ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 25

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 25

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 309

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2563 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 25
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 25 

  

การที่ตื่นมาแล้วได้เห็นดวงหน้าของคนที่ตัวเองรักเป็นสิ่งแรกมันคือความสุขที่ไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไร และยิ่งเจ้าของดวงหน้าที่เห็นอยู่ทุกเช้านั้นอยู่ในสถานะที่เปลี่ยนไปก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกในใจเอ่อล้นมากกว่าเดิม 

...เขาทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว! 

ถึงงานที่จัดขึ้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมีสักขีพยานมากมายเหมือนคนอื่นเขา แต่เขาทั้งคู่ก็ได้กราบไหว้ฟ้าดินและให้คำมั่นต่อกันว่าจะเคียงคู่ไปจนกว่าเส้นผมเปลี่ยนสี 

ทั้งฟ้าดินและเหล่าบรรพชนต่างรับรู้แล้วว่าเขาทั้งคู่เป็นของกันและกัน เปลี่ยนสถานะจากคู่รักมาเป็นคู่ชีวิต พอคิดถึงตรงนี้ก็ทำเอารู้สึกว่าหัวใจมันเอ่อล้นไปด้วยความสุข ยิ่งมองแหวนหยกที่อีกคนมอบให้ปรากฏอยู่บนนิ้วมือของตน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว 

“อ่า...มีความสุขจังเลย” หานตงพึมพำกับตัวเองพร้อมยกมือขึ้นตบสองแก้มสองข้าง ยืนยันว่าเขาไม่ได้อยู่ในความฝันก่อนจะต้องยิ้มกว้างเมื่อความเจ็บแล่นขึ้นมาตามแรงมือ 

เขาไม่ได้ฝันทุกสิ่งเมื่อคืนคือเรื่องจริง และคนที่นอนอยู่ด้านข้างนั้นก็คือตัวจริง 

“ฮิ ฮิ ฮิ” ยิ่งมั่นใจก็ยิ่งมีความสุขจนเผลอหัวเราะก่อนจะยกมือปิดหน้าตัวเองแล้วกลิ้งไปมาระบายความสุขที่มันมากมายจนเขาไม่รู้จะทำยังไงกับมัน 

“ทำหน้าประหลาดเสียงจริง” น้ำเสียงงัวเงียที่ดังขึ้นทำเอาคนที่กำลังเมาความสุขหยุดชะงัก 

“ข้าทำท่านตื่นหรือ” หานตงหลุดออกจากความคิดของตัวเองลนลานถามออกไป 

เมื่อคืนเขาเคี่ยวกรำร่างกายคนรักหนักไปหน่อย พอมาเห็นสภาพอีกคนตอนที่ตนทำความสะอาดก็ทำให้รู้สึกผิดยิ่งนัก 

“อืม เจ้าทั้งส่งเสียงประหลาดและขยับไปมา จนทำให้ข้าตื่น” คนพูดยกมือขึ้นประสาน รองใต้ดวงหน้าที่หันมาหาเขาก่อนจะส่งยิ้มให้ และการขยับร่างกายของอีกคนก็ส่งผลให้ช่วงไหล่ยาวไปถึงแผ่นหลังช่วงบนที่เคยมีผ้าห่มปรกคลุมอยู่ก่อนหน้าโผล่ออกมาประจักษ์ต่อสายตาชายหนุ่ม 

แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามากระทบยังผิวขาวเนียนที่ถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยสีกุหลาบและรอยกัดที่ถูกทิ้งไว้ตามใจ เล่นเอาผู้ร้ายที่ทำให้ร่างกายนี้บอบช้ำต้องกลืนน้ำลายลงคอแล้วเสมองไปทางอื่น เพื่อหักห้ามใจไม่ให้ตนกระทำชำเราร่างกายนั้นอีก 

“ข้าขอโทษ...” สองดวงตาหลุบต่ำด้วยความรู้สึกผิด เขาช่างเป็นคนรักที่ใช้ไม่ได้จริงๆ 

“หากเจ้ารู้สึกผิดก็จงไถ่โทษด้วยการเป็นหมอนข้างให้กับข้า” พูดจบประโยคร่างของหานตงก็กลายไปเป็นหมอนข้างของอีกคนในทันที 

“แต่ข้าต้องไป...” ชายหนุ่มก้มมองดวงหน้าที่ซุกเข้าหาแผ่นอกของตนก่อนจะขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อให้อีกคนกอดก่ายตนได้ถนัดขึ้น 

“ยังไม่ทันรุ่งสางเลย เจ้าจะไปที่ใด” คนที่ยังคงง่วงงุนพึมพำกับแผ่นอกของเขา 

“มีหลายสิ่งที่ข้าต้องจัดเตรียม” หานตงพึมพำกับคนรักพร้อมกดจูบลงบนหน้าผากของอีกคนอย่างรักใคร่ 

ด้วยรับหน้าที่เป็นราชขันทีประจำกายขององค์ฮ่องเต้มาหลายเดือน เขารู้ดีว่ามีสิ่งใดบ้างต้องจัดเตรียมในยามเช้าเมื่ออีกคนตื่น ยิ่งที่นี่ไม่มีเหล่านางกำนัลคอยรับใช้ เขาก็ต้องเป็นคนทำหน้าที่นั้นเอง 

“สิ่งที่เจ้าต้องทำคือมอบความอบอุ่นให้กับข้า นอกจากนั้นมิต้องสนใจ” คนในอ้อมกอดตอบออกมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมากดจูบที่ปลายคางของชายหนุ่ม 

“แต่ที่นี่ไม่มีใคร หากท่านตื่นขึ้นมาไม่มีสิ่งใด...” ยังไม่ทันพูดจบประโยคริมฝีปากของเขาก็ถูกปิดด้วยการกดจูบเบาๆ 

“มีคนทำหน้าที่เหล่านั้นแล้ว” รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งมาให้ก่อนที่ใครอีกคนจะกลับไปซุกอกเขาอีกครั้ง 

หานตงพยักหน้าอย่างเข้าใจ คนตรงหน้าคงสั่งให้ข้ารับใช้กลับมาทำหน้าที่ก่อนรุ่งสางสินะ 

“เช่นนั้น...ท่านก็ลุกขึ้นเถิด กลับวังในยามนี้อาจยังทัน...” ทันทีที่พูดจบสองมือที่กอดเขาอยู่นั้นก็ปล่อยออกในทันที 

“ไยเจ้าถึงชอบผลักไสข้านัก” พูดจบใครอีกคนก็พลิกกายหันหลังให้หานตงในทันที 

“ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านถูกตำหนิ จางเกออย่าได้ขุ่นเคือง” คนถูกโกรธรีบตามเข้าไปกอดอีกคนจากด้านหลังเอาไว้ 

ถึงจะงดการประชุมเช้าตลอดงานฉลองการอภิเษกสมรส แต่รุ่งเช้าหลังจากคืนแต่งงานตามธรรมเนียมคือพิธียกน้ำชาต่อญาติผู้ใหญ่ 

เมื่อคืนองค์ฮ่องเต้ทอดทิ้งฮองเฮาที่พึ่งถูกแต่งตั้ง แถมยังไม่ยอมเข้าห้องหอ หากเช้านี้ยังไม่ไปถวายพระพรหวังไทฮองไทเฮา และผู้ใหญ่ในวังคนอื่นพร้อมฮองเฮาตามธรรมเนียมอีก เขาเกรงว่าอีกคนจะถูกตำหนิเอาได้ 

คนในอ้อมกอดยังคงเงียบงันไม่ยอมเอ่ยสิ่งใด ทำเอาเจ้าของอ้อมกอดยิ่งร้อนรน 

“จางเกอ~ อย่าโกรธเสี่ยวตงเลยนะ ดีกันนะ น่า~” 

เมื่อเสียงออดอ้อนดังขึ้นพร้อมนิ้วก้อยที่ยื่นมาตรงหน้า คนที่เคยโกรธเคืองก่อนหน้าก็ต้องหลุดขำออกมาจนได้ ถูกเสี่ยวตงใช้ลูกอ้อนแบบนี้มีหรือที่เขาจะทนใจแข็งต่อไปได้ 

