ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 นรกบนดิน

ชื่อตอน : บทที่ 4 นรกบนดิน

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 นรกบนดิน
แบบอักษร

 งานสมรสถูกจัดขึ้นกะทันหัน ณ วังปัทมธาดา ไม่ได้เชิญใครเป็นพิเศษรับรู้เพียงผู้หลักผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่าย นั้นคือสิ่งที่อนุทัตขอแลกกับการถูกจับคลุมถุงชน 

ภายในงานไม่ได้อบอวลไปด้วยความหอมหวานหรือความสุขของคู่บ่าวสาวอย่างที่ควรจะเป็น ในทางกลับกันมันกำลังแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิตของเจ้าบ่าวเสียมากกว่า บุคคลที่มีสีหน้าบึ้งตึงตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน ส่งผลให้เจ้าสาวรอบกลืนน้ำลายอยู่หลายหน  

ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง แม้จะกลัวแค่ไหน แต่เท้าที่ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้เกินครึ่งลำตัวมันทำให้เธอไม่อาจจะถอยกลับไปได้ ไม่ว่าทางข้างหน้าจะต้องพบเจอกับอะไร อย่างน้อยมันก็คือสิ่งที่เธอเลือกจะทำ ต่อให้ใครบางคนจะไม่ต้องการและมองไม่เห็นความหวังดีที่เธอมอบให้ ถึงจะเป็นเช่นนั้นเธอก็จะเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ให้ลึกที่สุด เหมือนที่เคยทำผ่านๆมา 

“ชายทัต ถ้าย่ารู้ว่าหนูปรีมีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ ย่าไม่ยอมอยู่เฉยแน่ๆ ขอให้เราเชื่อใจย่า เชื่อว่าสิ่งที่ย่าทำมันคือสิ่งที่ดีกับชาย สักวันคำถามที่ชายทัตถามย่า ชายจะรู้คำตอบเอง”แม้จะไม่เข้าใจกับประโยคที่หญิงชราเอ่ยทว่าก็ไม่ได้ตั้งคำถามใดๆออกไป 

“ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ว่างๆก็มาหาย่าบ้างนะ”แววตาสั่นไหวจรดมองภัควิมล แขนเล็กยื่นไปสวมกอดร่างชราอย่างอาลัยอาวรณ์  

ภาพนั้นมันทำให้อนุทัตเริ่มหงุดหงิดคิดว่าหล่อนกำลังแสดงละครต่อหน้าทุกคน 

หากทำท่าทางใจจะขาดขนาดนั้นจะว่าถวายตัวใส่พานให้เขาทำไมตั้งแต่แรก น่ารำคาญ! 

“เสร็จหรือยัง ฉันเหนื่อย จะรีบกลับไปพักผ่อน”น้ำเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์ พลันมือของมารดาก็ฟาดลงที่ต้นแขนใหญ่อย่างห้ามปรามส่งผลให้ใบหน้าเคร่งขรึมเมื่อครู่ดูสลดลงไปบ้าง 

“ขอบคุณนะคะหม่อมที่เอ็นดูและช่วยยัยปรี”หลังจากที่คู่บ่าวสาวขับรถออกไป ภัควิมลก็เอ่ยขึ้น 

หม่อมแขท่านเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความเย็นสบายแก่หล่อนมาเกือบครึ่งค่อนชีวิต จนตอนนี้ท่านก็ยังเผื่อแผ่ร่มเงานั้นมาหาหลานสาวของหล่อนด้วย บุญคุณท่านนั้นท่วมหัวยากจะชดใช้ในชาตินี้ให้หมดสิ้น 

“หนูปรีฉันก็เห็นมาตั้งแต่เล็กๆ ฉันเอ็นดูเสมือนหลานสาวคนหนึ่ง แล้วอีกอย่างใช่ว่าฉันช่วยแม่มลฝ่ายเดียวเสียเมื่อไหร่” 

“ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณอยู่ดีค่ะ”มือเหี่ยวย่นที่แสนอบอุ่นยื่นไปประคองมือของภัควิมลที่กระพุ่มไหว้ 

รอยยิ้มบางๆของหม่อมแขราวกับสายลำธารที่เย็นฉ่ำ แม้ว่าตอนนี้ภัควิมลจะหยุดรับใช้ท่านมานานหลายปีตั้งแต่รู้ตัวว่าป่วย ทว่าหม่อมแขก็ไม่เคยละทิ้งหล่อนเลยสักครั้ง ยามใดที่เดือดร้อนท่านก็ยังเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ 

“อย่าลืมสิ ว่าหนูปรีทำอะไรเพื่อชายทัตบ้าง”ประโยคที่ทุกคนต่างรับรู้ดีว่าหม่อมแขท่านกำลังพูดถึงเรื่องใด คงมีเพียงแค่อนุทัตคนเดียวกระมังที่ไม่รู้อะไรเลย 

