ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 ประกาศิตหัวใจ

ชื่อตอน : บทที่ 3 ประกาศิตหัวใจ

คำค้น : ประกาศิต แต่งงาน คลุมถุงชน ไม่ติดเหรียญ คุณชาย

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2563 13:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ประกาศิตหัวใจ
แบบอักษร

เวลาสองทุ่มกว่าๆ ร่างหนาสวมชุดสูทสีครามเดินเข้ามาภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ชายคนนั้นคืออนุทัต ใบหน้าของเขาแต่งแต้มความสุขอยู่เต็มอก บ่งบอกชัดว่าในเวลานี้ชายหนุ่มนั้นมีความสุขเพียงใด เหตุเพราะวันนี้คือวันครบรอบห้าปีที่เขานั้นแต่งงานกับนลิน หญิงสาวที่สามารถครอบครองหัวใจของคุณชายใหญ่แห่งวังปัทมธารา ทั้งสองมีพยานรักด้วยกันหนึ่งคนคือหม่อมหลวงภูรินท์ เด็กชายวัยห้าขวบที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ

นาฬิกาข้อมือเรือนหรูถูกยกขึ้นดูเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าที่ดูอิ่มเอมเมื่อครู่ค่อยๆวิตกอย่างเห็นได้ชัด

"จะสามทุ่มแล้ว ทำไมยังไม่มานะ"อดสงสัยไม่ได้ที่ภรรยาไม่มาตามเวลานัด โทรไปก็ไม่รับ

ผ่านไปราวๆเกือบสิบนาที ร่างหนาก็ทำท่าจะลุกขึ้น เพราะคิดว่ามันผิดปกติที่นลินไม่มาเสียที กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเธอ

ทว่าก็ต้องนั่งลงตามเดิม รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเคร่งเครียดในคราแรก ด้วยว่าสายตาเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินเข้ามา

"งอนดีไหม มาช้าจัง"น้ำเสียงหยอกเย้า แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีนิ่งเฉยจนอนุทัตเริ่มกังวลในใจ

"พี่ชายทัตคะ ลินขอโทษนะคะ"

"ไม่เป็นไรครับ พี่พูดเล่น ไม่เห็นต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นเลย"

“เราเลิกกันเถอะ”คล้ายฟ้าผ่าลงกลางอก ผู้คนและสิ่งของที่เคยเคลื่อนไหวอยู่รอบๆกายหยุดชะงักในช่วงเวลานั้น เหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุน

กระดาษใบหนึ่งถูกยื่นมาวางบนโต๊ะ แววตาตกตะลึงในคราแรกเริ่มฉายชัดถึงความเจ็บปวด แล้วค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน มันกำลังตั้งคำถามกับตัวเองและหญิงสาวตรงหน้า

เขาทำอะไรผิดไปงั้นหรือ เหตุใดหล่อนจึงอยากจะเลิกรา?

แผ่นกระดาษใบนั้นคือใบหย่า มีลายเซ็นของฝ่ายหญิงปรากฏอยู่ หากเขาจรดปากกาลงไปก็เป็นการยุติการสมรสอย่างสมบูรณ์

“ลิน แกล้งพี่หรือเปล่าเนี่ย ทำไมอยู่ๆถึงพูดคำว่าเลิก”เสียงสั่นเอ่ยถาม

“ลิน...แค่อยากเลิก”

“แค่ พูดมาได้ไง การเลิกกันมันเป็นเรื่องใหญ่นะลิน”มือสั่นเทายื่นไปเขย่าไหล่เล็กอย่างต้องการคำอธิบาย คำอธิบายที่มันดูดีกว่าคำว่าแค่ ประโยคเมื่อครู่มันเหมือนว่าหล่อนจะพูดออกมาส่งๆให้มันจบๆไป โดยไม่ไยดีเลยสักนิดว่าคนฟังจะรู้สึกเช่นไร

“ขอร้องล่ะ...ต่างคนต่างอยู่เถอะนะ”

“แล้วลูกล่ะ ลินไม่ห่วงความรู้สึกลูกเลยหรือ?”

