ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 821

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2563 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7
แบบอักษร

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวนอกจากอาหยวนที่กลับมากับขบวนพ่อค้าผ้าแล้วยังมีขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทที่ขนเสบียงสำหรับทหารที่ประจำการที่เมืองชายแดนอย่างเมืองตุนฮวงมาด้วย ข่าวบอกว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมาประทับที่ค่ายทหารกับแม่ทัพใหญ่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อเรียนรู้ยุทธวิธีทางทหาร ทำให้บรรดาชาวเมืองคึกคักเป็นอย่างมากโดยเฉพาะจวนของผู้ว่าจู้ที่ประกาศจัดงานฤดูหนาวขึ้นสามวันสามคืนสร้าง อู๋เชียเห็นทางทำเงินนางจึงชวนทุกคนในบ้านไปออกร้าน อู๋จิงเห็นว่าแค่สามวันเขาจึงยินยอมให้มารดาทำ  

"ท่านแม่คิดจะขายอะไรหรือ" 

"คงเป็นของกินที่รับประทานง่าย หลูโร่วฟ่าน (ข้าวราดหมูพะโล้) ดีหรือไม่วัตถุดิบก็มีไม่กี่อย่าง เราใส่กระทงได้ขาย ถ้าขายไม่หมดเราก็ยังนำมากินได้" อู๋เชียเสนอ 

"ข้าเห็นด้วย เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปจองแผงที่จวนเจ้าเมือง" อู๋จิง อาหยวนและอาจื่อย่อมไม่คัดค้านถึงแม้ว่าทั้งคู่ไม่อยากให้นายทั้งสองทำงานหนัก 

อู๋จิงกำเงินไปที่จนเจ้าเมือง โชคดีที่ค่าที่ถูกมากเพราะเจ้าเมืองต้องการให้ชาวบ้านมาออกร้านเยอะ ๆ เพื่อที่จะได้ดูคึกคักเผื่อว่าผลงานของเขาจะเข้าตารัชทายาทแล้วได้เลื่อนตำแหน่งเสียที โดยไม่คิดเลยว่าที่เศรษฐกิจของเมืองนี้ดีเป็นเพราะเหล่าพ่อค้าวาณิชหลวงที่ขยันขันแข็ง เมื่อได้ทำเลแล้วอู๋จิงก็ชวนอาจื่อไปตัดไผ่ที่นอกเมืองตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะมาต่อโต๊ะสำหรับขายของ สองนายบ่าวขับเกวียนเทียมลาอ้วนสองตัวออกประตูเมือง คราวนี้พวกเขาออกไปไกลกว่าเดิมเล็กน้อยหลัากสอบถามชาวบ้านมาว่าป่าไผ่ที่อยู่ไกลออกไปนั้นลำต้นใหญ่กว่าป่าที่อยู่ใกล้เมือง 

"เหมือนขบวนลูกสัตว์ยิ่งนัก" องค์รัชทายาทเฉียนเว่ยหมิงตามแม่ทัพหวังต้าลู่ออกาดูการเปลี่ยนเวรยามที่กำแพงเมืองยืนมองการทำงานของทหารยามรักษาเมืองอยู่ด้านบนหลัจากเห็นแต่ทหารดิบเถื่อน ยามนี้เห็นเกวียนเทียมลาอ้วนถูกบังคับโดยคนตัวเล็กสองคนย่อมรู้สึกสบายตา 

แม่ทัพหวังต้าลู่มองตามสายตาขององค์รัชทายาทและสีหน้าดุดันก็ผ่อนคลายลง 

"นั่นเป็นชาวบ้านที่ออกไปเก็บฟืนหรือหาของป่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ป่ารอบเมืองไม่มีสัตว์จึงมีชาวบ้านที่มีรายได้ออกไปเป็นประจำ" แม่ทัพหวังอธิบาย เขาเป็นชายวัยใกล้สามสิบใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครรกครึ้ม ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพตั้งแต่อายุ 15 พออายุ 20 ก็ได้เป็นรองแม่ทัพจนแม่ทัพใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคปัจจุบัน ฮ่องเต้เฉียนเฟยหลงจึงทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่แล้วย้ายมาป็นแม่ทัพประจำทิศประจิมเขาอยู่ที่นี่มา 8 ปีแล้ว 

"เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูกันบ้างเถอะ" รัชทายาทยิ้มละไม มีเพียงเว่ยฉีองครักษ์คนสนิทและคนใกล้ชิดเท่านั้นจึงจะรู้ว่ามีสุนัขจิ้งจอกซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางสุภาพนั้น 

อู๋จิงบังคับเกวียนไปตามทางหลวง เมื่อเห็นทางแยกที่ถามชาวบ้านมาก็เลี้ยวเข้าไป วันนี้เขาออกมาไกลกว่าที่เคยเพราะคนในตลาดบอกว่าหากต้องการไม้ไผ่ที่โตหน่อยจะต้องออกไปไกลกว่าเดิมเพราะชาวบ้านไปไม่ค่อยถึงย่านนั้น 