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วรถ ลมเย็นๆจากเครื่องปรับอากาศทำเอาปรียาวดีรู้สึกเย็นยะเยือกกว่าปกติ และมันก็เหมือนจะทวีคูณหนักกว่าเดิมเมื่อหล่อนเผลอหันไปทางเบาะคนขับ ส่งผลให้สายตาปะทะเข้ากับใบหน้ามัจจุราชของอนุทัต 

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอทำเสน่ห์เล่ห์กลอะไรใส่ครอบครัวฉัน แต่สำหรับฉันเธอใช้มันไม่ได้ผลหรอก บอกไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลา” 

“แล้วแต่คุณชายจะคิดเถอะค่ะ” 

"ด้าน"แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่ง แต่ปรียาวดีกลับรู้สึกว่ากำลังถูกคนข้างกายตบลงบนหน้าฉาดใหญ่ 

"หมายความว่าไงคะ?" 

"เธอมันเป็นผู้หญิงแบบไหนกัน คำว่าด้านคงใช้ไม่พอ ผู้หญิงดีๆที่ไหนเขาจะมาแต่งงานกับผู้ชายที่เพิ่งถูกบีบให้เลิกกับเมียแค่ไม่กี่วัน อยากมีสามีจนตัวสั่น แต่ไม่มีใครเอาหรือไง?”แม้จะรักแค่ไหนแต่ถ้าถูกเขาพูดจาด่าทอเช่นนี้เธอก็ไม่ยอมเหมือนกัน 

รักได้ก็เกลียดได้...ใช่ว่าหล่อนอยากจะทำเช่นนี้เสียเมื่อไหร่ 

สายตาคมตวัดมองชายหนุ่มอย่างโกรธเคือง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถถูกเหยียบเบรกกะทันหัน พร้อมใบหน้ามัจจุราชหันมามองหญิงสาว ทั้งสองจ้องกันเขม็งไม่มีใครยอมใคร ทุกอย่างกลับมาเงียบอีกครั้ง เงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศในรถ 

“ทำไม ทนไม่ได้เหรอ ทนไม่ได้ก็ออกไป ฉันพร้อมจะเซ็นใบหย่าให้ตอนนี้เลย” 

ปรียาวดีถอนหายใจเบาๆหวังจะคลายอารมณ์ร้อนรุ่มในอกให้เจือจางลงไปบ้าง 

“หึ นึกว่าจะแน่” 

“เป็นถึงหม่อมราชวงศ์แต่คำพูดคำจากลับไม่ให้เกียรติผู้หญิงเลยสักนิด”หล่อนรำพึงรำพันเบาๆ 

มือหนาตรงดิ่งไปกระชากแขนเล็กพร้อมบีบมันไว้แน่น เขาจับเธอให้หันมายังทิศทางที่ตัวเองนั่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเย็นยะเยือก 

“ผู้หญิงอย่างเธอ มีเกียรติด้วยเหรอ” 

คล้ายถูกลูกธนูพุ่งตรงมาปักที่อก คนที่เธอเคยคิดว่าเขาใจดี อบอุ่น พลันสลายไปราวกับภาพฝัน ใช่...สิ่งที่เธอคิดมาตลอดมันก็แค่ความฝัน หม่อมราชวงศ์อนุทัตในความเป็นจริงเขาไม่ต่างอะไรจากซาตาน ซาตานที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบเทพบุตร 

“ทุกคนมีเกียรติทั้งนั้นแหละค่ะ” 

“เหรอ ถ้ามี ทำไมไม่รู้จักละอายใจบ้างล่ะ”ปรียาวดีเริ่มอึดอัด อึดอัดทั้งกาย อึดอัดทั้งใจ จะพูดจะอธิบายอะไรก็ทำไม่ได้ สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้มีเพียงการทำใจยอมรับที่จะอยู่ในสถานะแพะรับบาป 

จะพูดอะไรไปคนตรงหน้าก็คงไม่เชื่อหล่อนอยู่ดี เพราะตอนนี้ในสายตาอนุทัตเธอคือคนร้ายอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ หมดสิทธิ์ที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาล คงจะถูกตัดสินประหารเสียอย่างเดียว 

"แทงใจดำล่ะสิ ถึงไม่ต่อปากต่อคำอีก"เขาผละมือออกจนร่างบางเซกระแทกกับเบาะ ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้มเย้ยหยัน แววตาทอชัดถึงความรังเกียจ 

คำพูดมากมายที่เขาพูดออกมามันยังไม่แสบทรวงเท่ากับการที่เขาใช้แอลกอฮอล์ฉีดใส่ฝ่ามือของตัวเอง ซึ่งมันเป็นข้างเดียวกับที่ยื่นมาจับเธอเมื่อครู่ ราวกับว่าปรียาวดีนั้นเป็นสิ่งปฏิกูลเต็มไปด้วยเชื้อโรค 

"ที่ไม่พูด เพราะรู้ว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ จากคำอธิบายอาจจะกลายเป็นคำแก้ตัว" 

"ปากเก่ง"หลังจากจบประโยคนั้นเสียงปลดล็อคประตูรถก็ดังขึ้น ปรียาวดีหันไปมองหน้าอนุทัตอย่างหวาดหวั่น 

ในใจเริ่มกล้าๆกลัวๆกับสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด ภาวนาขออย่าให้มันตรงกับสิ่งที่ชายหนุ่มจะทำเลย 

"ลงไป! เก่งมากก็หาทางกลับเอง" 

"นี่คุณชาย มันไม่มากไปหรือคะ?" 

"แล้วที่เธอทำลายครอบครัวของฉันมันไม่มากไปหรือไง!"เสียงเข้มตะโกนลั่น แววตาคลอเคล้าหยาดน้ำตาจนแดงก่ำ บ่งบอกว่าเขานั้นกำลังโกรธหล่อนเพียงใด 

"ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอกค่ะ"อนุทัตชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับมา ด้วยว่าแววตาและน้ำเสียงของปรียาวดียามที่เอ่ยพูดประโยคนั้นคล้ายว่าเธอกำลังเจ็บปวด 

การแสดง...เขาคิดได้แค่นั้น แล้วอีกอย่างเรื่องราวของปรียาวดีที่เคยรับรู้จากนลินมันทำให้เขาเชื่อใจในตัวหล่อนยากขึ้นเป็นเท่าตัว 

ผู้หญิงคนนี้ร้ายลึกไม่ควรหลงกลง่ายๆ 

"หึ! คิดว่าฉันจะเชื่อเธอหรือไง แล้วก็จะบอกให้เอาบุญนะ จะได้ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ..."แสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไป มันทำให้ปรียาวดีเริ่มรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง รับรู้ว่าทางข้างหน้าที่หล่อนต้องเผชิญคงจะโรยด้วยกับระเบิดแทนกลีบกุหลาบเป็นแน่ หากพลาดเหยียบก็คงตายสถานเดียว"นับตั้งแต่วันนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ ฉันจะสอนให้เธอได้เรียนรู้ความเจ็บปวด ให้สาสมกับที่เธอพรากคนที่รักของฉันไป ต่อให้ตอนนี้เธอยังจะไม่ได้ตาย แต่ฉันรับประกันว่าเธอจะได้ไปเยือนขุมนรกแน่ๆ" 

เธอกำลังทำอะไรอยู่? คำถามนั้นดังก้องในใจ อยากจะก้าวถอยหลังทว่ามันก็ไม่ทันเสียแล้ว รอบๆกายของเธอในตอนนี้คล้ายว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่หุบเหว หากก้าวเท้าพลาดไปแค่หนึ่งก้าวเธอคงจะต้องตายสถานเดียว 

"กลัวเหรอ" 

"เปล่าค่ะ"ทำใจดีสู้เสือดีกว่าปล่อยให้เขารู้ว่าเธอกลัว เดี๋ยวจะได้ใจไปใหญ่ 

"หึ! งั้นก็ลงไป หนักรถฉัน"สุดท้ายเธอก็ถูกเขาเนรเทศออกมาจากรถอย่างจำยอม 

ปรียาวดีกวาดมองรอบๆตัวอย่างหวาดหวั่น บริเวณนี้มีเพียงแสงไฟสลัวๆที่แทบจะไม่เพียงพอต่อการมองเห็นท้องถนนในยามราตรีเลยสักนิดหากไร้ซึ่งแสงไฟหน้ารถ นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงโพรงหญ้าและต้นไม้  

นัยน์ตาสั่นไหวมองตามท้ายรถของอนุทัตไปจนลับตา หัวใจพลันสั่นระรัว 

ร่างบางหย่อนตัวนั่งบนขอบถนนอย่างคนไร้หนทาง อยากจะร้องไห้ แต่ก็กลัวว่าใครจะมาเห็นว่าหล่อนกำลังอ่อนแอ ทั้งๆที่ตอนนี้รอบๆกายไม่มีมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่เลยสักคนเห็นจะมีเพียงแค่เหล่าแมลงน้อยใหญ่กระมังที่เป็นสิ่งมีชีวิตเสมือนเธอ 

“ฉันไม่ได้จะทำลายชีวิตคุณ แต่ตอนนี้ฉันพูดอะไรไม่ได้เลย”เสียงสั่นเครือระคนเจ็บปวด 

หยดน้ำตาที่หมายจะหักห้ามมันในคราแรกค่อยๆไหลออกมาราวกับสายลำธาร มือเล็กรีบเช็ดมันให้เหือดแห้ง สิ่งที่ทำให้เธอเกลียดตัวเองที่สุดก็คือน้ำตา เธอไม่ชอบตัวเองที่กำลังอ่อนแอ มันทำให้ภาพเลวร้ายในอดีตย้อนกลับมาทำร้ายหล่อนอีกครั้ง 

 ความทรงจำที่เจ็บปวดแต่เธอไม่อาจลืมมันได้ 

ความคิดเห็น