ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 8

คำค้น : อู๋จี, เยี่ยซินจื่อ,จำปีหอม,วายจีน,จีนโบราณ,วาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 814

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2563 20:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8
แบบอักษร

"ท่านแม่ทัพ" เหล่าชายฉกรรจ์ที่พูดคุยกับอู๋จิงประสานมือพรึ่บ 

"ตามสบาย" แม่ทัพหวังต้าลู่พูดหน้านิ่งแต่เหล่าทหารดูคล้ายจะชินแแล้วเปิดทางให้แม่ทัพหวังต้าลู่ได้เห็นแผงจำหน่ายข้าวราดหมูพะโล้ของอู๋จิง 

"นี่คืออะไร" คนเป็นแม่ทัพถามหน้านิ่งเมื่อไม่เห็นคนที่ต้องการ 

"ข้าวราดหมูพะโล้ ท่านต้องการสักชามหรือไม่ถ้าไม่ซื้อก็หลีกไป" อู๋จิงรู้สึกไม่ชอบหน้าแม่ทััพหวังขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล 

"เอาหนึ่งชาม" คนเป็นแม่ทัพสั่ง เขาไม่รู้หรอกว่าอาหารเป็นอย่างไรแต่กินให้อิ่มท้องก่อนออกไปตรวจตราทหารลาดตระเวนก็ดีเหมือนกัน ตามเหลาสุราและโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยผู้คนเขาไม่อยากรอ! 

"ข้าวราดหมูพะโล้ 25 อีแปะ เพิ่มไข่เป็น 30 อีแปะ ท่านต้องการแบบไหน" อู๋จิงบังคับไม่ให้เสียงของตนเองแข็งเกินไปแต่คนเป็นแม่ทัพไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ 

"เพิ่มไข่ 1 ชาม" อู๋จิงตักข้าวใส้กระทงส่งให้ คนรับมาแล้วยืนกินตรงนั้นเลยพุ้ยข้าวไม่กี่ทีกี่หมด 

"อีกชาม" หวังต้าลู่สั่งใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดหากแต่เมล็ดข้าวที่ติดหนวดทำให้ความน่าเกรงขามลดลงหลายส่วน อู๋จิงซ่อนยิ้มแล้วตักข้าวส่งให้อีกชามหนึ่ง ผมไป้าชามแม่ทัพหวังต้าลู่จึงโยนเงินตำลึงมาให้ก้อนหนึ่งก่อนจะเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร อูจิงมองเงิน 5 ตำลึงในมือแล้วหันไปหาเหล่าทหารที่ยังอยู่ 

"ข้าจะฝากเงินทอนไปให้เจ้านายขอท่านได้หรือไม่" 

"เก็บไว้เถิดน้องชาย ท่านแม่ทัพให้เจ้าแล้ว" เหล่าทหารพูดเป็นเสียงเดียวกันอู๋จิงจึงเก็บก้อนเงินเข้าถุงอย่างดี 

จนอาหารใกล้หมดอู๋เชียจึงได้กลับมาพร้อมกับอาจื่อและเด็กหนุ่มแถวบ้านชื่ออาซา 

"แม่จ้างอาซามาช่วยเราเพราะอาจื่อคนเดียวคงแบกไม่ไหว" เพราะมีคนมาเดินเที่ยวงานจำนวนมากทำให้นำเกวียนเข้ามาไม่ได้ พวกเขาต้องจอกเกวียนไว้ด้านนอกแล้วแบกหม้อข้าวเข้ามา 

"ดีแล้วขอรับ รบกวนด้วยนะอาซา" อู๋จิงยิ้มให้ พอขนของเข้ามาจัดเสร็จอู๋เชียก็ไล่อู๋จิงให้ออกไปเดินเล่น 

"เจ้าออกไปเดินเล่นกับอาจื่อไป แม่อยู่กับอาซาได้" 

"แต่ว่า.." อู๋จิงอ้าปากจะค้าน  

"ไม่มีแต่ ไปใช้ชีวิตให้สมวัยของลูกไป เอ้านี่เงินอยากได้อะไรก็ซื้อเสียบ้าง จะซื้อขนมกินก็ได้" อู๋เชียยัดเงินให้สองนายบ่าวคนละหนึ่งตำลึง เห็นอู๋จิงยังรีรอก็รีบโบกมือไล่ 