สองนายบ่าวช่วยกันปลดลาออกไปผูกใต้ต้นไม้ให้มันกินหญ้าอยู่แถวนั้น ก่อนจะเอาผ้าพันมือถือมีดพร้าเดินลึกเข้าไปอีก ทั้งคู่ช่วยกันตัดไม้ไผ่จนได้เพียงพอแก่ความต้องการแล้วก็ลำเลียงไปขึ้นเกวียน 

"คุณชาย เราเก็บฟืนกับหน่อไม้กลับไปด้วยดีไหมขอรับ" อาจื่อถามตาเป็นประกาย 

"เอาสิ ข้ากำลังจะบอกเจ้าอยู่พอดี" อู๋จิงยิ้มถึงแม้ครั้งก่อนจะเก็บไปมากแล้วแต่มีมากไว้ย่อมดีกว่ามีน้อย ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปอีกเก็บหน่อไม้และผักป่ามาได้กงโต พอเดินออกมาก็เจอคนแปลกหน้ายืนอยู่ข้างเกวียน 

"ท่านเป็นใคร" อู๋จิงถามด้วยความระแวงแต่พอชายผู้นั้นหันหน้ากลับมาเขาก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ นี่มันรัชทายาทไม่ใช่หรืออย่างไร! 

"โอ้ ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักข้านะ" เฉียนเว่ยหมิงยิ้มละไม พอเดินทางมาถึงแถบนี้เขาเห็นลาอ้วนสองตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ก็จำได้จึงคิดจะถามสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านเสียหน่อย มิคิดว่าจะเจอบางอย่างน่าสนใจเข้า 

"ท่านเป็นโจรใช่หรือไม่ พวกเราจนมากไม่มีอะไรให้ปล้นหรอกนะ" อู๋จิงตอบด้วยไหวพริบพลางดึงแขนอาจื่อถอยหนี 

"บังอาจ" เว่ยฉีชักดาบแต่เมื่อเหลือบไปมองแม่ทัพหวังต้าลู่ก็เก็บดาบเข้าฝัก 

"พวกเราไม่ใช่โจรและก็ไม่อยากได้อะไรของเจ้าด้วย" แม่ทัพหวังต้าลู่ตอบเสียงเรียบส่งผลให้ใบหน้าดุดันน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เด็กขวัญอ่อนอย่างอาจื่อกลัวจนเบียดตัวเข้าหาคุณชายของตน 

"ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขออภัยด้วย ได้โปรดหลีกทางพวกเราจะกลับแล้ว" อู๋จิงไม่อยากอยู่ใกล้รัชทายาทนานไปกว่านี้ บิดาของเขาเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยผู้ไม่เคยเข้าท้องพระโรง เขาจึงเป็นคนที่แทบไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงรู้จักเพียงแต่เคยเห็นรัชทายาทเฉียนเว่ยหมิงยามเสด็จในเมืองมาหลายครั้ง  

"จะรีบไปไหนเล่า ข้ามีนามว่าเฉียนเว่ยหมิง เจ้ามีนามว่าอย่างไร" อยู่ๆ คนก็ถามออกมา 

"ข้ามีนามว่าอู๋จิง นี่อาจื่อบ่าวของข้า" อู๋จิงจำใจแนะนำตัวเอง 

"เจ้าไม่ใช่คนเมืองนี้" แม่ทัพหวังต้าลู่จ้องอย่างจับผิด 

"ข้าเพิ่งย้ายมาอยู่ไม่นาน" อู๋จิงกัดฟันตอบ  

"ย้ายมาจากไหนหรือ" เฉียนเว่ยหมิงถามนัยน์ตาพราวอย่างนึกสนุก เห็นได้ชัดว่าเจ้าลูกกระต่ายนี่มีเรื่องปิดบังอยู่ 

"บ้านข้าอยู่ที่เมืองน่ายงถูกน้ำท่วม บิดาเหลือเงินก้อนหนึ่งจึงนำมาลงทุนค้าขายแต่ขาดทุนและเสียชีวิตลงเหลือเราแม่ลูกคิดมาตายเอาดาบหน้า" 

"เจ้ามาตายไกลมากเลยนะ ทำไมถึงเลือกที่นี่" เฉียนเว่ยหมิงถามอย่างจับผิด 

"บ่าวของข้ามีคนรู้จักอยู่ที่เมืองนี้ ตอนนี้มารดาข้ารับปักผ้าส่วนข้าก็รับจ้างคัดลอกตำรา พอใจหรือยัง" อู๋จิงเริ่มหงุดหงิดเขาชังวิธีการกวนโทสะเยี่งนี้นัก ถึจะยอมรับว่ามันได้ผลก็เถอะ 

"น้องชายอย่าเพิ่งอารมณืเสีย พวกเราเพียงอยากรู้เท่านั้น" เว่ยฉีไกล่เกลี่ย 

"จะอยากรู้ไปทำไม ท่านเป็นเจ้าหน้าที่กรเมืองหรืออย่างไรและข้าออกมาตัดไผ่ขุดหน่อไม้มิได้ทำสิ่งใด้ผิด หลีกทางด้วย" อู๋จิงโยนหน่อไม้ที่เก็บมาขึ้นเกวียน อาจื่อเห็นนายทำก็รีบขนที่เหลือตามแล้วช่วยกันเทียมลาเข้ากับเกวียน เจ้าลาอ้วนขัดขืนเล็น้อยเพราะกำลังเพลินกับหญ้าสดแต่สุดท้ายอู๋จิงก็ผูกมันจนได้แล้วกระตุ้นเกวียนออกไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง 

