ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ หากผลงานดีเป็นที่พอใจ อย่าลืมสนับสนุนให้กำลังใจกันด้วยนะคะ จะได้มีแรงแต่งต่อไป

ตอนที่ 52 จุดสิ้นสุดที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น (จบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 52 จุดสิ้นสุดที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น (จบ)

คำค้น : Boy Love/Yaoi, นิยายแฟนตาซี, Mpreg, ทะลุมิติ, ระบบ, เกิดใหม่, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 450

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2563 00:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 52 จุดสิ้นสุดที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น (จบ)
แบบอักษร

 

 

สองวันแล้ว เป็นสองวันที่โคตรทรมาน ทรมานยิ่งกว่าตอนที่รอโฮวาไปสงครามเสียอีก 

ทั้งที่ก่อนหน้าก็ยังพูดคุยกันปกติดีแท้ๆ อะไรถึงทำให้โฮวาเข้าสู่สภาวะจำศีลแบบนี้กัน เขามองชูที่เข้ามาตรวจโฮวาอีกครั้งหลังจากพึ่งตรวจไปเมื่อตอนเที่ยงเสร็จ แม้สีหน้าชูจะไม่ได้กังวลอะไร เพราะทั้งนางและหมอหลวงรวมถึงพระพันปีที่เข้ามาดูอาการต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า โฮวาแค่เข้าสู่ห้วงจำศีล 

นั่นคงเพราะร่างกายเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก 

แต่คนที่อยู่กับโฮวาแทบตลอดเวลาแบบเขานั้นรู้ดี ไม่ใช่แค่ร่างกายของโฮวาที่ทำงานหนัก หัวใจเองก็ด้วย ทุกคืนโฮวามักตื่นขึ้นมาและพยายามเรียกหาเขาเสมอ ถึงแม้จะตกใจตื่นมาอยู่เป็นเพื่อนยามดึก คอยกอดปลอบให้เจ้าตัวหนีห่างจากฝันร้ายจนกลับไปนอนได้อีกครั้ง 

ท่าทีเหมือนเด็กตัวเล็กสั่นกลัวความฝันมากกว่าความจริงมันทำให้เขากลัว สมองและหัวใจกังวลไปต่างๆ นานาว่าตอนนี้โฮวาอยู่ที่แห่งใดในห้วงฝัน กำลังหลบหนีความโหดร้ายอยู่หรือเปล่า หรือตอนนี้กำลังหลับอย่างสบายอารมณ์ไม่มีฝันร้ายใดกล้ำกรายได้กันแน่ 

มือเรียวเล็กจับมือของอีกฝ่ายที่เริ่มเย็นขึ้นมาจากภาวะจำศีล เมลเธมขยับผ้าห่มมาคลุมกายให้ หวังคืนความอุ่นให้กับร่างกายตรงหน้า เขาทิ้งตัวลงนอนกอดแขนของโฮวาแบบที่ชอบทำประจำ ผิดก็เพียงแค่ไม่มีเสียงอ่อนโยน พูดเรื่องหื่นๆ อยู่ข้างหูแบบทุกทีเท่านั้นเอง แต่ว่า ขาดไปไม่ได้เลย พึ่งรู้ ว่าขาดไปไม่ได้แม้สักนิดเดียว 

“ชู” 

“นายน้อย” 

ชูที่ยืนอยู่เงียบๆ ปวดใจไม่แพ้กันกับท่าทีของนายน้อยของนาง หยดน้ำตาที่ไหลออกมา ไม่มีองค์ราชาคอยซับให้ ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเข้าใกล้อีกแล้ว 

“เมื่อไหร่โฮวาจะตื่น” 

“อีกไม่นานนะคะนายน้อย ฝ่าบาทเพียงแค่พักผ่อนเท่านั้น” 

ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหยาดน้ำตา เหนื่อยล้าจากการเฝ้ารอคอยคนรักทั้งวันทั้งคืน หลับลงทั้งที่ปากยังคงเอ่ยถามอยู่ ยามที่ไม่ได้ยินเสียง มันช่างปวดร้าวเหลือเกิน 

เจ้าเคยบอกว่าโลกที่ไม่มีข้าช่างโหดร้าย แล้วตอนนี้เจ้าทิ้งข้าไปอยู่ที่แห่งใด รู้หรือไม่ว่าโลกที่ไม่มีเจ้าก็โหดร้ายกับข้าไม่ต่างกัน 

 

