล่ะ

 

                   “โอเคพี่เป็นฝ่ายเริ่ม แต่คนรับก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่นา แถมเชิญชวนจนพี่ไม่อยากไปไหนแล้วตอนนี้ อยู่กับเราเหมือนได้ยาโด๊ปชั้นดี กระชุ่มกระชวยทั้งวัน

 

                     “พอแล้วครับ”    

 

                     หน้าบึ้งหันมาปรามคนที่นั่งช้อนอยู่ด้านหลังก่อนจะหันหน้าหนีเพราะเริ่มวางหน้าไม่ถูก แต่พจน์กลับมองหัวทุยของคนที่นั่งซ้อนอยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ เอียงหน้าก้มลงหอมแก้มขาวหนักๆขณะที่กำลังพากันไปใหนซักแห่ง

 

                     เส้นทางที่ตะวันบอกเลยว่าเริ่มไม่รู้จัก แต่อาปาเช่กลับวิ่งเร็วขึ้นคล้ายกับมันจำทางได้

 

                     ช่วงเวลานี้ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย หากแต่สัมผัสที่ได้รับกลับทำให้ทั้งคู่ดื่มด่ำในความรู้สึกลึกๆที่แผ่ซ่านทั่วทุกห้องในใจอย่างไม่มีครั้งไหนเหมือน

 

 

 

ToBeCon..........

ความคิดเห็น