facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 199 ความลับของร่างสถิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 199 ความลับของร่างสถิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 283

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2563 23:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 199 ความลับของร่างสถิต
แบบอักษร

ตอนที่ 199

 

“เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้า!!” 

 

ซุน อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงในทันที เพราะจำได้ว่ากลุ่มยอดฝีมือผู้ที่ผ่านประตูวาสนา และทะยานเข้ามาหอคอยนั้น ไม่มี เฉียงตงฟาง อยู่ภายในกลุ่มคนดังกล่าวอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นไม่มีทางที่ ซุน หรือคนอื่น ๆ จะมองไม่เห็นกับบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับนี้ 

 

อีกทั้งขณะที่ ซุน เคลื่อนขบวนด้านในหอคอย ก็ไม่เห็นเงาร่างของ เฉียงตงฟาง ผ่านเข้ามาเลยสักครั้งเดียว เช่นนั้นความเป็นไปได้ก็มีเพียงแค่ เฉียงตงฟาง ได้เข้ามาในหอคอยก่อนที่ขบวนศิษย์สองสำนักจะเดินทางมาที่นี่... 

 

เฉียงตงฟาง ในยามนี้คล้ายจมจ่อมอยู่กับการทนรับแรงกดดัน พร้อมทั้งดูดซับกระแสลมปราณภายในชั้นที่ 99 นี้อย่างบ้าคลั่ง ตาสองข้างปิดสนิทดังนั้น จึงยังไม่ทันเห็นการมาของ ซุน จากระยะที่ห่างไกล... 

 

จวบจนกระทั่ง เฉียงตงฟาง สำลักโลหิตคำโตออกมา เลือดสดสาดกระเซ็นตรงหน้า เรือนกายสั่นเยือกไปทั้งตัว หันมองไปยังปลายทางของชั้นที่ 99 และดูเหมือนว่าจะพยายามตะเกียกตะกาย เพื่อไปให้ถึง โถงชั้นพัก... ทว่าอาการกลับไม่สู้ดีนัก แม้ว่าชายหนุ่มจะเลือกมาทำการดูดซับใกล้กับปลายทางออกของชั้น 99 เพื่อที่เมื่อถึงขีดจำกัดจะสามารถออกไปได้ในทันที แต่ถึงกระนั้นระยะเพียง 10 กว่าก้าว ก็ราวกับห่างไกลนับร้อยลี้... 

 

“บะ...บัดซบ!!” เฉียงตงฟาง สบถออกมาอย่างปลงอนิจจัง รู้สึกสมเพชตนเองยิ่งนักที่ฝืนร่างกายมากเกินไป แน่นอนว่ามันจะไม่เป็นเช่นนี้เลย หากมิใช่เพราะความบ้าคลั่งของกระแสลมปราณที่พุ่งทะยานขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ นั่นจึงทำให้ เฉียงตงฟาง คำนวณทุกสิ่งอย่างพลาดพลั้งไป 

 

แต่แล้วในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่ง ฉุดดึงร่างของ เฉียงตงฟาง ขึ้นมาประคอง ก่อนจะค่อย ๆ นำพาอีกฝ่ายก้าวเดินด้วยความยากลำบากตรงไปยัง 10 ก้าวสุดท้าย เฉียงตงฟาง รู้สึกตกใจมากกับบุคคลปริศนาที่ช่วยเหลือ ทว่าดวงตาของ เฉียงตงฟาง ก็คล้ายพร่าเลือนเต็มทีจากสภาวะที่ย่ำแย่... 

 

ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ แรงกดดันทั้งหมดพลันจางหาย... เฉียงตงฟาง จึงค่อย ๆ ได้สติกลับคืนมา เหลือบมองไปยังผู้ที่ประคองช่วยเหลือตน ก่อนที่ดวงตาของชายหนุ่มจะเบิกกว้าง สติทั้งหมดหวนกลับมาแทบจะในทันที... 

