Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十九

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 07:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十九
แบบอักษร

แอ๊ดด

 

เสียงประตูของห้องนอนถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ใช่ เขายังไม่ได้กลับไปนอนวังของตนเอง นี่จึงเป็นอีกคืนในตลอดหลายปีหลังการแต่งตั้งที่เขาแอบกลับมานอนที่ตำหนักหานอี้แห่งนี้ ครอบครัวเขาอยู่ที่นี่ เขาเองก็ชอบที่จะอยู่ที่นี่ เสด็จปู่เองก็รู้ดีทั้งยังไม่ได้ต่อว่าหรือสั่งห้ามอะไร หึ จะห้ามได้อย่างไรในเมื่อทรงตามใจเขาและน้องๆ อย่างกับอะไรดี หากมีใครในครอบครัวเกิดไม่พอใจหรือไม่สบายใจขึ้นมาคงได้พากันย้ายออกนอกวัง เสด็จปู่ถึงได้ยอมอ่อนให้เช่นนี้

 

"น้ำชาเพคะ องค์รัชทายาท" เสียงของนางกำนัลดังขึ้นที่ด้านหลังตั้งแต่เขายังไม่ทันได้นั่งลงที่โต๊ะทำงาน เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่จะมีนางกำนัลมาประจำอยู่ที่นี่ อย่างที่บอกว่าเขาอาศัยอยู่ที่นี่เป็นส่วนใหญ่ คนจากวังนู้นเลยต้องย้ายมาอยู่ในตำหนักนี้ตามไปด้วยเพื่อคอยรับใช้เขา

 

"วางไว้บนโต๊ะนั่น" เหว่ยหลงกล่าวออกไปโดยที่ไม่ได้หันหลังมอง เพียงแค่พยักหน้าไปทางโต๊ะทำงาน ได้ยินเสียงถาดไม้กระทบลงกับโต๊ะเบาๆ บ่งบอกว่ามือนั้นแทบไม่สั่นเลยสักนิด วางได้เบามือดี พวกมือเบาเท้าเบา อันตรายนัก

 

ร่างสูงหันกลับมาแล้วเดินไปทรุดกายนั่งลง นางกำนัลนางนั้นยังไม่ได้กลับออกไป แต่ยังคงยืนรออยู่ด้านข้าง อยู่รอฟังว่าเขาจะเรียกใช้สิ่งใดต่อไป หรือไม่ก็รอเก็บถาดน้ำชา

 

"ชานี่กลิ่นหอมกว่าเมื่อวาน เปลี่ยนวิธีชงชารึ? " เอ่ยถามหลังจากรินน้ำชาใส่ถ้วยเป็นที่เรียบร้อย ไอความร้อนจากชาทำให้เกิดควันจางๆ ลอยไปในอากาศ เหว่ยหลงใช้มือพัดเบาๆ เพื่อสูดดมกลิ่นชาในถ้วย

 

"เพคะ ปกติแล้วมักจะใช้น้ำต้มเดือด แต่ความจริงการชงชาไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนจัดถึงขนาดนั้น แค่เริ่มร้อนพอประมาณไม่ต้องถึงกับเดือดก็ใช้ได้แล้วเพคะ" เสียงหวานใสที่สั่นคลอเล็กน้อยเปี่ยมไปด้วยประหม่านั้นตอบกลับมา เห็นท่าทีดูมั่นใจในตนเองในตอนแรกนั้นเขาคงจะดูจะผิดไป สตรีนางนี้ดูจะมีทั้งความกล้าและความกลัวปะปนอยู่ น้ำเสียงยังหวานขนาดนี้ เขาคงต้องมองหน้านางดีๆ สักครั้งว่าจะหวานเหมือนน้ำเสียงหรือไม่

 

"เจ้าน่ะ มายืนตรงนี้"

 

"เพคะ" หญิงสาวตอบรับทันที ขาเรียวเล็กนั่นก้าวช้าๆ มาหยุดอยู่ที่ด้านข้างโต๊ะ นางยังคงก้มหน้าอยู่เช่นเดิมดังที่เป็นตั้งแต่เข้าห้องมา

 

"เงยหน้าขึ้น ข้ามีรางวัลจะให้" ถุงใส่เงินจำนวนหนึ่งถูกโยนลงตรงหน้าของนางอย่างไม่แรงนัก ฟังจากเสียงก็คงจะหลายอีแปะ เสียงหนักๆ นั่นภายในถุงอาจมากถึงก้วนถึงตำลึงเงิน

 

เมื่อนายให้ของรางวัล บ่าวมีหรือจะปฏิเสธ นางกำนัลสาวรีบย่อตัวทำความเคารพ กล่าวของคุณแล้วเก็บถุงนั่นมาไว้กับตัว สำหรับนางแล้วเงินนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก เศษเงินของชายตรงหน้านั้นกลับกลายเป็นเงินอันมีค่ามากมายสำหรับนาง ต่อชีวิตครอบครัวของนางให้อยู่รอดได้อีกหลายวัน