ไม่ไหวแล้ว ยันความรู้สึกดิ่งลงเหวพวกนี้ไม่ไหว ใบหน้าคมคายราวถูกสายธารน้ำเจียระไนช่างงดงาม ความรู้สึกยามได้อยู่ใกล้คล้ายดั่งถูกโอบอ้อมด้วยเหล่าทิวเขา ช่างเป็นภาพที่คุ้นตาในความฝัน เจ้าของเสี้ยวหน้านั้นนั่งเหม่อลอยเคว้งคว้างหาทางออกให้กับดวงจิตของตัวเองไม่เจอ 

การที่ได้เจอโฮวายามลืมตาตื่น นับเป็นห้วงฝันที่เขาไม่คุ้นเลยในช่วงของหลายวันมานี้ 

เมลเธมรีบวิ่งไปหาเรือนร่างสูงที่นั่งท่ามกลางทุ่งดอกไม้ด้วยความถวิล ร่างทั้งร่างโผเข้ากอดอย่างไม่รู้ตัว แม้เจ้าตัวจะไม่ตอบรับอะไรเลยก็ตาม โฮวายืนเหม่อลอยแบบนั้นจนเขากลัว “โฮวา เจ้าบอกให้ข้าปลุกเจ้า หากเจ้าหลับลึกเกินไป แล้วเหตุใดถึงยังไม่ตื่น” 

หยาดน้ำตาพรั่งพรูไม่มีสิ่งใดห้ามไหว ที่แห่งเดียวที่ได้เจอกัน คือความฝัน แม้เขาจะไม่เข้าใจ ว่าหลุดเข้ามาในนี้ได้ยังไง แต่ก็ดีใจมากเหลือเกินที่ได้เห็นโฮวาทำอะไรอย่างอื่นมากกว่านอนนิ่ง 

“โฮวา มองข้าสิ ข้ายืนอยู่ตรงนี้ไง ข้าไม่ได้หายไปไหนเลยนะ ข้าอยู่ตรงนี้” 

เจ้าตัวยังคงพยายามเขย่าร่างตรงหน้าให้ขานตอบ แต่ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ในห้วงของความฝันก็ยังไม่สามารถปลุกได้อีกหรือไงกัน เข้ามาตามถึงในนี้แล้วนะ ทำไมไม่ยอมหันมามองกันเลย ทำไมต้องไปยึดติดกับเมลเธมคนนั้นด้วย เมลเธมนั่นตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ตรงนี้ไง เมลเธมตรงนี้ยังมีชีวิตอยู่ หันมามองตรงนี้สิ 

โลกที่ไม่มีโฮวาอยู่ มันก็โหดร้ายเหมือนกันนะ 

 

 

ผ่านมาได้เกือบอาทิตย์ ที่เมลเธมต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้ สภาพจิตใจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนพวกชูอยู่ไม่เป็นสุขด้วยความเป็นห่วง เจ้าตัวไม่ยอมออกไปไหน นอกจากขังตัวเองอยู่ในห้อง นั่งเฝ้าราชาจิ้งจอกจนกระทั่งหลับคล้อยตามไปเช่นนั้น 

ใบหน้าเหม่อลอยสายตาจับจ้องอยู่กับหนังสือแต่จิตใจไปอยู่ที่อื่น 

เมลเธมก้มมองดูท้องตัวเองที่นับวันยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะลูบเบาๆ เพื่อปลอบขวัญเหล่าลูกๆ ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะหดหู่ไปตามแม่ของตัวเองไหม เขาเริ่มขยับตัวอีกครั้งหลังจากนอนเล่นอ่านหนังสือมาได้พักใหญ่ 

หลายๆ คนบอกว่าโฮวาแค่หลับพักผ่อน ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น แล้วเหตุใดแค่หลับ มันถึงได้ยาวนานเพียงนี้ 

มือเล็กเอื้อมไปเขย่าแขนหวังรบกวนการนอนหลับ “โฮวา ข้าหิวแล้ว” 

หยดน้ำตากลับมารินไหล พร้อมใบหน้าที่ซบลงกับแขนของอีกฝ่าย เจ้าตัวค่อยๆ ขยับกายให้ใบหน้าซุกกับเรือนร่างที่นอนนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหวทั้งร้องไห้ออกมาอย่างไม่สามารถห้ามอยู่ “เจ้าจิ้งจอกบ้านี่ ตื่นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าไม่ตื่นข้าจะหอบลูกหนีไปอยู่ที่อื่นแล้ว” 

นึกว่าหลังจากหนีออกจากฝันร้ายมาได้ จะไม่เจอเรื่องเจ็บปวดแล้วเชียว ทำไมมีแต่เรื่องแบบนี้ตลอดเลยเนี่ย ชีวิตเขามันเฮงซวยขนาดที่จะหาความสุขให้ตัวเองไม่ได้เลยหรือไง 