 

“ทะ...ทำไมเป็นเจ้า?!” 

 

ซุน ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ก่อนจะประคอง เฉียงตงฟาง นั่งลงที่โถงพักชั้นที่ 99 แห่งนี้ ใบหน้าของอีกฝ่ายดูคล้ายเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ระคนตกตะลึง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา เลือกทำในสิ่งที่สมควรก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือการประสานมืออย่างสุภาพและเอ่ยเนิบนาบแผ่วเบา 

 

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ... ไม่ว่าจะด้วยเพราะอะไร แต่ข้า เฉียงตงฟาง ติดค้างเจ้าแล้ว...” 

 

ซุน โบกมือด้วยสีหน้าระรื่นไม่ยี่หระ “ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไร... ตัวข้านั้นมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเป็นกมลสันดานที่แก้ไม่หายอยู่แล้ว ไม่ได้คิดหวังสิ่งใดตอบแทนแม้สักนิดเดียว... เราทั้งสองต่างเป็นคนรู้จักกัน เห็นเจ้าปลอดภัยดีเท่านี้ข้าก็สบายใจแล้ว”  

 

แม้จะเอ่ยกล่าวเช่นนั้นออกมา ทว่าแท้จริง ซุน ย่อมรู้แก่ใจว่าอีกไม่นาน ตนก็ต้องย้ายไปอยู่พรรคมังกรฟ้าถึงสองปีตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ ดังนั้นแล้วขอแค่ทำให้ เฉียงตงฟาง ติดค้างได้เช่นนี้ การไปพรรคมังกรฟ้าก็สบายไปแปดอย่าง... 

 

เฉียงตงฟาง ถอนหายใจแผ่วเบา ปาดโลหิตที่มุมปาก เมื่อโคจรลมปราณตรวจสอบ ก็พบว่าเส้นลมปราณเพียงแค่เสียหายบางส่วนเท่านั้น ยังไม่นับเป็นอาการร้ายแรงอะไร สามารถกลับออกไปพักฟื้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน 

 

แต่สิ่งสำคัญ คือความฉงนใจที่เห็น ซุน ก้าวมาถึงระดับชั้นนี้ได้ แต่หันมองไปยังลูกแสงทรงกลมของ ซุน ดวงตาก็ถึงกับแข็งค้างไป ตัวเลข 111 ที่ปรากฏทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัด ว่าทำไม ซุน ที่ก้าวขึ้นมายังระดับชั้นที่ 99 นี้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขสามหลักไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ทวีปพยัคฆ์ขาว จึงทำให้ เฉียงตงฟาง ไม่คิดว่าจะมีใครสามารถขึ้นมาเทียบเท่าระดับของตนเองได้... 

 

แม้ เฉียงตงฟาง จะมีท่าทีตกใจ... แต่กลับเป็น ซุน ที่ตกใจมากยิ่งกว่า!! เพราะเมื่อมองไปยังเหนือศีรษะของ เฉียงตงฟาง ที่ควรจะมีลูกแสงทรงกลมบอกหมายเลขโชควาสนา แต่มันกลับมีเพียงความว่างเปล่า!! เฉียงตงฟาง ไม่มีลูกแสงทรงกลมเฉกเช่นคนอื่น ๆ ที่ขึ้นมาในหอคอยแห่งนี้... 

 

“ทะ...ทำไมเจ้าถึง ไม่มีลูกแสง?!” 

 

เฉียงตงฟาง เห็นท่าทีเช่นนั้นของ ซุน ก็เผยรอยยิ้มที่อ่อนแรงออกมา... 

“อันที่จริง... มันเป็นความลับอย่างหนึ่งของผู้ที่เป็นร่างสถิตสัตว์อสูร เจ้าเองก็น่าจะทราบดีว่าหอคอยนั้นมีความสัมพันธ์บางอย่างกับสัตว์อสูร ทำให้สัตว์อสูรสามารถเข้าออกหอคอยได้อย่างอิสระ ทั้งยังไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในหอคอยอีกด้วย... 