 

เมื่อรับเงินไปแล้วนางจึงเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งที่ได้รับมาเมื่อครู่ก่อน ดวงตากลมโตดุจตากวางคู่นั้นจ้องตรงไปข้างหน้า เหว่ยหลงมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างตกตะลึง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถูกใจใบหน้าหวานหยดนั้นตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะดวงตาที่ดูคล้ายจะเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวแต่ก็แฝงความหวาดกลัวและความโศกเศร้าเอาไว้ เป็นดวงตาที่สื่อความหมายได้มากมาย ช่างน่าสนใจและน่าค้นหา...แต่น่าเสียดายยิ่งนัก นางคงตัดสินใจมาดีแล้ว

 

"ดูเหมือนเจ้าจะเพิ่งเข้ามาทำงานในตำหนักนี้ เพราะข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน" ริมฝีปากหนาขยับพูดก่อนจะจิบชาที่อยู่ในมือ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ที่น้ำชาไม่มี แต่ที่ขอบถ้วยนั้นมี หึ

 

"เดิมหม่อมฉันเป็นนางกำนัลในตำหนักขององค์รัชทายาทองค์ก่อน ทำหน้าที่ชงชาอยู่ในห้องเท่านั้นเพคะ วันนี้เป็นวันแรกที่ได้รับความไว้วางใจจากกงกงให้ทำหน้าที่ยกน้ำชา"

 

"เช่นนั้นเอง" เอ่ยตอบเสร็จก็กระดกน้ำชาเข้าปากจนหมดถ้วย เหว่ยหลงวางถ้วยชาลงในถาดตามเดิม ขันทีประจำตัวถูกเรียกให้เข้ามาฝนหมึกแล้วกลับออกไปยืนรอที่ด้านนอกห้อง ส่วนตนเองก็หยิบพู่กันขึ้นเขียน แต่ยังไม่ทันที่จะได้จุ่มพู่กันลงกับหมึกร่างกายก็หยุดชะงักลง มือหนายกขึ้นกุมสาบเสื้อบริเวณอกของตนเองเอาไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บร้าวในร่างกาย แสบร้อนราวกับถูกเปลวไฟแผดเผาอยู่ในอก

 

"อึก! "

 

"อะ องค์รัชทายาท"

 

"เจ้า! นี่เจ้า! " เหว่ยหลงชี้หน้าอีกคนพร้อมทั้งเค้นเสียงเรียกอีกฝ่าย โลหิตสีดำกระอักออกมาจนเปื้อนชุดที่ตนสวมใส่ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าของชายหนุ่ม

 

"ขะ ข้ามีข้อเสนอ หากทรงรับปากว่าจะช่วยข้าก็จะมอบยาถอนพิษให้" นางกำนัลร่างเล็กทำใจกล้าเสนอข้อต่อรอง เนื้อตัวของนางยังคงสั่นด้วยความหวาดกลัว นางไม่ได้ใส่พิษลงไปทั้งหมด พิษเพียงเล็กน้อยนั่นก็แค่ทำให้ทรมานแต่ไม่ถึงตาย รับรองว่าคนร่างกายแข็งแรงเช่นองค์รัชทายาทนั้นจะไม่เป็นอะไรมากนัก และนางมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องรักตัวกลัวตายจนต้องรีบเอ่ยตกลง

 

"ขอแค่ทรงรับปากจะช่วยครอบครัวข้า ยอมรับสัญญาฉบับนี้ แล้วหม่อมฉันจะมอบยาถอนพิษให้เพคะ" มือบางนั้นวางกระดาษลงบนโต๊ะทำงาน มองอีกฝ่ายหอบหายใจก็รู้สึกวิตกขึ้นมา พิษนี่ไม่น่าจะทำให้ถึงกับต้องกระอักเลือดออกมามิใช่หรือ หรือพิษจะร้ายแรงกว่าที่คิด นางอาจจะโดนคนพวกนั้นหลอก!

 

"หึ" เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นจนนางต้องหันไปมองเจ้าของเสียง ร่างสูงสง่าผุดลุกขึ้นยืน เขายกมือขึ้นปาดคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ที่คางออก เหว่ยหลงหอบหายใจอย่างแรงจนอกกระเพื่อมขึ้นลงชัดเจน นับว่าร้ายกาจไม่เบา พิษชนิดนี้เขามีเก็บเอาไว้ในห้องแต่ไม่เคยนำออกมาใช้ ที่แท้ก็ออกฤทธิ์เช่นนี้ คงต้องไปจดใส่ตำราเอาไว้เสียแล้ว จะได้ไม่ลืม

 

"ทะ ท่าน..."

