ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2.100%

คำค้น : พระเอกรักหลงมาก นางเอกอ้วน ผอมแล้วสวย โรแมนติก น่ารัก ดราม่าเล็กน้อย องค์ชาย ชิลๆ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 215

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2563 05:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2.100%
แบบอักษร

พอหนุ่มสาวทั้งสองกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อ ก็พบสหายทั้งสี่นั่งรอพวกเขาอยู่ในกระท่อมด้วยความเป็นห่วง 

“อาสือ...เจ้าหายไปไหนมา?” เสี่ยวอวี้ร้องทักทันทีที่หมิงสือก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปก่อนผิงหยาง 

“ข้าหิวแล้ว พวกเจ้ามีอะไรให้ข้ากินบ้างหรือไม่?” หมิงสือพูดไปอีกอย่าง ผิงหยางเดินเข้ามาอย่างสำรวม ฟังจากคำตอบของสามี ผิงหยางคิดว่าหมิงสือคงไม่อยากเล่าเรื่องการเสียชีวิตของมารดาของนางให้เพื่อนๆฟัง กลัวพวกเขาจะเป็นกังวลตามไปด้วย ยามนี้ดรุณีนางสังเกตว่าเพื่อนๆยาจกของสามี วันนี้แต่งตัวสะอาดสะอ้านเช่นเคย แถมชุดชาวบ้านของเขาดูจะตัดเย็บอย่างประณีตมากผิดกับเสื้อที่สามีของนางใส่อยู่ในเวลานี้ 

คงเพราะเม่ยเม่ยกับเจี่ยเจียของพวกเขาเอาใจใส่เป็นอย่างดี 

“เช่นนั้นรอข้าไปทำอาหารให้เจ้าสักครู่ น้องสะใภ้...เจ้าก็เข้าครัวไปช่วยข้าฝึกทำอาหารด้วยก็จะดี” เสียงห้าวใหญ่ของมู่เฟิงดังขึ้นมา ก่อนเจ้าตัวจะผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ 

“ได้สิ...ท่านพี่ชมว่าท่านพี่เฟิงทำอาหารเก่ง ข้าจำเป็นต้องเรียนรู้จากท่านอีกมาก” 

ผิงหยางยิ้มหวาน เดินตามหลังมู่เฟิงที่หายเข้าไปในครัวเล็กๆหลังกระท่อม เปิดโอกาสให้องครักษ์ที่เหลือทั้งสามคุยเรื่องราชกิจกับหมิงสือได้โดยสะดวก 

“องค์ชาย ก่อนพวกท่านกลับมา พวกเราได้สร้างห้องน้ำตามคำสั่งของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว” เกาซู่บอก 

“ดีมาก หยางเอ๋อร์จะได้อาบน้ำสะดวกใจมากขึ้น”  

“องค์ชายเรื่องที่ท่านให้ข้าไปสืบที่จวนผิงโหว ข้าน้อยได้คำตอบแล้วพะยะค่ะ” เตาหุ่ยพูดขึ้นมาบ้าง 

“ว่ามา” 

“เหยาอี๋เหนียงตายด้วยยาพิษอูโถวที่วางในอาหาร กับสารหนูที่ใส่ในชามยาพะยะค่ะ” 

“แล้วเจ้าได้เก็บหลักฐานไว้กับตัวด้วยหรือไม่” 

“องค์ชายไม่ต้องห่วงพะยะค่ะ ข้าน้อยเก็บหลักฐานเรียบร้อย ซ้ำยังไปสืบด้วยว่าในรอบหนึ่งเดือนมานี้ร้านยาในตลาดมืดร้านไหนที่ได้ขายอูโถวกับสารหนู” 

“แล้วได้ความว่าอย่างไร” 

“ข้าได้ใช้ป้ายขององค์ชาย ขอรายชื่อคนซื้อสารหนูกับอูโถว พบว่าเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน เป็นผิงฮูหยินได้สั่งซื้ออูโถวกับสารหนูไปจำนวนหนึ่ง นี่ขอรับ...ตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงในนามของผิงฮูหยินที่ข้าน้อยได้มาจากร้านยาในตลาดมืดพะยะค่ะ” เตาหุ่ยยื่นส่งตั๋วเงินให้หมืงสือ แต่บุรุษผู้มีฐานะสูงส่งเพียงเหลือบมองแล้วพยักหน้า เตาหุ่ยจึงเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ 

“เจ้าทำดีมาก เตาหุ่ย ฝากเก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้ที่เจ้าก่อน หากเจ้าทำหาย...รู้ใช่ไหมว่าโทษของเจ้าคืออะไร!?” 