“เจ้านี่ช่าง...” หันกลับไปจะว่ากล่าวยังไม่ทันจบก็ถูกริมฝีปากของอีกคนประทับเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม 

“น่ารักมากใช่ไหม” เจ้าลูกหมาตัวโตทำตาแบ๋วพร้อมเอียงคออย่างออดอ้อน 

“น่าชังสิไม่ว่า” คนถูกหยอกเย้ายกมือขึ้นดีดหน้าผากอีกคนก่อนจะซุกเข้าหาแผ่นอกอันแสนอบอุ่น 

“อย่าชิงชังข้าเลย ข้าเป็นห่วงท่านจริงๆ นะ ครั้งก่อน ท่านก็ถูกตำหนิจนต้องไปคุกเข่าที่หน้าตำหนักของหวังไทฮองไทเฮามิใช่หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นอีกข้าคงปวดใจน่าดู” หานตงกระชับคนในอ้อมกอดเข้าหาตนก่อนจะจูบซับเบาๆ ไปตามกลุ่มผม 

“เจ้ามิต้องห่วงไป ครั้งนี้จะไม่มีเรื่องอันใดให้หวังไทฮองไทเฮาตำหนิข้าได้” คนถูกกอดยังคงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน 

“หมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ” หัวคิ้วของหานตงแทบจะผูกกันเป็นปม ด้วยความสงสัย อย่างไรซะถ้าหากฮองเฮาเอาเรื่องคืนแต่งงานไปบอกหวังไทฮองไทเฮา จางเกอของเขาต้องถูกตำหนิแน่ๆ 

“เจ้าคิดว่าฮองเฮาที่พึ่งถูกแต่งตั้งจะไปป่าวประกาศให้ใครต่อใครรู้หรือ ว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของพระสวามี” คนพูดเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่มก่อนจะยกปลายนิ้วขึ้นมานวดบริเวณหัวคิ้วของหานตงให้มันคลายออกจากกัน 

“ถึงนางจะนำเรื่องไปฟ้องหวังไทฮองไทเฮา แต่คนฉลาดอย่างหวังไทฮองไทเฮาก็ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้แพร่งพรายจนเป็นที่ครหา” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงทำหน้าสงสัย จางเหว่ยจึงต้องขยายความเพิ่มอีกนิด 

“เจ้าอย่าลืมสิว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้างก่อนที่พวกนางจะได้ตำแหน่งฮองเฮาไปครอง” 

เมื่อคนฟังเรียบเรียงเรื่องราวได้ตามความคิดของคนรัก ชายหนุ่มก็รีบพยักหน้าหงึกหงักอย่างใสซื่อ 

ข่าวการกวาดล้างสกุลเฝิงและสกุลจ้าวครั้งใหญ่พึ่งถูกแทนที่ด้วยข่าวงานอภิเสกสมรส หากเช้าวันต่อมามีข่าวว่าฮองเฮาไม่เป็นที่โปรดปรานอีก ผู้คนคงเอาไปร่ำลือกันสนุกปากว่าตำแหน่งฮองเฮานั้นไม่ได้มาด้วยความขาวสะอาดเท่าใดนัก หนักข้อหน่อยอาจคิดว่าฮองเฮามีส่วนในการกวาดล้างสกุลเฝิงและสกุลจ้าว ขุนนางที่เคยสนับสนุนสกุลเฝิงและสกุลจ้าวอาจนำข้อสงสัยนี้มาหารือใหม่ก็เป็นได้ ปล่อยให้เป็นแบบนั้นเรื่องราวคนวุ่นวายน่าดู 

“จางเกอของข้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก” หานตงที่เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งฉีกยิ้มกว้าง เมื่อสิ่งที่กวนใจตนอยู่มีทางออกที่ดี 

“สบายใจแล้วก็นอนต่อเถิด” คนที่อยากทำตัวเอื่อยเฉื่อยสักวันปิดการสนทนาก่อนจะซุกใบหน้าเข้าหาแผ่นอกอันแสนอบอุ่นอย่างง่วงงุน 

ร่างกายที่ถูกเคี่ยวกรำมาทั้งคืนกำลังบังคับให้จางเหว่ยเข้าสู่ห้วงนิทรา เขาเกียจคร้านจนไม่อยากขยับหรือทำสิ่งใด แต่หานตงกลับมองว่าท่าทางผ่อนคลายเช่นนี้ดูน่ารักนัก 

“ออดอ้อนเช่นนี้อยากได้สิ่งใดกัน อยากได้ข้าหรือ” ว่าพลางกดจูบลงบนหน้าผากของอีกคนอย่างอ่อนโยนแต่ฝ่ามือนั้นกลับไม่อยู่นิ่ง เริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบาง 

“เสี่ยวตง จางเกอเหนื่อยแล้ว” คนถูกก่อกวนต้องรีบหยุดการกระทำอันซุกซนโดยการขยับกายเปลี่ยนตำแหน่งเป็นผู้กอดอีกคนไว้แทน 

“ข้าก็กำลังปรนนิบัติให้ท่านได้หลับสบายอย่างไรเล่า” ปากว่าจะทำให้หลับสบาย แต่สองมือที่กำลังบีบนวดอยู่ที่เอวนั้นกลับเลื่อนต่ำลงไปเรื่อยๆ 

“เดี๋ยวก่อน...อื้อ” ขนอ่อนตามร่างกายของจางเหว่ยต้องลุกชัน เมื่อลมร้อนปะทะเข้ากับยอดปทุมถันที่ถูกกลั่นแกล้งตลอดทั้งคืนจนไวต่อสัมผัสไปหมด 

“ข้าช่างบกพร่องต่อหน้าที่นัก ทำความสะอาดก็ไม่หมด” เจ้าของเรียวนิ้วที่กำลังแทรกผ่านเข้าไปในช่องทางคับแคบเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด แต่การกระทำนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง 

“หานตง...อื้อ...มันลึกไป...” คนถูกก่อกวนทำได้แค่ครางอื้อในลำคอ เมื่อถูกความเปียกชื้นเข้าจู่โจมยอดปทุมถันพร้อมจุดอ่อนไหวภายใน 

“ข้ากำลังรับผิดชอบในสิ่งที่ข้าทิ้งเอาไว้นะขอรับ” หานคฤหาสน์จอมเจ้าเล่ห์ผละออกจากยอดปทุมถันสีสวย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอียงคอฉีกยิ้มให้คนรักที่กำลังหอบหายใจ 

“เจ้ากำลังจะรังแกข้าต่างหาก อ่ะ อย่าโดนตรงนั้น อื้อ” ร่างกายของจางเหว่ยสั่นสะท้านเมื่อเรียวนิ้วของคนรักกดย้ำจุดอ่อนไหวพร้อมควานไปทั่วทั้งผนังอ่อนนุ่มที่ยังคงชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุขสมที่หานตงปลดปล่อยเอาไว้ 

“แต่ท่านกำลังทรมานมิใช่หรือให้ข้าช่วยนะ” ไม่รอให้เจ้าของร่างได้อนุญาต ริมฝีปากที่พึ่งเผยรอยยิ้มแสนน่ารักก็ลดต่ำลงไปกอบกุมความแข็งขืนที่กำลังก่อตัว 

...และแล้วจางเกอก็ต้องยอมตามใจเสี่ยวตงอีกเช่นเคย 

  

  

เช้าในวันนี้หน้าที่จัดการเส้นผมยาวสยายสีน้ำหมึกยังคงเป็นของหานตง แต่ในวันนี้เขากลับทำในสถานะที่เปลี่ยนไป 

ชายหนุ่มสางเส้นผมในมือด้วยความทะนุถนอม ด้วยใจรักภักดีในฐานะของผู้เป็นสามีที่มีต่อภรรยา หาใช่ในฐานะราชขันทีผู้ถวายงานต่อองค์ฮ่องเต้ 

เมื่อยามปักปิ่นเงินแสนประณีตลงบนกลุ่มผมความสุขที่เอ่อล้นอยู่ภายในก็ระบายออกมาเป็นรอยยิ้มบนใบหน้าจนผู้พบเห็นอดหยอกเย้ามิได้ 

