ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 5

คำค้น : อู๋จิง,วาย,วายจีน,จีนโบราณ,จำปีหอม,อู๋จิง,พี่ซิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 810

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2563 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
5
แบบอักษร

อู๋จิงคัดลอกนิยายได้ครึ่งเล่มหมึกก็หมอ เขานึกตำหนิตัวเองที่ลืมซื้อหมึกกลับมาเสียได้ เขาเก็บของแล้วหยิบถุงเงินเดินไปหามารดา 

"ท่านแม่ข้าจะออกไปซื้อหมึกเพิ่ม ท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่"  

"เช่นนั้นซื้อหมูมาสักหน่อยแล้วกันลูก แม่จะได้ต้มน้ำแกงเย็นนี้" อู๋เชียบอก เธอต้องการบำรุงอู๋จิงและอาจื่อให้มีเนื้อมีหนังมากกว่านี้ 

ชายหนุ่มหยิบตะกร้าสานคล้องแขนมุ่งไปตลาด เขาตั้งใจจะไปซื้อหมึกก่อนจึงบ่ายหน้าไปยังถนนกวงจื่อ ขาเรียวก้าวอย่างแน่วแน่แม้จะแต่งกายด้วยผ้สฝ้ายเนื้อหยาบแต่บุคลิกที่แสดงออกมานั้นไม่ต่างจากคุณชายตระกูลใหญ่ทำให้สะดุดผู้คนเป็นจำนวนมาก  

"พี่ซินดูสิเจ้าคะ เจ้าคนที่คิดกรรโชกทรัพย์น้อง ยังมีหน้ามาเดินตลาดอยู่อีกน้องจะให้คนของท่านพ่อจับไปเสียให้หมด" จู้ซวี่ตานที่นั่งในห้องส่วนตัวบนชั้นสามของเหลาสุรามองลงเห็นอู๋จิงก็จำได้ 

"อย่าได้ไปสนใจคนเช่นนั้นเลย เจ้าชอบปลาเปรี้ยวหวานของที่นี่ไม่ใช่หรือ" เยี่ยซินจื่อคีบอาหารให้คนรักอย่างเอาใจ จู้ซวี่ตานฉีกยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม เขาเป็นผู้ชายในฝันของสตรีในเมืองตุนฮวงทุกคนการที่ได้ความใส่ใจจากเขาเป็นพิเศษกว่าผู้ใดทำให้เธอภูมิใจมาก

"พี่ซินก็กินนี่สิเจ้าคะ" จู้ซวี่ตานคีบอาหารให้ชายหนุ่มโดยที่ไม่รู้เลย่าแท้จริงเขาไม่ได้ชอบขาหมูตุ๋นอันแสนเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เยี่ยซินจื่อกินมันลงไปเพราะไม่อยากปฏิเสธคนรัก

"อีกสองวันข้าต้องเดินทางไปนอกด่านแล้วคงไม่ได้เจอเจ้าอีกหลายเดือน เจ้าคิดว่าอย่างไรหากเมื่อข้ากลับมาจะส่งแม่สื่อไปหาบิดาของเจ้า" เยี่ยซินจื่อถาม

"พี่ซิน ข้าเพิ่งอายุ 16 ีเท่านั้นยังเยาว์วัยนัก เกรงว่าบิดาจะ..." จู้ซวี่ตานแสร้งทำท่าเอียงอาย

"ขอเพียงเจ้ายินดี เรื่องบิดาเจ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า" เยี่ยซินจื่อเอื้อมมือไปกุมมือหญิงสาว มองดูใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยสีชมพูระเรื่ออย่างพอใจ ทั้งคู่สนทนาด้วยคำหวานจนได้แก่เวลาเยี่ยซินจื่อก็ขึ้นรถม้าไปส่งจู้ซวี่ตานที่จวนเจ้าเมือง เมื่อเขากลับบ้านก็เจอมารดานั่งจิบชารอด้วยใบหน้าเฉยชา

"ท่านแม่รอข้าหรือ"

"แม่ไม่มีธุระสำคัญอันใดดอก เพียงอยากเห็นหน้าเจ้าก็เท่านั้น" เยี่ยหงวางถ้วยชามองบุตรชายด้วยสายตาของผู้เห็นโลกมามาก