อย่างที่ไม่รู้ตัวด้วยความอ่อนล้าก็ได้นำพาตัวเองกลับคืนสู่ห้วงฝันอีกครั้ง 

เขามักหลุดเข้ามาในฝัน เป็นฝันที่โฮวานั่งเหม่อลอยอยู่ในสถานที่เดิม นั่นคือทุ่งดอกไม้ที่เจ้าตัวชอบพาไปเดินเล่น เป็นทุ่งที่ชอบเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจเหลือเกินว่าทุ่มเทเวลาเกือบร้อยปีเพื่อสร้างขึ้นมา 

เมลเธมนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ พลางมือเริ่มดึงและหักต้นดอกไม้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ปากก็พร่ำบ่นไม่ยอมหยุดถึงความเฮงซวยที่ต้องมาพบเจอเรื่องปวดหัวใจแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลุดจากฝันร้ายของตัวเองมาแล้วมันยังไง ต้องมานั่งทนดูโฮวาอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทราแบบนี้อีก บ้าอะไรกันวะเนี่ย 

แล้วความฝันบ้านไหน ถึงได้รู้สึกตัวตลอดเวลากัน แถมไอ้ท้องกลมๆ ก็หายไปทุกทีที่เข้ามาในฝัน 

เจ้าตัวที่ว่างจัดๆ เริ่มนำดอกไม้มาประดับบนร่างกายโฮวาบ้าง คนที่ดูแล้วทรงอำนาจอยู่ตลอดเวลาถูกเปลี่ยนให้เป็นแจกันดอกไม้จนเจ้าของผลงานนั่งหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ 

หากแต่ว่าหัวเราะได้ไม่นานกลับต้องมานั่งร้องไห้อีกครั้ง เพราะทำยังไงก็ไม่รู้สึกตัวเลย 

ทุกครั้งที่ได้เข้ามาในนี้ เขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเดินเล่นไปมา นั่งเล่นนอนเล่นในทุ่งดอกไม้ที่เคยชอบ ชวนโฮวาที่นั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวคุยบ้าง หนักหน่อยก็มาเขย่าตัวอีกฝ่ายเล่นหวังให้รู้สึกตัว แต่สิ่งที่ได้มา ไม่ต่างจากการที่เขานั่งคุยกับรูปปั้นเลยสักนิดเดียว 

“โฮวา มองข้าสิ” 

อยู่ตรงนี้ไง เมลเธมนั่งอยู่ตรงหน้านี้ไง มองมาสักทีสิ 

คนที่น้ำตานองเต็มไปหมดพยายามจับใบหน้าอีกฝ่ายให้หันมามองที่เขา ดวงตาสองสีอันแสนคุ้นเคย แต่มันไร้แววใดมีเพียงความว่างเปล่า 

ทรมาน รับเรื่องพวกนี้ไม่ไหวแล้ว 

“นี่ เจ้าชอบถามว่าข้ารักเจ้าไหม หากเจ้ายอมตื่น ข้าจะบอกรักให้ฟังนะ บอกให้ฟังเหมือนที่เจ้าชอบบอกข้าไง โฮวา ฟังสิ ฟังข้านะ” น้ำเสียงสั่นเครือพูดทั้งกอดร่างไร้จิตนั้นไว้มั่น “ข้ารักเจ้า” 

“ตื่นมาฟังข้าบอกรักสิ ข้ารักเจ้า รักมากๆ เลยนะ” 

คนที่ทั้งกอดทั้งร้องไห้เอื้อมมือดึงดูอีกฝ่ายด้วยความน้อยใจที่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง “แหกหูมาฟังเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ผัวเฮงซวย!! เจ้าจิ้งจอกหื่นกามไม่รู้จักดูสถานที่ ตื่นมาฟังเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้น ไม่งั้นจะดึงหูให้ขาดเลย คอยดูสิ ถึงจะเป็นฝัน ก็จะดึงให้เลือดอาบให้ได้เลย” 

ถึงจะขู่ไปแบบนั้น แต่เมลเธมก็ทำได้เพียงแค่จับหูเบาๆ ไม่กล้าดึงแรงอย่างที่ปากขู่ออกไป ไม่กล้าทำให้เจ็บ ไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น นอกจากกุมใบหูจิ้งจอกทั้งสองแล้วร้องไห้ออกมาเหมือนคนบ้า 

“ไหนบอกจะดึงไงเล่า เจ้าต้องออกแรงให้มากกว่านี้สิ” 