"เราจะไปทสงไหนกันดีขอรับคุณชาย" อาจื่อถาม 

"เดินไปทางขวาเรื่อย ๆ ดีไหม พรุ่งนี้เราค่อยไปทางซ้าย" อู๋จิงก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เห็นงานเทศกาลก็อดตื่นเต้นไม่ได้เดินนำบ่าวคนสนิทเที่ยวชมงานอย่างเพลิดเพลิน ผู้คนต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงาม ร้านรวงสองฟากข้างก็ประดับประดาด้วยโคมหลากสีอย่างสวยงาม 

"ถ้าถึงยามจุดโคมต้องามมากเลยนะอาจื่อ"  

"นั่นสิครับคุณชาย ข้าไม่คิดว่าจะมีคนเยอะขนาดนี้เลยขอรับ" อาจื่อเคี้ยวขนมที่อู๋จิงซื้อให้จนแก้มป่อง ทั้งคู่เตร็ดเตร่กันอยู่พักใหญ่จนเริ่มหิวอู๋จิงจึงเลือกร้านบะหมี่แผงลอยแถวนั้นรองท้อง 

"เถ้าแก่ บะหมี่สองชาม" อู๋จิงสั่ง 

"เป็นสี่เลยเถ้าแก่" เสียงที่ฟังดูคุ้นๆ พูดตามหลัง อู๋จิงหันไปมองก็เห็นรัชทายาทเฉียนเว่ยหมิงยืนยิ้มอยู่ 

"นั่งสิ" เฉียนเว่ยหมิงพูด อู๋จิงละล้าละลังจะลุกหนีก็ไม่ได้เพราะสั่งบะหมี่ไปแล้วจำต้องดึงแขนอาจื่อให้นั่งลง เฉียนเว่ยหมิงและเว่ยฉีก็นั่งลงโต๊ะเดียวกับพวกเขา อู๋จิงขมวดคิ้วใส่ 

"เจ้าดูสิโต๊ะอื่นไม่มีที่นั่งว่างแล้ว เจ้าคงไม่ใจดำไล่ข้าหรอกกระมัง" เฉียนเว่ยหมิงยิ้มละไม อู๋จิงสะบัดหน้าหนีแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการเสวนาด้วย ใจนึกถึงหลักฐานของบิดาที่ซ่อนอยู่ในบ้าน ที่จริงนี่เป็นโอกาสอันดีที่เขาได้พบรัชทายาทอาจจะยื่นฎีกาได้โดยตรงแต่ถ้าคนผู้นี้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดเล่า ข้าควรรอดูสถานการณ์ไปอีกสักพักดีกว่า อู๋จิงหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตนเองจนกระทั่เถ้าแก่ร้านบะหมี่เอาชามมาตั้งให้ตรงหน้า 

"รีบกินเสียสิ เดี๋ยวจะเย็นเสียหมด" เฉียนเว่ยหมิงหยิบตะเกียบยัดใส่มือของอู๋จิง คนจึงเพิ่งได้สติ มองไปรอบ ๆเห็นตะวันอ่อนแสงลงแล้วจึงบอกให้อาจื่อรีบกินจะได้กลับไปช่วยมารดาขายของ

"เจ้าขายอะไรอยู่ตรงไหนรึ" เฉียนเว่ยหมิงถามหลังจากรับประทานบะหมี่เสร็จ เว่ยฉีนำเงินไปชำระให้เถ้าแก่ไม่สนใจเหรียญอีแปะของอู๋จิง เก็บเงินก็ได้เป็นถึงรัชทายาทเลี้ยงอาหารข้าแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ชายหนุ่มเก็บเงินเข้าถุงทันที 

"มารดาข้าออกร้านขายข้าวราดหมูพะโล้อยู่อีกทางหนึ่ง ขอบคุณคุณชายเฉียนสำหรับอาหารมื้อนี้ ข้าขอตัวก่อน" อู๋จิงประสานมือลาแล้วลากอาจื่อเดินหนีไป แต่เมื่อเดินมาได้สักระยะเขารู้สึกคล้ายว่ามีคนเดินตามเมื่อหันไปมองก็เห็นเฉียนเว่ยหมิงเดินเอามือไพล่หลังตามมา

