email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

*/ 1 เม้น = 1 กำลังใจ /* ฉันมีหน้าที่ลงนิยาย ส่วนเธอมีหน้าที่เสพและคอมเม้นกดถูกใจ ถ้าไม่รู้จะพิมพ์อะไร ให้พิมพ์ "ยายมีเลี้ยงหอย ยายมอย เลี้ยงหมี วันดีคืนดีหอยยายหมีกัดหมียายมอย"

ตอนที่ 42 ได้รับดาบ (โลหิต)

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 ได้รับดาบ (โลหิต)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 401

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2563 17:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 ได้รับดาบ (โลหิต)
แบบอักษร

หลังจากเหตุการณ์หน้าทางเข้าจวนลู่ ลู่ตัวฉิงก็ตามตัวหวังหนิวหลางไปพูดคุยถึงเหตุการณ์นั้น ทว่ากล่าวว่าพูดคุยคงไม่ได้ บทสนทนากระทบกระทั่งขึ้นเสียงใส่กัน ระหว่างคนสองฝ่าย ไม่อาจกล่าวได้ว่าพูดคุยดีต่อกัน

 

หวังหนิวหลางไม่ยอม ลู่ตัวฉิงเองก็ไม่ยอมแพ้ ไม่มีฝ่ายไหนยอมอ่อนข้อลงต่อกัน คำถามเดิมๆยังคงวนซ้ำเวียนไปมา ลู่ตัวฉิงกล่าวถามอย่างใจเย็น "หนิวหลางตอบข้ามา เหตุการณ์หน้าจวนนั่น มันเกิดขึ้นได้เช่นไร"

 

หวังหนิวหลางยกแขนสองข้างขึ้นกอดอก กล่าวตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "จะให้ข้าเอ่ยสิ่งใดได้อีก ในเมื่อสายตาท่านมองเห็นสิ่งใด มันย่อมเป็นสิ่งนั้น ตามเช่นที่ท่านเห็น"

 

ดวงตากลมจดจ้องลู่ตัวฉิงนิ่ง ปากนั้นกล่าวถึงความเป็นจริง "ไยท่านจะต้องถามถึงสิ่งที่ตนเองตัดสินไปแล้วด้วยเล่า ลู่ตัวฉิง? "

 

และนั่นก็เป็นบทสนทนาสุดท้าย ระหว่างหวังหนิวหลางกับลู่ตัวฉิงได้พูดคุยต่อกัน หลังจากนั้นแผ่นหลังนั่นก็หายไปจากชีวิตร่วมเป็นสามเดือน สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ในความทรงจำ ก็เป็นเพียงใบหน้าอันแสนไม่พอใจนั่น

 

วันนี้เป็นวันครบกำหนดการ พอถึงช่วงเวลาสำคัญนี้ทีไร หวังหนิวหลางจะต้องเดินทาง เพื่อไปรายงานยังเขตแดนมาร ขณะสองเท้าก้าวเดินผ่านป่าสารทฤดู หัวกลับครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับชายคนรัก

 

ไม่ว่าจะมองกลับหน้า หรือกลับหลัง นับว่าไม่มีคำว่า 'ดี' ต่อกันได้

 

ระหว่างเขากับลู่ตัวฉิงก็เป็นเช่นนี้ พอได้ลองมองย้อนดูกลับไปนั้น ภาพอดีตที่แสนหอมหวานในเรือนหวั่นอั๋น ช่างเป็นความทรงจำอันแสนล้ำค่าอย่างหนึ่ง ซึ่งดีกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันอยู่มากโขนัก

 

แม้ว่าเขาอยากจะให้ภาพจำแสนหอมหวานนั่นเป็นความจริง แต่สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้น มันช่างย้อนแย้งสิ้นดี

 

ภาพจำ ก็คงเป็นได้เพียงแค่ภาพจำ ถ้าหากลู่ตัวฉิงได้มารู้ถึงสิ่งที่ตนกระทำอยู่ในเวลานี้นั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่า แค่หน้าจะมองติดกันรึเปล่า

 

เข้าถึงเขตพระราชวังมาร เพราะได้เจ้าสหายสัตว์สี่ขารู้ใจอย่างตัวฉิวอวี้มาส่ง ช่วยทุ่นแรงและทุ่นระยะเวลาไปได้มาก แต่กระนั้นเมื่อมาถึงแล้ว เขาไม่อาจทำตัวช้ามากลีลาได้ เท้าสองข้างเดินไปตามโถงทางเดินอย่างเคยชิน นี่ไม่ใช่หนที่สองแล้ว กับการมารับสาส์นจากแดนมาร

 

หากกล่าวให้ถูกต้องนั้น หวังหนิวหลางมีสองหน้าที่ภารกิจ ซึ่งได้รับมอบหมายมา หน้าที่หลักของเขานั้นยังคงเป็นการตามหาองค์รัชทายาท ในยามนี้เองเขาก็ยังหาตัวอีกฝ่ายไม่พบเจอ ในส่วนของภารกิจรองนั้น คือการเป็นผู้ส่งสารไปยังนางมารอีกตนหนึ่ง

 

หานเสี้ยว

 

ประตูบานใหญ่ตรงหน้าถูกเปิดออก ท้องฟ้าสีส้มอันเปิดโล่ง ท่ามกลางลานกว้างเด่นชัดสู่สายตา ความรู้สึกในครั้งแรกที่มา มีต่อทิวทัศน์อันแสนไม่สมดุลนี้เช่นไร ยังคงจดจำได้ชัดเจน

 

เงาดำขนาดใหญ่ทาบทับลงมาบนเรือนกาย เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง พบเสวี่ยเฟยสยายปีกสีขาวโผบินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่เต็มท้องฟ้า หวังหนิวหลางไม่ได้ใส่ใจพวกแมวบินได้ เพียงก้าวเดินต่อไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ

 