"ท่านแม่ เมื่อข้ากลับมาอยากให้ท่านว่งแม่สื่อไปทาบทามจู้ซวี่ตาน" เยี่ยซินจื่อทรุดตัวลงนั่งข้างมารดารับชาจากบ่าวมาวางโดยไม่จิบ

"หากเจ้ากลับมาแล้วยังยืนยันคำเดิมแม่ก็จะจัดการให้" เยี่ยหงไม่ค่อยชอบจู้ซวี่ตานนักแต่นางก็ไม่คิดจะขัดขวางเพราะรู้นิสัยบุตรชายดี หากเขาตั้งมั่นอยู่ที่สิ่งใดแล้วเขาไม่มีทางที่จะฟังนาง

"ขอบคุณท่านแม่" เยี่ยซินจื่อยิ้มออก เขาเข้าใจความรู้สึกของมารดาแต่จู้ซวี่ตานน่ารักอ่อนหวานถูกใจเขานัก ยามที่นางพูดเจื้อยแจ้วราวกับนกตัวน้อยทำให้เขาเพลิดเพลินต่างจากสตรีอื่น เยี่ยหงก็ยิ้มเช่นกันแต่ในอีกความหมายหนึ่งนางดูออกว่าจู้ซวี่ตานเป็นคนทะเยอทะยานตอนนี้เอาจจะดูเหมือนว่านางรักใคร่ชอบพอเยี่ยซินจื่อ แต่หากมีบุรุษที่ดีกว่าโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่นางก็พร้อมที่จะโผจากไปทันที ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความโง่เขลาของบุตรชายของนางก็แล้วกัน

เยี่ยซินจื่อไม่ทราบความในใจของมารดา เพียงแต่หวังว่าหลังจากเขาแต่งานแล้วมารดาได้เห็นความสดใสร่าเริงของจู้ซวี่ตานคงจะนึกเอ็นดูนางขึ้นมา มารดาและบุตรคิดกันไปคนละทาง

หลังจากนั้นสองวันเยี่ยซินจื่อจัดขบวนรถม้าออกไปนอกด่านถึง 60 คัน การเดินทางครั้งนี้มีกำหนดระหว่างหกถึงแปดเดือน นอกด่านมิใใช่มีแต่ชนเผ่าเร่ร่อนหากแต่ต้องรอนแรมผ่านทะเลทรายไปจึงจะเจอถึงเปอร์เซียสิ่งมีชื่อเสียงในการทำเครื่องเงิน พรมและผ้าทอ เครื่องประดับต่างๆ เขาขนสิ่งของไปขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากลับมารวมถึงจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่างๆ ให้ชนเผ่าในทะเลทราย นอกจากคนงานของเขาแล้วเยี่ยซินหลงยังจ้างผู้คุ้มกันอีก 20 คน จากสำนักคุ้มภัยเหยี่ยวทะเลทราย หวังเว่ยก็เป็นคนหนึ่งที่รับงานนี้ เขาแวะไปบอกอู๋จิงที่บ้านตั้งแต่หลายวันก่อนวันนี้ชายหนุ่มจึงมาส่งเขาเดินทางพร้อมกับครอบครัวของผู้คุ้มกันแะคนงานคนอื่นๆ

"พี่เว่ยดูแลตัวเองด้วย" อู๋จิ่งกล่าว เขารู้สึกใจหายเล็กน้อยเพราะตั้งแต่มาถึงเมือตุนฮวงหวงั้ว่ยก็ดีกับเขามาโดยตลอดจนเขานับถืออีกคนเป็นพี่ชายไปแล้ว

"เจ้าเองก็เช่นกัน เป็นเด็กดีแล้วข้าจะซื้อขนมมาฝาก" หวังเว่ยพูดปนหัวเราะ

"ข้าโตแล้วนะ" อู๋จิงค้อบขวับ ทำไมชอบทำเหมือนเขาเป็นเด็กอยู่เรื่อย!