“ทราบ พะยะค่ะ” 

เพื่อหวางเฟยที่พบหน้ากันเพียงครั้งเดียว องค์ชายถึงกับคาดโทษเราด้วยการโบยร้อยไม้จนสามารถพิการได้ทีเดียว นับว่าหวางเฟยช่างไม่ธรรมดายิ่งนัก! 

จากนั้นจึงเป็นรายของเสี่ยวอวี้ บุรุษหนุ่มวางเงินหนึ่งตำลึงสองก้อนลงบนโต๊ะหลังเหลียวไปมองผิงหยาง เห็นว่านางกำลังให้ความสนใจกับการหั่นผักที่มู่เฟิงสอนอย่างเก้ๆกังๆ 

เสี่ยวอวี้ใช้นิ้วดันเงินตำลึงก้อนหนึ่งไปตรงหน้าหมิงสือ พลางว่า “นี่คือเงินตำลึงปลอมที่ถูกปล่อยแพร่ระบาดอยู่ในเมืองจวี้โจวตอนนี้ ส่วนนี่...” 

เสี่ยวอวี้ดันเงินตำลึงอีกก้อนไปตรงหน้าหมิงสือ “นี่คือเงินตำลึงของจริง ซึ่งมีน้ำหนักหนักกว่าเงินตำลึงปลอมครึ่งส่วน” 

“เจ้าไปได้เงินตำลึงปลอมนี้มาจากไหน” หมิงสือถาม ขณะหยิบเงินตำลึงทั้งสองก้อนมากะน้ำหนักในมือ พบว่าเงินตำลึงปลอมมีน้ำหนักเบากว่าของจริง 

เขาได้รับมอบหมายจากหมิงตี้ให้มาตามสืบเรื่องเงินปลอมระบาดไปทั่วแคว้นแข่งกับองค์ชายรองที่ได้รับบททดสอบให้ตรวจสอบการทำงานทุจริตของขุนนางทั้งระดับบนและระดับล่าง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท หากใครสามารถทดสอบด่านชิงไหวชิงพริบของพระบิดาได้ พระบิดาก็จะแต่งตั้งองค์ชายผู้นั้นขึ้นนั่งตำแหน่งไท่จื่อ 

แต่ไหนแต่ไรมา หมิงตี้ก็ลำเอียงเข้าข้างองค์ชายรองซึ่งเป็นพระโอรสของจิ่วกุ้ยเฟยซึ่งเป็นคนรักของหมิงตี้มาแต่วัยเยาว์ แต่หมิงตี้จำต้องแต่งงานกับลี่หวงโฮ่ว มารดาขององค์ชายสามตามคำสั่งของหลี่ไท่โฮ่ว ที่โปรดปรานคุณหนูตระกูลลี่ ด้วยรู้ดีว่าจิ่วกุ้ยเฟยนั้นมักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะเยอทะยานแรงกล้า จึงเข้าหาหมิงตี้ในวัยเยาว์ยามที่ตามบิดาซึ่งเป็นขุนนางกรมพิธีการเข้าวัง...จิ่วจิ้นหวัง ซึ่งเป็นสหายสนิทของอดีตหวงตี้ 