“เจ้ายิ้มด้วยเรื่องอันใดกัน รู้ตัวหรือไม่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเจ้ายังมิหยุดยิ้มเลย” เจ้าของร่างเบื้องหน้ากระจกสัมฤทธิ์บานใหญ่เอ่ยถามเจ้าของเงาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของตน 

“เช้าหลังจากคืนเข้าหอได้ปักบิ่นให้ผู้เป็นภรรยา สามีเช่นข้าไหนเลยจะเก็บความสุขนี้เอาไว้ได้” เอ่ยประโยคหวานเลี่ยนจบก็บรรจงจูบลงบนกลุ่มผมของคนรัก 

“มิใช่ต้องบอกว่าเจ้าผู้ภรรยากำลังปรนนิบัติข้าผู้เป็นสามีหรือ” 

ผู้ที่หวังจะเห็นปฏิกิริยาเขินอายของคนรักถึงกับต้องยิ้มค้าง เมื่อได้ยินคำตอบที่เขายังนึกไม่ถึง 

“ท่านเป็นคนแต่งให้ข้า ข้าต้องเรียกท่านว่าเหล่าโผ (ภรรยา) ส่วนท่านก็ต้องเรียกข้าว่าเหล่ากง (สามี) ถึงจะถูก” หานตงกอดอกพูดอย่างไม่ยอม มันเป็นความใฝ่ฝันของเขาเลยนะที่จะถูกเรียกว่าเหล่ากง (สามี) เวลาได้ยินปู่กับย่าเรียกกันทีไร ฟังแล้วน่ารักจะตาย 

“หึหึ เช่นนั้นข้าก็ควรเป็นฝ่ายปรนนิบัติเหล่ากงมิใช่หรือ” ฮ่องเต้อ้ายหมิงหรือจางเหว่ยหัวเราะให้ความเอาแต่ใจในเรื่องไม่เป็นของคนรักก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้อีกคน 

หานตงยิ้มหน้าระรื่นยืนกางแขนรอผู้เป็นภรรยามาแต่งตัวให้ โดยไม่รู้เลยว่าเสียงหัวเราะที่เขาพึ่งได้ยินนั้นมีความหมายใดแอบแฝง 

...................................................................... 

  

“โถ่ คุณชาย ข้าผิดไปแล้วที่ข้าไม่ตามมารับใช้ท่าน” เสี่ยวกวงคร่ำครวญยืนน้ำตาซึมข้างรถม้า เมื่อเห็นสภาพผู้เป็นนายเดินเคียงข้างองค์ฮ่องเต้ออกมาจากประตู 

“......” เหลากงกงที่ยืนอยู่ข้างกันถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่ 

“จางเกอ...ให้ข้าไปเปลี่ยนชุดเถอะนะ” หานตงในชุดสีสันสดใสขอร้องคนรักที่ดูจะพึงพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่ใช้มองเขา 

“เหล่ากงจะหักหานน้ำใจข้าได้ลงคอหรือ” คนถูกเรียกเอียงคอมากระซิบถามก่อนจะเดินหัวเราะนำขึ้นรถม้าไปด้วยความพอใจ 

“สายมากแล้วรีบออกเดินทางเถอะ” คนบนรถม้าเปิดหน้าต่างออกมาเร่งเร้าอีกครั้ง เมื่อเขาไม่ยอมขยับตัว 

หานตงก้มมองสภาพตัวเองตาปริบๆ นี่เขาต้องออกไปเจอผู้คนด้วยชุดนี้จริงๆ หรือ 

ชุดสีชมพูบานเย็น ด้านในคือกางเกงสีเขียว นี่เขากำลังถูกคนรักเอาคืนใช่หรือไม่ 

“คุณชายให้ข้านำชุดมาให้เปลี่ยนไหมขอรับ” เสี่ยวกวงที่เป็นผู้ทำหน้าที่เปิดประตูเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสาร 

“หากเปลี่ยนได้ข้าคงเปลี่ยนไปแล้ว” หานตงหันไปแยกเขี้ยวใส่เสี่ยวกวงก่อนจะผลักหัวอีกคนหนึ่งที เพื่อระบายอารณ์ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไป 

รถม้าเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางหลักของเมืองหลวง โดยมีเสี่ยวกวงเป็นผู้บังคับม้าและเหลากงกงนั่งอยู่ด้านข้าง 

“พวกเรากำลังจะไปไหนกันหรือ” หานตงที่เข้าใจว่าฮ่องเต้อ้ายหมิงจะตรงกลับวังเอ่ยถาม เมื่อเปิดหน้าต่างออกไปแล้วพบว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางตรงกลับวัง 

“เส้นทางนี้จะพาเราทั้งสองไปยังประตูเมืองฝั่งตะวันตก” คำตอบที่ได้ยินทำเอาคิ้วของหานตงขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ 

“ข้าจะพาเจ้าไป...อืม...ออกเดต” ยิ่งได้ยินคำตอบต่อมาหานตงถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองเลยทีเดียว 

“ทะ...ท่านไปได้ยินคำคำนี้มาจากไหน” ชายหนุ่มรีบเอ่ยถามคนตรงหน้า ไม่มีทางที่คนในยุคนี้จะรู้จักคำศัพท์คำนี้แน่ๆ 

“ข้าได้ยินมาจากเจ้าอย่างไรเล่า ทำไมหรือ? ข้าพูดผิดไปหรือ” จางเหว่ยเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“ท่านได้ยินข้าพูดตอนไหนกัน” หานตงพยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเขาไปเผลอพูดตอนไหน 

“ข้าได้ยินเจ้าพูดกับเสี่ยวกวงว่า หากอยากทำให้คนที่ชอบพอประทับใจก็ให้พาเขาไปออกเดตสร้างความสนิทสนม” จางเหว่ยอธิบายเพื่อไขข้อสงสัยให้หานตงได้เข้าใจ 

“อ๋อ ตอนนั้นนั่นเอง” ชายหนุ่มร้องอ๋อเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสี่ยวกวงเคยมาปรึกษาเขาว่าหากต้องการให้คนที่ชอบพอหันมาสนใจต้องเริ่มจากสิ่งใด เขาจึงเผลอหลุดปากไป ไม่นึกว่าใครอีกคนจะใส่ใจคำพูดของเขาขนาดนี้ 

“จากที่ข้าเข้าใจน่าจะหมายถึงการที่คนสองคนไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆ” จางเหว่ยสรุปในสิ่งที่ตนเข้าใจหลังจากที่ได้ยินหานตงกับเสี่ยวกวงคุยกัน 

“ไยท่านถึงได้ใส่ใจข้างเยี่ยงนี้” หานตงเอียงคอซบไหล่คนด้านข้างก่อนจะโอบกอดเอาไว้ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ 

“ข้าแค่อยากทำอะไรกับเจ้าให้สมกับที่เป็นคนรักบ้างก็เท่านั้น” จางเหว่ยตอบคนรักก่อนจะกดจูบลงกลางกลุ่มผมขออีกคน 

หานตงผินหน้าจูบลงบนลำคอขาวก่อนจะจูบซับไปตามสันกรามของอีกคนอย่างรักใคร่แทนคำขอบคุณ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปกระซิบข้างหูของจางเหว่ยเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ 

“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากทำกับท่าน แต่ไม่มีโอกาสเสียที” เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยไม่ช้าไม่เร็วนัก 

“สิ่งใดหรือ?” จางเหว่ยเอียงคอถามด้วยความไม่เข้าใจ 

รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มนามว่าหานตงในทันที 

“พวกเรายังไม่เคย...ในรถม้าเลยสักครั้ง” คำตอบออกมาพร้อมสายตาลึกซึ้งที่มองร่างกายคนรักอย่างเสน่ห์หา 

“เจ้าอยากกอดข้าในที่แห่งนี้อยากนั้นหรือ” จางเหว่ยส่งยิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะไล่ปลายนิ้วไปตามแผ่นอกของอีกคนผ่านเนื้อผ้า 

“ใช่แล้วขอรับ” หานตงตอบด้วยน้ำเสียงแสนสุภาพพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก 

“ไยช่วงนี้เจ้าถึงเอาแต่ใจนักนะ” จางเหว่ยเลื่อนเข้าไปขบใบหูของหานตง ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น คนถูกกระทำหลับตาพริ้มจินตนาการถึงบทรักอันเร่าร้อนในรถม้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง... 