"ท่านก็ไปทางนี้เช่นกันหรือ" อู๋จิงกัดฟันถาม

"ข้าคิดจะไปอุดหนุนมารดาเจ้า ไหนๆ เราก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว" เฉียนเว่ยหมิงยิ้มละไม อู๋จิงหันกลับลากอาจื่อเดินหลบหลีกฝูงชนหวังสลัดให้คนข้างหลังหลุดไปแต่ไม่ว่าหันกลับมาครั้งใดคนยังคงเดินตามพวกเขาได้อย่างสบาย จนในที่สุดก็กลับมาถึงร้าน อู๋เชียกำลังส่กระทงข้าวให้ลูกค้าอยู่ เหล่าทหารผู้นิยมของถูกและอิ่มท้องพากันไปบอกกันปากต่อปากทำให้อู๋เชียขายข้าวไม่ได้หยุด

"ท่านแม่ ท่านนั่งพักก่อนเถอะข้าขายต่อเอง" อู๋จิงบอกมารดา

"ก็ดีเหมือนกัน" อู๋เชียเดินไปนั่งที่ม้านั่งหลังร้าน อู๋จิงโปรยยิ้มให้ลูกค้าก่อนจะเริ่มขายข้าวโดยไม่สนใจเฉียนเว่ยหมิง อาจื่อก็เข้าไปช่วยอาซาตักข้าวไม่ได้มองว่าทหารที่ยืนอยู่หน้าร้านทำท่าจะคุกเข่า

"เฉียนเว่ยหมิงคิดไว้แล้วว่าอาจจะมีเหตุการณืแบบนี้เกิดขึ้น คนล้วงหน้ากากปิดครึ่งหน้าจากอกเสื้อขึ้นมาใส่ส่วนเว่ยฉีทำท่าห้ามไม่ให้ทหารที่รู้จักพวกเขาแสดงความเคารพ คนบอกต่อ ๆ กัน จนคนที่มาทีลังไม่มีใครเห็นใบหน้าของเฉียนเว่ยหมิงสถานการณ์จึงอยู่ในความสงบ

"ถึงข้าจะไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร แต่ข้าเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำผู้หนึ่งไม่มีผลประโยชน์ใดให้ท่านหรอก" อู๋จิงพูดพอให้ได้ยินกันสองคนขณะที่เขาขายข้าวไปด้วย

"เจ้าไม่คิดว่าข้าอยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้าโดยไม่สนใจฐานะบ้างหรือ" เฉียนเว่ยหมิงทำเสียงน้อยใจจนเว่ยฉีที่ได้ยินขนลุก

"ไม่ เจ้ามันเจ้าเล่ห์เกินไป หากวันใดท่านคิดใช้ความจริงใจกับข้าเราค่อยเป็นสหายกัน" อู๋จิงตอบเสียงนิ่งทั้งที่แผ่นหลังเหงื่อไหลโทรมในต้นฤดูหนาว ข้าพูดไปแล้ว ข้าพูดอวดดีกับรัชทายาทไปแล้ว อา... 

เฉียนเว่ยหมิงเปลี่ยสีหน้าน้อยใจเป็นยิ้มละไม เจ้าลูกกระต่ายตัวนี้ใจกล้าไม่เบา เขาให้คนไปสืบแต่ไม่ได้ความใด ที่สืบได้ไม่ต่างจากที่ลูกกระต่ายบอกแต่เขาไม่คิดว่าคนจะเรียบง่ายจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช้ไส้ศึกแฝงตัวมาล่ะนะ 

อู๋จิงตั้งใจขายของต่อ พรุ่งนี้เขาตั้งใจจะเตรียมของให้มากกว่านี้เมื่อนึกถึงก้อนเงินอ้วน ๆ แวววาวก็มีกำลังใจทำขายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งลอบมองเขาอย่างถูกใจ 

"เจ้ากล่าวมีเหตุผล ข้านึกได้ว่ามีธุระต้องขอตัวก่อน" เฉียนเว่ยหมิงประสานมืออำลา อู๋จิงได้แต่ก้มศีรษะให้เพราะกำลังขายของอยู่ คนมองแผ่นหลังของรัชทายาทที่ค่อย ๆหายไปในฝูงชนแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก เฮ้อ อย่าได้เจอกันอีกเลย 

