Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十八

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 69

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 07:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十八
แบบอักษร

วังหลวง

 

หลังจากขบวนของเหล่าราชนิกุลกลับเข้าสู่วังหลวง ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ที่พักของตน เหลียนซินและพี่ชายเดินทางกลับตำหนักหานอี้โดยมีอี้เซียวเสวี่ยติดตามมาด้วย ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์รัชทายาทถูกพาตัวกลับมาที่ตำหนักแห่งนี้ทั้งหมด ทุกคนถูกตัดให้นั่งอยู่ที่ศาลาด้านหลังของตำหนัก จะมีก็แต่นักฆ่าสองคนที่ยังคงสลบอยู่เท่านั้นที่ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้บนพื้นหินกรวด

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งเค่อทั้งศาลาก็รายล้อมไปด้วยผู้อาวุโสและศิษย์จากสำนักนภาทมิฬ หนึ่งในนั้นคือเฉาเฟยเหิง ผู้ดูแลสำนักที่กุมอำนาจเอาไว้มากที่สุดรองลงมากจากท่านเจ้าสำนัก บรรยากาศน่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้เซียวเสวี่ยอดที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ แม้จะไม่ได้มากนักก็นับว่ารู้สึกอยู่ดี

 

"เอาน้ำสาดมัน" เสียงแหบพร่าของชายที่ดูมีอายุคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ท่าทางภูมิฐานสง่างามบวกกับชุดขุนนางที่สวมใส่อยู่ทำให้ดูเคร่งขรึมมากขึ้น เซียวเสวี่ยจำได้ว่าขุนนางผู้นี้มีศักดิ์เป็นถึงบิดาบุญธรรมของมู่หยางเฉิน บิดาของคนที่เขารัก ใต้เท้ามู่ฉีเฉินผู้นี้เป็นขุนนางตงฉินที่เขาให้ความนับถือมาแต่ไหนแต่ไร

 

เสียงน้ำถูกสาดใส่คนร้ายที่ยังคงหมดสติอยู่นั้นทำให้เซียวเสวี่ยกลับมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง มองชายในชุดสีดำทั้งสองคนที่ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นพร้อมกับใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดบาดแผลที่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ริมฝีปากแห้งแตกนั้นเผยอส่งเสียงอืออาออกมาเพราะไม่สามารถพูดได้

 

"พวกมันถูกทำให้ตาบอด ถูกตัดลิ้น ทั้งมองไม่เห็นและพูดไม่ได้ จะทำเช่นไรดีขอรับ" หนึ่งในศิษย์ของสำนักเอ่ยขึ้น

 

"ข้าจะให้พวกมันส่งจดหมายกลับไปที่คนที่ว่าจ้างพวกมันมา เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย พวกท่านคิดเห็นเช่นไร" องค์รัชทายาทเสนอความคิดขึ้นมา และดูเหมือนคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ อย่างน้อยก็ให้โอกาสสุดท้าย หากอีกฝ่ายยังคงดึงดันจะก่อกวนราชสำนักต่อไปก็คงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถอนรากถอนโคนทิ้งเสีย

 

"ข้าเห็นด้วยกันองค์รัชทายาท แล้วคนอื่นๆ เล่า หยางเฉิน เจ้าเห็นด้วยรึไม่" มู่ฉีเฉินเอ่ยถามพลางมองไปที่บุตรชายที่กลายเป็นบุตรชายบุญธรรมของตนเองไปแล้ว ทันทีที่มู่หยางเฉินพยักหน้าตอบรับก็คล้ายกับว่าคนของสำนักนภาทมิฬจะไม่มีใครเห็นต่างอีก แม้แต่เฉาเฟยเหิงก็ตาม อี้เซียวเสวี่ยเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ บิดาของคนรักของเขาดูจะมีอำนาจเหนือสำนักนภาทมิฬ... แต่เพราะเหตุใดเล่า?

