ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 ทางใครทางมัน

ชื่อตอน : บทที่ 6 ทางใครทางมัน

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2564 13:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 ทางใครทางมัน
แบบอักษร

สายตานิ่งจรดมองไปยังชายวัยกลางคนที่เดินตามมาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ ทว่าพอปรียาวดีก้าวเท้าพ้นขอบประตู หัวใจพลันกระตุกวูบหลังจากที่พบว่าด้านนอกนั้นมีใครอีกหนึ่งคนกำลังยืนอยู่ ท่าทางเหมือนว่าเขานั้นพึ่งจะวิ่งมาถึง 

แต่คงไม่ได้มาช่วยหรอกอาจจะมาดูผลงานตัวเองเสียมากกว่า 

นักเลงปลายแถวคนนั้นพอเห็นว่าอนุทัตยืนอยู่จึงรีบวิ่งหนีออกไป ปรียาวดีกระชับไม้ไว้แน่น แววตาแดงก่ำไปด้วยความโกรธ หันปลายไม้มาทางอนุทัตแทน 

“พอใจแล้วใช่ไหมกับสภาพของฉันในตอนนี้ กลับมาทำไม กลับมาดูผลงานตัวเองหรือไง?” 

“เธอ...” 

“ผิดหวังเหรอ ผิดหวังที่ฉันไม่ตายเหรอ?”ท่อนไม้เมื่อครู่ถูกโยนใส่อนุทัต ทว่าก็ไม่ได้โดนตัวเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะปรียาวดีตั้งใจไว้แบบนั้น ร่างบางเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มก่อนจะกระชากรองเท้าตัวเองออกจากมือของเขา มันคือรองเท้าที่เธอทำหล่นเอาไว้ในตอนที่วิ่งหนีลุงคนนั้น 

แม้ความโกรธมันจะอัดแน่นอยู่ในอกจนอยากจะร้องไห้ทว่าเอาเข้าจริงหล่อนก็ไม่กล้าปล่อยน้ำตาออกมาอยู่ดี  

แววตาสงสารและเวทนามันคือสิ่งที่เธอไม่ชอบ เธอไม่อยากถูกสายตาคนอื่นมองมาเช่นนั้นอีก 

ปรียาวดีหันตัวเดินไปอีกทาง หวังจะไปตายเอาดาบหน้า 

อนุทัตมองตามท่าทางอิดโรยของปรียาวดี ก่อนจะพบคราบเลือดและรอยเปรอะเปื้อนของฝุ่นที่ติดอยู่ตามชุดของหล่อน 

เขานึกอึ้งไปชั่วขณะกับความน่ากลัวของปรียาวดีในเมื่อครู่ ผู้หญิงตัวเล็กๆทว่ากลับเอาตัวรอดจากชายร่างท้วมในเมื่อครู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังมีท่าทีคล้ายกำลังข่มความโกรธตัวเอง หากหล่อนกดแรงพิโรธนั้นไว้ไม่อยู่ ไม้หน้าสามเมื่อครู่คงได้ประทับลงบนหัวของเขาแทนที่จะเป็นพื้นปูน 

“ขึ้นรถ”ปรียาวดีเงยหน้ามองบุคคลที่วิ่งมาขวางทางไว้อย่างไม่เข้าใจนัก 

“ไม่ คุณชายจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน” 

“ฉันบอกให้ไปขึ้นรถ สภาพแบบนี้จะกลับบ้านยังไง” 

“ทำไม จะเอาฉันขึ้นรถไปปล่อยไหนอีกล่ะ แค่นี้ยังไม่พอใจคุณหรือไง หรือว่ากลัวหม่อมย่าจะรู้ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันไม่บอกท่านหรอก ฉันไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจเพราะฉะนั้นคุณชายกลับไปเถอะ ฉันจะหาทางกลับเอง” 

ไม่ไว้ใจ ความรู้สึกในตอนนี้ที่มีให้อนุทัต 

“เดินแทบจะไม่ไหว แล้วยังจะมาทำเก่ง น่ารำคาญ” 

“ถ้าฉันน่ารำคาญก็อย่ามายุ่ง ทางใครทางมัน เชิญ!” 