"ลูกกระต่ายโกรธเสียแล้ว" เฉียนเว่ยหมิงมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

"พวกเขามีเรื่องปิดบังอยู่" เว่ยฉีพูด 

"ข้าจะให้คนของข้าไปสืบ" แม่ทัพหวังต้าลู่เสนอ 

"ท่าทางอ่อนแอแบบนี้อย่างมากคงหลบหนีอะไรบางอย่างมา ข้าใส่ใจทุกข์ราษฎรท่านอย่าลืมเขียนลงไปตอนเขียนรายงานส่งเสด็จพ่อด้วยล่ะ" เฉียนเว่ยหมิงหัวเราะน้อย ๆ ท่าทางดูสุภาพสูงส่งแต่เว่ยฉีเห็นเป็นปีศาจเสียมากกว่า คนลอบไว้อาลัยให้ลูกกระต่ายทั้งสองตัว 

อู๋จิงได้ไม้ไผ่กลับมาก็พยายามต่อโต๊ะเพื่อไปขายของ แต่ไม่มีใครทำเป็นสักคน ระดมแรงของคนสี่คนมาช่วยกันผ่านไปครึ่งค่อนวันจึงจะเสร็จ ทั้งสี่คนยืนดูอย่างภูมิใจถึงขาโต๊ะออกจะ... โย้เย้ไปสักหน่อย 

ทั้งบ้านช่วยกันเตรียมของอย่างสนุกสนานจนในที่สุดก็ถึงวันงานฤดูหนาวโดยจะเริ่มงานตั้งแต่ยามอู่ (11.00-12.59 น.) ไปจนถึงยามห้าย (21.00-22.59 น.) อู๋จิงกับอาจื่อช่วยกันขนของขึ้นเกวียนออกมาตั้งร้านตั้งแต่ก่อนยามอู่ อาหยวนนั้นต้องไปทำงานจึงไม่ได้มาด้วย

เมื่อถึงเวลาผู้ว่าจู้คงกล่าวเปิดงานพราะรัชทายาทปฏิเสธที่จะมาร่วมงาน มโหรีบรรเลงเริ่มบรรเลงตามด้วยนางรำออกมาร่ายรำสร้างความสดใส ชาวเมืองที่มาร่วมงานต่างพอใจเป็นอันมากอีกทั้งแม่ทัพหวังต้าลู่ปล่อยให้ทหารสลับกันออกมาพักผ่อนหย่อนใจทำให้บรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

ร้านขายหลูโร่วฟ่านของบ้านตระกูลอู๋นั้นขายดีมากเพราะอู๋เชียขายราคาถูก ข้าวราดหมูพะโล้ราคาเพียง 25 อีแปะ หากต้องการไข่พะโล้ก็เพิ่มเงินอีกเพียง 5 อีแปะ ผ่านไปยังไม่ถึงสองชั่วยามของก็ใกล้หมด

"เสี่ยวจิง แม่คิดจะกลับบ้านไปหุงข้าวเพิ่ม นี่เพิ่งบ่ายเองเรายังมีเวลาขายอีกมาก" อู๋เชียพูด

"ท่านแม่จะเหนื่อยเกินไปหรือไม่" อู๋จิงถามด้วยควาเป็นห่วง

"แค่หุงข้าวไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอกลูก มีโอกาสหาเงินได้เพิ่มจะอุ่นใจกว่า"

"ข้าจะไปช่วยฮูหยินเองขอรับคุณชายไม่ต้องเป็นห่วง" อาจื่อพูด อู๋จิงจำต้องตามใจมารดายืนขายของคนเดียว มือเรียวสวยเช่นบัณฑิตตักข้าวใส่กระทงราดด้วยหมูพะโล้แจกยิ้มหวานๆ ให้คนซื้อแค่นี้ก็มีลูกค้าเข้ามาซื้อตลอด

"น้องชาย ยามไม่มีงานเจ้าขายอยู่ที่ใดยามที่ข้าได้พักจะได้ไปกิน" ลูกค้าร่างใหญ่คนหนึ่งถาม

"ข้ามิได้เปิดร้านหรอกขอรับ เป็นมารดาต้องการหารายได้เพิ่มยามเทศกาลเท่านั้น" อู๋จิงตอบอย่างสุภาพ

"น่าเสียดายจริง ข้าวของเจ้าทั้งอร่อยและถูกเหมาะกับผู้ใช้แรงงานเช่นพวกเรายิ่ง" ทั้งหมดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน อู๋จิงตักข้าวใส่กระทงส่งให้แล้วรับเหรียญอีแปะมาใส่ไว้ในถุงผ้าข้างเอว

"พวกเจ้ามุงอะไรกัน?" เสียงองอาจที่เหล่าทหารคุ้นเคยดังขึ้น

ความคิดเห็น