รถม้าที่กำลังแล่นถูกสั่งให้หยุดก่อนที่ชายหนุ่มในชุดสีสันสดใสจะกระเด็นตกจากรถพร้อมรองเท้าหนึ่งคู่ที่ลอยตามออกมา 

หลังจากนั้นที่นั่งด้านหน้าของรถม้าก็ต้องเบียดเสียดมากกว่าเดิม เมื่อมีอีกชายหนุ่มเพิ่มเข้าไปอีกคนซึ่งก็คือหานตงในเสื้อผ้าสีสันแสนสดใสนั่นเอง 

  

  

ประตูเมืองฝั่งตะวันตกอยู่ห่างไกลจากวังหลวงและใจกลางเมืองฉางอันไม่น้อย และไม่ใช่เส้นทางหลักในการเดินทาง ความวุ่นวายจากผู้คนจึงไม่มีให้เห็นเท่าใดนัก 

รถม้าแล่นเอื่อยเฉื่อยออกห่างจากบ้านเรือนที่ไว้สำหรับพักอาศัยก่อนจะหยุดหน้าสถานที่แห่งหนึ่งก่อนจะเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีร้านค้ามากมาย 

หอเหลียนฮวาโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ ประดับตกแต่งอย่างหรูหราโดยทุกอย่างจะมีดอกบัวเป็นส่วนประกอบเหมือนกับชื่อ ด้านหน้ามีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน เหมาะสำหรับผู้เดินทาง หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการหาความสำราญก็ต้องแวะเวียนเข้ามา 

หานตงเป็นผู้ทำหน้าที่ประคองคนรักลงจากรถม้าอย่างเอาใจ ถึงจะถูกสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาจ้องมองในสีสันของอาภรณ์ที่สวมใส่ แต่เขาถูกมองแบบนี้มาตลอดเส้นทางจนเริ่มชินแล้วล่ะ 

คราแรกหานตงเข้าใจว่าอีกคนจะพาเขาเข้าไปด้านใน แต่ที่ไหนได้กลับถูกพาลงไปนั่งบนเรือลำใหญ่ที่จอดรออยู่ ซึ่งเขาก็พึ่งรู้ว่านี่คืออีกหนึ่งบริการของหอเหลียนฮวา 

ภายในเรือที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามมีนักดนตรีคอยบรรเลงเพลงขับกล่อม ด้านหน้าเรือมีที่นั่งสำหรับกินอาหาร ร่ำสุราหาความสำราญ เมื่อเรือเริ่มแล่นไปตามแม่น้ำสายเล็กมื้ออาหารมื้อนี้ก็เริ่มต้นขึ้น 

“หายโกรธข้าแล้วหรือ” หานตงเอ่ยถามคนรักพร้อมรินสุราสีใสลงบนแก้วหยกเนื้อดี 

“ข้าหาได้โกรธเจ้าไม่ ข้าแค่สั่งสอนเด็กดื้อเอาแต่ใจ” จางเหว่ยเอ่ยพร้อมดื่มสุราชั้นดี 

“เด็กคนใดกันกล้าทำให้จางเกอของข้าต้องขุ่นเคือง” หานตงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มใสซื่อ 

“ไม่เรียกข้าว่าเหล่าโผ (ภรรยา) แล้วหรือ” คนตรงหน้าตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มแสนน่ากลัว 

“ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น จางเกออย่าได้ใส่ใจ” หานตงฝืนยิ้มรับก่อนจะดื่มสุราของตนบ้าง 

“ข้าก็นึกว่าเจ้าชอบใส่เสื้อผ้าเช่นนี้เสียอีก” จางเหว่ยเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี 

“หมูตุ๋นจานนี้อร่อยนัก ท่านลองทานดูหรือยัง” คฤหาสน์ตงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมคีบอาหารใส่จานคนตรงหน้า 

“แต่ข้าชอบนะ เห็นทีชุดขันทีของเจ้าต้องตัดใหม่เสียแล้ว” เสียงหัวเราะดังขึ้นเมื่อจางเหว่ยเอ่ยจบ พร้อมกับหานตงที่เริ่มรู้ถึงชะตากรรมของตน 

ในตอนนี้หานตงรู้ซึ้งแล้วว่าที่ปู่เคยบอกว่าอย่ามีเรื่องกับย่านั้นหมายความว่าอย่างไร..... 

  

  

สายลมพัดเอื่อยปะทะร่างที่ยืนอยู่บนหัวเรือเหม่อมองวิวทิวทัศน์ด้านข้างเคล้าเสียงเพลงบรรเลง หลังจากอิ่มหนำกับสุราชั้นดีและอาหารเลิศรสก็คือการดื่มด่ำกับบรรยากาศเป็นการย่อยอาหาร 

ร่างโปร่งภายใต้ชุดสีฟ้าอ่อนบนขาวรับกับใบหน้าดั่งหยกสลัก มองอย่างไรเจ็ดในแปดส่วนก็คือบัณฑิตรูปงามผู้มากความรู้ ทั้งสูงส่ง เจิดจ้าและงดงามไม่แพ้ความสวยงามของธรรมชาติที่เรียงรายอยู่รอบด้าน 

หานตงมองคนรักของตนด้วยความหลงใหล อาจเป็นเพราะตั้งแต่ที่จางเหว่ยขึ้นเป็นฮ่องเต้น้อยครั้งนักที่อีกคนจะใส่เสื้อผ้าสีอ่อนสบายตาเช่นนี้ 

เครื่องทรงที่องค์ฮ่องเต้สวมใส่ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นชุดราชพิธีหรือในเวลาปกติ ล้วนมีสีเข้มเป็นหลัก ให้ความรู้สึกสุขุมและหนักอึ้งเหมือนดังความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ พอได้เห็นคนรักได้อยู่ในอาภรณ์สบายตาเช่นนี้ก็ให้รู้สึกได้ว่าอีกคนได้ผ่อนคลายวางสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งเอาไว้ที่วังหลวง 

“ทำไมหรือ?” จางเหว่ยเอ่ยถามคนรักด้วยความไม่เข้าใจ เมื่ออีกคนเดินเข้าใสสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งสีขาวคลุมอยู่ในตน 

  

“ท่านงดงามเกินไปจนข้ามิอยากให้ผู้ใดเห็น” ชายหนุ่มเอ่ยตอบพร้อมมัดเชือกหมวกให้คนตรงหน้า 

“ผู้อื่นเห็นแล้วเช่นไร ในเมื่อข้าเป็นของเจ้า” จางเหว่ยยิ้มรับก่อนจะจับมือของหานตงไปแนบที่แก้มของตน 

“ท่านทำเช่นนี้ไม่อยากแล่นเรือชมวิวแล้วหรือ” หานตงที่ถูกอีกคนท้าทายยื่นใบหน้าเข้าไปหาหมายจะฉกชิงแก้มใสด้วยความมันเขี้ยว 

“ฝึกความอดทนอย่างไรเล่า” จางเหว่ยเบี่ยงตัวหลบก่อนจะดีดหน้าผากของหานตงด้วยความเอ็นดู 

“ท่านกำลังลงโทษข้าหรือ” หานตงที่พลาดชิมความหอมจากแก้มใสมองอีกคนตาละห้อย 

“เจ้าทำสิ่งใดผิดหรือข้าถึงต้องลงโทษ” คนตรงหน้ายังคงยียวนจนชายหนุ่มอดที่จะโผเข้าไปกอดเอาไว้ไม่ได้ 

“ท่านช่างใจร้ายนัก” หานตงบ่นอุบอิบพร้อมโยกคนในอ้อมกอดไปมา 

“ลืมแล้วหรือว่าข้าพาเจ้ามาออกเดต หาได้มาทำสิ่งอื่น” คนถูกกอดพลิกตัวหันหลังให้หานตงกอดตนจากด้านหลังเพื่อชมธรรมชาติอันแสนงดงามเบื้องหน้าไปด้วยกัน 

หานตงที่ไม่รู้จะทำเช่นไรจึงทำได้แค่วางคางเกยบ่นไหล่ของคนในอ้อมกอดชมธรรมชาติสองข้างทางไปพร้อมคนรักที่กำลังหัวเราะด้วยความชอบใจ 

  

ตู้ม! 