"คารวะท่านราชามาร" ริมฝีปากอิ่มเอ่ยเสียงอย่างนอบน้อม ต่อผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรดำ ใบหน้างามเงยขึ้นมาเล็กน้อย พลันกล่าวถามถึงคำถามหนึ่ง ซึ่งติดใจตั้งแต่ก่อนมา "ท่านราชามาร เรียกผู้น้อยมาเร็วกว่าทุกครา มิทราบว่าท่านมีสิ่งใดที่ต้องการให้ผู้น้อยรับใช้หรือไม่"

 

สิ้นคำนั้น เกิดความเงียบหนึ่งพอให้อึดอัดใจ ทว่าเสียงแหบพร่าก็เอ่ยตอบกลับมา "สาส์นที่ส่งไปในหนก่อน นางว่าเช่นไรบ้าง"

 

"หานเสี้ยวนางรับทราบแล้วขอรับ" หวังหนิวหลางเอ่ยตอบ

 

"เรื่องขององค์รัชทายาทเล่า เจ้าเจอตัวเขารึยัง? "

 

คำถามสุดแสนน่าอึดอัดใจ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ หวังหนิวหลางแม้จะลังเลต่อการเอ่ยตอบถึงความเป็นจริง ทว่าวาทศิลป์นั้นก็สำคัญไม่น้อยในการเอาตัวรอด

 

หวังหนิวหลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนตอบ "เรียนท่านราชามาร เจิ้งหลงนั้นมีพื้นที่หลายพันลี้ แถมยังเป็นพื้นที่เมืองหลวงขนาดใหญ่ การจะตามหาตัวองค์รัชทายาททั่วทั้งเมืองศิวิไล จำเป็นจะต้องใช้เวลาในระยะยาว"

 

ดวงตาสีแดงภายใต้แพขนตาหรี่ลงถึงสามส่วน เสียงเย็นเยียบเอ่ยถาม "งั้นเจ้าจะบอกข้าว่า มันเกินความสามารถมนุษย์เช่นเจ้างั้นหรือ? "

 

ได้ยินดังนั้น หวังหนิวหลางเร่งกล่าวปฏิเสธ "ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้นแน่นอนขอรับ อย่างที่ข้ากล่าวไป เจิ้งหลงนั้นกว้างใหญ่ จำเป็นจะต้องใช้เวลาอย่างมากในการตรวจสอบให้ถี่ถ้วน หากว่าดูไม่ดีตรงจุดใด เราอาจจะคาดกันกับองค์รัชทายาทก็เป็นได้...วอนท่านราชามารโปรดเห็นใจผู้น้อยด้วย" เสียงในช่วงท้ายประโยคเบาบางลง จนแทบจะเป็นเสียงยุง

 

ผู้นั่งบนบัลลังก์กล่าวว่า "ดังนั้น เจ้าเลยจะขอให้ข้า เพิ่มระยะเวลาในการตามหาองค์รัชทายาทให้กับเจ้างั้นหรือ"

 

หวังหนิวหลางก้มหน้าต่ำ ว่าด้วยเสียงเบา "...มันจำเป็นจริงๆขอรับ"

 

ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ใช้สายตาเย็นยะเยือกมองเจ้ามนุษย์หนึ่งเดียวในแดนมารอย่างนิ่งงัน ขณะที่หวังหนิวหลางยังคงศีรษะก้มต่ำ อีกฝ่ายไม่อาจเห็นถึงรอยยิ้มยากจะคาดเดาของผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นได้

 

"ระยะเวลาที่เจ้าไปกลับ ในดินแดนมารแห่งนี้ ก็ร่วมสามเดือนกว่าได้แล้ว สรุปว่าเป็นตัวข้าที่ให้เวลาเจ้าน้อยไป หรือเป็นเจ้าที่ทำงานช้าเองกันเล่า เจ้ามนุษย์"

 

น้ำลายในลำคอยากที่จะฝืนกลืนลงได้ หวังหนิวหลางไม่กล้าเอ่ยตอบสิ่งใด ยังคงเงียบ

 

เสียงเย็นเอ่ยถาม "ว่าอย่างไรเล่า เจ้ามนุษย์? "

 

ทนรอต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว!!!

 

หากให้อีกฝ่ายกล่าวเองเอ่อเองต่อไป มีหวังเขาได้ถูกราชามารกำจัดทิ้งเป็นแน่ หวังหนิวหลางจึงรีบเงยหน้าขึ้นมากล่าว "ท่านราชามาร ได้โปรดให้เวลา..."

 

เคร้ง!

 

เสียงของเศษเหล็กดังก้องชัด ขัดประโยคร้องขอชีวิต เมื่อมองหาสาเหตุถึงต้นเสียงนั้น หวังหนิวหลางกลับพบดาบฝุ่นเขรอะจับเล่มหนึ่ง วางอยู่เบื้องหน้า

 

"นี่คือดาบเลือด เจ้าจงใช้สิ่งนี้เพื่อตามองค์รัชทายาทซะ"

 

สติที่หลุดลอยหาย คล้ายถูกตบกลับเข้ามาจนครบถ้วน ด้วยคำพูดเช่นนั้น หวังหนิวหลางตาโต เมื่อนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้

 

"ดาบเลือด...ดาบโลหิต...ที่ท่านจอมมารใช้ประหาร...น่ะหรือ" เสียงเบากล่าวกระท่อนกระแท่น ย้ำถึงความแน่ใจต่อสิ่งของตรงหน้า

 

แม้เสียงจะเบาราวกับลม แต่ทุกประโยคที่ได้กล่าวออกไปนั้น หูของราชามารย่อมรับรู้มันได้อย่างแจ่มชัด นึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เจ้ามนุษย์นี่รู้จักมัน

 

เขาตอบรับความคาดหวังอีกฝ่ายอย่างใจดี "ก็เป็นดาบเลื่องชื่อนั่นล่ะ"

 

"แล้วไยท่าน...จึงนำของเช่นนี้ มามอบให้ข้ากัน" หวังหนิวหลางถามเสียงสั่น ใจนั้นยังคงตื่นตะลึงไม่หาย