จิ่วกุ้ยเฟยนั้นรักสวยรักงาม ชอบใช้ของราคาแพง ผิดกับลี่หวงโฮ่ว บุตรีของท่านราชครูลี่ที่เป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ แต่งกายอย่างรู้กาลเทศะ ไม่เน้นความฟุ่มเฟือย ขอเพียงแต่งตัวให้ถูกตามธรรมเนียมประเพณี ดังนั้นลี่หวงโฮ่วจึงมีชุดหงส์ไว้ใช้ออกงานพระราชพิธีการต่างๆเพียงไม่กี่ชุด หากชุดที่นางสวมใส่ชำรุดเสียหายก็จะส่งเข้าโรงอาภรณ์ให้ช่างเย็บหลวงเย็บซ่อมเสียใหม่ ผิดกับจิ่วกุ้ยเฟยที่จะทิ้งชุดที่เสียหายเพียงเล็กน้อยแล้วสั่งตัดใหม่ทันที โดยเลือกใช้ผ้าไหมราคาแพง หากไม่เป็นของบรรณาการจากแคว้นตะวันตกก็จะเป็นผ้าไหมที่หายากอยู่เสมอ อีกทั้งนางยังเปิดโอกาสให้คนในตระกูลจิ่วกับตระกูลที่ภักดีต่อตระกูลจิ่วซื้อขายตำแหน่งขุนนางอย่างเปิดเผย ทำให้เป็นที่ครหาของชาวเมืองแต่ก็ถูกขุนนางปิดเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ถึงกระนั้นบนโลกนี้ไม่มีกำแพงใดที่ลมมิอาจลอดผ่าน 

การที่หมิงตี้ให้องค์ชายสาม พระโอรสของหวงโฮ่วมาสืบเรื่องเงินปลอม แต่ให้องค์ชายรองสืบเรื่องการทุจริตของเหล่าขุนนางทุกระดับชั้น เท่ากับสร้างฐานอำนาจให้องค์ชายรองโดยไม่รู้ตัว หากขุนนางกังฉินใช้วิธีติดสินบนองค์ชายรอง ยอมรับใช้งานเขา แน่นอนว่าต่อให้หมิงสือผ่านด่านทดสอบของพระบิดาได้ แต่ก็จะไม่ได้ใจขุนนางส่วนใหญ่ นอกจากได้ใจชาวประชาเท่านั้นถึงจะมีอำนาจต่อรองราชบัลลังก์กับพระบิดาได้ 

ไท่โฮ่วซึ่งรักหลานชายคนโปรดผู้นี้มาก ได้แต่หนักใจ มิรู้จะช่วยเหลือองค์ชายสามอย่างไรให้ได้นั่งตำแหน่งไท่จื่อ เพราะหมิงสือนั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีเมตตาธรรม ผิดกับหมิงฮั่น องค์ชายรองที่มักใช้อำนาจบาตรใหญ่ให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ หมิงฮั่นมิได้ฉลาดปราดเปรื่องมากนักอาศัยว่าตนมีกุนซือดี จึงมักผ่านบททดสอบของหมิงตี้ได้โดยง่าย 

“ข้าน้อยได้มาจากพ่อค้าขายเสื้อผ้าผู้หนึ่งซึ่งกำลังเตรียมจะนำเงินก้อนนี้ไปฟ้องร้องที่ว่าการเมืองพะยะค่ะ” 

“หากเรื่องเงินปลอมแพร่สะพัดออกไป จะทำให้แวดวงการค้าระส่ำระส่ายมาก จะต้องมีพ่อค้ามากมายที่ขาดทุนกับการขายสินค้าแล้วได้รับเงินปลอม พวกเราจึงขอร้องให้พ่อค้าขายเสื้อผ้าปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน” เกาซู่เสริมขึ้น 

“พวกเจ้าล้วนมีไหวพริบ ทำได้ดีมาก” 

“แต่เหลือเวลาอีกสองเดือนเท่านั้นที่หมิงตี้ให้เวลาองค์ชายตามสืบเรื่องเงินปลอมให้กระจ่าง หากตามหาความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ องค์ชายรองก็จะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทเพิ่มมากขึ้น” 

“พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?” 

“ตอนนี้องค์ชายรองเปิดเวทีประลองจอมยุทธ์มากฝีมือให้มาแข่งขันกันเพื่อเข้าไปรับใช้เป็นราชองครักษ์ข้างกายฝ่าบาทอีกคนพะยะค่ะ” 

“นิสัยขี้ประจบสอพลอของพี่รองมิเคยเปลี่ยนไปจริงๆ” หมิงสือยิ้มหยัน 

ทันใดนั้น...เสียงสดใสก็ดังเข้ามาในห้องหลักของกระท่อมซอมซ่อ 

“มาแล้ว มาแล้วเจ้าค่ะ ผัดผักฝีมือข้า” ผิงหยางวางจานอาหารขึ้นตั้งโต๊ะ 

บังเอิญสายตาของนางเหลือบไปเห็นเงินหนึ่งตำลึงสองก้อนเข้าเสียก่อน จึงรีบคว้าขึ้นมาถือไว้ ร้องถามด้วยความสงสัยว่า 