บรรยากาศแสนหวานถูกขัดเมื่อเบื้องหน้าปรากฏสายน้ำที่แตกกระจายเพราะมีบางอย่างตกลงไป 

ทั้งสองคนยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่แค่หานตงเห็นว่าสิ่งที่ตกน้ำลงไปนั้นคือเด็กคนหนึ่ง ร่างกายของเขาก็พุ่งกระโดดลงไปในแม่น้ำเสียแล้ว 

“หานตง!” จางเหว่ยร้องตามคนรักด้วยความตกใจก่อนจะถูกเหลากงกงกับเสี่ยวกวงดึงเอาไว้เมื่อเห็นว่าเขาทำท่าจะกระโดดตามลงไป 

“คุณชายใจเย็นก่อนขอรับ” เหลากงกงเอ่ยบอกผู้เป็นนายที่ตอนนี้ใบหน้าซีดด้วยความกังวล 

“แต่หานตง...” ความรู้สึกที่เคยเกือบเสียอีกคนไปเพราะการจมน้ำ ทำให้จางเหว่ยเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาใจใน 

“ดูสิขอรับ คุณชายต่งว่ายน้ำเป็นนะขอรับ” เหลากงกงเอ่ยบอกอีกครั้งเป็นเวลาเดียวกันกับที่หานตงพาเด็กผู้โชคร้ายขึ้นจากแม่น้ำไปหามารดาของที่กำลังยืนร่ำไห้ 

  

  

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ทันทีที่เรือเทียบท่าจางเหว่ยก็รีบตรงเข้าไปถามคนรักด้วยความเป็นห่วง 

“ข้าไม่เป็นอะไร แต่เจ้าเด็กนี่สิคงหวาดกลัวไม่น้อย ร้องไห้ไม่หยุดเลย” หานตงมองเด็กน้อยตัวกลมวัยน่าจะประมาณหกเจ็ดขวบ ในอ้อมอกผู้เป็นมารดา 

“ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ขอบคุณมากที่ช่วยลูกชายของข้า” นางสะอื้นขอบคุณกอดลูกชายตนที่กำลังหวาดกลัว 

“มิต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าแค่อยู่ใกล้จึงไปถึงตัวเด็กเร็วก็เท่านั้น” หานตงยิ้มรับก่อนจะเข้าไปประคองให้นางลุกขึ้น 

“เด็กกำลังอยู่ในวัยซุกซน หากไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ผู้เป็นมารดาควรระวังให้มากกว่านี้” จางเหว่ยรับเสื้อคลุมจากเสี่ยวกวงก่อนจะทำหน้าที่เป็นผู้สวมให้หานตงที่เปียกปอนไปทั้งตัว ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวเจ้าหนูที่หยุดร้องไห้แล้ว เหลือเพียงแค่สะอื้นเบาๆ เท่านั้น 

“ขอบคุณท่านทั้งสองมากนะเจ้าคะ” นางโค้งตัวกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้ง 

“ฮัดชิ่ว!” สายลมที่พัดมากระทบร่างทำเอาหานตงจามเสียงดังลั่น 

“หมดเรื่องแล้วก็ไปกันเถอะ” จางเหว่ยรีบตัดบทด้วยความเป็นห่วงสุขภาพของคนรักในทันที 

“ข้าไปก่อนนะ เจ้าหนูก็อย่าซนให้มากล่ะ” หานตงเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะขยี้หัวเด็กน้อยเบาๆ แล้วหันหลังเดินเคียงคนรักออกมาจากตรงนั้น 

“เดี๋ยวเจ้าค่ะ ขอถามได้หรือไม่คุณชายมีชื่อแซ่อันใดเจ้าคะ” มารดาของเจ้าหนูนั่นเหมือนจะพึ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องถามชื่อแซ่ของผู้มีพระคุณ 

“ข้าแซ่ต่ง นามหานตงขอรับ” หานตงหันกลับไปตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนจะก้าวลงเรือตามคนรักที่ยืนรออยู่ 

“อย่าได้ทำเช่นนี้อีก รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน” จางเหว่ยกุมมือของอีกคนเอาไว้แน่น 

“ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง” หานตงประสานมือของอีกคนเอาไว้ ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว 

“เจ้ารับปากแล้วว่าจะอยู่ข้างกายข้า” จางเหว่ยสบตาคนตรงหน้าเพื่อขอคำยืนยันอีกครั้ง 

“ลืมแล้วหรือมีเพียงท่านเท่านั้นที่จะขับไล่ข้าไปจากตรงนี้ได้” หานตงเปิดผ้าคลุมหน้าของอีกคนออกก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปชิงริมฝีปากของคนรักเบาๆ แล้วถอยออกมา 

“เช่นนั้นเจ้าคงต้องอยู่ตรงนี้ไปตลอดชีวิต” จางเหว่ยส่งยิ้มให้คนรักก่อนจะเข้าไปกอดอีกคนเอาไว้ โดยไม่กลัวว่าตนจะเปียกปอนไปด้วยกัน 

“ข้ายินดี” หานตงยกมือขึ้นกอดตอบรับไออุ่นที่อีกคนมอบให้ 

...เขาไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น แต่หากอีกคนยังต้องการให้เขาอยู่ เขาก็จะอยู่ตรงนี้ไม่จากไปไหน 

  

  

หานตงที่ตอนแรกนึกยินดีว่าตนจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าไปใส่เสื้อผ้าสีสันไม่สะดุดตาเหมือนชุดที่เปียกปอนไป กลับพบว่าชุดใหม่ที่เหลากงกงจัดหามานั้นกลับสีสันเจ็บแสบกว่าเดิมอีก 

“ท่านไม่ได้แกล้งข้าใช่หรือไม่” หานตงก้มมองชุดที่ตัวเองสวมใส่แล้วหันไปถามเหลากงกงที่ยืนรออยู่ข้างรถม้า 

จากสีชมพูบานเย็นเป็นสีส้มสลับเหลือง เสื้อผ้าสีดำสีขาวมันขาดตลาดหรืออย่างไร 

“ออกจะเหมาะกับเจ้า” ผู้อยู่เบื้องหลังที่เดินตามลงจากรถม้าเอ่ยชม ดวงหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีขาวเผยรอยยิ้มขำด้วยความพอใจ 

“หากท่านชอบข้าก็ยินดี” หานตงทำได้แค่ยิ้มรับกับชะตาของตน 

“คุณชายทั้งสองเชิญขอรับ” เสี่ยวกวงเข้ามาเชิญคนทั้งสองหลังจากที่เจรจากับทหารเฝ้ายามเป็นที่เรียบร้อย 

เพราะจางเหว่ยต้องการขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินบนกำแพงเมืองประตูฝั่งตะวันตกเพื่อจบการออกเดตในวันนี้ ที่สุดท้ายของวันจึงจบลงที่นี่ 

“ขึ้นไม่ได้! จะปล่อยให้คนพวกนั้นขึ้นไปได้อย่างไร” ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าขึ้นบนบันไดทางขึ้น เสียงเอะอะโวยวายจากทหารนายหนึ่งก็ดังขึ้น 

“หม่าเกอท่านจะโวยวายไปทำไม บัณฑิตทั้งสองท่านเพียงขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกไม่มีสิ่งใดเสียหายหรอก” ทหารที่เฝ้าประตูอยู่เข้ามากอดคอทหารคนนั้นเอาไว้ไม่ให้เข้ามาขวางทางคนทั้งสอง 

“ไม่เสียหายอย่างไร ไม่ได้ขึ้นไปไม่ได้!” ทหารนายนั้นยังคงโวยวายแม้เพื่อนทหารจะยื่นถุงเงินในมือที่เสี่ยวกวงมอบให้ก็ตาม 

“เอาน่าๆ อีกไม่กี่เค่อข้าก็จะให้พวกเขาลงมาแล้ว ท่านก็ไปนั่งพักดื่มเหล้ากับพวกข้าก่อนเถอะนะ” ทหารที่รับเงินไปแล้วยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมทหารผู้นี้ให้ใจอ่อน 