 

"นายของเจ้าคงไม่ได้บอกเจ้าสินะ การทดลองพิษและยารักษานั่นน่ะ... งานถนัดของข้าเลยทีเดียว" รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตานั้นทำเอาหญิงสาวขนลุกเกรียว มองอีกฝ่ายยิ้มทั้งที่ยังมีเลือดอยู่ในปากด้วยความสยดสยอง น่ากลัว คนผู้นี้น่ากลัวและอันตราย นางทำงานพลาด นอกจากจะจัดการอีกฝ่ายไม่ได้ สัญญาที่เขียนขึ้นมาก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ แล้วนางจะทำเช่นไรต่อไปดี!

 

"ไหนดูทีสิ ข้อเสนออะไรที่เจ้าต้องการจากข้า" เหว่ยหลงหยิบเอากระดาษแผ่นนั้นขึ้นอ่าน แปลกใจไม่น้อยที่หญิงสาวตรงหน้าสามารถอ่านออกเขียนได้ ข้อเสนอในนี้ความจริงแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ไม่ได้เกินความสามารถขององค์รัชทายาทอย่างเขา สำหรับนางแล้วคงมีแค่สองตัวเลือก หนึ่งคือฆ่าเขาด้วยพิษที่เหลืออยู่แล้วนำผลงานกลับไปหาผู้เป็นนาย และสองคือให้เขาช่วยเหลือตามที่นางต้องการ แต่นางคงลืมคิด... ลืมคิดเผื่อทางเลือกที่สามหากตนเองทำงานพลาดเช่นนี้

 

"ช่วยพ่อแม่ของเจ้า? "

 

"พะ พ่อแม่หม่อมฉันถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองหยางกวง ที่นั่นเจิ้งหนันหมิงตั้งตนเป็นใหญ่ เดิมทีครอบครัวหม่อมฉันยากจน ครอบครัวเศรษฐีที่ท่านพ่อทำงานให้เมตตา ในตอนที่มีการคัดเลือกนางกำนัลจึงรับหม่อมฉันเป็นลูกแล้วส่งเข้าวัง..."

 

เสียงของนางขาดหายไปเมื่อคนที่นิ่งฟังเมื่อครู่เริ่มเดินเข้ามาใกล้นางอีกครั้ง ความกลัวทำให้นางเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง แม้ในสาบเสื้อจะซ่อนมีดขนาดเล็กเอาไว้แต่นางก็ไม่โง่นำออกมาใช่อย่างแน่นอน คนตรงหน้านางมีฝีมือเก่งกาจ กับนางที่เป็นแค่นางกำนัลชงชา มีดดาบอะไรไม่เคยจับ จะให้นางเอาอะไรไปสู้คนที่ฝึกฝนการต่อสู้มาทั้งชีวิตอย่างคนตรงหน้านางในตอนนี้

 

"เจิ้งหนันหมิง อืม ฝูเจี๋ยหนันหมิง ท่านอาสามเปลี่ยนมาใช้แซ่เจิ้ง หึ ก็ยังเป็นตระกูลใหญ่อยู่ดี พูดต่อไปสิ"

 

"เพราะเขารู้ว่าหม่อมฉันได้ทำงานในตำหนักองค์รัชทายาท เขาจึงคิดใช้หม่อมฉันเป็นสาย คอยทำตามคำสั่ง แต่เพราะองค์รัชทายาทไม่ค่อยกลับตำหนัก..."

 

"พอสืบอะไรไม่ได้ก็เลยคิดกำจัดข้างั้นสิ" รอยยิ้มที่มุมปากผุดขึ้นก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหว่ยหลงเข้าประชิดตัวนางกำนัลสาวอย่างรวดเร็ว มือหนาออกแรงบีบไปที่กรอบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรงจนคนถูกกระทำทั้งเจ็บทั้งกลัวจนน้ำตาไหล เขามองอีกฝ่ายพลางชั่งน้ำหนักในใจ ฟังจากที่เล่ามาก็พอจะเข้าใจได้ แต่จะให้เชื่อคนที่คิดจะฆ่าตัวเองทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้ อีกอย่าง จะให้ปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

 

"อึก! "

 

"ก็น่าสงสารดี แต่คนทำผิดก็ต้องชดใช้" แรงสะบัดมืออย่างแรงนั้นทำให้ใบหน้าหวานนั้นหันไปตามแรง ดวงตาคู่สวยนั้นสั่นระริกมองเจ้าของห้องที่เดินไปที่ชั้นวางของ บนชั้นนั้นมีขวดโหลที่เป็นเครื่องเคลือบลายครามวางเรียงอยู่มากมาย มือเรียวเล็กกำเข้าหากันแน่นจนเล็บนั้นจิกลงไปในเนื้อของตน หนีก็ไม่ได้ นางไม่มีทางหนีสำเร็จแน่นอน แม้แต่จะพ้นจากหน้าห้องยังไม่อาจทำได้เสียด้วยซ้ำ แต่อยู่ในนี้ก็ไม่มีคงไม่ต่างกัน ที่จริงแล้วคนในห้องนั้นอันตรายยิ่งกว่าคนภายนอกเสียอีก