“ท่านพี่ทั้งสาม...ท่านพี่ให้สามีข้ายืมเงินถึงสองตำลึงเชียวหรือเจ้าคะ ว่าแต่ยาจกอย่างพวกท่านไปหาเงินจำนวนมากขนาดนี้ได้ยังไง ช่วยบอกข้าที่เถอะเจ้าค่ะ ข้าจะได้ไปทำงานหาเงินมากมายขนาดนี้มาดูแลท่านพี่” 

องครักษ์ทั้งสามต่างมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต่างเหลือบมองกันไปมา ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายอย่างไร ผิงหยางก็ร้องอุทานออกมาเสียก่อนว่า 

“เอ๊ะ...เงินหนึ่งตำลึงสองก้อนนี้เหตุใดจึงมีน้ำหนักไม่เท่ากันล่ะ” 

เสี่ยวอวี้ได้ทีก็รีบหันเหความสนใจนางทันทีว่า “น้องสะใภ้ เจ้าคิดว่าเงินนี้มีสิ่งใดผิดปกติหรือ?” 

ผิงหยางชั่งน้ำหนักเงินแต่ละก้อนในมือ ก่อนจะวางเงินปลอมลงบนโต๊ะ พูดว่า “เงินหนึ่งตำลึงก้อนนี้เป็นเงินปลอมเจ้าค่ะ จากที่ข้าชั่งน้ำหนักของมัน คาดว่าเงินหนึ่งตำลึงนี้จะมีปริมาณเงินเป็นส่วนประกอบแค่เจ็ดส่วนเท่านั้น ส่วนเงินหนึ่งตำลึงก้อนนี้...” ผิงหยางวางเงินอีกก้อนลงตรงกลางโต๊ะ 

“มีปริมาณเงินแปดส่วน ซึ่งเป็นเงินที่กรมคลังของต้าหมิงผลิตขึ้น น้ำหนักเงินปลอมกับเงินจริงอาจจะไม่แตกต่างกันมาก แต่คนผลิตเงินปลอมสามารถทำกำไรจากเงินปลอมนี้ได้อย่างมาก เมื่อมีคนเอาเงินปลอมนี้ไปขึ้นเงินก็จะได้เงินจริงมาใช้ ทำให้เงินปลอมระบาดในวงการค้า สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของแคว้นเป็นอย่างยิ่ง” 

สี่หนุ่มต่างหันมองหน้ากัน นึกไม่ถึงว่าหวางเฟยขององค์ชายสามจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง 

“อือ...ท่านพี่เสี่ยวอวี้ ท่านมีเหรียญทองแดงติดตัวบ้างหรือไม่” 

“น้องสะใภ้ถามทำไม” 

“ข้าก็จะตรวจสอบดูน่ะสิว่าตอนนี้เงินทุกแบบเป็นเงินปลอมหมดหรือเปล่า” 

เสี่ยวอวี้ล้วงเงินเหรียญทองแดงออกจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ผิงหยาง 

ทันทีที่เหรียญทองแดงถูกเดาะไปมาในอุ้งมืออวบ ผิงหยางก็ตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง 

“ท่านพี่เสี่ยวอวี้ ท่านถูกหลอกให้ต้องรับเงินปลอมอีกแล้ว” 

“จริงหรือ?” เกาซู่ร้องออกมาอย่างเหลือเชื่อ 

“เหรียญทองแดงนี้มีทองแดงหกส่วนตะกั่วสี่ส่วน น้ำหนักเบากว่าเหรียญทองแดงจริงที่มีทองแดงเจ็ดส่วนตะกั่วสี่ส่วน” 

“ไม่ทราบว่าน้องสะใภ้รู้ความแตกต่างของการสร้างเงินที่ใช้ในแคว้นได้อย่างไร” 