ในเมืองตุนฮวงเต็มไปด้วยความครึ้กครื้นสนุกสนาน แต่ที่นอกด่านนั้นกลางวันร้อนจัดกลางคืนเหน็บหนาว ขบวนสินค้าของเยี่ยซินจื้อเดินทางลัดเลาะไปตามทะเลทรายสลับกับแวะเมืองชายขอบเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนเกลือและของใช้จำเป็นที่นำมากับหนังสัตว์และของมีค่าต่างๆ การค้าเป็นไปด้วยดีอยู่หลายเดือนจนยังไม่ถึงครึ่งทางเกลือที่นำมาก็ถูกแลกเปลี่ยนไปกว่าครึ่งคาดว่าครั้งนี้เขาคงจะทำกำไรได้มากทีเดียว จนถึงช่วงที่ต้องเดินทางตัดผ่านทะเลทรายก่อนจะเข้าเขตเปอร์เซีย เยี่ยซินจื่อสั่งให้คนงานตั้งค่ายที่แหล่งน้ำแห่งหนึ่ง สระน้ำนี้เป็นรูปจันทร์เสี้ยวมีต้นไม้เขียวชอุ่มตลอดปีตัดกับทะเลทรายสีทองโดยรอบ เหล่าพ่อค้าและนักเดินทางมักจะมาพักแรมที่นี่  

กว่าขบวนของเยี่ยซินจื่อจะเดินทางมาถึงนี่ได้ก็เป็นยามห้าย (21.00-22.59 น.) แล้วเพราะเสียเวลากับการซ่อมรถม้า หลังจากรับประทานเสบียงกรังแล้วทุกคนก็ปูผ้านอนง่าย ๆ แม้แต่เยี่ยซินจื่อเองหลังจากชำระกายแล้วก็หลับเป็นตายเหลือเพียงผู้คุ้มกันที่จ้างมาอยู่เวรยาม 

"หวังเว่ยข้าขอแลกเวรกับเจ้าได้หรือไม่" หลี่อี้เพื่อนผู้คุ้มกันถาม  

"ทำไมหรือ" หวังเว่ยถามไปอย่างนั้นเอง 

"ข้ารู้สึกเพลียมากถ้าอยู่ยามตอนนี้เกรงว่าจะลับเสียเปล่าๆ หากได้นอนสักพักแล้วค่อยตื่นมาอยู่ยามน่าจะดีกว่า" หลี่อี้ตอบ  

"เอาสิ เจ้าบอกหัวหน้าด้วยก็แล้วกันข้าขอไปปลดเบาก่อนแล้วจะกลับมาอยู่ยามให้" หวังเว่ยไม่แปลกใจกับคำตอบของเพื่อน ถึงพวกเขาจะมีวิทยายุทธแต่ก็ไม่ใช่เจ็บป่วยไม่เป็น เขาเดินออกไปหลังเนินทรายไกลจากแหล่งน้ำเพื่อปลดทุกข์ 

"หวังเว่ยสงสัยหรือไม่" จิ้นปิงหัวหน้าผู้คุ้มกันถามหลี่อี้ 

"ไม่สงสัย หัวหน้าเราควรชวนหวังเว่ยเข้าร่วมกับพวกเราหรือไม่ อย่างน้อยเราก็ทำงานด้วยกันมานาน" หลี่อี้ถาม 

"เจ้าคิดว่าคนอย่างหวังเว่ยจะร่วมมือกับเราหรือไม่ เจ้านั่นเป็นคนซื่อตรงเสียยิ่งกว่าอะไรมีแต่จะทำให้แผนแตกเท่านั้น" จิ้นปิงถอนหายใจ มิใช่เขาไม่เสียดายมือถือเช่นหวังเว่ยแต่ผลประโยชน์ที่เขาได้รับนั้นมากพอที่จะลืมคุณธรรมน้ำมิตร 

จิ้นปิงและหลี่อี้นอนหลับไปจนถึงเวลาที่หวังเว่ยมาปลุกเขาและคนอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนเวรยาม เมื่อเห็นเพื่อนตื่นแล้วหวังเว่ยก็ทิ้งตัวนอนหลับไปทันที จึงไม่เห็นว่าจิ้นปิง หลี่อี้และอีกห้าคนที่เหลือหยิบยาบางอย่างมาแบ่งกันกินก่อนที่จะโรบผงบางอย่างลงในกองไฟ 

ความคิดเห็น