เสียงทุ้มกระซิบข้างหูพร้อมสัมผัสจากอ้อมกอดที่กระชับแน่นทำให้เมลเธมผละตัวออกทั้งที่มือยังจับใบหูนั้นไว้อยู่ ดวงตาสีแดงหยาดน้ำตาเอ่อนองนิ่งค้างไปกับรอยยิ้มอ่อนโยนจากอีกฝ่าย มือเรียวเคลื่อนขยับมาจับใบหน้าคมคายนั้นไว้ จับในแบบที่ราชาจิ้งจอกชอบทำกับเขาเป็นประจำ 

“โฮวา” 

“ขอโทษ” 

“ฮืออ” 

ต้องร้องไห้เพราะจิ้งจอกมากเล่ห์ตรงหน้าอีกกี่รอบถึงจะพอใจนะ ทั้งชีวิตนี้เขาไม่ใช่คนร้องไห้ง่ายเสียหน่อย ขนาดถูกครอบครัวทิ้งขว้างก็ยังไม่เจ็บปวดจะตายแบบนี้เลยนะ ทำไมต้องเป็นแบบนี้อีกแล้ว 

“หายไปไหนมา” 

“คำบอกรักนั่น พูดให้ข้าฟังอีกครั้งได้หรือไม่” 

คนที่ถูกยกขึ้นอุ้มกลับคืนสู่ตักอันคุ้นเคยนิ่งมองหน้าอีกฝ่ายอยู่แบบนั้น ทั้งที่พึ่งระเบิดร้องไห้ต่อหน้าต่อตาไปเมื่อครู่ “ข้ารักเจ้า” 

รอยยิ้มอ่อนโยนมอบให้พร้อมสัมผัสแผ่วเบาตรงหน้าผากชวนถวิลหาอย่างสุดซึ้ง “ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน” 

“เจ้ามันเฮงซวยที่สุดเลย ทำข้าร้องไห้อีกกี่รอบถึงจะพอใจ เจ้ามันเลว!” 

“ขอโทษ” 

เมลเธมไม่ได้ตอบอะไรทั้งนั้นนอกจากซุกหน้ากับแผ่นอก ปล่อยให้ไออุ่นที่หายไปนานซึมซับเข้ามา แม้จะเป็นเพียงความฝันก็ตาม แต่มันก็ดีเหลือเกิน ที่ได้ยินเสียง ได้รับสัมผัสเหล่านี้กลับคืนมา 

โฮวาไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ลูบเรือนผมงามเบาๆ หวังปลอบโยน ไม่ต้องมีคำพูดใด ใช้เพียงหัวใจสื่อถึงกันและกัน สิ่งที่ทำให้ตอนนี้คือการชดเชยช่วงเวลาที่หายไปเท่านั้น 

พลาดท่าให้กับความรู้สึกโหยหาและหวาดกลัวของตัวเอง จนทิ้งดิ่งลงสู่ห้วงฝัน วนเวียนกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีทีท่าจะจบลง แม้ได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่อาจคืนกลับมาหาได้ พยายามดิ้นรนจนแทบจะขาดใจอยู่รอมร่อ ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ยิ่งอยากบ้าตายเท่านั้น แต่หาทางออกจากขุมนรกไม่เจอ 

เทพผู้สร้างนั่น ช่างโหดร้ายเหลือเกินที่เลือกวิธีลงโทษนี้ แต่ก็กล่าวโทษไม่ลง และอยากขอบคุณอยู่นิดๆ เพราะถีบส่งลงไปในห้วงฝันอันแสนโหดร้าย จึงทำให้เมลเธมมาร้องเรียกหาถึงในมิติแห่งนี้ แถมยังคุ้มค่ากับความทรมานที่ได้ยินคำบอกรักอีก แต่หากถูกถีบไปอีกรอบด้วยความหมั่นไส้จากแทบผู้สร้าง ก็ไม่ขอรับไว้ดีกว่า 

...ทรมานจนเหมือนตายไปแล้วไม่รู้กี่รอบ 

“ขอบคุณ ที่ตามมาเรียกถึงในมิติแสนน่ากลัวนี้ โลกที่ไม่มีเจ้าอยู่ มันน่ากลัวเหลือเกิน” 

เมลเธมเงยขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายบ้าง พบกับดวงตาสองสีที่จ้องอยู่ไม่ต่างกัน “โลกที่ไม่มีเจ้าอยู่ มันก็น่ากลัวเหมือนกัน กลับกันนะโฮวา ข้ากับลูกรอเจ้าอยู่ เพราะงั้น รีบกลับมานะ” 

“กลับมาแล้ว” 

เจ้าตัวส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับคำพูดนั้น “ไม่เอา ไม่ใช่ตรงนี้ ต้องตื่นก่อนสิ ถึงจะพูดได้” 