 

"เช่นนั้นทุกอย่างก็ตกลงตามนี้ เฟยเหิง เจ้าจัดการที่เหลือด้วย" มู่หยางเฉินกล่าวขึ้น ปรายตามองมาทางเซียวเสวี่ยคราหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง ผู้อาวุโสทั้งหลายพากันลุกตามแล้วทยอยเดินออกจากศาลาไป เหลือเพียงเฟยเหิงและศิษย์ในสำนักเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

 

การประชุมครั้งนี้เหมือนเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าการขอความคิดเห็น เพราะคนที่ตัดสินใจจริงๆ นั้นก็มีเพียงคนไม่กี่คน และเซียวเสวี่ยก็ได้สังเกตเห็นว่าบิดาของคนรักเอ่ยเรียกท่านเฉา หรือเฉาเฟยเหิงด้วยชื่ออย่างสนิทสนม ไม่ใช่การเรียกแซ่เหมือนที่ควรจะเป็น

 

"ว่าอย่างไร เหตุใดเจ้าจึงได้อยู่ในเหตุการณ์ลอบสังหารได้" เสียงทรงพลังที่ดังขึ้นทำเอาคนที่กำลังครุ่นคิดหลุดออกจากภวังค์ ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นท่านเฉา คนที่เขาเพิ่งแอบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ไปเมื่อครู่

 

"เรียนท่านเฉา ข้าบังเอิญเห็นองค์หญิงน้อยขี่ม้ากลับไปที่กลางป่า เห็นว่าผิดปกติจึงได้ตามไป ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุ สุดท้ายจึงได้อยู่ช่วยขอรับ" เซียวเสวี่ยกล่าวออกไป นี่คงไม่นับว่าเป็นการโกหก เพียงแต่เขาเล่าออกไปไม่หมดเท่านั้นเอง

 

"หึ เลือกได้ดี แล้วเจ้าอยากเข้าสำนักนภาทมิฬหรือไม่? " ยังไม่ทันที่จะได้ทำความเข้าใจกับคำว่าเลือกได้ดี คำถามที่สองก็ทำให้ชายหนุ่มแทบจะตอบออกไปอย่างไม่ต้องคิด แน่นอนว่าเขาต้องอยากเข้า

 

"การเข้าสำนักนภาทมิฬคือเป้าหมายของข้า"

 

"เช่นนั้นเจ้าคงรู้ว่าหากสอบคัดเลือกผ่านเข้ามาแล้วก็ยังคงเป็นเพียงศิษย์สายนอก ไม่มีสังกัดอาจารย์"

 

"ข้าทราบดีขอรับ"

 

"เมื่อครู่ข้าได้คุยกับท่านเจ้าสำนัก หากเจ้าผ่านการคัดเลือกโดยได้ลำดับแรก ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์สายใน เจ้าจะได้เข้ามาเป็นศิษย์คนแรกในสังกัดของข้า"

 

!!!

 

"ว่าอย่างไร? ไม่สนใจรึ? " คนถามเอ่ยถามซ้ำแท้ในใจจะพอรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว เฟยเหิงรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มตรงหน้ามานานแล้ว ฝีมือต่อสู้ก็ใช่ย่อย จะปล่อยให้คนมีความสามารถเช่นนี้งมทางในการฝึกยุทธ์คงจะสูญเปล่าเป็นแน่ แค่คิดก็เสียดายแล้ว สู้รับมาแล้วช่วยฝึกให้เก่งกาจคงจะสร้างประโยชน์ได้ไม่น้อย ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย...

 

ความจริงเขาเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก ก็เขาทำหน้าที่คอยติดตามดูแลคุณหนูเหลียนซินนี่นะ จนตอนนี้คุณหนูกลายเป็นองค์หญิงน้อยไปแล้ว หึ เขาเห็นมาตลอดนั่นแหละว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้อยู่ในสายตาเขาตลอด นายของเขาเองก็ทราบเรื่องนี้ดี

 

ทีแรกก็ยังไม่วางใจกันนัก แต่อย่างที่ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เด็กหนุ่มนี่ไม่เคยล่วงเกินองค์หญิงน้อยมากไปกว่าการกอดหอมบ้างเล็กๆ น้อยๆ และนานๆ ครั้งจึงจะทำ การกระทำนั้นมู่หยางเฉินพอจะเข้าใจอยู่ ตนเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