 

ตัวข้าเป็นร่างสถิตมังกรขาวเนตรฟ้า เปรียบเสมือนว่ามีพลังของสัตว์อสูรอยู่หลายส่วนในร่างกาย ดังนั้นถึงแม้ว่าข้าจะได้รับแรงกดดันจากหอคอยเฉกเช่นเดียวกันคนอื่น ๆ แต่ขณะเดียวกัน ข้าก็สามารถเข้าออกหอคอยได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องผ่านประตูวาสนา...” 

 

“!!!!!!!!!!” ซุน อ้าปากค้างไปโดยพลัน แน่นอนว่าเมื่อไม่ผ่านประตูวาสนา ก็ย่อมไม่ได้รับลูกแสงที่มีตัวเลขวาสนา นั่นถือเป็นสิ่งยืนยันในคำพูดของ เฉียงตงฟาง เป็นอย่างดี 

 

“เช่นนั้นแปลว่าเจ้า?! ไม่ได้รับขีดจำกัดด้านเวลาในการอยู่ภายในหอคอยด้วยงั้นสินะ!! อีกทั้งด้านจำนวนที่ถูกกำหนด ปีละครั้งก็ไม่น่าจะมีผลอะไรกับเจ้าด้วย?!” 

 

เฉียงตงฟาง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ โดยไม่ปิดบัง... 

“ถูกต้อง... ในครั้งนี้ ข้าเข้าหอคอยมานานกว่า 14 วันแล้ว... และในเรื่องของจำนวนความถี่ในการเข้าหอคอย ก็เป็นดังที่เจ้าว่ามานั้นแหละ หากนับเฉพาะการเข้ามาในหอคอยล่ะก็ ข้าสามารถเข้าหอคอยได้ตลอดเวลา...” 

 

ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยน ในใจก่นด่า เฉียงตงฟาง ว่าการเป็นร่างสถิตมันช่างคดโกงยิ่งนัก กระแสลมปราณในหอคอยสูงล้ำมหาศาล ยิ่งถ้าเข้ามาได้อย่างไร้ขีดจำกัดทั้งเวลาและความถี่ ก็สมควรมีช่องทางการพัฒนาลมปราณที่เหนือล้ำกว่าผู้อื่นอย่างชัดเจน 

 

แต่แล้ว ซุน ก็พลันฉุกคิดบางอย่างถึงมาได้ และสงสัยในคำพูดของ เฉียงตงฟาง เล็กน้อย... 

“เจ้าบอกว่า... นับเฉพาะการเข้ามาในหอคอย?! นั่นหมายความว่ายังไง?!” 

 

เฉียงตงฟาง ใบหน้านิ่งขรึม ก่อนจะหยิบเอาแผ่นหยกชิ้นหนึ่ง ที่ด้านในอัดแน่นไปด้วยประจุลมปราณและอาคมที่สลับซับซ้อน ซึ่งมันก็คือวัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่ง...  

 

“ก็อย่างที่ว่ามานั่นแหละ ในการเข้ามาภายในหอคอยนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับร่างสถิตสัตว์อสูร แต่การออกไปจากหอคอยต่างหากที่เป็นเรื่องยาก... เนื่องจากข้ามิได้เข้ามาด้วยวิธีการปกติ ดังนั้นย่อมไม่อาจออกไปได้ด้วยวิธีปกติเช่นกัน ข้าจำเป็นต้องมีวัตถุอาคมสำหรับเคลื่อนย้ายนำส่ง ที่หาได้ยากยิ่งติดตัวเอาไว้...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ ขมวดคิ้วฉับในทันที โดยปกติแล้วการจะออกจากหอคอย ล้วนเกิดการพลังนำส่งของลูกแสงทรงกลมหลังครบกำหนด 3 วันตามเงื่อนไขทั้งสิ้น... ดังนั้นเมื่อไม่มีลูกแสงนี้ ก็ย่อมออกไปไม่ได้เช่นกัน ไม่ต้องกล่าวถึงวิธีที่จะทำลายหอคอยเพื่อออกมา เพราะแม้แต่ชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ก็ไม่อาจทำลายแม้แต่อิฐสักก้อนที่ใช้สร้างหอคอยโบราณแห่งนี้ขึ้นมา...  