“ฝากพี่ชายทัตดูแลลูกด้วยนะคะ แล้วก็ฝากขอโทษลูกด้วย”

“ลิน ทำไมเราต้องเลิกกัน เหตุผลอะไรอ่ะ ทำไมไม่อธิบายให้พี่ฟังสักคำ”ร่างหนาคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างคนสิ้นหวัง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ไม่เหลือเค้าโครงคุณชายผู้เย็นชาเลยสักนิด

“ไปถามหม่อมย่าดูสิคะ”หล่อนทิ้งคำล่ำลาไว้เพียงแค่นั้นก่อนจะเดินออกไป

อนุทัตมองตามแผ่นหลังเล็กของภรรยาไปจนสุดสายตา ไร้เรี่ยวแรงที่จะเหนี่ยวรั้งเธอไว้ เพราะรู้ดีว่าคนจะไปแม้ปาดคอตายต่อหน้าเธอก็คงไม่หันมามอง

ในใจเริ่มตั้งคำถามอีกครั้ง หม่อมย่าเกี่ยวอะไร เขารู้ดีว่าท่านไม่ชอบในตัวหลานสะใภ้คนนี้สักเท่าไหร่ เพราะอะไรอนุทัตก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คงด้วยนลินเป็นสาวสังคมที่ชอบแต่งตัววาบหวิวมันจึงไม่ถูกใจท่านกระมัง

แล้วหม่อมย่าของเขามามีส่วนในเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ล้อรถที่หมุนมาด้วยความเร็วจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดเมื่อถูกเหยียบเบรกกะทันหัน ร่างหนาของคุณชายใหญ่แห่งวังปัทมธาราเดินลงมาจากรถด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก ในมือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น ข้ารับใช้ที่พบเห็นต่างถอยกรูดหลบตามมุมเสาในทันที ไม่มีใครกล้าสบตาวาวโรจน์ของอนุทัตเลยสักคน ยังไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปขวางทางวิถีกระสุน

ในคราที่เขาอารมณ์ดีก็ดูอบอุ่นจนชวนให้ใจระทวย ทว่ายามใดที่เขาโกรธ ไม่ต่างอะไรจากเปลวเพลิง พร้อมจะมอดไหม้ผู้คนที่เผลอเดินเข้าไปเฉียด ทุกคนจึงเลือกที่จะเดินหลีกหนีกันไปคนละทิศคนละทาง

ร่างหนาก้าวเท้าดุ่มๆเข้ามาอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะหยุดชะงักที่หน้าห้องรับแขก

กวาดสายตามองสีหน้าเคร่งเครียดของหญิงต่างวัยทั้งสี่ สองคนบนโซฟาใหญ่คือผู้เป็นย่าและมารดาของเขา ส่วนอีกคนหนึ่งที่นั่งถัดออกไป เขาจำได้คราวๆว่าเป็นข้าหลวงเก่าในวังที่หม่อมย่าสนิทสนม สายตาสงสัยไล่มาจนปะทะเข้ากับร่างบางซึ่งอายุน้อยที่สุดในห้องนี้ หล่อนคือน้องสาวที่ไม่ใช่น้องสาวทางสายเลือดของนลิน ได้ยินมาจากภรรยาว่าหล่อนเป็นลูกชู้

วีรกรรมมากมายของปรียาวดีที่นลินเคยเล่าให้ฟังทำให้อนุทัตไม่ชอบขี้หน้าหล่อนนัก

ปรียาวดีที่เผลอสบตากับอนุทัตรีบก้มหน้าลงในทันที รู้สึกเสียววาบไปทั่วแผ่นหลัง ราวกับรู้ชะตากรรมว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร

“หม่อมย่าครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ”

“นั่งก่อนสิชายทัต”

“ผมอยากคุยกับหม่อมย่าเพียงแค่สองคนครับ”

“ย่าบอกให้นั่งลงก่อน”น้ำเสียงและแววตานิ่งเรียบทว่ากับแฝงไปด้วยอำนาจ

อนุทัตจำใจต้องนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กซึ่งอยู่ถัดจากปรียาวดีอย่างไม่สบอารมณ์นัก