 

"ก็บอกแล้วว่าให้เจ้านำมันไปหาตัวองค์รัชทายาทซะ" ราชามารกล่าวเช่นเดิม

 

หวังหนิวหลางคว้าดาบฝุ่นจับขึ้นมา มือก็ปัดฝุ่นตามด้ามมัน เห็นภาพสะท้อนตนผ่านเหล็กกล้า แม้จะฝุ่นเกาะไปบ้าง แต่ดาบนี้ยังคงใช้การได้

 

มองผิวเผินก็เหมือนดาบเก่าๆทั่วไป ไม่ได้มีรูปลักษณ์ใดเด่นชัด นอกจากรูปสลักคล้ายดวงตาคนหลับลึก และรูปริมฝีปากปิด

 

นิ้วเรียวลูบไปตามลายสลักนั่นแผ่วเบา พลันความเจ็บนั้นแล่นแปร๊บขึ้นหัว มือรีบผละปล่อยจากด้ามดาบ ปากนั้นร้องเสียงหลงขึ้นว่า "มันกัดข้า! ดาบนั่นมันกัดข้าได้!!! "

 

มือขาวยังคงบีบกำนิ้วมือที่ขึ้นรอยเลือด ตากลมมองอย่างสั่นไหว หันหน้ากลับไปทางบัลลังก์ "ท่านราชามารนี่มันหมายความว่าเช่นไร!? "

 

ท่านราชามารเผยรอยยิ้ม ขณะกล่าวถาม "นี่ข้าไม่ได้บอกเจ้าด้วยงั้นหรือ...ว่าดาบนั่นมันมีชีวิตจิตใจ? "

 

บอกกับผีเจ้าสิ!

 

หวังหนิวหลางได้แต่ครวญกับตนเองในใจ ขณะมองใบหน้ายิ้มสลอนนั่นอย่างเป็นสุขใจ ก็อดทนกัดฟันกำหมัดแน่นไว้ สายตาเหลือบมองไปยังดาบผีนั่นอีกหน มันยังคงนอนนิ่งเป็นเศษเหล็กดาษดื่นอยู่บนพื้นนั่นเช่นเดิม ปากพูดขึ้นเสียงเบา "ดาบมาร...? "

 

"ไม่ใช่ ของพรรค์นั้น ไม่เคยมีอยู่ในใต้หล้านี้หรอกนะ" ราชามารเอ่ย

 

หวังหนิวหลางขมวดคิ้ว "แล้วนั่นมันคืออะไรกันล่ะ"

 

"สิ่งนั้นคือดาบจิตแค้น มันคือดาบที่มีจิตใจ เพราะดาบนี้อาบความรู้สึกคั่งแค้นและเศร้าโศกเสียใจของมารหลายตนมามากมาย มันจึงมีชีวิตจิตใจของตัวมันเอง โดยที่ดาบนี้มันจะกัดกินความคั่งแค้นของผู้ใช้มันเป็นอาหาร ส่วนเลือดของผู้ใช้ดาบก็เป็นดั่งของหวาน รองจากอาหารหลัก" ราชามารกล่าวทุกอย่างอย่างเรียบเรื่อย

 

หวังหนิวหลางว่าเสียงเครียด "แล้วท่านก็มอบของเช่นนี้ ให้กับข้างั้นหรือ!! "

 

ราชามารจ้องหวังหนิวหลางนิ่งงัน คล้ายกับว่าบรรยากาศรอบตัว เกิดความกดดันขุมหนึ่งบังเกิดขึ้น เสียงเย็นเอ่ยอย่างบีบบังคับ "นี่เป็นคำสั่งจากข้า จงนำมันกลับไปภพมนุษย์ เพื่อตามหาองค์รัชทายาทซะ"

 

"อึก..." สิ้นคำนั้น หวังหนิวหลางจำใจ ยื่นมือออกไปคว้าดาบเลือดเข้าหาตัว เพื่อพกมันกลับไปด้วย

 

 

.

 

 

หวังหนิวหลางพาตนเองมาส่งสาส์นยังหอโคมแดง แต่ด้วยเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาได้หมาดๆ ทำให้เขามีสีหน้าย่ำแย่ลงราวกับคนป่วย ขนาดหานเสี้ยวเองยังต้องกล่าวทัก

 

"ไยจึงทำหน้าเครียดเช่นนั้น หนิวหลาง"

 

หวังหนิวหลางอยากจะกล่าวสักคำ ทว่าก็สิ้นเรี่ยวแรงจะเอ่ยพูด ทำได้เพียงคว้าดาบข้างตัวมาวางบนโต๊ะให้นางดู หานเสี้ยวดูประหลาดใจ กับการได้เห็นมันอย่างชัดเจน

 

"ท่านราชามารให้เจ้าพกมันไว้หรือ? "

 

หวังหนิวหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงท้อใจ "ใช่สิ เขาให้ข้าพกดาบผีนี่"

 

ได้ยินแบบนั้น หานเสี้ยวยิ่งรู้สึกประหลาดใจเข้าไปใหญ่ บางอย่างทำให้นางรู้สึกตงิดใจขึ้นมา ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยถามมันออกไป

 

หวังหนิวหลางสงสัยบางอย่าง จึงพูดขึ้น "ท่านรู้จักมันด้วยหรือ? "

 

หานเสี้ยวพยักหน้าตอบ "แน่นอนว่าย่อมเคย รวมถึงวิธีการใช้มันด้วย"

 

"วิธีการใช้? ดาบนี่มันมีวิธีการใช้ของมันด้วยหรือ" หวังหนิงหลางถามอย่างฉงน

 

คิ้วขมวดมุ่น คล้ายความเข้าใจถึงบางอย่างของนาง มันเริ่มแน่ชัดขึ้น หานเสี้ยวเอ่ยถามอีกครั้ง "ท่านราชามารไม่ได้บอกเจ้า? "

 

"เขาไม่ได้บอกอะไรข้าเลย" ชายหนุ่มตอบตามจริง

 

ได้ฟังดังนั้นสตรีมารมีท่าทางนิ่งสงบลง ในแววตาสงสัยของนางแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า หานเสี้ยวมองหวังหนิวหลางอย่างสงสารขึ้นมาจับใจ ริมฝีปากแต้มชาดเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ช่างน่าสงสารเสียจริง..."