“ไม่ได้!” ทหารนายนั้นสะบัดเพื่อนที่เกาะกุมตนออกแล้วตรงดิ่งมาขวางจางเหว่ยกับหานตงเอาไว้ 

“หากไม่มีคำสั่งหรือรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ ผู้ใดก็ห้ามขึ้นไปบนกำแพงเมือง” ทหารนายนั้นถือหอกตรงเข้ามายืนขวางคนทั้งสองเอาไว้ด้วยท่าทางแข็งขัน 

“เจ้า! ช่างบังอาจนัก” เหลากงกงที่เห็นท่าทางหยาบคายของทหารนายนี้เผลอตะคอกออกไปด้วยความโมโห 

“ท่านใจเย็นก่อน” เป็นเสี่ยวกวงที่ต้องรีบลูบหลังราชขันทีเอาไว้ 

“พี่ชาย คุณชายของข้าแค่ต้องการขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินหาได้คิดร้ายอันใดไม่ ท่านหลีกทางให้พวกเขาเถอะนะ” เสี่ยวกวงเข้าไปทำหน้าที่เจรจาอีกครั้งด้วยถุงเงินที่ใหญ่กว่าเดิม 

“หน้าที่ของข้าคือเฝ้าประตู หากพวกเจ้ายังคิดติดสินบน ข้าจะเอาผิดพวกเจ้า” ทหารนายนั้นตอบกลับมาด้วยท่าทางขึงขังไม่มีทีท่าว่าจะยอม 

“ช่างเป็นคนที่เถรตรงนัก” หานตงพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันไปหาคนด้านข้างเพื่อชวนอีกคนไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่อื่น 

“ไปชมที่...” ยังไม่ทันจะอ้าปากบุรุษภายใต้ผ้าคลุมสีขาวก็เดินตรงไปหาทหารนายนั้นเสียแล้ว 

...โอ้สวรรค์ อย่าบอกนะว่าฝ่าบาทโมโหที่ถูกทหารนายนั้นหยามเกียรติ 

“จางเกอใจเย็นก่อน พี่ชายท่านนี้แค่ทำตามหน้าที่” หานตงรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อมอีกคนให้ใจเย็นลง 

“ข้าขอถามมิทราบว่าท่านมีชื่อแซ่อันใด” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามนายทหารตรงหน้าที่ยังคงมีท่าทีแข็งขัน 

“พึ่งเจอหน้าก็ถามหาชื่อแซ่ ข้าพึ่งรู้ว่าเหล่าบัณฑิตที่เขาว่ากันว่าสูงส่งนัก กลับไร้มารยาทสิ้นดี” ทหารนายหลี่ตามองคนภายใต้ผ้าคลุมด้วยสายตาเหยียดหยาม 

“ข้าแซ่ต่ง นามหานตง ส่วนท่านผู้นี้คือคุณชายคฤหาสน์ ในเมื่อท่านรู้จักชื่อแซ่พวกเราแล้ว มิทราบว่าท่านจะบอกชื่อแซ่ของตนบ้างได้หรือไม่” หานตงทำหน้าที่เข้าไปแนะนำตัว ก่อนที่ฝ่าบาทของเขานั้นจะโมโหขึ้นมา 

“ข้าหาได้อยากรู้จักพวกเจ้าไม่ เชิญกลับไปเสียเถิดก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหวจับพวกเจ้าไปขัง” นายทหารตรงหน้ายังคงตั้งมั่นในหน้าที่ไม่อ่อนข้อให้ใคร 

“ถ้าเช่นนั้นหากอยากให้ท่านจดจำชื่อแช่ต้องทำอย่างไร ท้าประลองอย่างนั้นหรือ” บุรุษผู้อยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“เหอะ! บัณฑิตเช่นพวกเจ้าจะมาท้าประลองอะไรกับข้า ยกคันธนูขึ้นหรือไม่ยังมิรู้” ผู้ถูกท้าส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลง 

“ถ้าท่านอย่างรู้ เช่นนั้นก็มาประลองยิงธนูกันดีหรือไม่” จางเหว่ยท้าทายคนตรงหน้าอย่างมิกลัว 

“ได้!” อีกคนรับคำท้าในทันที 

แต่ยังไม่ทันที่คนทั้งสองจะได้ประลองฝีมือม้าสองตัวก็ห้อตะบึงเข้ามาหยุดไม่ไกลนัก 

“กำลังเล่นสนุกอันใดกันไยไม่ชวนข้าบ้าง” ผู้มาใหม่คือหมิงจือและห่วงกู่ สองพระสหายขององค์ฮ่องเต้ 

“พวกท่านมาได้อย่างไร?” หานตงถามคนทั้งสองที่กำลังเดินตรงเข้ามา 

“ข้ากับห่วงกู่ก็อยากมารับซุนเทียนกับอี้คังเช่นกัน” คำตอบที่ได้ยินทำเอาหานตงต้องหันไปมองคนรักด้วยความไม่เข้าใจ 

“ข้าลืมบอกเจ้าไปว่าวันนี้ซุนเทียนกับอี้คังจะเดินทางกลับมา” จางเหว่ยตอบคำถามที่ชายหนุ่มสงสัย 

หานตงเองก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าองค์ฮ่องเต้มอบหมายให้ซุนเทียนกับอี้คังไปสืบเรื่องชนเผ่าซงหนูอย่างลับๆ จึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

แต่สองคนนั้นไปทางทิศเหนือมิใช่หรือไยถึงเดินทางกลับมาทางประตูทิศนี้ แล้วที่สำคัญไยจางเกอของเขาต้องมารับคนทั้งสองด้วยตนเอง 

ข้อสงสัยยังไม่ทันจะกระจ่างรถม้ากับม้าอีกจำนวนหนึ่งก็วิ่งตรงเข้ามาหยุดไม่ไกล 

“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่เตรียมสถานที่หรือยัง” ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้าดูร้อนรนและรีบเร่งไม่น้อย 

“โอ้ เหลากงกงท่านมานานแล้วหรือ” ผู้มาใหม่เอ่ยทักเมื่อเห็นราชขันทีข้างพระวรกายองค์ฮ่องเต้ 

“ข้าน้อยพึ่งมาถึง ‘ต้าซือหม่า*’ เล่า ไยถึงเร่งรีบนัก” เหลากงกงประสานมือคำนับด้วยความนอบน้อม 

มีเพียงขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะมีโอกาสเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ต้าซือหม่าจะจำหน้าของราชขันทีที่คอยถวายงานข้างพระวรกายขององค์ฮ่องเต้ได้ 

“องค์ฮ่องเต้จะเสด็จมาที่นี่ข้าย่อมต้องมาคอยรับเสร็จจะไม่ให้เร่งรีบได้อย่างไร” ใครอีกคนตอบก่อนจะหันไปเห็นหานตงที่ยืนอยู่ 

“นั่นต่งกงกงใช่หรือไม่” ใต้เท้าหยงผู้ดำรงตำแหน่งต้าซือหม่ารีบตรงเข้าไปหาราชขันทีคนสนิทขององค์ฮ่องเต้ คนผู้นี้อยู่ข้างกายฝ่าบาทเสมอไยถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่หรือว่าฝ่าบาทใกล้เดินทางมาถึงแล้ว 

“ข้าน้อยคารวะต้าซือหม่า” หานตงประสานมือค้อมกายคำนับอีกคนด้วยความนอบน้อม 

“คารวะต้าซือหม่า” หมิงจือและห่วงกู่เองก็ทำการคำนับอีกคนตามมารยาทเช่นกัน 

“จะมากพิธีไปไย พวกท่านเดินทางมาถึงคงเหนื่อยไม่น้อยเข้าไปพักด้านในก่อนเถิด” ใต้เท้าหยงเชื้อเชิญกลุ่มคนตรงหน้าเข้าไปในจวนว่าการที่ถัดไปไม่ไกลอย่างเป็นกันเอง 

