ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 ลูกฉันหรือเปล่า 60%

ชื่อตอน : บทที่ 1 ลูกฉันหรือเปล่า 60%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2563 00:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ลูกฉันหรือเปล่า 60%
แบบอักษร

บทที่ 1  ลูกฉันหรือเปล่า 60% 

 

 

 

*** อัป 60%**** 

บทที่ 1  ลูกฉันหรือเปล่า 

  

 

ณัฐนรีบอกทางคนขับแท็กซี่ด้วยความรีบร้อน บ้านของปานวาดไม่ได้อยู่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้านักหรอก เดินไปก็คงถึง แต่เธอไม่ขอเสี่ยงเด็ดขาด ให้ผู้ชายคนนั้นเข้าใจไปเถิดว่าเธอนั่งแท็กซี่ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว 

ครืดๆ ครืดๆ  

โทรศัพท์ยังสั่นแรงในกระเป๋าถือไปน้อย เธอต้องอธิบายความจำเป็นอันยิ่งใหญ่นี้ให้หัวหน้างานผู้แสนดีของเธอฟัง เธอคงต้องไปสายเสียแล้วในวันนี้ ถึงงานและเงินจะสำคัญ แต่คงสำคัญน้อยกว่าสองชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเธอ ด้วยการใช้ชีวิตที่ยังห่างไกลคำว่าสุขสบาย เธอเลยยังไม่มีเงินเก็บ และอย่าฝันถึงเงินก้อนห้าแสนบาทนั่นเลย เธอไม่มีหรอก ที่มีเหลือติดบัญชีก็เอาไว้เผื่อตอนที่เรนนี่เข้าโรงเรียน เธอเอาออกมาใช้ไม่ได้ ฉะนั้น...สิ่งเดียวที่เธอต้องทำตอนนี้ก็คือ...หนี เธอต้องหนีให้พ้น! 

สิบนาทีให้หลัง ณัฐนรีก็พาเรนนี่มาถึงบ้านของปานวาด บ้านชั้นเดียวหลังไม่ใหญ่ไม่โต แต่มีอาณาเขตมากพอให้เด็กน้อยวิ่งเล่น เธอลงจากรถแท็กซี่อย่างรีบรน จนคนที่รักเหมือนพี่สาวที่รออยู่หน้าบ้าน ต้องถามไถ่ด้วยความห่วงใย 

“โรส? เป็นอะไร” 

“ฉันเจอเขา” 

“ใคร?” สตรีรูปร่างผอมบาง ใบหน้าที่สวยแบบบ้านๆ ไร้การแต่งแต้มสีสัน เอ่ยถามเอากับคนที่รักเหมือนน้องสาว เจ้าหล่อนส่งกระเป๋าสัมภาระของแม่หนูเรนนี่ให้เธอ ก่อนจะเอ่ยวาจาที่คล้ายหนักอกหนักใจยิ่ง 

“ผู้ชายคนนั้นไง เจ้าของเงินห้าแสน” 

“หา!? แล้วไปเจอเขาได้ยังไง” 

“บนรถไฟฟ้า โลกมันกลมเกินไปแล้วพี่” 

ปานวาดหนักใจไปกับณัฐนรี ด้วยความเป็นอยู่ในตอนนี้ เธอรู้ดีกว่าณัฐนรีไม่มีเงินเก็บมากมายถึงเพียงนั้น ภาระตัวเล็กๆ ที่ชื่อเรนนี่อย่างไรเล่า ทำให้หล่อนไม่สามารถไปทำงานได้อย่างเต็มเวลา เงินทองที่ควรหาได้เลยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น 

“เขาดูตกใจตอนเห็นเรนนี่” ณัฐนรีเอ่ยอีก 

“ไม่นะ เขาคงไม่ได้คิดว่าเรนนี่เป็นลูกเขาใช่ไหม” 

ณัฐนรีไม่แน่ใจ ถึงไม่ได้พูดออกมาในตอนนั้น แต่สีหน้าเขาบอกได้เต็มร้อยว่าเขามองแม่หนูตัวเล็กในแง่ไหน  

“เข้าไปคุยข้างในเถอะ” 

“ไม่ ฉันต้องไปแล้ว ฝากยัยหนูด้วยนะพี่” 

“อือๆ ก็ได้ อย่าค่ำนะ พี่กฤติหายไปหลายวัน พี่สังหรณ์ใจว่าเขาจะกลับวันนี้” 

“อือ...แล้วฉันจะรีบมา ขอบคุณนะพี่ปริม” ณัฐนรีกุมมือพี่สาวคนดี ปริมดึงเธอเข้าไปกอด 

“ใจเย็นๆ นะโรส ทุกอย่างมีทางแก้เสมอ อ้อ...แล้วเรื่องนั้นล่ะ ทางโน้นว่ายังไงบ้าง” 