"คนโตแล้วเขาไม่ทำแก้มพองแบบนี้หรอก" หวังเว่ยจิ้มแก้มของน้องชายต่างสายเลือด เยี่ยซินจื่อกวาดตามองผู้คนที่กำลังร่ำลากันอยู่ก็สะดุดตากับรอยยิ้มสดใสของคนที่มาส่ง เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเป็นคนที่เขาเคยให้เงินไปห้าตำลึง สายตาเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ผู้คุ้มกันที่เขาจ้างมานั้นถูกตรวจสอบภูมิหลังแล้วว่าไม่มีปัญหา ไม่คิดว่าจะมีมุสิกที่ชอบหลอกลวงผู้คนอยู่ด้วยเห็นทีเขาจะต้องเพิ่มความระวังให้มากขึ้น หากคิดจะเล่นเล่ห์กับเขาจะทำให้มันรู้สึกว่าอยู่ไม่สู้ตาย

อาเปียวตรวจสอบความเรียบร้อยของรถม้าทั้ง 60 คันแล้วจึงมาแจ้งเยี่ยซินจื่อ ชายหนุ่มเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วจึงให้สัญญาณออกเดินทาง เสียงประทัดถูกจุดขึ้นเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้การเดินทางราบรื่น พอควันประทัดจางหายม้าของเยี่ยซินจื่อก็สะบัดหางนำขบวนไปแล้ว

อู๋จิงตื่นเต้นเล็กน้อยปนกับความรู้สึกใจหาย เขาอยู่ที่เมืองตุนฮวงมาสักระยะหนึ่งได้เห็นขบวนของพ่อต้าเดินทางเข้าๆ ออกๆ จากเมืองไม่เว้นแต่ละวันแต่ขบวนใหญ่ขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก นอกจากเหล่าผู้คุ้มกันแล้วบ่าวแต่ละคนก็เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มีฝีมือ เห็นแบบนี้แล้วก็อยากจะเดินทางไปนอกด่านสักครั้งคงจะตื่นเต้นน่าดู คนเริ่มแยกย้ายกันกลับไปทำธุระของตน

อู๋จิงเดินเหงาๆ กลับบ้าน เห็นมารดานั่งปักผ้าอยู่ก็ตรงเข้าไปกอด

"เหงาหรือลูก" อู๋เชียวางงานในมือลงลูบศีรษะบุตรชายอย่างสงสาร ตั้งแต่สามีของนางเกิดเรื่องขึ้นเพื่อนฝูงก็หลบลี้หนี่ห่าง ส่วนคนที่ดีมีน้ำใจพวกนางก็ไม่กล้าติดต่อเพราะเกรงว่าจะทำให้พวกเขาเดือดร้อน หวังเว่ยอายุไม่ห่างจากอู๋จิงมากนักการที่เขาแวะมาคุยเล่นที่บ้านก็พอให้บุตรของนางมีเพื่อนวัยเดียวกันบ้าง

"นิดหน่อยขอรับท่านแม่ ข้าไปดูลาก่อนนะ"อู๋จิงคิดหางานทำไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน เขาปล่อยลาออกมาเดินในลานซักล้างด้านหลัง พวกเขาไม่ได้ออกไปไหนจึงไม่ได้ใช้งานมันเลยแต่เขาก็ดูแลมันอย่างดีจนตอนนี้ลาทั้งสองอ้วนพีขนเงาสวย เขาเติมน้ำและฟางปนกับผักที่เด็ดมาจากสวนให้มันแล้วก็ไปล้างมือ คืดจะคัดลอกนิยายประโลมโลกที่เหลืออีกไม่กี่หน้าให้เสร็จ ใกล้ถึงหน้าหนาวแล้วเขาต้องการที่จะซื้อเสื้อผ้ากันหนาวและตุนเสบียงเพิ่ม คิดถึงค่าใช้จ่ายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ อู๋จิงใช้มือที่เริ่มหยาบจากการทำงานหนักฝนหมึก

ชายหนุ่มคัดลอกหนังสือจนจบเล่มรวมกับที่ทำไว้ก่อนแล้วเป็นสามเล่มก็คิดจะนำไปส่งให้เถ้าแก่ เขาเอาผ้าห่อหนังสือแล้วผูกไว้ที่อกเขาคิดจะซื้อข้าวสารด้วยเงินค่าจ้างของวันนี้ ซื้อของเสร็จจะได้แวะรับอาจื่อกลับบ้านพร้อมกัน อู๋จิงเดินเรื่อย ๆ ไปยังร้านหนังสือ ระหว่างทางเห็นคนมุงกันที่หน้าป้ายประกาศของทางการเขาใจเต้นรัวรีบแทรกตัวเข้าไปดูเพราะกลัวว่าจะเป็นหมายจับพวกตน จนถูกชาวบ้านที่มุงอยู่ตำหนิด้วยสายตาแต่เขาก็ไม่สนใจ