 

ตอนนี้ก็คงเหลือเพียงรอให้อี้เซียวเสวี่ยได้พิสูจน์ตัว สร้างเนื้อสร้างตัวให้เหมาะสมที่จะได้องค์หญิงน้อยไปครอบครอง เรื่องสกุลก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร หยางเฉินเองยังออกปากว่าเด็กคนนี้ใฝ่รู้และทะเยอทะยานดี ไม่เคยนำเอาข้อด้อยของตนเองมาเป็นอุปสรรคในการสร้างความก้าวหน้าของตนเอง ปัญหาที่ใหญ่จริงๆ ตอนนี้เห็นจะมีก็แต่พี่ชายขี้หวงอย่างองค์รัชทายาทกระมัง คนผู้นั้นทั้งห่วงทั้งหวงน้องสาวยิ่งกว่าอะไร หวงยิ่งกว่าไข่ของพญามังกรเสียอีก

 

"ข้าตกลงขอรับ! ข้าจะพยายามสอบคัดเลือกให้ได้ลำดับที่หนึ่ง! "

 

เซียวเสวี่ยรีบตอบตกลงด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ คนตรงหน้าคือผู้ดูแลสำนัก เรื่องฝีไม้ลายมือไม่ต้องพูดถึง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านเฉาไม่เคยรับศิษย์เลยแม้แต่คนเดียว มาตอนนี้กลับยื่นข้อเสนอเช่นนี้มาให้ เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะปฏิเสธดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องเร่งคว้าเอาไว้

 

"เช่นนั้นก็ดี แล้วข้าจะรอดู" ริมฝีปากหนายกยิ้มให้คนตรงหน้า ดวงตาคมตวัดมองเงาตะคุ่มที่พุ่มไม้ข้างศาลา เฟยเหิงมองอย่างละเอียดก็พบว่าชายชุดสีอ่อนโผล่พ้นพุ่มไม้นั้นออกมา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร สาวใช้ในตำหนักหานอี้เห็นจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ชอบตามติดเขา

 

"เจ้าไปได้แล้ว ข้าจะจัดการนักฆ่าสองคนนี่ต่อ หวังว่าวันประกาศผลจะมีชื่อเจ้าอยู่เป็นคนแรก"

 

"ขอรับ! " เซียวเสวี่ยรับคำก่อนจะรีบกลับออกไป เขาชะงักเท้าเมื่อพบคนยืนหลบอยู่ตรงพุ่มไม้ เหมือนจะเป็นสาวใช้ที่เป็นคนดูแลคนรักของเขา รู้สึกจะชื่อ...เป่าฝู สงสัยคงมาแอบดูท่านเฟยเหิงอีกตามเคย เขาจำได้ว่าเหลียนซินพยายามจับคู่สองคนนี้มาหลายปี แต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะสำเร็จเลยสักนิด

 

เขาส่งยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา เมื่อมาถึงหน้าตำหนักก็ชะโงกมองด้านในด้วยความเป็นห่วง ความดีใจเมื่อครู่เจือจางลงไป นึกขึ้นได้ว่าเสี่ยวเหลียนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนักตั้งแต่ออกจากป่ามา ไม่รู้ป่านนี้สบายใจขึ้นบ้างหรือยัง อยากเข้าไปหาแต่ก็ติดที่องค์รัชทายาทอยู่ที่นี่ด้วย คงจะเข้าไปได้ยากเพราะทุกครั้งที่ขอเข้าพบก็ถูกปฏิเสธเสมอ ทั้งเมื่อถามเจ้าตัวดื้อแล้วก็พบว่านางไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนขอเข้าพบ ถูกกีดกันเช่นนี้มาเกือบสิบปีแล้ว...