“โอย...ทำไมมีแต่เรื่องนะ” แม่สาวในชุดสีชมพูเริ่มโอดครวญ ฝ่ายพี่สาวก็ได้แต่เห็นอกเห็นใจเพราะช่วยอะไรเจ้าหล่อนไม่ได้ 

“ยอมครึ่งทางดีไหม” 

“ไม่! ฉันจะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด จะไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นแน่ๆ” 

“เฮ้อ...คิดดูดีๆ นะโรส” 

“ฉันไม่คิดหรอก ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น” 

“จะหนีต่อไปอย่างนี้เหรอ เขารู้จักบ้านเธอนะ” 

“แต่อย่างน้อยก็ยังไม่รู้จักคนที่ควรรู้จักนี่” พูดกับพี่สาวแต่มองลงร่างเล็กของแม่หนูเรนนี่ เจ้าตัวกุมมือปานวาดไว้ด้วยความผูกพันที่ยิ่งกว่าสนิทสนม หากปานวาดอยู่ด้วยละก็ ต่อให้เธอหายหน้าไปสักวันสองวัน แม่หนูเรนนี่ก็คงไม่ทุกข์ร้อน เธอดีใจนะ อย่างน้อยก็รู้ว่าเรนนี่มีปานวาดอีกคน 

“เฮ้อ...ค่อยๆ คิดไปแล้วกัน ปัญหาน่ะ...พอจะมามันก็มาพร้อมกันอย่างนี้แหละ เคลียร์ไปทีละอย่าง อย่าใจร้อนรู้ไหม” 

ณัฐนรีพยักหน้า นั่งลงเพื่อเจรจากับแม่หนูคนดี ฝากฝังสั่งความเรื่องความประพฤติของแม่หนูอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะรีบจากมา ปัญหาเรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน ยังหาทางแก้ไม่ได้ ปัญหาอีกเรื่องก็ตามมา นี่เธอเพิ่งยี่สิบเอ็ดปีนะ ยังไม่เบญจเพสเลย เคราะห์จะเข้าอะไรนักหนา สวรรค์จะเมตตาเธอบ้างไม่ได้หรืออย่างไร 

หญิงสาวผู้ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง ก้าวขาขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ได้สนว่าชุดที่สวมจะไม่เข้ากับรถที่นั่ง เธอก็แค่ต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้ไปขึ้นรถไฟฟ้าให้เร็วที่สุด จะได้ไปถึงหน้างานไวๆ จะหยุดงานวันนี้ก็ไม่ได้ สิ้นเดือนใกล้เข้ามา ภาระค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟ มารอท่าเธอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว 

บนรถแท็กซี่ที่จอดอยู่หน้าปากซอย สิปปกรยกยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นแม่สาวในชุดสีชมพูฟูฟ่องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกมากจากในซอย คิดว่าจะหนีพ้นหรือ ฝันไปเถอะ  

“จอดตรงนี้เลยครับ จอด!” เขารีบบอกรถแท็กซี่ จ่ายค่าโดยสารด้วยแบงก์พันโดยไม่รอเงินทอน ก่อนจะกระโดดขึ้นวินรถสองล้อที่จอดรออยู่หน้าปากซอย ถ้ามัวแต่นั่งรถแท็กซี่ก็ไม่ทันหล่อนน่ะสิ เรื่องอะไรต้องทำให้หล่อนรู้ตัวเหมือนทีแรกล่ะ สู้ตามหล่อนไปเงียบๆ แล้วหาจังหวะเข้าหาหล่อนไม่ดีกว่าหรือ เขาต้องการคุยละนะ แต่ถ้าหล่อนขัดขืนก็คงต้องใช้กำลังกันบ้าง เงินห้าแสนที่เสียไป ยังไม่เท่าความเสียใจที่ถูกหลอกหรอก เขาหรืออุตส่าห์มีน้ำใจ ยื่นมือไปช่วยคนที่เดือดร้อน แต่หล่อนกลับทำร้ายเขาได้ลงคอ คนนิสัยไม่ดีก็ต้องโดนเอาคืนบ้างสิ ไม่อย่างนั้นคนดีๆ จะทำดีไปเพื่ออะไร! 

 

สองชั่วโมงถัดจากนั้น 

แสงแฟลชวูบวาบภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมขนาดสามดาว ในย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน ส่องกระทบดวงตาของณัฐนรี เธอมาทันตอนที่งานเช้ากำลังจะเริ่ม ทันได้นั่งในงานกับหัวหน้าของเธอ ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี กระทั่งเสร็จสิ้นพิธีในช่วงเช้า และกระเป๋าหนังใบใหญ่ถูกหิ้วด้วยมือของเธอและหัวหน้าสาว โดยมีการ์ดร่างยักษ์สิบนายล้อมหน้าล้อมหลัง พาพวกเธอไปขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถของโรงแรม เธอส่งพี่หนิงขึ้นรถพร้อมกับการ์ดทั้งสิบนายที่พรางตัวด้วยชุดหล่อเหลาอย่างคนที่มางานแต่ง ก่อนที่พี่หนิงจะยิ้มให้ในวันที่แสนวุ่นวายเช่นนี้ รอยยิ้มนั้นทำให้เธอโล่งอกโล่งใจ 