โฮวาได้แต่ยิ้มให้กับความเอาแต่ใจตรงหน้า แม้ต้องฟื้นพลังอีกพักใหญ่ถึงจะออกไปได้ แต่เห็นทีว่าคงต้องขอเพิ่มพลังจากตรงหน้าเสียหน่อยแล้ว 

ราชาจิ้งจอกขยับเข้าใกล้ประทับริมฝีปากกับร่างอีกฝ่าย เมลเธมไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไรกลับยอมเผยอปากรับอย่างง่ายๆ คล้ายรอสัมผัสนี้มาเนิ่นนาน ปกติแล้วทั้งคู่จะทำเพียงแค่ปากแตะปากเพื่อป้องกันการเกินเลยไปมากกว่านี้ ด้วยโฮวายังคงต้องพยายามห้ามอารมณ์ที่มีมากเกินไปของตัวเอง 

แต่หากนี่เป็นความฝันก็คงต้องขอยอมให้นิดหนึ่ง 

สัมผัสจากลิ้นร้อนที่สอดประสาน ความไม่ประสีประสาแต่ก็ยังคงอยากมีส่วนร่วมของคนรักทำให้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้ใจ ดันอีกฝ่ายให้นอนราบไปกับพื้นหญ้าทั้งที่ยังคงครอบครองความหอมหวานอยู่ เมลเธมที่พึ่งรู้ตัวว่ามันไม่ใช่เพียงแค่จูบเลยเริ่มกลับมาดิ้นอีกครั้ง ทั้งเบือนหน้าหนี 

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยว!!” เสียงร้องห้ามทันทีทันใดเมื่อรู้สึกได้ว่ามือหนากำลังสอดเข้ามาในเสื้อผ้าของตัวเอง ใบหน้าแดงก่ำมองอีกฝ่ายอย่างหมดคำจะพูด 

“นิดหนึ่ง” 

“นิดหนึ่งบ้านเจ้าสิ! ลุกไปจากตัวข้าเลยนะ เจ้าจิ้งจอกหื่นกาม” 

“บ้านข้าก็บ้านเจ้าไม่ใช่หรือไงเล่า นิดเดียวเอง ไม่ได้รึ” 

ดูมันสิ ดูมัน! คนเขากำลังหวานซึ้งกับความรักล้นอก ดันมาฉวยโอกาสถูกความหื่นครอบงำจะจับกดไม่ดูสถานที่ นี่ขนาดในความฝันยังจะดื้อด้าน พี่ท่านช่วยแหกตาดูทุ่งหญ้าสีขาวฟ้าพวกนี้แล้วสงบซึมซับบรรยากาศดีๆ ก่อนไม่ได้หรือไง ไม่ได้ลากขึ้นเตียงจริงแต่ จะทำกลางทุ่งหญ้าเลยน่ะสิ!! 

“ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไม่ตื่นข้าจะหอบลูกหนีเจ้าไปแล้ว” 

โฮวาหัวเราะให้กับเสียงโวยวาย ทั้งสองกลิ้งไปกับทุ่งหญ้าเพราะเมลเธมพยายามลุกขึ้นแต่โฮวาดึงรั้งให้นอนลงข้างๆ กัน อ้อมแขนแกร่งกกกอดคนรักไว้แน่นไม่ยอมให้หลุดมือ ก่อนจะระดมจูบไปทั่วใบหน้างามสร้างเสียงโวยวายลั่นทุ่งดอกไม้ในมิติแห่งฝันนี้ได้เป็นอย่างดี 

ช่างเป็นฝันที่มีความสุขเหลือเกิน ไม่มีอะไรมีความสุขได้เท่าสิ่งนี้อีกแล้ว... 

 

 

ดวงตาสีแดงลืมขึ้นจากเสียงเรียกของชู เจ้าตัวลุกขึ้นด้วยสภาพงัวเงียก่อนจะมองไปยังร่างของโฮวาที่นอนอยู่ข้างๆ เช่นเคย ไม่ได้ตื่นขึ้นมาเหมือนในฝันที่ได้พบเจอ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเขาล้วนคิดไปเองทั้งนั้นเลยสินะ 

“นายน้อย ทานข้าวนะคะ มื้อเที่ยงท่านก็ทานไปเพียงแค่นิดเดียว ข้าให้ยามิร์ทำโจ๊กกุ้งที่นายน้อยชอบมาให้ด้วยนะคะ ท่านบอกว่าคิดถึงฝีมือยามิร์ นางทุ่มสุดฝีมือเลยคราวนี้” 

เมลเธมนิ่งมองชูที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง เจ้าตัวจ้องอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่ง เขารู้ว่าทุกคนเป็นห่วง แต่นี่ก็พยายามสุดๆ ไปแล้ว ความอยากอาหารมันปลิวหายไปหลงเหลือไว้แค่ความเป็นห่วงโฮวาทั้งนั้น “ข้าไม่หิว ไว้อีกสักพักนะ” 