 

แม้จะพบพานกันในฐานะนกต่อแดนมาร ทว่าสำหรับนาง มนุษย์ผู้นี้ยังพอมีน้ำหนักทางจิตใจให้นางรู้สึกสงสารอยู่บ้าง

 

ใช่ว่าความสงสารมันจะกินลงได้

 

หานเสี้ยวหลับตาลง ตัดความรู้สึกอ่อนไหวนั้นออกไป แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่ทำใจได้ยากยิ่ง แต่กระนั้นหน้าที่ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ ความรู้สึกส่วนตัวไม่สามารถปะปนได้

 

เมื่อนางลืมตาขึ้น ยังเห็นสายตาไร้เดียงสาคู่หนึ่งมองตรงมาทางนี้ หานเสี้ยวเอ่ยต่ออย่างเรียบเฉย "ให้ข้าเล่าถึงวิธีการใช้มันเอาไหม..."

 

แน่นอนว่าหวังหนิวหลางตกลงที่จะฟังมัน เขาตอบรับนาง โดยไม่แคลงใจต่อท่าทีนิ่งเฉยกว่าปกตินั่นเลย

 

หานเสี้ยวเล่าให้ฟังถึงวิธีการใช้ดาบจิตแค้น หากจะใช้ดาบจิตแค้นนั้นมีอยู่สองวิธีการ อนึ่งคือการให้เลือดกับดาบ เพื่อให้มันสงบและยอมรับตัวเราเป็นนาย

 

ได้ฟังจากตรงนี้ หวังหนิวหลางก็คิดได้ว่า เจ้าดาบนี่มันไม่เลือกนายเลย ต่อให้เป็นมารหรือมนุษย์ แค่เพียงให้เลือดมันก็ภักดีกับคนผู้นั้นแล้ว

 

ทว่าก็มีข้อแม้อยู่บ้าง เพราะดาบที่มีชีวิตจิตใจ ย่อมมีความโลภ โกรธ หลง กันอยู่เป็นธรรมดา มันไม่รู้จักคำว่าพอ เมื่อได้รับเลือดหนึ่งหน ย่อมได้รับเลือดไปตลอดการใช้งานมัน ดังนั้น ด้วยวิธีเช่นนี้ ผู้คนจึงหลีกเลี่ยงจะใช้มัน ผลข้างเคียงอาจทำให้นายดาบตัวตายก่อนได้

 

ในส่วนของวิธีการที่สองนั้น...

 

"ใช้จิตคั่งแค้นควบคุมมัน" หวังหนิวหลางกล่าวทวนย้ำถึงประโยคนั้น

 

หานเสี้ยวพยักหน้ารับ "ใช่ ใช้จิตคั่งแค้นควบคุมมันกลับ ในส่วนของวิธีนี้ จะเป็นวิธีที่มีผลระยะยาวและได้ผลมากที่สุด"

 

สำหรับดาบที่มีจิตแค้น หากได้รับจิตคั่งแค้นจากนายมัน นอกจากจะเป็นการช่วยกดข่มมันแล้ว ยังสามารถยืมพลังมันโดยการตอบรับความคั่งแค้นของดาบจิตแค้นได้อีก

 

แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลมากที่สุด หากแต่ว่าข้อดีและข้อเสียของมัน ผลต่างสูงเทียบเท่ากัน ดาบที่มีชีวิตจิตใจ ย่อมมีตำหนิอยู่บ้าง หากแต่ว่าตำหนินั้น กลับเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่

 

ตำหนินั้นอยู่ที่ 'ผู้ควบคุมดาบ'

 

หานเสี้ยวกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงนั้นกลับจริงจังจนสัมผัสได้ "หากว่าจิตใจของผู้ควบคุมมันไม่มั่นคงพอ ดาบนั้นจะคืนสนอง ย้อนควบคุมตัวนายมัน แม้ว่าเจ้าจะเพิ่มความคั่งแค้น หรือความเศร้าโศกเสียใจ ต่อให้ใช้เลือดเลี้ยงมันมากเท่าไหน ก็ไม่สามารถควบคุมดาบนั้นได้อยู่ดี เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะเป็นไปอย่างโกลาหลวุ่นวาย เจ้าไม่อาจคาดการณ์ถึงมัน"

 

มือเรียวกำชายเสื้อตนแน่น ผลที่เกิดตามมาหลังจากนั้น มันช่างน่ากลัวเสียจริง เพียงแค่ขาดตกบกพร่องไปจุดหนึ่ง นั่นอาจหมายถึงสูญสลายทั้งหมด

 

"สิ่งสำคัญที่เจ้าต้องจดจำไว้ให้ดี หากอยากจะใช้มันให้เป็น จงทำตนให้คู่ควรกับการเป็นนายดาบ" และนั่นเป็นคำพูดหนักแน่นที่หานเสี้ยวอยากให้คนตรงหน้าจดจำมันไว้อย่างดี เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าหวังหนิวหลางจะจดจำข้อนี้ได้ดีหรือไม่

 

ทุกๆอย่างขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว...หวังหนิวหลาง

 

 

.

 

 

วันนี้ หวังหนิวหลางกลับเข้าจวนลู่เร็วกว่าปกติ เพราะมีเรื่องให้คิดมากมาย จึงอยากจะกลับไปพักผ่อนยังเรือนหลังสุดแสนสงบใจโดยไว ทว่าเพียงก้าวแรกที่เข้าเรือนได้ เจ้าห่านน้อยนามเสี่ยวถงก็พุ่งตัวเข้าใส่เขา กล่าวบอกเสียงดังกระโตกกระตากเป็นไก่ ว่าลู่ตัวฉิงผู้นั้นมาขอทานข้าวเย็นร่วมกันกับเขา

 

ไม่ทันได้กล่าวค้าน หรือถามรายละเอียดต่อจากนั้น หวังหนิวหลางก็โดนเสี่ยวถงลากไปโยนลงถังน้ำ จับขัดสีฉวีวรรณทุกซอกทุกมุมจนแสบผิวกายไปหมด หวังหนิวหลางกล้าเอ่ยได้อย่างเต็มปาก ว่าตนเองสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุมแล้ว

 

นิ้วเรียวสัมผัสกับเรือนผมตัวเองแผ่วเบา เพียงลูบไล้กลับได้กลิ่นถึงดอกของเหลียนฮวา ลอยหอมอวลออกมาอย่างเจือจาง ดวงตากลมหลุบต่ำ สายตาใช้พินิจตัวเอง ยามนี้เขาสวมใส่อาภรณ์สีขาว ช่างใกล้เคียงกับชุดไว้ทุกข์ยิ่ง ดูเรียบง่าย และดูสุภาพจนเกินไป

 

โดยปกตินั้น หวังหนิวหลางจะสวมใส่ชุดสีฉูดฉาดเป็นหลัก พอลองใส่ชุดไร้สีจืดชืดเช่นนี้แล้ว รู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป

 

นอกจากเครื่องแต่งกายภายนอกนั้น เรื่องของผมเผ้าเอง ยังถูกเสี่ยวถงจัดทรงให้รวบครึ่งศีรษะ และปล่อยส่วนที่เหลือทิ้งดิ่งลงกับแผ่นหลัง

 

หวังหนิวหลางมองดูตัวเองแล้วมองดูตัวเองเล่า ก็รู้สึกไม่ชินตาเสียที ทำไงได้เล่าสิ่งของทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งของที่คนตรงหน้าหาจัดเตรียมมาให้เขาเอง

 

ดวงตาดำขลับพิศมองบุรุษเบื้องหน้า ในเวลานี้เอง อีกฝ่ายยังคงสวมใส่ชุดมือปราบมารเต็มยศเช่นเคย

 

คิ้วย่นเข้าหากัน ความรู้สึกในจิตใจที่มีต่ออีกฝ่ายนั้น หวังหนิวหลางสามารถตอบออกมาได้อย่างแน่ชัด

 

...แปลกเสียจริง

 

"ไม่ทานข้าวหรือ" บทสนทนาของวันถูกเริ่มต้นขึ้น เมื่อเห็นว่าใครอีกคนไม่ลงมือทานอาหารเสียที เอาแต่จ้องมองมาทางนี้ ลู่ตัวฉิงจึงเอ่ยถามออกไป

 

ตะเกียบยังคงวางอยู่กับที่ ความสนใจของหวังหนิวหลางมีต่อการกระทำของบุรุษเบื้องหน้า ร้อยวันพันปีผ่านไป ไม่ใคร่จะเห็นคนผู้นี้กระทำตัวใส่ใจ ผิดแผกอะไรเช่นนี้มาก่อน ริมฝีปากอิ่มที่ชมพูเรื่อกว่าทุกวัน เอ่ยถาม "ท่านทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน? "

 

"อยากตามใจเจ้าบ้าง" ปากตอบร่างบาง ส่วนมือนั้นก็ไล่เรียงทิศทางตะเกียบ อย่างเลือกอาหารแต่ละจาน จนหยุดลงที่จานปลาเปรี้ยวสามรส ลู่ตัวฉิงคีบเนื้อปลาชิ้นใหญ่ขึ้นมา พลางยื่นไปตรงหน้าคนถาม

 

เห็นถึงสีหน้าสับสนของหวังหนิวหลาง บุรุษหนุ่มก็ตีความอีกฝ่ายคงไม่ชอบปลาเปรี้ยวก็เป็นได้ ชิ้นเนื้อปลาเปรี้ยวจึงกลับมาวางลงจานตนเอง ส่วนมือก็ไล่คีบหมูผัดขิงให้แทน

 

ลู่ตัวฉิงทำเช่นนั้นวนซ้ำไปมา จนหวังหนิวหลางเริ่มรู้ตัวถึงการกระทำนั้น แท้จริงแล้วเพียงอยากป้อนอาหารให้กัน แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ปากก็รับเนื้อหมูสามชั้นมากินจากตะเกียบคู่นั่น

 

แก้มกลมเคี้ยวตุ่ยๆ เห็นดังนั้น ลู่ตัวฉิงก็กล่าวถาม "ชอบหมูสามชั้นทอดน้ำปลาหรือไม่"

 

ปากที่เคี้ยวอยู่กำลังจะอ้าตอบ ลู่ตัวฉิงรู้ทันว่าเสียงดุ "ห้ามพูดเวลาทานข้าว"

 

แล้วไม่ใช่ท่านหรือไง ที่ถามข้าน่ะ!!

 

คนกินเป็นได้ค่อนแคะอยู่ภายในใจ เมื่อปากกินหมดหนึ่งคำแล้ว คำต่อๆไปก็ถูกส่งตรงเข้ามาอีก ลู่ตัวฉิงหยิบนั่นหยิบนี่ประเคนใส่ปากเขาตลอด พอปากว่างอยากจะเอ่ยคำใด ก็ถูกหยุดด้วยอาหารคำต่อไปมันทุกที ทำเช่นนี้จนไม่เหลือเศษอาหารใดอยู่บนจานอีกแล้ว

 

มือลูบท้องตนที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย หวังหนิวหลางรู้สึกอิ่มแบบที่ไม่เคยได้อิ่ม มากถึงขนาดนี้มาก่อน

 

ลู่ตัวฉิงมองนิ่ง พลางเอ่ยถาม "อิ่มหรือไม่"

 

"ย่อมอิ่มสิ! " จะไม่ให้อิ่มได้ไง ในเมื่อท่านให้ข้ากินอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนั้นน่ะ!!