 

"อยู่นี่เอง ข้าจะปรานีสักหน่อยก็แล้วกันนะ" ใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกสลักนั้นดูเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันตา เข็มพิษเล่มเล็กถูกหยิบออกมาหนึ่งเล่มก่อนที่เขาจะปิดฝาแล้วเก็บโหลนั้นเข้าที่เดิม ร่างสูงของฝูเจี๋ยเหว่ยหลงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางกำนัลสาวอีกครั้ง

 

"ฮึก มะ ไม่"

 

"ไม่อะไรกัน เจ้าทำข้า ข้าก็ทำเจ้าคืน ถือเสียว่าเจ้าชดใช้ให้ข้าก็แล้วกันนะ จางเถียนมี่" สิ้นคำพูดนั้นหญิงสาวก็ถึงกับกรีดร้องลั่น ข้อมือของนางถูกฉวยคว้าขึ้นมา แขนเสื้อนั่นถูกปัดให้ร่นถอยขึ้นไปเผยให้เห็นข้อมือเล็กๆ ยังไม่ทันที่นางจะหายตกใจจากเรื่องที่เขารู้ตัวตนของนางอยู่ก่อนแล้วก็ต้องมาตกใจที่ตนเองกำลังจะตายอีก เข็มพิษนั้นปักลงที่ข้อมือเล็กโดยที่เจ้าของร่างนั้นทำได้เพียงมองดูทุกการกระทำของอีกฝ่ายด้วยดวงตาเบิกโพลง อึดใจต่อมาร่างทั้งร่างนั้นก็ล้มลงหมดสติไป

 

"หึ เข็มเปล่าแท้ๆ ยังจะหมดสติได้อีกรึ คงต้องฝึกมากกว่านี้ เอามาทดลองพิษในห้องสักสองสามชนิดแล้วค่อยปล่อยไปก็แล้วกัน" เหว่ยหลงกล่าวออกมาในตอนที่ทรุดกายนั่งลงมองคนที่ตกใจกลัวจนเป็นลม วันนี้แค่หยอกเล่นนิดหน่อย เอาไว้นางตื่นขึ้นมาค่อยลองพิษของจริงกันอีกที

 

"กงกง! "

 

"พ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท" ทันทีที่ถูกเรียก ขันทีประจำตัวก็รีบร้อนเปิดประตูเข้ามาทันที ชายวัยกลางคนมองร่างบางที่พื้นแวบหนึ่งก็รู้หน้าที่ทันที คงต้องให้คนหามออกไป

 

"ปล่อยข่าวออกไปว่าข้าต้องพิษร้ายแรงใกล้ตาย หาตัวคนทำไม่ได้ นางกำนัลที่ทำหน้าที่ชงชาก็ปิดปากพวกนางให้หมด แกล้งจับเข้าคุกหลงแล้วปล่อยพวกนางออกมาทีหลัง"

 

"อะ องค์รัชทายาท! "

 

"ทำตามที่ข้าบอก ส่วนนางกำนัลนางนี้ก็ปล่อยนางไว้ตรงนี้ ให้คนเฝ้ารอบตำหนักกับหน้าห้องของข้าเอาไว้ อย่าให้นางหนีไปไหนได้ก็พอ"

 

"พ่ะย่ะค่ะ" แม้จะไม่เห็นด้วยนักแต่ก็จำต้องทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย พอจะเดาเหตุการณ์ต่อไปได้ในทันทีว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น องค์รัชทายาทต้องพิษใกล้ตาย ย่อมเป็นโอกาสดีของศัตรูในการรุกเข้ามา แต่ในสายตาของคนที่อยู่ในวังมานานอย่างเขานั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง วิธีนี้อันตรายเกินไป หากพลาดขึ้นมาจากได้เปรียบก็จะกลายเป็นเสียเปรียบ อีกอย่าง ฮ่องเต้ก็คงจะเห็นด้วยกับแผนการนี้ ไม่อย่างนั้นองค์รัชทายาทคนเดียวคงไม่กล้า ขันทีแก่ๆ อย่างเขาคงได้แต่รอตั้งรับผลที่จะตามมาเสียแล้ว

 

----------

 

อีกนิดนึงนะ ใกล้ได้กินมาม่ากันแล้ว🤭

 

 

 

ความคิดเห็น