“นายน้อย” 

“ชู ข้าไม่เป็นอะไร ข้ารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ตัวคนเดียว มีอีกสามชีวิตที่อยู่ด้วย แต่ตอนนี้ข้าไม่หิวจริงๆ” 

ชูยอมแพ้เพราะยังไงหากนายน้อยได้ปฏิเสธแล้วก็คงไม่คิดจะรับจริงๆ นางเพียงโค้งทำความเคารพก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้เมลเธมได้อยู่กับตัวเองไปเช่นนั้น 

เจ้าของเรือนผมสีขาวนอนนิ่ง ลูบเสี้ยวของคนรักอย่างเบามือ ลมหายใจแผ่วเบาคล้ายคนหลับไปเฉยๆ ทำให้หยดน้ำตาไหลนองอีกครั้ง ช่างเป็นความฝันที่มีความสุขเหลือเกิน ดวงตาสองสีคู่นั้น อยากเห็นอีกสักครั้ง แต่ดูเหมือนมันจะยากเกินไป เขาคงคิดถึงอีกฝ่ายมากเกิน จนเก็บไปฝันขนาดนี้ ฝันที่เหมือนความจริง 

“โฮวา มองข้าสิ ข้าอยู่ตรงนี้” เสียงแผ่วเบาอ่อนล้ากล่าวอย่างยากลำบาก เมลเธมขยับตัวจุมพิตตรงหน้าผากในแบบที่ตัวเองถูกทำประจำ “ตื่นได้แล้ว” 

เมลเธมหลับตาลงซุกตัวกับอ้อมแขนที่ไม่มีทีท่าว่าจะกอดตอบกลับมา ถึงแม้จะรู้ว่าโฮวาปลอดภัยดี เพียงแค่เข้าสู่สภาวะจำศีลไปเท่านั้น แต่คนที่ถูกปล่อยไว้ให้อยู่เพียงลำพัง มันก็ไม่สามารถห้ามความปวดร้าวได้อยู่ดี 

ความอบอุ่นลูบไล้ศีรษะเบาๆ ให้ได้รู้ตัว ดวงตาสีแดงเงยหน้าขึ้นสบกับร่างที่ควรหลับตานิ่งเหมือนเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังขยับอยู่ ซึ่งดวงตาคู่ที่ถวิลหามานานก็จ้องมาไม่ต่างกันเลยสักนิดเดียว นั่นยิ่งทำให้หยดน้ำตาหลั่งรินหนักกว่าเป็นไหน มันไม่ใช่ฝันไปใช่ไหมนะ ที่ได้มองกันแบบนี้อีกครั้ง 

“ร้องอีกแล้ว” ฝ่ามือที่เคยเย็นเฉียบอุ่นขึ้นกว่าครั้งไหนๆ ค่อยๆ บรรจงเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าให้ 

โฮวาค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ด้วยตอนนี้ยังคงอ่อนแรงมากนัก แต่ก็ยังคงฝืนอุ้มคนรักที่ค้างนิ่งไปแล้วให้ขยับขึ้นมานั่งบนตัก เจ้าตัวใช้หมอนรองแผ่นหลังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ทั้งลูบเรือนผมนั้นไปมาหวังให้หายจากอาการเงียบงันเหมือนถูกแช่แข็งพวกนี้ 

“ขอโทษ ข้าตื่นช้าไปหรือ” 

“ช้าสิ ช้ามากๆ ด้วย” เมลเธมกำลังสับสนว่าที่ที่เขาอยู่มันไม่ใช่ความฝันแบบเมื่อครู่ใช่ไหม คงไม่ใช่ฝันซ้อนฝันเพราะว่ามันคงจะน่ากลัวเอามากๆ เลยด้วย 

หากเพียงนั้นสัมผัสที่ประทับลงบนฝีปาก ความอุ่นร้อนเฝ้าถวิลหาจากจุมพิตแสนอ่อนโยนกลับตราตรึงเข้ามาปลุกให้ตื่นมาดูความเป็นจริง ลิ้นสอดประสาน นุ่มนวลหอมหวานอย่างสุดซึ้ง ไม่ได้ดูเร่งรีบอะไรเลยสักนิด มันเต็มไปด้วยความคำนึงถึงที่ส่งผ่านมา 

มือหนาอุ้มร่างนั้นให้นั่งบนตักก่อนเนียนปลดปมผูกเสื้อด้วยความได้ใจที่ได้รับการยินยอมเช่นนี้ 