“ท่านผู้นี้คือ?” คำถามเกิดขึ้นในทันทีเมื่อมองไปยังบุรุษภายใต้ผ้าคลุมสีขาวที่ยืนอยู่ด้านข้างหานตง 

“คุณชายท่านนี้แค่ผ่านมาถามทางขอรับ” นายทหารที่พึ่งมีปากเสียงกับจางเหว่ยก่อนหน้ากลับออกหน้ารับเพราะกลัวว่าผู้เป็นนายจะรู้ว่าพรรคพวกของตนรับสินบนและคุณชายท่านนี้อาจจะเดือดร้อนเอาได้ 

“สหายของต่งกงกงหรือ” ใต้เท้าหยงหันไปถามหานตงที่แอบยืนยิ้มอยู่ 

“ข้าคงมิบังอาจเช่นนั้น” หานตงยิ้มรับก่อนจะเป็นผู้ทำหน้าที่แก้ปมเชือกและถอดหมวกให้องค์ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ 

  

“ฝ่าบาท! ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” ใต้เท้าหยงรีบคุกเข่าถวายพระพรฮ่องเต้อ้ายหมิงในทันที เมื่อเห็นดวงหน้าราบเรียบของโอรสสวรรค์ 

ส่วนนายทหารผู้นั้นถึงกับแข้งขาอ่อนรีบคุกเข่าถวายพระพรเช่นกัน 

“ไม่ต้องมากพิธี” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะอนุญาตให้ทุกคนลุกขึ้น 

“ฝ่าบาทจะเสด็จมาไยไม่มีรับสั่งล่วงหน้า กระหม่อมจะได้เตรียมถวายการรับใช้” ใต้เท้าหยงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม 

“หากเราบอกท่านก่อน แล้วเราจะได้เห็นสิ่งต่างๆ หรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยสุรเสียงราบเรียบก่อนจะเดินตรงเข้าไปหานายทหารผู้นั้น 

“เจ้าจะอนุญาตให้เราขึ้นไปได้หรือยัง” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยถามคนที่ยังคงก้มตัวต่ำ 

“กระหม่อมสมควรตาย!” นายทหารผู้นั้นทรุดลงไปคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นด้วยความกลัว 

“สมควรตายอันใด เจ้าทำหน้าที่ได้ดีขนาดนี้ ข้าควรมอบรางวัลให้ถึงจะถูก” องค์ฮ่องเต้พยักหน้าให้เหลากงกงมอบถุงเงินหนึ่งถุงให้กับนายทหารผู้นั้น 

“ตอบแทนที่เจ้าทำหน้าที่ได้ดียิ่งนัก” เอ่ยจบองค์ฮ่องเต้ก็ก้าวขึ้นไปบนบันได 

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงประเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” นายทหารโขกศีรษะกับพื้นคำนับอีกครั้ง 

“ท่านลุกขึ้นเถอะ” เป็นหานตงที่เข้าไปประคองให้อีกคนลุกขึ้นยืน 

“ข้าน้อยล่วงเกินกงกงแล้ว” นายทหารผู้นั้นรีบประสานมือคารวะหานตงที่มีตำแหน่งสูงกว่าตน 

“หามิได้ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดมิใช่หรือ” หานตงส่งยิ้มให้อีกคนก่อนจะรีบเดินตามองค์ฮ่องเต้ขึ้นไปด้านบน 

“ฝ่าบาทให้กระหม่อม” ใต้เท้าหยงที่กำลังจะเดินตามขึ้นไปต้องถูกเหลากงกงและเสี่ยวกวงสกัดเอาไว้ 

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ใต้เท้ารออยู่ด้านล่างขอรับ” เสี่ยวกวงเอ่ยนำด้วยรอยยิ้ม 

“แต่...” คนถูกห้ามกำลังจะเอ่ยปากเหลากงกงก็เอ่ยซ้ำอีกครั้ง 

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านรออยู่ด้านล่างกับพวกข้าขอรับ” 

เมื่อเป็นเช่นนี้ใต้เท้าหยงจึงทำได้แค่ยืนรออยู่ตรงนั้น 

  

  

“เจ้าชอบหรือไม่” เจ้าของร่างภายใต้อาภรณ์สีอ่อนเอ่ยถามเมื่อแสงของดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า 

“ช่างงดงามหาใดเปรียบ” หานตงเอ่ยตอบคนด้านข้าง 

“ที่ใต้เท้าหยงตามมาคือความต้องการของท่านหรือ” หานตงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“ใช่ ข้าต้องการให้เป็นเช่นนั้น” หานตงยังไม่เข้าใจในคำตอบที่ได้รับเท่าไหร่ ในเมื่อเสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาทั้งวันไยถึงได้มาเปิดเผยตัวในที่แห่งนี้กัน 

“ข้าอยากให้ทุกคนในวังรับรู้ว่าข้าเดินทางมายังประตูเมืองฝั่งตะวันตก” องค์ฮ่องเต้อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงไม่เร็วนัก 

“ฮ่องเต้ที่ทำงานหนักแม้เป็นวันหลังจากงานอภิเษกสมรสมีหรือจะถูกตำหนิ” 

หานตงพยักหน้าเข้าใจที่แท้ฝ่าบาทก็คิดเอาไว้หมดแล้วว่าจะรับมือหวังไทฮองไทเฮาเช่นไร 

“ออกเดตวันนี้เป็นอย่างไร ข้าทำได้ดีหรือไม่” คนด้านข้างเอ่ยถามพร้อมยื่นมือมากุมมือของหานตงเอาไว้ 

“มันช่างยอดเยี่ยมนัก ข้ามีความสุขมาก” หานตงส่งยิ้มให้อีกคนก่อนจะกระชับมือของอีกคนเอาไว้ 

“ข้าก็มีความสุขมากเช่นกัน” จางเหว่ยส่งยิ้มตอบ เมื่อความตั้งใจของเขาบรรลุผล 

บุรุษทั้งสองจรดหน้าผากเข้าหากัน โดยมีผืนแผ่นดินฮั่นนอกกำแพงและอาทิตย์อัสดงเป็นพื้นหลังแสนงดงาม 

แสงสีส้มทองกระทบมายังร่างทั้งสองปรากฏเงาสะท้อนของทั้งคู่รวมเป็นหนึ่งทอดยาวไปตามพื้นกำแพง เป็นการสิ้นสุดการออกเดตในวันนี้ได้อย่างสมบูรณ์.... 

  

.......................................................................... 

  

ซุนเทียงกับอี้คังเดินทางกลับมาถึงหลังจากที่ดวงตะวันลับขอบฟ้าได้ไม่นาน 

หลังจากที่องค์ฮ่องเต้ตรวจตราการทำงานประตูเมืองฝั่งตะวันตกพอเป็นพิธีขบวนเสด็จก็ตรงกลับไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ซึ่งหานตงและจางเหว่ยเข้าพิธีด้วยกันเมื่อคืน 

“น่าแปลกยิ่งนัก” องค์ฮ่องเต้พึมพำเมื่อเห็นรายงานที่เขาให้ซุนเทียนกับอี้คังไปสืบมา 

“เข้าโจมตีทุกสามเดือน แต่เหมือนแค่เข้ามาสร้างความรำคาญเพียงเท่านั้น” ห่วงกู่เสริมขึ้น 

“ความเสียหายในแต่ละครั้งมากมายเพียงใด” องค์ฮ่องเต้หันไปถามอี้คังที่นั่งเงียบอยู่ 

“ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” อี้คังตอบตามความจริง 

“ถึงเผ่าซงหนูจะมีกำลังไม่มาก แต่หากต้องการยึดเมืองเหนือก็ไม่ใช่เรื่องยาก” องค์ฮ่องเต้วิเคราะห์ในสิ่งที่ได้รับรู้มา 

“แต่ก็ถูกเจ้าเมืองขับไล่กลับไปได้ทุกครั้งนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยขึ้น อาจเป็นเพราะเจ้าเมืองเก่งการสู้รบมากก็เป็นได้ 

“เช่นนั้นทำไมเจ้าเมืองถึงไม่จัดการให้สิ้นซาก” องค์ฮ่องเต้วิเคราะห์ต่อ 

“กระหม่อมก็สงสัยในข้อนี้เช่นกัน” ซุนเทียนตอบองค์ฮ่องเต้ในสิ่งที่ตนก็สงสัย 

“ข้อสงสัยมีมากมายนัก ครั้งหน้าข้าอาจต้องไปด้วยตนเอง” ข้อสงสัยหลายอย่างทำให้ฮ่องเต้อ้ายหมิงอยากไปดูด้วยตนเองสักครั้ง 

“อันตรายเกินไปที่ฝ่าบาทจะเสด็จไปนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบเอ่ยขัด 

“กระหม่อมเห็นด้วยกับหานตง กระหม่อมว่าให้พวกกระหม่อมไปสืบอีกครั้งจะดีกว่า” ห่วงกู่รีบเสริมหานตงเมื่อนึกถึงความปลอดภัยของโอรสสวรรค์ 

“ข้าคงต้องคิดดูอีกที” 

บทสนทนาของทั้งหกคนต้องหยุดลงเมื่อเหลากงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกขานขึ้น 

“ฝ่าบาทกงกงตำหนักฉู่ซิวกงรอเข้าเฝ้าอยู่ที่ห้องรับรองพ่ะย่ะค่ะ” 

ทั้งหกคนมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่เข้าใจกงกงประจำตำหนักหวังไทฮองไทเฮามาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้ 

“เช่นนั้นพวกเจ้าก็แยกย้ายไปพักผ่อนกันเถอะ” องค์ฮ่องเต้อนุญาตให้คนทั้งหมดแยกย้ายก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องรับรองโดยมีหานตงตามไปไม่ห่าง 

  

  

“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” กงกงประจำตำหนักฉู่ซิวกงถวายพระพรองค์ฮ่องเต้ที่พึ่งเสด็จเข้าไปประทับบนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน 

“จิงกงกงมาถึงที่นี่มีสิ่งใดหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามขันทีเฒ่าอย่างให้เกียรติ 

“ฮองเฮาทรงพระประชวรพระวาโย หวังไทฮองไทเฮาจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้กระหม่อมมาทูลเชิญฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ” 

“วันนี้ดึกมากแล้ว เราจะกลับวังในวันพรุ่งนี้ รบกวนจิงกงกงกลับไปทูลเสด็จย่าด้วย” มุมปากขององค์ฮ่องเต้ยกสูงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป 

“น้อมรับพระบัญชา” จิงกงกงน้อมรับอย่างว่าง่ายก่อนจะถอยออกไป 

“ฝ่าบาท...จะไม่เป็นอะไรหรือ” หานตงเข้าไปถามคนรักที่ยังคงนั่งนิ่งอย่างใช้ความคิด 

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกนางคิดจะทำอะไร” 

....................................................................... 

  

กว่าองค์ฮ่องเต้จะเสร็จถึงวังหลวงก็เข้ายามเซิน (15.00 น. – 16.59 น.) ของอีกวันเสียแล้ว 

ทันทีที่รถม้าพระที่นั่งเข้าจอดในเขตพระราชฐานขันทีประจำตำหนักเฉียนชิงกงก็วิ่งตรงมารายงานสถานการณ์ต่อหานตง 

“ขอบใจเจ้ามาก” หานตงหันไปขอบคุณก่อนจะมอบเงินเล็กน้อยเป็นข้าตอบแทนให้ขันทีน้อยผู้นั้น 

“ฝ่าบาทหวังไทฮองไทเฮาทรงพาคณะหมอหลวงรออยู่ที่พระตำหนักเฉียนชิงกงแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องที่ฮองเฮาทรงพระประชวรพระวาโยยังไม่มีผู้ใดทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น” หานตงเข้ามาช่วยประคององค์ฮ่องเต้ลงจากรถม้าพร้อมรายงานข่าวที่รับรู้มาเพื่อให้พระองค์ได้เตรียมตัว 

“อืม” โอรสสวรรค์เพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะก้าวขึ้นพระเกี้ยวที่รออยู่เพื่อกลับพระตำหนักของตน 

เมื่อเสร็จจากการเปลี่ยนอาภรณ์จากชุดสีอ่อนกลับไปอยู่ในเครื่องทรงขององค์ฮ่องเต้ ความน่ายำเกรงปนความหนักอึ้งของภาระหน้าที่ก็กลับมาอีกครั้ง 

“ถวายพระพรเสด็จย่า หลานช่างอกตัญญูนัก” องค์ฮ่องเต้ทำความเคารพสตรีสูงศักดิ์ผู้อยู่เหนือสุดของฝ่ายในซึ่งนั่งรออยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานของห้อง 

“ฝ่าบาททรงงานหนักเพื่อบ้านเมืองจนเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ ย่าต่างหากที่ต้องรู้สึกผิด” หวังไทฮองไทเฮาลุกขึ้นมารับการคารวะก่อนจะเชิญให้องค์ฮ่องเต้นั่งแทนที่ส่วนตนนั้นก็นั่งลงด้านข้าง 

“เสด็จย่ามีสิ่งใดไยมิให้คนมาตามหลานไปพบที่ตำหนัก” องค์ฮ่องเต้ยังคงเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม 

“ย่าเกรงว่าฝ่าบาทจะทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงเห็นว่านำเรื่องน่ายินดีมาทูลฝ่าบาทด้วยตัวเองจะดีกว่า” หวังไทฮองไทเฮายังคงอ้อมค้อมไม่ยอมพูดถึงธุระของตนเสียที 

“มีเรื่องน่ายินดีอะไรกันหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามพร้อมรินน้ำชาให้หวังไทฮองไทเฮาตามมารยาทที่ผู้มีศักดิ์เป็นหลานควรกระทำ 

“เชิญหมอหลวงรายงาน” หวังไทฮองไทเฮาหันไปหาคณะหมอหลวงที่ยืนประสานมือรอคอยคำสั่งอยู่เบื้องหน้า 

“ด้วยพระบารมีของฝ่าบาท ฮองเฮาทรงพระครรภ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” 

“สวรรค์มีเมตตามอบทายาทให้ฝ่าบาท ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีนัก” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมคำสรรเสริญแสดงความยินดีที่ดังขึ้นพร้อมกับทั่วห้อง 

หานตงเองก็รู้สึกยินดีไม่น้อย ในที่สุดสิ่งที่เขาต้องฝืนใจทำก็สัมฤทธิผล แต่เมื่อมองไปยังคนรัก อีกคนกลับเงียบงันไม่แสดงออกถึงท่าทียินดีใดๆ 

ผู้คนที่กำลังยินดีไม่สังเกตเลยว่า สองมือภายใต้แขนเสื้อกำลังกำเข้าหากันแน่น ความคิดมากมายไหลเวียนสลับไปมา ไยผู้ที่ตั้งครรภ์ต้องเป็นนาง 

...สตรีผู้ใดก็สามารถตั้งครรภ์มังกรให้เขาได้ แต่ต้องมิใช่ฮองเฮาผู้นี้ 

  

  

หมายเหตุ 

*ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เทียบเท่าสมุหพระกลาโหม 

  

>>> เสียงจากคนแต่ง 

เอาแล้วๆๆ หานตงกับฝ่าบาทกำลังหวาน ฮองเฮาก็ตั้งครรภ์ขัดซะแล้ว 

การตั้งครรภ์ของฮองเฮาในครั้งนี้จะทำให้เกิดอะไรกับคนทั้งคู่บ้าง 

แล้วทำไมฝ่าบาทของเราถึงไม่พอใจกับการตั้งครรภ์ครั้งนี้ขนาดนั้น 

รอติดตามตอนต่อไปจ้า 

ต้องกราบขออภัยคนอ่านทุกคนที่นานๆ จะโพล่มาที 

ยอมรับเลยว่าช่วงหลังมันตันๆ บรรยายไม่ไหลลื่นตามสิ่งที่คิด เพราะด้วยหน้าที่การงานที่เพิ่มขึ้น และอะไรหลายๆ อย่าง 

แต่ก็รับปากว่าไม่มีทางเทเรื่องนี้แน่นอนจ้า 

ขอกำลังใจจากทุกคนด้วยน่าาาาา 

มาคอมเมนคุยกันบ้างอะไรบ้างเด้อค่า 

  

  

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น