ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน ๑๔

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๔
แบบอักษร

ร่างนุ่มนิ่มของอ่อนยวบลงในอ้อมแขน นัยน์ตาของสนลุกวาบ รู้สึกถึงมนตราของตนที่ซึมซาบเข้าสู่ในอณูเนื้อของอีกฝ่าย พริบตาต่อมาใบหน้าหล่อเหลาก็กลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังเดิม เขาอุ้มหญิงสาวไปวางไว้บนแคร่ที่ปูรองด้วยฟูกนุ่ม เดินออกไปตักน้ำจากลำธารที่ไหล่ผ่านหลังกระท่อม

กลับเข้ามา ใช้ผ้าเนื้อนิ่มบรรจงเช็ดเนื้อตัวให้คนที่สลบสไลไม่ได้สติ พิศมองผิวเนื้อนวลลอออในร่มผ้าด้วยสีหน้าและแววตาลุ่มลึกครู่หนึ่ง แล้วจึงถอดเสื้อสีดำที่สวมออก ใช้ผ้าเช็ดรอยคราบเกรอะกรังที่เปรอะอยู่บนหัวไหล่ เมื่อคราบสีดำหายไป จึงมองเห็นรอยแผลที่เพิ่งสมานเข้าด้วยกัน

"นายขอรับ"

ได้ยินเสียงดังจากข้างนอก จึงหยิบผ้าห่มมาคลี่คลุมร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวเอาไว้ แล้วเดินออกไปข้างนอกอย่างใจเย็น กระท่อมกลางป่าแห่งนี้อยู่ในเขตอาคมของเขา หากไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าจะ คน สัตว์ หรืออมนุษย์ประเภทไหนก็เข้าออกไม่ได้ หากไม่ได้รับอนุญาต

 ชายคนหนึ่งคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นอย่างนอบน้อม เขาคือบ่าวที่ตามรับใช้หลวงทัด 'ผู้เป็นลุง' ของสนนั่นเอง ครั้นเห็นสนเดินออกมา จึงเงยหน้ารายงาน

"กระผมล่อพวกมันอีกทางหนึ่งแล้วขอรับ"

ในตอนที่สนพาหญิงสาวหลบหนีออกมาจากวัดแห่งนั้น ไอ้เทิดและคนในชุดขาวเร่งร้อนตามมา ทว่าพวกมันต่างหลงทิศหลงทาง เป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้

"ต่อให้นานเพียงใดพวกมันก็ยังโง่เง่าเหมือนเดิม"

เสียงที่เปล่งออกจากริมฝีปากได้รูปงามเยือกเย็น ในยามนี้สนไม่เหลือเขาคนเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย หรือไม่ได้ดูสุภาพอ่อนโยนอย่างที่คุณหลวงหมอควรจะเป็นอีกต่อไป

ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีดำมืดออกมา...

ชวนให้ผู้คนรอบข้างกดดันครั่นคร้าม กระทั่งตัวปรุงเองที่ติดตามรับใช้ข้างกายมาเนิ่นนานยังอดรู้สึกขนหัวลุกไม่ได้ การกระทำของไอ้พวกอัปรีย์นั่นทำให้นายของเขาขุ่นเคืองไม่น้อย

เพียงคล้อยหลังไปไม่กี่วัน

ก็มีคนคิดหยิบชิ้นปลามันที่จับจองไว้ไปเสียแล้ว นายของเขาเกลียดที่สุดคือพวกที่ชอบแย่งของ ใครที่กล้าแตะต้องของของนาย ปรุงยังไม่เคยเห็นว่ามันตายดีเลยสักตัวเดียว

"นายท่านต้องการให้กระผมทำเยี่ยงไรกับไอ้เทิด"

แม้ในยามนี้ ไอ้จัญไรนั่นอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ แต่ในสายตาของพวกเขา เทิดก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ไม่รู้จักเจียมตนเท่านั้น ริอ่านยื่นมือเข้ามาสอด ธุระ ของผู้เป็นนาย

ปากบอกว่าตนเป็นสมณะ

แต่ยังละเลิกกิเลสไม่ได้ คิดเข่นฆ่าผู้อื่น มือถือสากปากถือศีลเป็นเยี่ยงไร ดูมันไว้เป็นตัวอย่าง

"ไม่ต้องทำกระไร"

"แต่ว่ามันกำเริบเสิบสานถึงขนาดนี้..."

"มึงไม่ต้องเปลืองแรงหรอกไอ้ปรุง" รอยยิ้มเยือกเย็นแย้มออกมาที่มุมปากของคนพูด

"มีคนสั่งสอนมันแทนมึงแล้ว"

"ขอรับ" ปรุงนิ่งคิดครู่หนึ่ง นึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้ จึงก้มหน้ารับคำ ทว่ายังมีเรื่องอืื่นให้กังวล ตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาเขตแดนของผู้เป็นนายก็ได้กลิ่นคาวเลือดโชยชายออกมา

เลือดนั้นเป็นเลือดของสน ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บมิผิดแน่

"แล้วบาดแผลของนาย..."

สนปรายตามองต้นแขนขวาของตน ชุดที่เขาสวมใส่ในคืนนี้เป็นสีดำ สีเดียวกับเลือดของเขา จึงอำพรางสายตามนุษย์ทั่วไปได้ เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในลานดิน เขาปกปิดอาการของตัวเองมนต์ ศัตรูจึงไม่สำเหนียกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

"หายแล้ว"

คำตอบสั้นๆ สร้างความหลากใจให้บ่าวรับใช้ สามวันที่ผ่านมาเจ้านายเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่งเพียงลำพัง เขาเพิ่งได้ข่าวมาว่าที่นั่นเกิดการปะทะกับศัตรู ในการรบราฆ่าฟันน้อยนักที่สนจะเพลี่ยงพล้ำ 

แต่บาดแผลบบตัวผู้เป็นนายสมานกันแล้วจริงๆ 

ปรุงอดมองไปยังกระท่อมไม้ไม่ได้...

"มึงมีปัญหากระไรรึ" เขารีบก้มหน้าลงมองพื้น

"เปล่าขอรับ แล้วคุณบัว..."

"กูจะจัดการเอง"

สนตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ปรุงก้มลงกราบลา พลันเดินกลับเข้าไปในชายป่า แล้วหายลับไป 

ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในกระท่อม บัวยังคงนอนหลับใหลอยู่ดังเดิม ใบหน้านวลผ่องเปล่งปลั่ง ไม่ได้ดูซีดเซียวเหมือนอย่างเมื่อครู่ ร่างสูงใหญ่หย่อนตัวลงนั่งหมิ่นๆ ที่ขอบแคร่ ไล้ริมฝีปากอ่อนนุ่มระเรื่อแดงของเธอเบาๆ 

ว่ากันว่าเลือดของหญิงพรหมจรรย์ 'บางคน' ทำให้คนดื่มกินเป็นอมตะได้

แต่ก็ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งที่ว่า หยาดน้ำบริสุทธิ์จากเรือนกายของหญิงพรหมจรรย์ สามารถเยียวยาอาการบาดเจ็บได้เช่นกัน รสหวานหอมกำซาบใจยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นของเขา

"แม่บัวของฉัน" 

สนลูบเรือนผมยาวสลวยเบาๆ แล้วก้มลงไปกระซิบบอกที่ข้างหู แม้เจ้าตัวจะได้ยินหรือไม่ก็ตาม

"อย่าหวังว่าชาตินี้จะหนีฉันพ้น"

 

* * *

 

ร่างสูงผอมในจีวรสีกลักเดินดุ่มเข้าไปในอุโบสถที่ถูกทิ้งร้าง

 สีหน้าท่าทางไม่เหลือความสงบน่าเกรงขามเหมือนในยามปกติ ครั้นเดินมาถึงฐานพระว่างเปล่า ไร้พระประธารประดิษฐาน ก็คุกเข่ายอบตัวลงกับพื้น สองมือพนมไว้ที่หว่างอก

"ท่านครูขอรับ"

เสียงที่เอ่ยออกไปนอบน้อมนักหนา

คืนนี้เขาทำผิดพลาดแล้วจริงๆ ปล่อยให้ไอ้ผีจัญไรตัวนั้น หลบหนีไปเสียดาย มันเต็มไปเหลี่ยมเล่ห์ชั่วร้ายมากมายนัก เขาสู้กับมันมาตั้งแต่หัวดำยันหัวขาว แต่ก็ยังพลาดท่าเสียทีทุกครั้งไป

"กระผมมาขอรับโทษ"

"โทษกระไรรึ"

เสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นมีเมตตาดังขึ้นในความเงียบงัน ไม่รู้ว่าดังมาจากทิศทางไหน แต่เหมือนกับก้องอยู่ในหูของพระครูเชิดอย่างนั้น ทั้งที่เป็นคนจิตแข็งไม่ธรรมดา แต่ก็หัวใจของคนฟังก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้

"กระผมปล่อยให้ไอ้ผีจัญไรหนีรอดไปได้" สุ้มเสียงของหลวงพ่อเทิดลนลานอย่างคนที่มีชนักติดหลัง

อีกฝ่ายเงียบเสียงไปหลายอึดใจ

ยิ่งเงียบ คนที่นั่งคุกเข่าพนมมือก็ยิ่งใจไม่ดี หลายปีมานี้เขายอมปลงผมออกบวช เพื่อศึกษาวิชากับอาจารย์ วิชาที่ได้รับการถ่ายทอดไม่ใช่มนต์คาถาของพวกพ่อมดหมอผีชั้นต่ำ แต่เป็น 'วิชาสะอาด' อยู่ในศีลธรรมจรรยา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นหน้าอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาเลยสักครั้ง

ทว่าทุกสิ่งที่ท่านครูถ่ายทอดล้วนเป็นประโยชน์ ทำให้อาคมและตบะที่เขามีเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจเอาชนะมันได้ ท่านครูต้องเป็นผู้ถือศีล ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และมีบุญญาธิการอย่างแน่นอน

"ไอ้ผีตนนี้มันร้ายนัก มึงยังต้องฝึกฝนอีกมาก"

"กระผมสำนึกความผิดที่ทำลงไป ต่อไปจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีกแน่นอนขอรับ"

เขาต้องจับไอ้ผีชั่วนั่นให้ได้ ความแค้นของระหว่างเขากับมัน ฝังแน่นในเนื้อกระดูกดำ ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติ เขาก็จะตามพยาบาทมันไม่มีที่สิ้นสุด!

"ข้ารับรู้ถึงความตั้งใจของเอ็ง"

พระครูเทิดยิ้มออกมาได้ในที่สุด ครั้นได้ยินถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความปราณีตอบกลับมา

"แต่ถึงอย่างไรเอ็งก็ต้องรับโทษ" รอยยิ้มเหือดหายไปจากใบหน้าเมื่อได้ยินประโยคต่อมา สีหน้าของหลวงพ่อเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทว่าสุขุมลงกว่าเมื่อครู่

"เอ็งรู้ใช่รึไม่ว่ากฏก็ต้องเป็นกฎ"

"ขอรับ"

พระครูเทิดก้มลงกราบ ลุกขึ้นปลดจีวรชั้นนอกออก แล้วเดินออกไปนอกอุโบสถร้าง ที่ลานด้านหน้ามีคนชุดดำ สวมเสื้อคลุมปิดหน้าปิดตายืนรออยู่พร้อมกับแส้ในมือ

"ลงมือเถอะ"

ร่างสูงสง่าที่นั่งชันเข่าอยู่บนคานอุโบสถหลับตานิ่ง ฟังเสียงแส้กระทบเนื้อดังสลับกับเสียงร้องโหยหวนเป็นระลอก กระท่ั่งเสียงนั้นหยุดลง ฉัตรถึงลืมตาขึ้น กระโดดลงไปยืนบนพื้น เดินออกยังลานดินที่เต็มไปด้วยเลือดของพระครูเชิดที่ถูกคนหามออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว

"ไฉนจึงไม่กุดหัวมันเสียขอรับ"

บ่าวรับใช้ก้าวออกมาจากความมืดด้านหลังเอ่ยปากถาม

หญิงนางนั้นที่นายของเขาหมายตาไว้ เกือบจะถูกไฟมนต์ของไอ้เทิดเผาเป็นจุณไปพร้อมกับไอ้ผีจัญไรนั่นแล้วแท้ๆ หากนายของเขาไม่ยื่นมือเข้ามาแทรก เรียกฝนมาดับไฟ

หญิงนางนั้นเป็นอะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะต้องเกิดเรื่องหายนะอย่างแน่นอน

จริงอยู่ที่พวกเขาต้องการใช้บัวเป็นเหยื่อล่อไอ้ผีร้ายเข้ามา แต่ไม่คิดว่ามันจะปรากฏตัวขึ้นมาได้รวดเร็วเยี่ยงนี่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มันน่าจะได้รับบาดเจ็บมาแท้ๆ 

ผู้เป็นนายยังคงยิ้มน้อยๆ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเผยให้เห็บใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ท่าทางของเขายังดูสงบสง่างาม ทว่าดวงตาทอประกายเหี้ยมเกรียมขึ้นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่ถึงชั่วยามก่อน 

"กูยังต้องใช้งานไอ้เทิดอีก"

"นายจะปล่อยให้ไอ้สนพาตัวหญิงนางนั้นไปหรือขอรับ" 

มันประกาศกร้าวออกมาว่าหลานสาวพระยาพิทักษ์ธานีเป็นคนของมัน นั่นไม่น่าหนักใจหรอกหรือ หากเจ้านายของเขาคิดที่จะ...

"ยามนี้มันทำได้แต่เป็นหมาหวงก้างเท่านั้น"

ไอ้ระยำนั่่นเอาคนไปได้ เขาก็เอากลับมาได้

ดวงตาของฉัตรลุ่มลึกลงกว่าเดิม สงครามระหว่างพวกเขาเพิ่งจะเปิดฉากเท่านั้น ยังมีเวลาให้เสียเลือดเนื้ออีกมาก

To be continued...

อุ๊ย...หรือจะเกิดศึกชิงน้อนน ชอบไม่ชอบบอกล่วยนะจ๊ะ >///<

ความคิดเห็น