ราชาจิ้งจอกผละออกจากการจูบ ก่อนจ้องมองใบหน้างามของคนรักด้วยความคิดถึง เหมือนจากกันไปนานแสนนาน ความฝันที่ทรมานเหล่านั้น ถูกปัดเป่าโดยคนตรงหน้า คงเป็นพรข้อสุดท้ายที่มหาเทพประทานให้ เสียมากกว่าจะเป็นบทลงโทษ 

“อย่ามาเนียนสิ” เมลเธมกล่าวทั้งจับมือที่พยายามปลดปมผูกเสื้อของเขาไว้แน่น แต่ก็ยังไม่ได้ผละออกไปไหน มืออีกข้างคว้ากอดอีกฝ่ายไว้ “หื่น” 

โฮวาหัวเราะน้อยๆ ด้วยเมลเธมนั่งไม่สะดวกเพราะลำบากท้อง เจ้าตัวผละมือจากปมเชือกที่แค่ตั้งใจจะแกล้งเฉยๆ แต่หากได้รับอนุญาตให้ทำก็พร้อมเต็มที่ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไอ้อาการอ่อนล้าพวกนี้คงหายเป็นปลิดทิ้ง 

 

ทั้งคู่ยังคงนอนกอดกันไว้ภายในตำหนักเติม สถานที่ที่เคยมีความโหดร้าย แต่ก็ยังคงอบอวลไปด้วยความรัก หลังจากที่ชูเข้ามาตรวจร่างกายให้เล็กน้อยแล้ว ถึงได้ปล่อยให้ทั้งสองได้พูดคุยกัน โฮวาประสานมือกับมือเล็กนั้นๆ ก่อนจะยกขึ้นจูบเบาๆ เมื่อคนรักเอาแต่นอนนิ่ง เล่นฝ่ามือราชาจิ้งจอกแบบที่ชอบทำเป็นประจำ 

“หายฝันร้ายหรือยัง” 

“หายแล้ว หายเป็นปลิดทิ้งเลย” 

“หากทีหลังเรียกไม่ยอมตื่นอีก จะหอบลูกหนีไปจริงๆ แล้วนะ” ถึงไม่รู้ว่าจะหนีไปไหนก็เถอะ 

“ไม่มีทีหลังแล้ว” อีกฝ่ายตอบรับทั้งยกมือขึ้นลูบท้องกลมเบาๆ “ขอโทษ” 

“ไม่ได้โกรธซะหน่อย” เมลเธมตอบก่อนจะเป็นฝ่ายกอดมือโฮวาไว้มั่น “แค่น้อยใจเฉยๆ” 

ต่อจากนี้จะไม่มีเรื่องร้ายๆ อะไรเข้ามาแล้วใช่ไหม อยากพบเจอความสุขเสียที แต่ถึงจะมีอะไรเข้ามา เขาก็คงไปไหนไม่รอดแล้ว บนโลกที่ไม่มีโฮวาอยู่ มันโหดร้ายจริงๆ เลยนะ 

“เมล” 

“หื้อ?” คนในอ้อมกอดตอบรับและเงยขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายอย่างตั้งใจฟัง 

“จากนี้และตลอดไป อยู่กับข้าได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำผิดพลาดแบบในอดีต จะทะนุถนอมเจ้าและลูกยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะงั้น อย่าคิดไปจากข้าได้หรือไม่ อยู่กับข้าไปตลอดจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของสองเรา” 

“บ้าเหรอ” เมลเธมว่าก่อนจะขยับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับใบหน้าแนบชิด “ก็ต้องอยู่อยู่แล้วสิ เจ้าเล่นยึดทุกอย่างของข้าไปหมด ครอบครัว ผู้คน...หัวใจด้วย” 

ราชาจิ้งจอกยิ้มแก้มแทบปริออก รีบหอมแก้มเอาใจคนรักทันทีทันใด แต่มือที่แย่งปลดปมเสื้อออกนั่นทำให้เมลเธมต้องหยิกไปหนึ่งที เผลอเป็นไม่ได้เลย ความหื่นกามพวกนี้ลดลงน้อยๆ หน่อยไม่ได้หรือไง 

“จะถอดทำไมเนี่ย” 

“อยากทำ” 

“เจ้านี่มันหื่นจริงๆ เลย” คนที่บ่นและตีมือไปเบาๆ เหมือนตีเด็กน้อยได้แต่หัวเราะ 

โฮวาก็อดทนจริงๆ นะ ถึงที่ผ่านมาจะไม่เคยอดทนเลยก็เถอะ แต่พอรู้ว่าเขาไม่ชอบ ถึงจะมีแอบตอดเล็กตอดน้อยอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่กล้าทำไปมากกว่านี้ พอห้ามก็ต้องผละออกไปอยู่ในสภาพหมาหงอยให้รำคาญลูกตาเล่น 

“รอคลอดก่อน” 

“ข้าอยากมีลูกเพิ่มอีกสักสิบคน” 

“เจ้าจะบ้าเหรอ!” 