“มีอะไรก็พูดมา”ชายหนุ่มส่งสายตามองผู้เป็นย่าเสมือนจะถามว่า...พูดได้หรือ ในเมื่อตอนนี้มีคนนอกอยู่ด้วย “พูดมาเถอะ”

น้ำเสียงเอ่ยบอกแกมบังคับ

“หม่อมย่าบังคับให้ลินหย่ากับผมเหรอครับ หม่อมย่าทำแบบนั้นทำไมครับ?”

“ใช่ แล้วย่าจะให้ชายแต่งงานกับหนูปรี”

บ้า! ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เขาอุทานในใจอย่างโกรธเคือง

สายตาดุดันตวัดมองร่างบางในทันที ปรียาวดีนึกสะดุ้งตกใจกับความน่ากลัวของเขา เหตุการณ์เมื่อวานหล่อนยังจำมันได้ดี เขาน่ากลัวแค่ไหนคงไม่ต้องหาคำอื่นใดมาเปรียบเปรยให้รู้สึกขนลุกกว่าเดิม

“หม่อมย่าทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะครับ บีบบังคับให้ลินเลิกกับผม แล้วก็ยังจะบอกให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้อีก ผมยังเป็นหลานหม่อมย่าอยู่หรือเปล่าครับ?”อนุทัตลุกขึ้นด้วยท่าทางขึงขัง หมายจะเดินออกไปให้พ้นๆเรื่องไร้สาระตรงหน้า ทว่าก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อมารดาเอ่ยเรียกเสียงแข็ง ท่านเป็นคนใจดีแต่ถ้ายามใดที่จริงจังดูจะน่ากลัวกว่าบิดาเสียด้วยซ้ำ

“อย่าเสียมารยาทกับหม่อมย่าชายทัต กลับมานั่งที่เดิม”

ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่อาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ สุดท้ายก็ต้องกลับไปนั่งลงบนโซฟาด้วยอารมณ์หงุดหงิด สายตามัจจุราชตวัดมองคนข้างกายอย่างคาดโทษ ราวจะสื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะเธอ โดยหารู้ไม่ว่าปรียาวดีก็อยู่ในสภาวะไม่ต่างกัน

กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยว่าบุญคุณนั้นท่วมหัวจนไม่กล้าเอ่ยคำปฏิเสธ นึกสงสารเขาอยู่เต็มอกและสงสารตัวเองอยู่ไม่น้อย รับรู้ได้ว่าต่อจากนี้ความสงบสุขคงไม่เหลืออยู่ในชีวิต ไม่ต้องเป็นหมอดูแค่เป็นหมอเฉยๆก็พอจะล่วงรู้อนาคตตัวเอง

“เพราะเราเป็นหลานย่า ย่าถึงต้องทำแบบนี้”

“หม่อมย่ารู้ว่าทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการบีบคั้นหัวใจของผม แต่หม่อมย่าก็ยังจะทำเหรอครับ?”แววตาทอชัดความน้อยเนื้อต่ำใจต่อคำสั่งของผู้เป็นย่า

ในใจลึกๆคนชราก็ไม่ได้อยากบังคับฝืนใจหลานชาย ทว่าท่านก็ไม่มีทางเลือกแล้วเช่นกัน แต่ไม่อาจจะอธิบายให้อนุทัตได้รับรู้ หม่อมแขรู้ดีว่าหลานของตนเป็นคนเช่นไร เขาจะไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆหากไม่รับรู้ด้วยตัวเอง ถ้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันคลี่คลายท่านก็จะยุติทุกอย่างเอง

ส่วนปรียาวดีท่านก็สงสารและเป็นห่วงเพราะเอ็นดูหล่อนเสมือนหลานสาว หากจะทำเป็นไม่เห็นกับเรื่องที่หญิงสาวต้องเผชิญอยู่ท่านคงทำไม่ลง ทางเลือกที่มีให้มันมีอยู่เพียงแค่เส้นทางเดียว นางจึงจำใจต้องออกคำประกาศิตแก่คนทั้งสองเช่นนี้