“ตั้งแต่เล็กท่านพ่อสอนข้าให้รู้จักน้ำหนักของเงินจริงเงินปลอม ท่านพ่อยังบอกอีกว่าหากจะมีใครที่คิดผลิตเงินปลอมแล้วล่ะก็ คนผู้นั้นจะต้องมีแร่ทองแดงกับแร่เงินเก็บไว้ในจำนวนมาก และแหล่งที่มีแร่ทองแดงกับแร่เงินมากที่สุดคือเมืองอิงโจว ซึ่งเป็นแหล่งเหมืองแร่ทองแดงกับแร่เงินซึ่งมีแม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อหลิวเค่อคอยดูแลเมืองนี้อยู่ เท่าที่ข้ารู้...กรมคลังจะจัดทำเงินและเหรียญกษาปณ์โดยให้กรมแรงงานเมืองตูลู่ผูกขาดการผลิตเงินตรา” 

“เจ้าต้องการจะบอกอะไร หยางเอ๋อร์” หมิงสือฟังนางอธิบายอย่างมีหลักการ แต่ก็ยังรู้สึกว่านางยังไม่ตรงเข้าประเด็นนัก 

“ที่ข้าต้องการจะบอกก็คือหากเหรียญกษาปณ์และเงินตำลึงนี้ผลิตขึ้นในเมืองอิงโจวจริง แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเงินปลอมที่คิดจะระบายให้กับพวกวอกว๋อ[1]มากกว่า เพราะวอกว๋อมีแร่ทองแดงและแร่เงินเยอะ แต่บังเอิญเกิดการหักหลังกันเองในหมู่คนผลิตเงินปลอม ทำให้เงินปลอมออกมารั่วไหลในท้องตลาด” 

“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเป็นการหักหลังกันเองของพวกผลิตเงินปลอม” 

“ท่านพี่นี่...ท่านพี่ก็ซื่อเสียจริง อ้อ ข้าลืมไปว่าท่านเป็นยาจก มิได้มีความรู้มากมายอันใด เหตุที่ข้าต้องบอกว่าเป็นการหักหลังกันเอง เพราะหากให้ทางการตามสืบจริงๆถึงแหล่งผลิตเงินตราปลอม ก็ย่อมรู้กันดีว่าต้องเป็นที่เมืองอิงโจวซึ่งอยู่ติดกับทะเล ส่วนเงินจริงนั้นกรมแรงงานเมืองตูลู่ไม่มีทางทำการหละหลวมแน่ หาไม่ต้องรับโทษประหารชีวิตกันหมด 

หากจะแก้ไขมิให้เงินปลอมสามารถปลอมแปลงได้ง่ายจริงๆ เงินตำลึงนั้นสมควรใช้แร่เงินเก้าจุดเก้าส่วน ส่วนเหรียญทองแดงสมควรใช้ทองแดงเจ็ดส่วนตะกั่วสามส่วน ซึ่งทำให้พวกผลิตเงินปลอมต้องหาแร่ทองแดงกับแร่เงินมากขึ้น แม้เมืองอิงโจวจะเป็นแหล่งแร่ทั้งสอง แต่กรมแรงงานเมืองตูลู่สามารถขอแร่เงินและแร่ทองแดงได้จากเหมืองแร่ทั่วแคว้น ดังนั้น...พวกผลิตเงินปลอมย่อมมีแร่ในมือจำกัด ไม่สามารถปลอมแปลงเงินตราได้ง่ายอีก ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้าบอกว่าพวกเขาจงใจผลิตขึ้นเพื่อขายให้พวกวอกว๋อเพื่อจะให้พวกวอกว๋อแบ่งปันแร่ทองแดงกับแร่เงินมาใช้ผลิตเงินปลอมอีก เนื่องจากพวกวอกว๋อไม่นิยมผลิตเงินใช้มาแต่ไหนแต่ไร มีแต่นำเข้าเงินจากต้าหมิง” 

“เจ้าพอจะคาดเดาได้ไหมว่าเป็นกลุ่มคนใดที่คิดผลิตเงินปลอมขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับพวกวอกว๋อ” 

“แน่นอนว่าต้องเป็นทหาร ก่อนหน้านี้ข้าทราบมาว่ากองทัพขาดแคลนแร่เหล็กมาสร้างอาวุธ หากส่งเงินไปขายที่วอกว๋อ กองทัพนั้นก็จะได้กำไรจากเงินปลอมแล้วนำกำไรที่ได้มาซื้อเหล็กหล่อสร้างอาวุธ แม้จะดูเหมือนทำผิดกฎหมาย แต่เจตนานั้นล้วนเป็นไปเพื่อบ้านเมือง เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินโทษยิ่งนัก” 