คิดผิดคิดถูกนะที่ยอมให้ แต่ก็เอาเถอะ เขารักไปแล้วให้ทำยังไงได้ 

เคยมีช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้แล้ว ที่แม้โฮวาจะทำเรื่องโหดร้ายลงไป แต่ลึกๆเขากลับเรียกร้องขอให้โฮวาอ่อนโยน วอนขอโฮวาที่แสนใจดี ไม่ใช่โหดร้ายแบบที่เป็นอยู่ ความกลัวทำให้ไม่กล้ายอมรับหัวใจตัวเองว่ารักไปแล้ว ความอคติทำให้มองอีกฝ่ายในแง่ลบจนทำร้ายจิตใจกันและกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

จากนี้ หากมีอะไรก็คงต้องพูดคุยกันให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างมาทำร้ายจิตใจกัน 

ความสุขที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับมาก่อน คนที่ทำให้เขาร้องไห้ คนที่ทำให้เขามีความสุข ดันเป็นคนคนเดียวกัน แบบนี้แล้วจะหนีไปที่ไหนพ้นได้ 

“โฮวา เจ้ารักข้าหรือไม่” 

ประโยคนี้ที่เคยกลัวทำตอบ กลัวว่ามันจะเป็นเหมือนในฝัน 

“ข้ารักเจ้า รักมากที่สุด เจ้าเล่า” 

ความสุขและความสงบที่เขาต้องการ ถึงจะยากไปหน่อย แต่ขอแค่ได้อยู่ด้วยกันก็คงพอแล้ว 

“อืม ข้าก็รักเจ้า” 

ภายในตำหนักที่เต็มไปด้วยเรื่องราว สองร่างกอดแนบชิดมอบความรักที่หล่นหายไปนานแสนนาน หวังชดเชยช่วงเวลาที่เคยเสียไปทั้งหมด มันไม่จำเป็นต้องหาคำตอบไปมากกว่านี้ ไม่จำเป็นต้องสนใจเหตุและผลของทั้งหมด ขอแค่ที่ข้างๆ ยังมีกันและกันอยู่เคียงข้าง มันก็มีความสุขมากพอแล้ว 

โลกที่แสนโหดร้าย ลืมมันไว้เบื้องหลัง รู้แค่เพียงโลกใบนี้ เราสองมีความสุขและไม่จำพรากจาก เท่านั้น นั่นและความสุขที่จะมอบให้กันได้ 

 

ระบบ: สุดท้ายแล้ว การพูดคุยปรับความเข้าใจกัน แม้จะยากลำบากไปเสียหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พังทลายไปเรื่อยๆ ด้วยความอึดอัดข้างในหัวใจ ไม่ใช่หรือไง 

 

ดอกไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น ไม่มีวันหวนกลับคืน หากเพียงนั้น ลำต้นก็ยังคงเติบโตอยู่ เพื่อรอวันผลิบานครั้งต่อไป ความสุขในหัวใจก็เช่นกัน ต่อให้ร่วงหล่นไปอีกกี่พันครั้ง แม้จะยากลำบากไปเสียหน่อย แต่หากยังมีชีวิต ก็ต้องอยู่ และจำเป็นต้องอยู่ ด้วยความหวังว่าสักวันความสุขจะหวนคืนกลับอีกครั้ง 

 

 

 

 

 

---------------- 

ขอบคุณ ที่เดินทางร่วมกันมา ขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและกำลังใจที่มอบให้ 

เพราะทุกคน ถึงได้มีเรื่องนี้อยู่ เพราะทุกคน ถึงได้ทำให้นิยายเรื่องนี้เติบโตขึ้น ขอบคุณค่ะ 

 

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า ขอให้มีความสุข ปลอดภัยจากโรคภัยต่างๆ สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย ของขวัญปีใหม่ที่ไรท์ให้ หวังว่าจะชอบกันนะคะ ส่วนไรท์ ชอบมากเลยค่ะที่ทุกคนยังอ่านมาถึงตอนนี้ 

ตอนแรกก็ท้อแท้กับการแต่งนิยายไปเหมือนกัน แต่เรื่องนี้ ทำให้ไรท์ลุกขึ้นสู้ หลังจากเห็นผลตอบรับจากใครหลายคนๆ หวังว่าความสุข จะอยู่ในใจของทุกคนตลอดไปนะคะ ขอบคุณค่ะ 

ความคิดเห็น