 

ประโยคหลังนั้น หวังหนิวหลางไม่ได้กล่าวมันออกไป เดี๋ยวจะทำใครบางคนเสียน้ำใจเอาได้

 

ดวงตาคมกริบจ้องมองคนตรงหน้านิ่งงัน ลู่ตัวฉิงใคร่ครวญคำพูดที่จะเอ่ยออกไป "ชุดที่ข้าซื้อให้เจ้า มันดีหรือไม่"

 

คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย คนตัวเล็กว่าไปตามความรู้สึก "เหตุใดไม่ลองถามตัวท่านเองเล่า ท่านซื้อมาให้ข้าไม่ใช่หรือ ท่านรู้สึกเช่นไรกันล่ะ" ว่าไปนั่น

 

ถูกถามกลับมาเช่นนั้น ลู่ตัวฉิงถึงกับนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนตอบตามจริง "สวยดี แต่สีขาวไม่เหมาะสมกับเจ้า ไว้ข้าจะเลือกชุดที่มีสีสันมากกว่านี้มาให้ใหม่"

 

หวังหนิวหลางถึงกับหน้าขึ้นสี เพราะไม่คิดว่าลู่ตัวฉิงจะกล่าวออกมาตามตรงเช่นนั้น ร่างบางกระแอมไอแก้กระดากเล็กน้อย บรรยากาศชวนรู้สึกมวนท้องแปลกๆ จางหายไปในอากาศ เมื่อเหลือเพียงความเงียบงันในบทสนทนา หวังหนิวหลางจึงกล่าวถาม ถึงคำถามค้างคาใจออกไป

 

"ลู่ตัวฉิง ท่านมีอะไรจะกล่าวหรือไม่"

 

ในบรรยากาศเงียบสงบ ถูกทลายลงด้วยหนึ่งคำถามจากคนตรงหน้า ลู่ตัวฉิงรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องกล่าวถามถึงการกระทำของตนเอง

 

"พวกเราไม่ได้พูดกันดีๆ เหมือนเช่นผู้อื่นเลย" ลู่ตัวฉิงนั้นเป็นคนพูดไม่เก่งเท่าไรนักกับบางเรื่อง การจะสรรหาคำแต่ละคำ มาสื่อถึงอย่างซื่อตรง เป็นเรื่องยากสำหรับอีกฝ่ายมาก

 

แต่เขาก็ลองพยายามดูแล้ว แม้ว่าหวังหนิวหลางจะเอ่ยว่า 'ห้ะ' ในทีแรก ตามด้วย 'อ้อ' ในรอบสอง

 

"กล่าวอะไรไม่สมกับเป็นท่านเลยนะ ฉิงเกอ" หวังหนิวหลางหลุดหัวเราะออกมาน้อยๆ นั่นกลับทำให้มือปราบหนุ่มเบื้องหน้า หน้าแดงแจ๋เอาได้

 

ลู่ตัวฉิงกำลังเขินอาย คนผู้นี้ไม่ถนัดพูดเรื่องทำนองรักๆใคร่ๆบ้างเลย ถูกเสียงหัวเราะเย้าแหย่จนไปต่อไม่ถูก เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเงียบลง ชายหนุ่มจึงสามารถเอ่ยต่อได้ แต่ก็ยังคง

 

"ข้าดีใจนะที่ท่านพูดดีๆกับข้า"

 

ไม่ใช่ลู่ตัวฉิงที่กล่าวอยู่ดี

 

บรรยากาศในค่ำคืนนี้ ยังคงไหลไปอย่างเฉื่อยชา มือปราบหนุ่มนิ่งเงียบ พลางตั้งใจฟังเสียงอีกคน

 

"ทั้งเรื่องที่ท่านทำตัวประหลาด หรือเรื่องที่ท่านพยายามจะเป็นฝ่ายเข้าหาข้าบ้าง ทั้งหมดนั่นข้าดีใจนะ" บนใบหน้างามซึ่งถูกแต่งเติม กลับระบายยิ้มของความสุขออกมา

 

แม้ว่าจะไม่รู้ถึงเหตุผลใดที่อีกฝ่ายทำตัวประหลาดเช่นนั้น แต่อย่างน้อยความรู้สึกดีๆนี้ มันเป็นของจริง

 

"ท่านไม่จำเป็นต้องบอกถึงเหตุผลของมันก็ได้ลู่ตัวฉิง"

 

อย่างน้อยข้าก็ดีใจที่เรายังคงมีความรู้สึกดีๆต่อกันได้ แม้จะเป็นในเวลานี้ก็ตาม

 

คนไม่เก่งเรื่องช่างพูดคุยต่อบทสนทนา เป็นได้มีท่าทางลนลานตลอดเวลา ลู่ตัวฉิงอยากจะกล่าว แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่เผยไพ่ตายของตนอย่างจนตรอก "ข้าขอโทษ ข้าไม่เก่งเรื่องนี้" เขาว่าออกมาตามตรง

 

ด้วยท่าทางเช่นนั้น มันช่างทำให้ภาพลักษณ์ของมือปราบหนุ่มดูไร้เดียงสายิ่ง หวังหนิวหลางหลุดแย้มยิ้ม เอ่ยว่า "เอาเถิดลู่ตัวฉิง แต่ท่านก็ควรรู้จักที่จะเรียนรู้มัน"

 

ลู่ตัวฉิงผงกหัวเล็กน้อย ท่าทางหัวอ่อนว่าง่ายเช่นนี้ ช่างแตกต่างจากทุกยามที่อยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ฉากหน้าเป็นเช่นไร ลับหลังกลับตรงกันข้ามสุดขั้วถึงเพียงนี้เชียวหรือ หวังหนิวหลางครุ่นคิด

 