“แล้วถ้าไม่ใช่พวกทหารทำเงินปลอมขึ้นเล่า” หมิงสือถามล้วงลึกต่อไป 

“ก็ต้องเป็นขุนนางระดับสูงที่มีความโลภทะเยอทะยาน คิดฉ้อโกงบ้านเมืองเท่านั้น” 

“แต่ก่อนหน้านี้เจ้าพูดออกมาว่าเงินปลอมพวกนี้อาจจะเกิดจากการขัดแย้งกันเองในหมู่พวกผลิตเงินตราปลอม เช่นนั้นเขาขัดแย้งกันเพราะเหตุใด” 

“ผลประโยชน์ไม่ลงตัวน่ะสิ เรื่องง่ายๆแค่นี้ท่านพี่คิดไม่ออกหรือ...ช่างเถอะๆ ถือว่าเสี่ยวอวี้โชคร้าย เช่นนั้นกินผัดผักฝีมือข้า อาจจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง แต่หลังจากกินอิ่มแล้ว ท่านพี่เสี่ยวอวี้ต้องนำเรื่องเงินปลอมไปแจ้งต่อทางการนะเจ้าคะ” 

เสี่ยวอวี้หนุ่มหล่อพยักหน้าหงึกๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมจะคีบผักใบเขียวเข้าปากแต่ชะงักมือเสียก่อน เพื่อให้องค์ชายสามได้เป็นคนแรกที่ชิมรสฝีมือของภรรยาตามมารยาท 

หมิงสือไม่ได้คิดอะไรมาก คีบผักชิ้นพอดีคำเข้าปาก ในขณะที่สหายสนิททั้งสามนั่งมองเขาตาแป๋วด้วยลุ้นกันจนตัวโก่ง เพียงรสชาติผัดผักเข้าปากหมิงสือก็อยากจะคายออกมาแทบทันที แต่พอเหลือบขึ้นมองเห็นรอยยิ้มคาดหวังของผิงหยางก็รีบกลืนผักลงคอทั้งที่ยังไม่เคี้ยว แล้วพูดสั้นๆว่า 

“ใช้ได้” 

คำตอบของเขาทำให้ผิงหยางกระโดดโลดเต้น ปรบมือดีใจยกใหญ่ สหายสนิททั้งสามก็หน้าบาน รีบคีบผักเข้าปากคำโต ก่อนจะพากันสบถด่าหมิงสืออย่างไม่เกรงกลัวพระราชอำนาจในใจว่า 

เค็มปี๋ขนาดนี้ ยังบอกว่าใช้ได้อีก จงใจหลอกต้มกันชัดๆ 

หมิงสือพอเห็นสีหน้ามืดดำเหมือนก้นหม้อขององครักษ์ทั้งสามก็ลอบยิ้มเยาะหยันในใจ ก่อนจะเปรยขึ้นว่า 

“พวกเจ้าก็กินเยอะๆนะ ฝีมือของหยางเอ๋อร์หาใครเทียบได้ยาก” 

มารดามันเถอะ! 

สามหนุ่มสบถอีกครั้งในใจ แต่จำใจคีบผักคำโตใส่ชามช้าวแล้วกินอย่างพะอืดพะอม แต่พอมู่เฟิงเดินเข้ามาพร้อมจานปลาเปรี้ยวหวาน ผัดผักก็ไร้คนสนใจในทันที 

ผิงหยางแปลกใจ จึงนั่งลงข้างหมิงสือ คีบผักเข้าปาก ก่อนจะรีบบ้วนทิ้งแล้วไอโขลกๆ 

“แค่ก แค่ก แค่ก เค็มปี๋ขนาดนี้ท่านพี่ยังชมว่าใช้ได้ แสดงว่าท่านพี่และพวกท่านล้วนกินแต่อาหารรสชาติแย่ๆสินะเจ้าคะ” ผิงหยางยังมีแก่ใจมองบุรุษจอมเสแสร้งทั้งห้านายด้วยสายตาสงสารเวทนา 