 

ฉะนั้นแล้วหากเป็นดังที่ เฉียงตงฟาง ว่ามา การเข้าหอคอยถือเป็นเรื่องง่าย แต่การออกไปจากหอคอยถือเป็นเรื่องยาก หากไร้ซึ่งวัตถุเคลื่อนย้ายนำส่ง นั่นมิเท่ากับว่าจะต้องติดแหง็กอยู่ในหอคอยไปจนตายหรอกหรือ?! 

 

อีกทั้งวัตถุเคลื่อนย้ายนำส่งเช่นนี้ เป็นสิ่งของที่ไม่อาจประเมินราคาได้ เพราะมีเพียงชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงขึ้นไปเท่านั้น ที่จะมีพลังในการสร้างวัตถุอาคมเหนือกฎเกณฑ์เช่นนี้ออกมา สามารถใช้เป็นไม้ตายสุดท้ายในการหลบหนีได้อีกด้วย เป็นดั่งวัตถุล้ำค่าในยุทธภพก็มิปาน 

 

การที่ เฉียงตงฟาง มีของสิ่งนี้ในครอบครอง ทั้งหมดย่อมมาจากที่ตระกูลเฉียง คือ 1 ใน 5 ตระกูลใหญ่ระดับป้ายเงิน ที่คุมบังเหียนพรรคมังกรฟ้า... หากตระกูลกุ่ยผู้นำพรรคในปัจจุบันจบสิ้นลง ตระกูลเฉียง ยังเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำพรรคมังกรฟ้าอีกด้วย ดังนั้นด้านทรัพยากรของตระกูลเฉียงจึงมีล้นฟ้ามิอาจคาดคะเน มากพอที่จะเสาะหาวัตถุเคลื่อนย้ายนำส่งเช่นนี้มาได้ ซึ่งหากเป็นสามัญชนทั่วไปล่ะก็ทั้งชีวิตก็ไม่มีโอกาสได้เห็นของล้ำค่าชิ้นนี้... 

 

“โดยทั่วไปแล้ว ข้าก็จะขึ้นมาทางประตูวาสนาปีละครั้งเฉกเช่นคนอื่น ๆ นั่นแหละ เพราะวัตถุเคลื่อนย้ายนำส่งเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากมาก... แต่เพราะเวลานี้ข้าต้องการที่จะก้าวกระโดดในด้านพื้นฐานลมปราณ ให้มีแข็งแกร่งทัดเทียมกับราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบัน ก่อนที่จะหมดโอกาสท้าประลองในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จึงเป็นเหตุให้ช่วงนี้ข้าจำต้องเสี่ยงเข้ามาในหอคอย...” เฉียงตงฟาง กล่าวขึ้นโดยไม่ปิดบัง 

 

สำหรับคนภายนอก มักรู้สึกกว่ากลัวต่อ เฉียงตงฟาง ซึ่งมันเป็นเพราะระยะห่างที่ เฉียงตงฟาง สร้างขึ้นมาเองจากความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าคนในรุ่นเดียวกันไปมาก ผนวกกับไอดุร้ายของร่างสถิตที่กระจายออกมา จึงไม่แปลกที่แม้แต่ศิษย์พรรคมังกรฟ้าเกือบทั้งหมด ก็ยังมีความหวาดกลัวต่อ เฉียงตงฟาง ผู้นี้จนไม่มีใครกล้าสุงสิง 

 

แต่สำหรับ ซุน ที่เผชิญหน้ากับความเป็นตายมานักต่อนัก เผชิญหน้ากับการถูกตามล่าโดยเหล่ามือสังหารระดับยอดฝีมือ ดังนั้นในสายตาของ ซุน แล้ว เฉียงตงฟาง ก็มิได้น่ากลัวอะไรนัก... ทั้งยังดูเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นพยายามคนหนึ่ง หากคบหาเป็นสหายได้ ก็ย่อมดีกว่าเป็นศัตรูต่อกัน... 