“บอกให้ขึ้นรถไง!”เขาตวาดเสียงดังลั่น 

“บ้าอำนาจ!” 

“ขึ้นรถ!”คราวนี้ไม่ว่าเปล่า เขาเริ่มนึกรำคาญกับความดื้อรั้นของปรียาวดีจึงเลือกที่จะอุ้มเธอ หากรอให้หล่อนก้าวเท้าไปเองมีหวังวันนี้ก็คงไม่ถึงบ้านสักที  

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ปล่อย!”ร่างบางเริ่มดิ้นหวังจะหลุดพ้นจากวงแขนของอนุทัต“บอกให้ปล่อยไง ปล่อย!” 

แววตาแข็งกร้าวมองอนุทัตนิ่ง ชายหนุ่มนึกหวั่นกับมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันสายตามองเส้นทางแทน 

เขาไม่ได้กลัวเธอเพียงแค่เวทนาและรู้สึกผิด 

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน! ทางใครทางมัน ฉันหาทางกลับเองได้”มือเล็กผลักอกแกร่งให้ออกห่างหลังจากที่ถูกเขาวางลงบนเบาะ ก่อนจะรีบแทรกตัวหวังจะวิ่งหนีทว่าก็ถูกอนุทัตกระชากแขนไว้เสียก่อน 

“โอ้ย!”นึกตกใจกับท่าทางเจ็บปวดนั้นก่อนจะมองที่แขนปรียาวดี รอยฟกช้ำดำเขียวและคราบเลือดมันทำให้ความรู้สึกผิดตีตื้นในอก 

"บอกให้ขึ้นรถ อย่าให้ฉันต้องโมโหได้ไหมปรียาวดี" 

"ทำไม คุณจะฆ่าฉันเองหรือไง?"แววตาเจ็บปวดจรดนิ่งที่ชายหนุ่มทำเอาคนถูกมองชาวาบไปทั้งตัว  

แม้เขาจะโกรธเธอแต่ก็ไม่ได้คิดจะพรากชีวิตเธอเสียหน่อย  

“ฉันเป็นหมอ หน้าที่ของฉันคือช่วยชีวิตคน...ไม่ใช่พรากชีวิตคน ฉันไม่ฆ่าเธอหรอก” 

คำพูดกับการกระทำของเขามันขัดแย้งกันจนฟังไม่ขึ้น หมดแล้วความรู้สึกดีๆ เธอไม่เชื่อเขาอีกแล้ว ต่อให้ในตอนนี้จะยังหลงเหลือคำว่ารักอยู่ แต่คิดว่าสักวันคำว่าเฉยๆคงเข้ามาแทนที่และเธอก็จะชินชากับมันไปเอง 

อีกไม่นานหรอก ใช่...อีกไม่นาน เหมือนจะเป็นตอนนี้เสียด้วยซ้ำที่หัวใจมันเริ่มเกลียดคนที่ชื่อว่าอนุทัต ชื่อที่เคยอยู่ในใจมานานหลายปี ทว่านาทีนี้กลับค่อยๆจางหายไป เพราะความเจ็บปวดที่คล้ายจะมีมากกว่าคำว่ารัก 

“เหอะ!”ปรียาวดีไม่ได้พูดอะไรต่อทว่าอนุทัตกลับรับรู้ทางสายตาว่าหญิงสาวกำลังด่าทอเขาอยู่ในใจ 

จริงอยู่ที่เขาไม่ชอบขี้หน้าหล่อนและโกรธเพราะหล่อนเป็นบุคคลที่เข้ามาแทรกกลางทำให้ครอบครัวของเขาแตกแยกไปคนละทิศคนละทาง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะใจจืดใจดำถึงขั้นฆ่าใครได้อย่างเลือดเย็นเสียหน่อย 

“พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานแต่เช้า อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ขึ้นรถเดี๋ยวนี้” 

ปรียาวดีไม่มีโอกาสได้โต้เถียงอีกครั้งด้วยว่าถูกอนุทัตดันเข้าไปในรถพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยและปิดประตูในทันที ยังไม่วายหันกลับไปชี้นิ้วใส่หล่อนอย่างห้ามปรามเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาวคล้ายจะเปิดประตูวิ่งออกมา 

ความเงียบ ความอึดอัดปกคลุมไปทั่วรถ กว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็เกือบสองชั่วโมง 

ปรียาวดีย่ำเท้าไปตามทางเล็กๆในสวนหลังบ้านของอนุทัต ด้วยว่าเมื่อครู่ขณะที่จะเดินเข้าบ้านทว่าก็ถูกชายหนุ่มเอ่ยรั้งไว้เสียก่อนและชี้นิ้วบอกหล่อนว่าห้องของเธออยู่ที่บ้านหลังเล็กท้ายสวนหย่อม 

เจ็บซ้ำไปซ้ำมา จนตอนนี้คล้ายจะเริ่มชินชาไปเสียแล้ว สุดท้ายคำพูดที่แสนดูดีเมื่อครู่ก็เป็นแค่กลอุบายเพื่อให้หญิงสาวยอมขึ้นรถกลับบ้านหวังจะมาทรมานหล่อนอีกครั้งก็เท่านั้น ที่ปรียาวดีคิดเช่นนั้นก็เพราะสภาพบ้านที่อนุทัตจัดเตรียมไว้ให้หล่อนพักอาศัย มันไม่ต่างจากบ้านร้างเลยสักนิด 

ข้าวของเครื่องใช้ถูกผ้าสีขาวคลุมไว้ ฝุ่นหนาเขรอะจนปรากฏเป็นรอยเท้าของหล่อนที่ก้าวไปตามพื้น กุญแจที่ดูเก่าพอตัวถูกวางลงบนโต๊ะ ปรียาวดีถอดถอนลมหายใจอย่างปลงๆ 

“อย่าโทษเวรกรรมเลยปรี โทษตัวแกเองดีกว่าที่รักเขาจนยอมเดินเข้ามาหาความเจ็บปวดเอง”ใช่ หล่อนไม่ควรโทษว่านี่คือเวรกรรมที่หล่อนต้องชดใช้ แต่ควรจะโทษตัวเองเสียมากกว่าที่ยอมก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้ามเช่นนี้ หากเชื่อฟังป้ายที่เขาเขียนบอกเตือนไว้ว่าที่แห่งนี้มีอันตรายซ่อนอยู่ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจเช่นนี้“ทนหน่อยนะ เดี๋ยวทุกอย่างก็จบแล้ว พอถึงวันนั้นเขาจะไม่มีผลอะไรกับแกเลย อดทนอีกนิดนะปรี” 

หยดน้ำตาพรั่งพรูออกมาจากความรู้สึกอัดอั้นในอก ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า 

คิดถึงย่า คิดถึงเจ้าหมั่นโถว คิดถึงมารดาผู้จากไป คิดถึงบ้าน บ้านที่เป็นบ้าน...บ้านที่อบอุ่น บ้านที่เธอไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังกับความโดดเดี่ยว 

"คิดถึง..."เสียงแผ่วระคนสั่นเครือท่ามกลางความเงียบ 

แขนเล็กกอดขาตัวเองแน่นพลางซบใบหน้าลงบนหัวเข่าอย่างท้อใจ ทว่าคนอย่างปรียาวดีถือคติที่ว่าท้อได้แต่ห้ามถอย 

อย่าให้ใครรู้ว่ากำลังเจ็บปวดหรือร้องไห้ เพราะมันน่าสมเพชสิ้นดีเวลาที่ถูกใครต่อใครมองมาด้วยสายตาสงสารและเวทนา ปรียาวดีไม่เคยลืมว่าสิ่งเหล่านั้นมันทำให้เธอทรมานแค่ไหน 

หญิงสาวไม่อยากให้แววตาเช่นนั้นมาฉุดรั้งตัวเองกลับไปยังอดีตที่เจ็บปวดอีกแล้ว 

หลังจากที่นั่งพักกายพักใจอยู่สักพักปรียาวดีก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน เพราะในตอนนี้เวลาเดินล่วงเลยมาดึกมากแล้ว หากไม่ทำความสะอาดก็คงไม่มีที่ซุกหัวนอน หล่อนจึงต้องกัดฟันสู้ ทั้งๆที่ร่างกายนั้นบอบช้ำจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ 

ทว่าไม้กวาดก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงฝีเท้าของใครบางคนย่ำเข้ามาภายในบ้าน 

พอหันหลังกลับไปมองก็พบเข้ากับร่างเล็กของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอกำลังฉีกยิ้มเป็นมิตรมาให้ปรียาวดี ในมือของหล่อนกำลังถือกล่องยาประจำบ้านอยู่ 

"สวัสดีค่ะ หนูชื่อผักกาดนะคะ หนูจะมาทำความสะอาดบ้านให้แล้วก็เอายามาให้คุณด้วยค่ะ"เสียงใสเอ่ยบอก 

"คุณชายสั่งมาเหรอ?"ในใจเริ่มสงสัยอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเขามีแผนการอะไรหรอกนะ ถึงได้ให้เด็กรับใช้มาช่วยเธอแบบนี้ 

"เอ่อ...เปล่าค่ะ ผักกาดมาเอง ผักกาดเห็นคุณเจ็บ แถมบ้านก็รกผักกาดคิดว่าคุณคงทำไม่ไหวก็เลยแอบมาช่วย"นั่นปะไร คิดไว้ไม่มีผิด คนอย่างคุณชายอนุทัตน่ะหรือจะมาทำดีกับเธอ ในเมื่อสายตาของเขายังมองมาที่เธอเสมือนนักโทษเช่นเดิม 

หล่อนคิดกับเขาในแง่ดีมากเกินไป 

"อย่าเลย เดี๋ยวผักกาดจะซวยเอานะ" 

"ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ทุกคนนอนหลับหมดแล้ว ไม่มีใครมาเห็นหรอกค่ะ ผักกาดอยากช่วยคุณ..."เว้นวรรคประโยคคล้ายจะถามชื่อปรียาวดีกลายๆ 

"ปรียาวดีจ้ะ เรียกว่าพี่ปรีก็ได้ เพราะดูแล้วผักกาดน่าจะอายุน้อยกว่าพี่เยอะ"นึกเอ็นดูจึงอยากแทนตัวว่าพี่ 

"ไม่ได้หรอกค่ะ ต้องเรียกว่าคุณปรี เพราะคุณปรีแต่งงานกับคุณชายแล้ว" 

"แต่งหรือไม่แต่งก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอก" 

"อย่ามัวแต่ตัดพ้อเลยค่ะ คุณปรีรีบไปทำแผลก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวมันจะอักเสบเปล่าๆ มาค่ะผักกาดทำให้" 

"ไม่ต้องๆ พี่ทำเองได้" 

"ก็ได้ค่ะ งั้นผักกาดไปทำความสะอาดบ้านนะคะ" 

"อันนั้นก็ไม่ต้อง พี่ไม่อยากให้ผักกาดซวยนะ" 

"ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เชื่อผักกาดเถอะ ผักกาดอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ผักกาดรู้ดีว่าต้องทำยังไง ออ...แล้วอีกอย่างนะคะคุณปรี คุณปรีต้องแทนตัวเองว่าฉัน ขืนแทนตัวเองว่าพี่ต่อหน้าคนอื่น ถ้าแม่ผักกาดมาได้ยินเดี๋ยวผักกาดจะโดนดุว่าทำตัวเสมอนาย" 

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นพี่จะแทนตัวเองว่าฉันแต่ถ้าอยู่กันแค่สองคนพี่จะแทนตัวเองว่าพี่เหมือนเดิม ตกลงตามนี้นะ" 

"ดื้อเหมือนคุณชายไม่มีผิด"หล่อนส่ายหน้าหน่อยๆกับความดื้อรั้นของนายหญิงคนใหม่ที่ดูท่าทางใจดีกว่าคนเก่า ชนิดที่เทียบกันไม่ติด ทว่าในใจก็นึกสงสัยว่าเหตุใดคุณชายอนุทัตต้องให้เจ้าสาวหมาดๆมานอนที่บ้านหลังเล็กแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามออกไป 

"ว่าแต่คุณปรีไปทำอะไรมาหรือคะทำไมเนื้อตัวถึงได้มีแต่บาดแผล?" 

"เอ่อ...ฉันซุ่มซ่ามเดินหกล้มน่ะ แล้วก็โดนรองเท้าส้นสูงกัดด้วย" 

"ออ"แม้ไม่ค่อยจะเชื่อแต่ก็ไม่กล้าถามต่อจึงเปลี่ยนเรื่องคุยสัพเพเหระไปเรื่อยๆในระหว่างนั้นปรียาวดีก็ไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะได้ถนัดและเหมาะกับงานทำความสะอาด จนเวลาเลยผ่านไปเกือบชั่วโมงบ้านหลังน้อยที่เคยซอมซ่อก็ดูใหม่ขึ้นกว่าเดิม 

สองสาวที่ดูเหนื่อยล้าทิ้งตัวลงนั่งเพื่อพักหายใจหลังจากผ่านศึกครั้งใหญ่มาหมาดๆ 

"ผักกาดขึ้นมานั่งบนโซฟาสิ บนพื้นทั้งแข็งทั้งเย็น เดี๋ยวไม่สบายตัวหรอก"แววตาเด็กสาวคล้ายจะมองมาที่ปรียาวดีด้วยความรู้สึกแปลกใจหน่อยๆก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นตื้นตันใจแทน 

"ไม่เป็นอะไรค่ะ ผักกาดเป็นคนใช้นั่งพื้นน่ะถูกแล้วค่ะ" 

"พี่ไม่ใช่เจ้าของบ้านหลังนี้ เพราะฉะนั้นเราก็มีสถานะคนอาศัยเหมือนกัน ไม่ใช่เจ้านายไม่ใช่ลูกน้อง ขึ้นมานั่งเถอะ เร็วๆ ถ้าไม่ขึ้นมาพี่จะโกรธจริงๆนะ"ใบหน้าหวานเริ่มทำท่าทางเง้างอนอย่างไม่จริงจังนัก 

เด็กสาวรีบขึ้นไปนั่งบนโซฟาด้วยแววตาสุขใจ การได้นายหญิงคนใหม่ที่ต่างกันสุดขั้วกับนายหญิงคนเก่าราวกับของขวัญจากฟ้าที่ท่านประทานมาให้ สมควรแก่การสวดมนต์อธิษฐานอยู่ทุกวี่วัน เพื่อหวังจะหลุดพ้นจากแม่มดใจร้ายคนนั้น 

"นี่ ร้องไห้เหรอผักกาด?" 

"ผักกาดซึ้งนี่คะ" 

"โถ้~นึกว่าอะไร"ทั้งสองต่างขบขันให้กันและกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังยืนมองอยู่ที่ระเบียงบ้านหลังใหญ่ 

 

#ขอโทษน้าาาา ที่มาอัพช้าไปหน่อย หยุดปีใหม่เพลินไปนิด5555 ขอให้สนุกกับนิยายนะคะ😆😆😆 

ความคิดเห็น