“อืม...ก็ไม่เสมอไปหรอก มู่เฟิงช่วยให้เรามีอาหารอร่อยๆกินได้บ้าง” เตาหุ่ยตอบ ยิ้มเรี่ยราด แต่มือจับตะเกียบตีตะเกียบของเพื่อนร่วมโต๊ะเพื่อแย่งชิ้นปลาส่วนที่อร่อยที่สุดคือแก้มปลา 

แต่พอหมิงสือกระแอมขึ้นมาเบาๆ ตะเกียบเหล่านั้นก็หดกลับไปยังชามข้าว เปิดโอกาสให้หมิงสือคีบเนื้อแก้มปลาเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเปิดโอกาสให้สหายสนิทได้คีบเนื้อปลาที่เหลือเข้าปากกันหมุบหมับ 

มู่เฟิงกินผัดผักของผิงหยางแล้วนิ่วหน้า เปรยเบาๆว่า “น้องสะใภ้ใส่เกลือเยอะไป ครั้งหน้าข้าจะใส่ปริมาณเกลือในอาหารผัดทุกจานให้น้องสะใภ้ได้จดจำเอาไว้ จะได้ไม่ทำอาหารจำพวกผัดเค็มอีก” แล้วเขาก็เคี้ยวผักฝีมือผิงหยางด้วยสีหน้าปกติ ทำให้ผิงหยางถึงกับน้ำตาคลอ ยกสองมือกุมหว่างอกมองเขาด้วยสายตาปลาบปลื้ม 

สี่หนุ่มไม่เว้นแม้แต่องค์ชายสามลอบแยกเขี้ยวในใจ 

เจ้ามู่เฟิง...ชอบทำดีต่อหน้าสาวจริงๆ มิน่า...สาวแก่แม่หม้ายถึงตามติดแจทั้งที่รูปหล่อน้อยกว่าพวกเราเสียอีก! 

 

 

 

[1]ประเทศญี่ปุ่น

 

***********************************************************************

วันนี้มาเครียหน่อยนะคะ ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกผู้เขียนไม่รู้จะวางปมนิยายเรื่องนี้อย่างไรดี ก็นึกถึงซีรีส์จีนที่เคยดูเกี่ยวกับการตามสืบที่มาของเงินปลอม ก็เลยลองหาข้อมูลมาแล้วอาศัยหัวสมองที่มีเศษขี้เลื่อยอุดตันอยู่บ้างวางปม (ฮ่าๆๆ)

ขอบคุณเพื่อนๆมากมายที่ชอบผิงหยางกันนะคะ ทำให้ตอนนี้เกร็งขึ้นมาระหว่างเขียนมากๆค่ะ กลัวว่าเขียนไปเรื่อยๆเพื่อนๆอาจจะไม่รู้สึกสนุกเหมือนเก่า กลายเป็นกดดันตัวเองเพิ่มขึ้นมา

เพราะตั้งแต่เขียนนิยายจีนมาสามสี่เรื่อง มีเรื่องนี้ที่ได้รับการตอบว่า สนุกมาก เยอะที่สุดค่ะ

ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนชมด้วยซ้ำไปค่ะ หวังแค่มีคนเข้ามาอ่านและให้กำลังใจเหมือนนิยายเรื่องอื่นๆบ้างเท่านั้นเองค่ะ

หากบางวันไมไ่ด้มาอัพก็ต้องขออภัยนะคะ แต่จะไม่เว้นระยะห่างนาน ถึงแม้จะด้นสดในแต่ละวันแต่ก็อยากเขียนให้ได้เยอะๆจำนวนหนึ่งแล้วค่อยอัพ เพื่อยามกลับมาอ่านทวนซ้ำจะได้รู้ว่าวางพล็อตอะไรไป แล้วมีฉากไหนสมควรแก้ไขหรือไม่ จะได้ไม่ต้องมาแก้ไขแทบทุกฉากในแต่ละตอนที่ลงอัพให้เพื่อนๆอ่าน (กลัวเพื่อนๆงงค่ะ) 

รักมากมาย

เหวิ่นโหรว

ป.ล. ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ หัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้อ่านคอมเมนต์ค่ะ

ความคิดเห็น