แม้ว่าปรียาวดีจะบอกว่าเต็มใจแต่ท่านก็รับรู้ว่าหญิงสาวไม่กล้าปฏิเสธเสียมากกว่า ตั้งแต่ที่รู้จักกันมาท่านมองออกว่าร่างบางนั้นกตัญญูรู้คุณคนเพียงใด จึงแน่ใจว่าปรียาวดีคงไม่กล้าปฏิเสธคำขอของตน ปัญหาหลักๆตอนนี้จึงกลายมาเป็นหลานชายตัวเองแทน

“ตอนนี้ชายอาจจะเจ็บ แต่ต่อไปชายจะเข้าใจเอง”

“ผมไม่เข้าใจครับ หม่อมย่าคิดว่าผมเป็นอะไรเหรอครับ อยากจะยกให้ใครก็ยกให้เขาง่ายๆเลยหรือ ผมมีภรรยามีลูกแล้วนะครับหม่อมย่า”

“ภรรยาของชาย ก็เลิกกันแล้วไม่ใช่เหรอ?”ความน้อยใจในตัวมารดาและผู้เป็นย่าถาโถมเข้ามาในอก

เหตุใดทุกคนจึงต้องมาขีดเขียนเส้นทางหัวใจเขาแบบนี้

แม่ตัวดีนี่ก็อีกคน คงอยากจะแต่งงานกับเขาจนตัวสั่น อยากจะยกตัวเองมาเป็นสะใภ้ในวังถึงได้ไม่แย้งอะไรสักคำ

"ผมมันก็แค่หลานคนหนึ่ง คงไม่ต้องห่วงความรู้สึกผมก็ได้สินะครับ แล้วแต่หม่อมย่าเลยแล้วกันครับ แต่ผมไม่รับรองหรอกนะครับว่าหลังจากแต่งงานกันผู้หญิงคนนี้จะเจออะไรบ้าง"ตวัดสายตามองปรียาวดีอย่างเอาเรื่อง ทว่าร่างบางกลับไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆโต้กลับ แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจนั้นตื่นตระหนกเพียงใดกับสายตาดุดันคู่นั้น

ที่ไม่แสดงออกมาเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอกลัว เดี๋ยวจะได้ใจไปใหญ่

"ถ้าชายกล้าทำอะไรหนูปรีก็ลองดู"น้ำเสียงหนักแน่นของผู้เป็นย่ามันทำให้ความกล้าในใจของอนุทัตลดลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว

รู้ดีว่าคนชราเด็ดขาดเพียงใด

สุดท้ายอนุทัตก็ต้องจำนนต่อทุกๆอย่างที่เข้ามาบีบบังคับให้เขาเดินไปยังเส้นทางที่ไม่อยากจะก้าวเดิน

ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่กำลังเจรจาต่อรองกันเรื่องพิธีสมรสสายฟ้าแลบ ปรียาวดีก็เริ่มหวิวๆไปทั่วแผ่นหลัง ขยับตัวจนชิดขอบโซฟาอีกด้าน สัมผัสได้จากความรู้สึก แม้ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ตอนนี้เธอกำลังถูกอนุทัตจ้องเขม็งอย่างโกรธแค้น หากไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยเขาคงจะเดินไปหยิบมีดในครัวมาแทงหล่อนให้ตายตรงนี้แล้วกระมัง

อยากจะตะโกนบอกเขาเหลือเกินว่าเธอก็ถูกบังคับแกมขอร้องไม่ต่างจากเขาหรอก ใช่ว่าเธออยากจะเห็นเขาทุกข์เสียเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยหลังจากนี้ถ้าทุกอย่างจบลงเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าตอนนี้ก็ได้ และถ้าวันนั้นมาถึง เธอจะเป็นคนเดินออกไปเอง รับรองว่าเขาไม่ต้องเสียแรงเอ่ยไล่แม้แต่คำเดียว

ความคิดเห็น