"พวกเรามีปากเสียงตั้งหลายหน ไม่เคยพูดด้วยกันดีๆสักครั้งหนึ่ง ทุกครั้งมันก็จบไม่สวยดี" ใบหน้าลดชั้นน้ำแข็งนั่นหันมากล่าว "แต่ในทุกครั้ง ข้าไม่เคยมีความคิดที่อยากจะทะเลาะกับเจ้ามันทุกหนเลย"

 

ดวงตาสีทองแสนมั่นคง ทอประกายแสงสว่างไสวในยามราตรี เมื่อได้มองสบลึกลงไป กลับค้นพบถึงความมั่นคงผ่านดวงตาคู่นั้น ลู่ตัวฉิงย้ำถ้อยคำ "หนิวหลาง ข้าไม่เคยอยากจะทะเลาะกันกับเจ้า"

 

"ข้าเอง...ก็ไม่ได้อยากทะเลาะกับท่าน" หวังหนิวหลางตอบ

 

พวกเราต่างไม่ได้อยากทะเลาะกัน...แต่ด้วยสถานการณ์ที่พาไป ทั้งสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกที่อ่อนไหว ทั้งหมดนี้กลับเป็นสิ่งชักนำ ทว่า

 

จะถูกชักพาไปหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่มีต่อกันของคนสองคน ว่าแข็งแรงพอหรือเปล่า

 

หากไม่สามารถประคับประคองในสถานการณ์หนึ่งร่วมกันได้ บางครั้งก็นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อเสมอ...

 

ลู่ตัวฉิงกล่าวว่า "ข้ารู้ ว่าข้าอาจจะไม่เคยพูดเรื่องดีๆให้เจ้าได้ฟังบ่อยนัก แต่ข้าสัญญาว่าหลังจากที่เรื่องทุกอย่างจบสิ้นลง ข้าจะพูดในสิ่งที่เจ้าต้องการอยากจะฟัง ข้าจะพูดให้มากกว่านี้ รวมทั้งพูดเรื่อง...เรื่องที่ข้าพูดไม่เก่งนั่นด้วย" คำพูดสัญญายังคงมีต่อเนื่อง ขณะที่ใครอีกคนเพียงก้มหน้ารับฟังอย่างเงียบงัน "เจ้าอยากจะไปที่ไหนข้าจะพาไป สิ่งที่เจ้าอยากได้ ข้าจะหามาให้เจ้า เพียงแค่บอกข้ามา..."

 

มือขาวถูกฉุดรั้งไว้อยู่บนตักแกร่ง บนฝ่ามือใหญ่สองข้างที่จับสัมผัสกันอยู่นั้น รับรู้ได้ถึงแรงบีบ "แม้ว่าในเวลานี้ ข้าจะยังไม่สามารถมอบมันให้เจ้าได้ แต่ในอนาคตเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ข้าจะหามาให้เจ้า"

 

"สิ่งใดก็ได้หรือ" หวังหนิวหลางถาม

 

"สิ่งใดก็ได้...เพียงเป็นความต้องการของเจ้า ต่อให้เป็นเพียงความฝัน ข้าก็จะทำมันให้เป็นจริงเอง"

 

ดวงตามั่นคงผสานกับคำพูดหนักแน่น ราวกับว่าคำพูดเพียงลมนั่น จะเป็นจริงขึ้นได้

 

และเพราะรู้สึกแบบนั้นเอง ปากจึงกล่าวถึงสิ่งที่คาดหวังอยู่ภายในใจไปจนหมดสิ้น

 

"หากว่าเรามีบ้านเล็กๆ สักหลังหนึ่ง ข้าไม่ได้หวังให้บ้านนั้นใหญ่มาก ข้าเพียงหวังที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ท่าน...บ้านยิ่งเล็กยิ่งแคบ ท่านก็จะได้ตัวติดกับข้า! " กล่าวถึงตรงนี้ก็คล้ายว่าประโยคนั้น คนพูดดูจะร่าเริงขึ้นมาก

 

"ความฝันของข้าเพียงแค่ได้ใช้ทุกช่วงลมหายใจอยู่ร่วมกันกับท่าน ยามหลับฝันยังคงเป็นหน้าท่านก่อนหลับตา ยามลืมตื่นยังคงมีหน้าท่านไม่หายไปไหน เพียงเท่านี้เท่านั้นที่ข้าต้องการ"

 

หวังหนิวหลางหันมาทางลู่ตัวฉิง ใบหน้าคงรอยยิ้ม กล่าวประโยคที่ได้ยินมาตลอดครึ่งชีวิต "ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับท่าน นั่นแหละความฝันของข้า..."

 

ลู่ตัวฉิงครุ่นคิดถึงค่าใช้จ่าย ในส่วนของเงินที่มีเหลืออยู่นั้น ยังไม่อาจสามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้ในตอนนี้

 

ปากกล่าวคำมั่นหนักแน่น "ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ รอข้าเก็บเงินให้ได้มากกว่านี้ ข้าจะซื้อบ้านมาอยู่ด้วยกันกับเจ้า ช่วยอดทนรอข้าอีกหน่อยจะได้หรือไม่"

 

จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บให้มากกว่านี้ อีกสักครึ่งปีถึงหนึ่งปี ความฝันของอีกคนจึงจะเป็นจริงได้ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเรื่องหยุมหยิมใด เขาคงจัดการให้มันลงตัวได้ทุกอย่าง รวมทั้งเรื่องในสำนัก

 

ลู่ตัวฉิงกับหวังหนิวหลางนั่งอยู่นอกเฉลียงเรือน สิ่งที่คอยให้ความสว่างในความมืด ไม่ใช่แสงจากเทียนไข หากแต่เป็นแสงจากจันทราภายนอกสาดส่องลงมาถึงภายใน ความสว่างกระทบลงกับตัวเรือน กลับทำให้ดวงตาสีทองหลุบต่ำลงคู่นั้น มองเห็นถึงอะไรบางอย่างได้แจ่มชัด

 