"มนุษย์เราล้วนเท่าเทียมไม่ว่าบุรุษหรือสตรีล้วยเป็นกำลังสำคัญของแว่นแคว้น ความรักและมิตรภาพเป็นกำลังใจและเกื้อหนุนให้ผู้คนมีกำลังใจ ขอประกาศให้บุรุษแต่งให้บุรุษหรือสตรีแต่งให้สตรีถูกกฎหมายมีสิทธิ์และสักศรีเช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ ฮ่องเต้เสวียนจง" อู๋จิงอ่านจบแล้วก็ถอนหายใจยาว ที่เมืองหลวงเหล่าผู้ดีมีเงินนิยมรับอนุชายด้วยความเต็มใจของภรรยาหลวง อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่สามารถตั้งครรภ์กำเนิดบุตรมาแก่งแย่งกับบุตรชายบุตรสาวของพวกนาง เรื่องแบบนี้อู๋จิงเห็นจนชิน การที่ฮ่องเต้ออกประกาศเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันเหล่าอนุชายจะได้ไม่ถูกกดขี่อีกต่อไป เขาแหวกฝูงชนออกมาอีกครั้งมุ่งไปยังร้านตำรา เขาส่งมอบหนังสือให้เถ้าแก่รับเงินค่าจ้างเล่มละหนึ่งตำลึงมาแล้วเดินออกจากร้านด้วยอารมณ์ที่แช่มชื่น ไม่ได้สนใจว่ามีสตรีสาวมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม

จู้ซวี่ตานยืนมองจากฝั่งตรงข้าม นางรู้สึกไม่ถูกชะตากับชายหนุ่มยากจนคนนี้เป็นพิเศษอย่างไม่มีเหตุผล ถ้าบิดาของนางได้ย้ายเข้าเมืองหลวงเมื่อไหร่ล่ะก็ นางก็จะได้ไปให้พ้นเมืองที่เต็มไปด้วยทรายแห่งนี้เสียที

"คุณหนูจะไปไหนต่อเจ้าคะ" สาวใช้คนสนิทเห็นนายสาวยืนนิ่งจึงถามออกมา

"หมดอารมณ์แล้ว กลับบ้านกันเถอะ" สาวใช้ชินกับนิสัยแบบนี้แล้วจึงเดินตามจู้ซวี่ตานกลับจวนเจ้าเมืองอย่างสงบเสงี่ยม

เมื่อจู้ซวี่ตานกลับมาถึงจวนก็เห็นบิดากำลังยืนกำกับให้บ่าวไพร่จัดเรือนเป็นการใหญ่

"เกิดอะไรขึ้นหรือท่านพ่อ ทำไมถึงวุ่นวายแบบนี้"

"ตานเอ๋อร์ พ่อได้รับแจ้งจากเมืองหลวงว่าองค์รัชทายาทจะมาฝึกทหารกับแม่ทัพประจิม พ่อจึงต้องรีบจัดบ้านเพื่อรัชทายาทจะแวะมาที่บ้านเราอย่างไรเล่า" จู้คงยิ้มกว้างเห็นโอกาสในการประจบประแจงคนใหญ่คนโต ถึงเมืองนี้จะใหญ่โตคึกคักแต่ผู้ใดเล่าไม่หวังกลับไปเจริญก้าวหน้าในเมืองหลวง

"รัชทายาทหรือ" จู้ซวี่ตานนัยน์ตาเป็นประกาย นี่ไงเล่าบุรุษที่ดีกว่าเยี่ยซินจื่อ

 

ถึงกับต้องมีโพย ใครลืมเนื้อหาแนะนำให้ย้อยอ่านตั้งแต่ตอนแรกค่ะ จำปีหอมก็ลืม แหะๆ ปีนึงนี่ผ่านไปเร็วจังเลยนะคะ เหม่อมอง...

ความคิดเห็น