 

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาแล้วกลับที่พักของตนเองไป หลังจากนี้คงต้องฝึกตนให้หนักขึ้น อ่านทบทวนตำราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เขาอุตส่าห์ได้โอกาสที่จะเติบโตขึ้นในราชสำนัก หากคว้าไว้ได้... เรื่องที่จะได้เสี่ยวเหลียนมาเป็นคู่ชีวิตก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ทางด้านในตำหนักหานอี้

 

เหลียนซินที่แอบมองการหารือของสำนักนภาทมิฬจากหน้าต่างของตำหนักรีบสาวเท้ากลับเข้าห้องของตนเมื่อเห็นพี่ชายลุกออกมา ยอมรับว่ารู้สึกกลัวกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครั้งอยู่ในป่า เสียงเคาะประตูห้องของนางดังขึ้นสองสามครั้งจนนางสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

 

นางยกมือขึ้นลูบอกเบาๆ ให้คลายความหวาดผวา ลุกจากเตียงไปเปิดประตูออก ความจริงก็ไม่ได้ลั่นดาลประตูเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่คนด้านนอกก็ไม่ได้ผลักเข้ามาแต่อย่างใด

 

"พะ พี่ใหญ่" เสียงเรียกพร้อมกับแววตาสั่นระริกไม่ต่างจากน้ำเสียงนักทำเอาคนพี่นิ่งไป เหลียนซินเม้มปากแน่นจ้องมองคนตรงหน้าก่อนจะเข้าไปกอดเอาไว้อย่างที่ชอบทำ ส่วนคนถูกสวมกอดนั้นก็ถอนหายใจออกมาแล้วกอดตอบทันที

 

"พี่ใหญ่..."

 

"ไม่ต้องกลัวไป พี่ใหญ่ยังคงเป็นพี่ใหญ่คนเดิม เพียงแต่ตอนนี้เราต้องรู้จักป้องกันตนเองก็เท่านั้น" นางรู้ ถ้าไม่ทำก็จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่นางไม่เคยฆ่าใคร และไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นใครถูกฆ่าต่อหน้าต่อตานี่...

 

"มันไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เจ้าก็รู้" เหว่ยหลงยังคงกล่าวต่อไป รับรู้ได้ถึงแรงสั่นอันมาจากร่างเล็กในอ้อมกอด เมื่อก่อนขนาดตัวไม่ต่างกันนักก็รู้สึกรักและเอ็นดูน้องสาวมากอยู่แล้ว พอมาตอนนี้ ตอนที่เขามีร่างกายกำยำและสูงกว่าอีกคน เวลาได้กอดเจ้าตัวเล็กเล็กนี่แล้วก็รู้สึกเหมือนน้องยังเล็กนัก น่าทะนุถนอม ไม่น่าให้นางต้องไปเห็นอะไรเช่นนั้นเลย

 

"วันนี้ก็รีบพักเถิด พี่จะจัดการฎีกาที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จ เสด็จปู่ให้มาหลายวันแล้ว" ร่างสูงผละออกมาแล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเคย เมื่อเห็นว่าน้องสาวยอมพยักหน้าเข้าใจก็เดินกลับออกไป สีหน้าที่ยังยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับมาเรียบตึงดังเดิมทันทีที่พ้นบริเวณห้องนอนของแฝดคนน้อง วันนี้ยังมีเรื่องให้ต้องจัดการ แผนของอดีตองค์ชายสามมันไม่ได้หมดแค่ส่งนักฆ่ามาสังหารเขานี่นะ ในเมื่ออีกฝ่ายชอบลอบกัดนักก็คงต้องตลบหลังคืนเสียหน่อย

 

รอยยิ้มเย็นยะเยือกผุดขึ้นที่มุมปากของผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท ร่างสูงสืบเท้าเดินกลับไปที่ห้องของตนอย่างไม่เร่งรีบ ในหัวกำลังครุ่นคิดว่าควรจะเล่นเกมนี้อย่างไรดี หากชนะง่ายไปก็คงจะน่าเบื่อไม่น้อย...หรือจะลองแพ้ดูสักครั้งดีนะ

 

 

ความคิดเห็น