จู่ๆคนนั่งข้างกายก็ลุกขึ้น หวังหนิวหลางไม่ทันได้ตั้งตัวหันไปกล่ามถามอะไร อาภรณ์สีดำอยู่เบื้องหน้าช่วยบดบังแสงจากจันทร์ด้านหลัง ลู่ตัวฉิงทรุดกายลงอยู่ตรงหน้า คล้ายกับว่าสายตาของหวังหนิวหลางถูกขโมยจุดสนใจไป

 

สายตาคมกริบเอาแต่จดจ้องเท้าหวังหนิวหลางอย่างนิ่งงัน ก่อนมือใหญ่จะเริ่มลงแรงบีบมันเบาๆ

 

การกระทำเช่นนั้น ย่อมทำให้ใครอีกคนหาเสียงตนเองเจอ หวังหนิวหลางว่าออกมาเสียงเบา "ลู่ตัวฉิง นั่นท่านทำอะไรน่ะ! "

 

ลู่ตัวฉิงเงียบไม่เอื้อนเอ่ยตอบ เพียงพลิกข้อเท้าหวังหนิวหลางพอให้ได้เห็นถึงบางสิ่ง พลันตากลมเบิกกว้าง เมื่อพบเห็นถึงสิ่งที่ว่านั่น

 

คือรอยช้ำจ้ำเขียวเป็นทางยาว ซึ่งได้รับจากการตกม้าที่เถียนเล่อมาก่อนหน้านั้น หวังหนิวหลางคล้ายเข้าใจถึงการกระทำของลู่ตัวฉิง ลู่ตัวฉิงเองก็เหมือนจะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเข้าใจ

 

"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"

 

น้ำเสียงนั้นช่างนุ่มนวลต่อใจคนฟัง การกระทำของเขาเองก็ช่างอ่อนโยนแทรกลึกไปถึงตรงกลางใจ ความรู้สึกที่ได้รับมานั้น มันช่างอบอุ่นจน...

 

"หนิวหลาง เจ้าร้องไห้ทำไม"

 

ดวงตาแสนมั่นคงนั่นตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ลู่ตัวฉิงนั้นร้อนรนไม่รู้จะปฏิบัติตัวเช่นไร เมื่อจู่ๆก็พบว่า บุปผาตรงหน้าตนมีหยดน้ำค้างเกาะพราว บุรุษหนุ่มทำได้เพียงเอ่ยถาม "ข้าทำเจ้าเจ็บหรือไม่" พร้อมกับหนึ่งคำขอโทษรู้สึกผิดตามมา

 

น้ำตาหลั่งริน ทั้งใบหน้าสั่นไหว ครั้นรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นคนทำอีกฝ่ายเจ็บ ลู่ตัวฉิงจึงเอ่ยถาม "แผลยังเจ็บอยู่หรือ"

 

"เจ็บ...ข้าเจ็บ" หวังหนิวหลางเอ่ยทั้งน้ำตานองหน้า

 

"ข้าขอโทษที่ยามนั้นเจ้าตกจากหลังม้า ข้าเข้าไปช่วยเจ้าไว้ไม่ทัน" เสียงที่ได้ฟังแม้จะเบาบาง แต่กลับรับรู้ถึงความโกรธในเนื้อเสียง และความสั่นไหว

 

ลู่ตัวฉิงยังคงรู้สึกผิด ต่อเรื่องในเหตุการณ์เถียนเล่อครั้งนั้นไม่หาย เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายนั้นตกลงตรงหน้า แต่ไม่สามารถวิ่งไปรับไหวได้ทัน มันยังคงเป็นแผลลึกในใจอย่างหนึ่งของชายหนุ่ม มาจนถึงทุกวันนี้

 

ปากทำได้เพียงแต่กล่าวคำมั่น ส่วนมือสั่นไหวนั้นกุมมือขาวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยแล้ว เจ้าของมือคู่นี้จะปลิวหลุดลอยหายไป "ข้าจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้ ข้าจะปกป้องเจ้าให้ดีกว่านี้ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บตัวเช่นนั้นอีกแล้ว"

 

ลู่ตัวฉิงกำลังจมดิ่ง หวังหนิวหลางเพียงเอ่ยเรียกสติ "ลู่ตัวฉิง..."

 

"เพราะฉะนั้น อย่าได้เป็นอะไรจนกว่าจะถึงตอนนั้นได้หรือไม่" ลู่ตัวฉิงเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคมแสนมั่นคงคล้ายมีความสั่นไหว

 

หวังหนิวหลางรู้สึกขมปร่าขึ้นมาในจิตใจ มือปราบหนุ่มเบื้องหน้ายังคงซักไซ้ถามอย่างเว้าวอน

 

"ได้หรือไม่..."

 

"ย่อมได้สิ" หวังหนิวหลางกล่าวตกลง

 

แลดูเหมือนรอยยิ้มแห่งความสุขของมือปราบหนุ่มจะเปล่งประกายยิ่งขึ้น หลังได้รับการตอบรับจากเขา แม้มันจะดูเป็นรอยยิ้มที่หวานละมุน ทว่าภายในใจของหวังหนิวหลางนั้น มันกลับรู้สึกขมฝาดจนขึ้นคอ

 

ครั้นมองย้อนถึงความเป็นจริง กับสิ่งที่ตนกระทำอยู่นั้น ทั้งหน้าที่และภารกิจอันยิ่งใหญ่ ความจริงเหล่านั้นมันช่างขมฝาดราวกับยาขม แม้สิ่งที่อีกฝ่ายเรียกร้องมาจะหอมหวานถึงเพียงไหน แต่หวังหนิวหลางก็ไม่สามารถยื่นมือออกไปรับความหวานนั้นได้

 

หยาดน้ำตารินรดจากกรอบหน้า พร้อมกับหนึ่งคำขอโทษที่ไม่สามารถพูดกล่าวออกไป

 

'ลู่ตัวฉิง ข้าขอโทษ'

 

เขาถอยหลังกลับไปไม่ได้อีกแล้ว

 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

 

 

ความคิดเห็น