 

“จริงสิ... ในเมื่อเจ้าไม่มีลูกแสงตัวเลขวาสนา เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีขอบเขตจำกัดในการฝ่าทะลวงขึ้นไปน่ะสิ?! ดังเช่นที่สามผู้ใหญ่ในอดีตสามารถพิชิตหอคอยได้!!” ซุน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสนอกสนใจต่อพลังแฝงเร้นของร่างสถิต 

 

เฉียงตงฟาง กลับส่ายหน้าเบา ๆ 

“ถึงจะกล่าวได้ว่าข้าเป็นร่างสถิต แต่ในแท้ที่จริงการเป็นร่างสถิตของข้านั้นมันมิใช่ร่างสถิตสมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากวิทยาการที่ถูกพัฒนาในช่วงหลายพันปีในยุทธภพ ดังนั้นย่อมมิอาจนำไปเปรียบวัดกับร่างสถิตสมบูรณ์ของสามผู้ใหญ่ในอดีตได้...  

 

ชั้นที่ 99 ก็คือขีดจำกัดของข้าแล้ว... ก่อนหน้านี้ข้าได้ใช้ทรัพยากรไปมากกว่าจะมาถึงชั้นที่ 99 นี้ได้ จนปักหลักได้อย่างกระท่อนกระแท่นไม่มั่นคงนัก แต่ก็พยายามใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเพื่อดูดซับกระแสลมปราณให้มากที่สุด 

 

ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ จู่ ๆ กระแสลมปราณภายในชั้นก็บ้าคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้ความไม่มั่นคงของข้าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้พังทลายลงในที่สุด การจะใช้วัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่งได้นั้น จะต้องอยู่ในพื้นที่ซึ่งไร้กระแสลมปราณแปรปรวน หรือก็คือภายในโถงพักระหว่างชั้น จึงทำให้ข้าต้องพยายามเข้ามาในโถงนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายร่างกายก็ทนไม่ไหวเสียก่อน และก็เป็นอย่างที่เจ้าได้ช่วยเหลือข้านั่นแหละ...” 

 

ซุน เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า พื้นฐานลมปราณของ เฉียงตงฟาง ณ เวลานี้ แตกต่างไปจากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่เวทีประลองในวังหลวง พื้นฐานของ เฉียงตงฟาง แตะย่างเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 3 แล้ว เรียกได้ว่ามีความเร็วในการบ่มเพาะที่น่ากลัวเป็นยิ่ง สมแล้วที่ปักหลักอยู่ภายในหอคอยบนชั้น 99 มายาวนานนับสิบกว่าวัน...  

 

ด้าน เฉียงตงฟาง เมื่อกล่าวเรื่องอธิบายเรื่องของตนเองจนหมดเปลือก สายตาของ เฉียงตงฟาง ที่มองมายัง ซุน ก็เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง... 

 

“ว่าแต่เจ้าเถอะ... เจ้าใช้วิธีการใดกันแน่ ทำไมพื้นฐานลมปราณของเจ้าจึงก้าวกระโดดมาถึง 5 ขั้น ในรอบหนึ่งเดือนเช่นนี้ มากยิ่งกว่าข้าที่อยู่ในหอคอยชั้นที่ 99 เสียอีก... ทั้งข้ายังมั่นใจว่าเจ้าไม่น่าจะมีทรัพยากรในการเผาผลาญมากไปกว่าข้าแน่นอน แล้วทำไมเจ้าถึงยังสามารถขึ้นมายังชั้นที่ 99 นี้ได้โดยที่สีหน้ายังคงเป็นปกติ?!” 

 

.......................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว