Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว二十

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 66

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2564 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว二十
แบบอักษร

หลายวันต่อมา

 

หลังจากข่าวการต้องพิษของรัชทายาทกระจายไปทั่วตำหนัก ขันทีคนสนิทก็รีบดำเนินการตามคำสั่งต่อไปทันที ปล่อยให้คนในตำหนักรู้ก่อนแล้วจึงสั่งให้ทุกคนปิดปากให้สนิททีหลัง ให้ดูมีพิรุจจนคนนอกต้องเข้ามาสืบเข้ามาล้วงความลับจากนางกำนัลและสาวใช้ จนตอนนี้ข่าวนี้ก็รู้ไปถึงหูของกลุ่มเป้าหมายของเหว่ยหลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...

 

"เสี่ยวเหลียน ทางนี้! " เสียงเรียกที่ไม่ได้ดังมากนักของอี้เซียวเสวี่ยดังขึ้นในช่วงเย็นของวัน ร่างสูงที่แอบอยู่ด้านข้างของตำหนักหานอี้ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคนรักของตน

 

ไม่ได้พบหน้าเสียหลายวันเพราะต่างคนต่างก็กำลังยุ่ง ตัวเขาต้องทบทวนตำราทั้งฝึกร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ในขณะที่เหลียนซินนั้นก็ง่วนอยู่กับการดูแลน้องชายคนเล็กที่กำลังล้มป่วย ไหนจะข่าวที่ว่าองค์รัชทายาทต้องพิษจนนอนไม่ได้สตินั่นอีก คนนอกอย่างเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องนี้จริงเท็จเป็นเช่นไร

 

"ท่านเซียวเสวี่ย" ร่างเล็กโถมตัวเข้ากอดพลางเอ่ยเรียกคนรักด้วยความคิดถึงที่มีอยู่เต็มอก ยกยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นดังอยู่ข้างหู ไม่กอดซบแผ่นอกกว้างแสนอบอุ่นนี่กี่วันแล้วนะ ทั้งที่เมื่อก่อนยังได้เจอกันแทบทุกวันแท้ๆ แต่พอมีเรื่องพี่ใหญ่ของนางขึ้นมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป นางถูกสั่งห้ามออกนอกตำหนัก ส่วนคนพี่ก็อยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน ไม่รู้อยู่ๆ ทำไมถึงได้กุเรื่องว่าตัวเองต้องพิษขึ้นมาได้ นางถามเท่าไหร่ก็ไม่ปริปากบอกสักคำ

 

"เป็นเช่นไรบ้าง สีหน้าเจ้าดูไม่สดใส ไม่สมเป็นเจ้าตัวดื้อของข้าเลยนะ" ชายหนุ่มผละออกมาแล้วเอ่ยถาม ใช้นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามแก้มเนียนเบาๆ ด้วยความทะนุถนอม ดวงตาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างสื่อความหมายก่อนจะรีบลดมือลง

 

ในใจของคนทั้งสองนั้นเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่าคนรักของตนอาจจะเดือดร้อนหากมีใครผ่านมาเห็นเข้าก็ต้องทำใจยอมรับ อี้เซียวเสวี่ยยิ้มเจื่อนๆ ออกมาก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะไม้ตรงข้ามกับเก้าอี้ที่เหลียนซินเพิ่งจะนั่งลงไป

 

"ข้าคิดถึงท่านน่ะสิ จะให้ยิ้มออกได้เช่นไร อยู่ๆ ก็กลายเป็นบุหรงในกรงทองไปเสียได้" เหลียนซินยื่นชาอุ่นๆ ที่ตนเพิ่งรินใส่ถ้วยไปให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะจิบชาของตนเอง

 

"ไม่แปลก ในเมื่อเกิดเรื่องกับพี่ชายเจ้าขนาดนี้ ท่านมู่ก็ต้องระวังเอาไว้ก่อน" คิ้วเข้มของคนฟังขมวดเข้าหากันเมื่อคิดไปถึงสาเหตุของเรื่อง ไม่รู้ว่าข่าวที่ประกาศไปทั่ววังนั้นจริงหรือปลอม แต่การจะถามออกไปนั้นก็กลัวอีกฝ่ายจะลำบากใจ

 

เหลียนซินที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ คราหนึ่ง พี่ใหญ่น่ะหรือ นอกจากจะไม่ได้ต้องพิษอย่างที่ข่าวว่าแล้ววันหนึ่งๆ ยังเอาแต่ขลุกอยู่ในห้อง ไม่รู้ทำอะไรอยู่ในนั้น หน้าต่างก็ถูกปิดทึบจนมองไม่เห็น ได้ยินเหมือนเสียงร้องดังออกมาและเสียงของหนักๆ ตกลงพื้นอยู่บ่อยครั้ง แต่พอถามก็พบว่าพี่ชายของนางไม่ได้เป็นอะไร ทำตัวแปลกพิกล

 

"นี่..." อี้เซียวเสวี่ยเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก มองเหลียนซินที่ส่ายหน้าไปมาช้าๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ได้คำตอบแล้วว่านั่นคือข่าวปลอม ร่างสูงหัวเราะในลำคอเมื่ออีกฝ่ายดูจะรู้ใจเขาไปเสียหมด ถึงขั้นอ่านความคิดเขาออกอย่างรวดเร็วเสียด้วย หึ น่ารัก

 

"ยังจะหัวเราะ พรุ่งนี้วันสอบคัดเลือกแล้วนะ ได้ยินว่าประกาศผลหลังสอบเสร็จเพียงหนึ่งชั่วยาม ไม่รู้จะคัดคนจนเหลือสักกี่คน"

 

"อืม พรุ่งนี้ก็วันตัดสินอนาคตของเราแล้ว..." เหลียนซินวางถ้วยชาในมือลงทันทีที่อีกฝ่ายดูจะซึมไป นางยื่นมือไปกุมมือเขาเอาไว้อย่างให้กำลังใจ

 

"หนทางยังมีอีกมากมาย หากทางนี้ยังไม่ใช่ก็แค่ไปทางอื่น" นางลูบไปที่หลังมือของอีกฝ่ายเบาๆ ดวงตากลมโตจ้องตาอีกฝ่ายอย่างจริงจังก่อนจะพูดต่อ "แต่ข้ารู้ว่าท่านจะทำได้ คุณชายอี้เก่งขนาดนี้น่ะเนอะ"

 

เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของนางแล้วเซียวเสวี่ยก็อดจะยิ้มตามไม่ได้ ความไม่มั่นใจลดลงไปแล้วเมื่อความต้องการเอาชนะการสอบแข่งขันนี้เพิ่มขึ้นมาแทน พรุ่งนี้เขาจะสอบคัดเลือกให้ผ่านให้ได้ นี่เป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เขาสามารถผลักดันตนเองให้คู่ควรกับสตรีตรงหน้า หญิงที่เขารัก รักแรก และรักสุดท้าย

 

เขายังคงนั่งจิบชาและพูดคุยสัพเพเหระกับเหลียนซินอยู่อีกสองเค่อก็ขอตัวกลับ หากอยู่นานไปจะเป็นที่ผิดสังเกตเอาได้ ตอนนี้คงต้องทนสภาพเช่นนี้ไปก่อน ยอมเก็บความลับนี้เอาไว้ให้ลึกที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่ได้ครองคู่กันคงจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้ จะให้ใครมาแยกเขาและนางออกจากกันไม่ได้...

 

วันต่อมา

 

สำนักใหญ่สองสำนักนั้นคลาคล่ำไปด้วยบุรุษในวัยหนุ่มมากมายจากทั่วแคว้น สถานที่สอบคัดเลือกนั้นกินพื้นที่แทบจะเทียบเท่าจวนหนึ่งหลัง เซียวเสวี่ยเลือกที่จะสอบเข้าสำนักนภาทมิฬในขณะที่สหายที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานร่วมเดือนอย่างกัวเจิ้งเหลียงนั้นสอบเข้าสำนักเมฆาพิสุทธิ์

 

เมื่อการทดสอบเริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสำนักพลันเกิดความเงียบสงบจนได้ยินแม้เสียงลมพัดแผ่วเบา การทดสอบที่มีทั้งความรู้ด้านบุ๋นและความสามารถด้านบู๊ทำให้คนนับสิบค่อยๆ ถูกคัดออกไปตามด่านทดสอบ และหลังจากนั้นสามชั่วยามทุกอย่างก็สิ้นสุดลง

 

อี้เซียวเสวี่ยนั่งรอผลการคัดเลือกด้วยความตื่นเต้น มือของเขาเย็นและมีเหงื่อซึมออกมา หนึ่งชั่วยามที่ยาวนานอยู่แล้วกลับยิ่งยาวนานมากขึ้นไปอีกเมื่อต้องอดทนรอคอยบางสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต สำหรับเขาแล้วไม่เพียงต้องผ่านการคัดเลือก แต่เป้าหมายนั้นสูงถึงการต้องสอบผ่านให้ได้เป็นลำดับแรก

 

ในการทดสอบในเรื่องของการใช้กำลังนั้นป้ายไม้ที่สลักชื่อของเขาถูกแขวนเป็นลำดับแรก แสดงถึงการผ่านบททดสอบด้วยคะแนนสูงสุด แต่ในเรื่องการทดสอบที่ใช้ความคิดและการเขียนลงในกระดาษนั้นเขาไม่แน่ใจเอาเสียเลย เหนือฟ้ายังมีฟ้า แผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นไปได้ว่าจะมีผู้มีความรู้มากกว่าเขา

 

"ต่อไปนี้จะเป็นการประกาศผลการทดสอบ" เสียงที่ดังขึ้นของหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักทำให้ทุกคนหันไปให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว เซียวเสวี่ยกำมือเข้าหากันแน่นเมื่อเห็นท่านเฉา เฉาเฟยเหิง ผู้ดูแลสำนักเดินเข้ามานั่ง อีกฝ่ายยิ้มมุมปากเมื่อมองเห็นเขา นั่นหมายความว่าเขาผ่านหรือไม่ผ่านกันแน่

 

"ชื่อและลำดับที่จะประกาศต่อไปนี้คือรายชื่อของผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สำนักนภาทมิฬ"

 

"ลำดับที่หนึ่ง..."

 

"อี้เซียวเสวี่ย"

 

!!!

 

ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนดีใจ มือของเขาสั่น ดวงตาคล้ายจะมองอะไรไม่ค่อยชัดนักเมื่อมีหยาดน้ำตาคลออยู่ แต่จะให้ไหลออกมาต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ไม่ได้ ชายหนุ่มพยายามตั้งสติและรักษากิริยาให้นิ่งมากที่สุด เมื่อหยาดน้ำที่คลออยู่หายไปก็ทอดสายตามองไปที่บุคคลซึ่งนั่งอยู่ด้านบน ท่านเฉานั่งอยู่ตรงนั้นพยักหน้าให้ราวกับจะบอกว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ได้ตกลงเอาไว้

 

เขาจะได้เป็นศิษย์คนแรกของผู้ดูแลสำนักนภาทมิฬ!

 

การประกาศรายชื่อนั้นยืดยาวไปจนถึงห้าสิบคน มีการนัดหมายวันเวลาเพื่อย้ายเข้าสำนักในอีกสามวันข้างหน้า และนี่คงทำให้เขาต้องห่างจากเสี่ยวเหลียน...ต่อไปคงหาเวลาไปพบนางได้ยากขึ้น ถ้าเขาไม่บ้าดีเดือดแอบบุกไปหานางถึงตำหนักในยามค่ำคืนละก็นะ หึ

 

"ยินดีต้อนรับ นี่ สำหรับการแสดงความยินดี" หลังจากผู้คนเริ่มทยอยเดินทางกลับออกไป เฉาเฟยเหิงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าศิษย์ของตนพร้อมทั้งจอกสุราในมือ

 

"ขอพระคุณขอรับ" มือหนายื่นออกไปรับพลางกระดกดื่มจนหมดตามมารยาท ไม่คิดว่ายังไม่ทันคารวะเพื่อขอเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการอีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายนำสุรามาให้เขาเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยดื่มหรอกนะ ก็แค่แปลกใจเท่านั้นเอง ผู้ดูแลสำนักจะรับศิษย์สายในด้วยวิธีง่ายดายอย่างการสอบเท่านั้นจริงๆ หรือ ไม่มีการทดสอบเหมือนผู้อาวุโสท่านอื่นในสำนักหรอกหรือ?

 

"อุก! "

 

"หึ ทดสอบซึ่งหน้ามันแค่เบาะๆ วิธีเช่นนั้นก็เอาไว้ให้พวกเมฆาพิสุทธิ์ใช้เถิด สำหรับนภาทมิฬที่ต้องทำงานอยู่กับความชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์แสนกล งานสกปรก... มันต้องทดสอบเช่นนี้"

 

"ทะ ท่าน อึก" ร่างกายของชายหนุ่มแทบจะทรุดลงไปอยู่กับพื้น พิษร้ายออกฤทธิ์ฉับพลันจนตั้งตัวไม่ทัน ความร้อนในร่างกายที่เพิ่มขึ้นทำให้เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้า

 

"เจ้ามีเวลาแค่หนึ่งชั่วยาม ระบุชนิดของพิษและหายาถอนพิษ ถ้าทำไม่ได้ก็แค่ตาย แต่หากเจ้าทำได้...ข้าจะรอเจ้ามาคารวะเป็นศิษย์อยู่ที่นี่" ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับท่าทีจะเป็นจะตายของว่าที่ศิษย์สายในของตน รู้ดีว่าเรื่องแค่นี้ไม่ยากนักหรอกหากอีกฝ่ายไปขอความช่วยเหลือจากสองพี่น้องนั่น อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังเป็นคนรักของว่าที่ศิษย์เอกของเขาเสียด้วย

 

แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ก็เย็นย่ำแล้ว กว่าจะถึงตำหนักหานอี้ กว่าจะแฝงตัวเข้าไปสำเร็จ คงเหลือเวลาให้คิดให้รักษากันแค่สองสามเค่อ ถ้าโง่เข้าทางด้านที่มีทหารเฝ้าก็คงจบเห่ ตำหนักของนายเขาแทบจะไม่ต้อนรับคน ยิ่งในยามวิกาลยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนผลของพิษนั่นเขาก็พูดไปเช่นนั้นเอง พิษแค่นั้นไม่ทำให้ถึงตาย แต่ก็คงทำให้ร่างกายเสียสมดุลไปหลายวันทีเดียว อ่า...ทำเช่นนี้หวังว่าท่านมู่คงจะไม่เล่นงานเขาหรอกนะ ที่ทำนี่ก็เพื่อบุตรสาวผู้เป็นนายล้วนๆ ไม่ได้คิดแกล้งว่าที่ศิษย์คนแรกเลยจริงๆ

 

 

ความคิดเห็น