“พี่โอนเงินให้แล้วนะ มีงานอีกทีวันศุกร์ ไปได้นะ” หนิง หญิงสาววัยมากกว่าณัฐนรีหลายปี เอ่ยกับลูกน้องสาวที่เป็นมากกว่าลูกน้อง หากจะว่าไป ณัฐนรีเป็นเหมือนผู้ช่วยของเธอมากกว่า 

“ขอบคุณนะคะพี่ ป้อนงานให้หนูตลอดเลย” 

“ก็เราไว้ใจได้นี่นา ว่าแต่...ไม่กลับออฟฟิศไปด้วยกันเหรอ” 

“ไม่ค่ะ หนูต้องไปรับแม่ตัวแสบ” 

“อา...ไม่ได้เจอนานละเนี่ย ว่างๆ พาไปที่ออฟฟิศบ้างสิ พี่คิดถึง” 

“ได้เลยค่า แล้วเจอกันวันศุกร์นะคะ” บอกหัวหน้าผู้ใจดีแล้วยืนรอจนประตูของรถตู้ราคาแพงเลื่อนปิดโดยอัตโนมัติ ก่อนที่รถจะเคลื่อนออกไป เธอทำงานกับพี่หนิงมานานแล้ว น่าจะตั้งแต่ยังเรียนปวส.ไม่จบด้วยซ้ำ เธอดิ้นรนจนจบได้สูงเพียงเท่านั้น ฝันเรื่องอนาคตของเธอพังทลายตั้งแต่ที่รู้ว่ามีแม่หนูเรนนี่ให้รับผิดชอบ แต่ว่า...ถึงจะลำบากอย่างไร เธอก็จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่มีอย่างเด็ดขาด เรนนี่อยู่ไหน เธอต้องอยู่นั่น จะไม่มีวันแยกจากกัน ไม่ว่ากรณีไหนทั้งนั้น! 

ปรี๊น! ปรี๊น! 

เสียงแตรรถยนต์ดังมาจากด้านหลัง ณัฐนรีหันหลังกลับไป เธอมั่นใจว่าไม่ได้ยืนขวางทางนะ แต่ว่าทำไมรถยนต์คันโก้นั้นถึงได้... 

ประตูรถเปิดอ้าออกในนาทีถัดมา แสงตะวันยามสายสาดใส่ร่างเขา พาให้หัวใจของณัฐนรีกริ่งเกรง ชายผู้หล่อเหลาแต่สีหน้าไร้ความรื่นรมย์ กำลังเดินมาทางนี้ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเธอ ถูกรูปโฉมของเขารั้งไว้ กว่าจะตั้งสติแล้วออกวิ่งได้ ก็ตอนที่เขามาถึงตัว 

“จะไปไหน!?” 

“อยู่ให้โง่สิ ฮึบ!” สองมือช้อนเข้าใต้ชายกระโปรง แล้วออกวิ่งไม่คิดชีวิต แต่มันช่างลำบาก คัทชูส้นสูงไม่ได้ช่วยให้เธอวิ่งเร็วขึ้นเลย พอหันไปมองข้างหลัง อีตาบ้านั่นก็วิ่งตามมา ให้ตายเถอะ!  

หมับ! 

“กรี๊ดดด!!!”  

เสียงกรีดร้องของแม่สาวชุดสีชมพู ดังลั่นลานจอดที่ผู้คนบางตา สิปปกรไม่รอช้า ยามถึงตัวแม่คนร้ายกาจก็รั้งร่างหล่อนขึ้นพาดบ่าทันใด ไว้ใจหล่อนไม่ได้หรอก ถ้าใจดีกับหล่อนเหมือนเมื่อก่อน หล่อนคงได้หลอกเขาซ้ำๆ น่ะสิ 

“ปล่อยฉันลงนะ! ช่วยด้วย! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!” เธอร้องเรียกชายคนหนึ่งที่กำลังจะเปิดประตูรถขึ้นไป ชายหนุ่มคนนั้นมองมาที่เธออย่างกล้าๆ เกรงๆ 

สิปปกรส่ายหัวให้คนที่อยู่บนบ่า ขนาดหัวห้อยต่องแต่งอยู่ข้างหลังยังไม่สิ้นฤทธิ์อีก เขาหันไปมองชายผู้นั้นบ้าง ดวงตาคู่คมทอดมองไปอย่างไร้ความปรานี 

“อย่ามายุ่งเรื่องผัวเมีย!” บอกเร็วๆ แล้วเดินหนีสายตาคนมอง ในขณะที่บนบ่านั้น... 

“กรี๊ดดด ไอ้บ้านี่! ใครเป็นเมียแกฮะ ปล่อยฉันลงนะโว้ยยย!!!”  

 

 

 

** 

*************  

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว