email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 11 - เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่เกียร์ [70%]

ชื่อตอน : Episode - 11 - เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่เกียร์ [70%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Star

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2564 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 11 - เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่เกียร์ [70%]
แบบอักษร

 

บ้านศิลา 

00.00น 

“อ้าวยังไม่นอนเหรอ”เฮียเดินเข้ามาในห้องแบบไม่เคาะประตู ปกติฉันไม่ค่อยล็อกประตูอยู่แล้วเพราะชั้นบนมีแค่ฉันไง เฮียนอนคอนโดทุกวัน 

“ยังอะ มีอะไรให้คิดนิดหน่อย” 

“เรื่องผู้ชาย?” 

“ยุ่ง” 

“แสดงว่าใช่” 

“ว่าแต่เฮียเถอะ มีอะไร” 

“เฮียมีอะไรจะถามหน่อย” 

“เรื่อง?” 

“ไอ้พฤกษ์อะไรนั่น เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าแก่เหรอ” 

“อืม” 

“แล้วแกรู้อะไรเกี่ยวกับเฮียแล้วก็ณิรินบ้าง” 

“เรื่องที่เฮียเคยทำให้ณิรินเสียใจเมื่อสามปีก่อนอะนะ ลิษารู้แล้ว ถามณิรินแล้วด้วย” 

“แล้วณิรินว่าไงบ้าง เขาเล่าอะไรให้แกฟังมั้ง” 

“ก็…อยากรู้ก็ไปถามณิรินเอาสิ” 

“ลิษา นี่เฮียนะที่หมายถึงพี่ชายอะ เคยคิดจะช่วยกันบ้างไหมเนี่ย” 

“ถ้าเฮียรู้ว่าลิษาช่วยอะไรเฮียไว้บ้าง เฮียเตรียมบวชให้ลิษาได้เลย” 

“ช่วย อย่างแกเนี่ยนะช่วยเฮีย ถามจริง อะไรวะ?” 

“เออน่ะ อย่าทำให้ลิษาต้องรู้สึกว่าช่วยผิดคนก็แล้วกัน” 

“นานๆ ทีจะรู้สึกโชคดีที่มีน้องสาว ขอบใจนะ” 

 “แต่ลิษาไม่เห็นเคยรู้สึกโชคดีที่มีเฮียเป็นพี่เลยนะ” 

“ปากคอแก่นี่มัน…ไม่น่ารับบทนางเอกได้เลยนะ”เฮียทำเป็นค้อน แล้วเปลี่ยนท่าที “เออปกติไอ้พฤกษ์มันนิ่งๆ กวนบาทาแบบนี้เหรอ” 

“ทำไมล่ะ ดูเฮียไม่ชอบหน้าพี่ชายณิรินเลยนะ” 

“ไม่รู้สิ ตั้งแต่รอบก่อนที่เจอมันที่บ้านณิรินก็รู้สึกแปลกๆ คือมันไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆ ของณิรินถูกไหม” 

“อืม” 

“นั่นไง ว่าแล้ว คิดอยู่ว่าทำไมตอนณิรินไปต่างประเทศมันถึงไม่ไป แล้วก็หน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักนิด” 

“แต่ณิรินก็รักพี่พฤกษ์พี่ชายเป็นพี่แท้ๆ นะ เฮียก็อย่าไปทำตัวน่าหมั่นไส้มากเดี๋ยวเขาไม่ใจอ่อนยอมยกน้องสาวให้หรอก” 

“ดูมันไม่ชอบหน้าเฮียเอามากๆ เลยว่ะ” 

“ก็เฮียเคยไปทำอะไรน้องสาวเขาไว้ล่ะ ถ้าสลับกันเป็นลิษามีผู้ชายเลวๆ กลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เฮียจะเปิดโอกาสต้อนรับเขาง่ายๆ เหรอ” 

“อืม ก็อาจจริง แต่เดี๋ยวนะ…นี่แกหลอกด่าเฮียนี่หว่า” 

“เขาเรียกว่ายกตัวอย่าง ลิษาไม่ได้ว่าสักหน่อย เฮียยยเจ็บ!”เฮียเขามาล็อกคอแล้วหยิกแก้มฉันอย่างแรง “ยอมแล้ว ยอมแพ้แล้ว!” 

“เฮียควรทำยังไงดีอะลิษา” 

“ไหว้พระสวดมนต์มั้ง ออกไปได้แล้วลิษาจะนอน” 

“กวนประสาท!” 

“เออเฮีย”ฉันเรียกพี่ชายไว้ก่อนที่มันจะเดินออกไป “หวังว่ารอบนี้เฮียจะไม่ทำให้ณิรินเสียใจนะ เท่าที่รู้มากว่าณิรินจะผ่านเรื่องนั้นมาได้ไม่ใช่ง่ายๆ” 

เพราะตอนพี่พฤกษ์เหมือนจะพูดอะไรแล้วหยุดพูดไป ฉันคิดว่าคงมีเรื่องอะไรที่เขาไม่อยากบอกฉันให้รู้ และคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกอย่างฉันเอาตัวเองไปเดิมพันกับพี่พฤกษ์การันตีเฮียตัวเองไว้ขนาดนั้นถ้ามันเทณิริน ฉันต้องเตรียมตัวฝึกเห่าแน่ 

“รู้แล้ว ครั้งนี้เฮียไม่ได้มาเล่นๆ โว๊ย” 

และพอเฮียเดินออกจากห้องไปสัญญาณแจ้งเตือนในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นว่าเพจ Movie on Time อัปเดตพอดี 

‘สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เป็นยังไงกันบ้างคะ แต่สำหรับแอดมินรินวันนี้มีเรื่องตื่นเต้นและไม่คาดฝันที่สุดในชีวิตเลยค่ะ เป็นเรื่องที่ทำให้ก้าวผ่านความกลัวในสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ให้กลายเป็นความจริง แต่มันก็มาจากความพยายาม การฝึกฝน ความตั้งใจ และก็พ่วงด้วยการที่คิดดีทำดี ก็เลยทำให้เจอแต่สิ่งดีๆ วันนี้แอดมินรินนึกถึงหนังเรื่องนึงที่เขาสู่การต่อสู้ วางแผน ฝึกฝน ตั้งใจ และแน่วแน่จนพบทางออกในเขาวงกตที่มันเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่เราจินตนาการได้เลยค่ะ’ 

‘แอดมินรินขอเสนอ Maze Runner วงกตมฤตยู ซึ่งเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายมีทั้งหมด4ภาค แต่ตอนนี้สร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งหมด 3 ภาคค่ะเริ่มต้นที่ โธมัส ชายหนุ่มที่ฟื้นขึ้นมาในลิฟต์ในความมืดที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว เมื่อกรงขนส่งหยุดและประตูเปิดออก เขาพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายฉกรรจ์ในดินแดนปริศนา พื้นที่ทุ่งโล่งขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมไปด้วยกำแพงคอนกรีตขนาดมหึมา แต่ในสมองของโธมัสมีแต่ความว่างเปล่า ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด และจำเรื่องราวในอดีตหรือชื่อของตัวเองไม่ได้ ซึ่งทุกคนในนี้ก็เช่นเดียวกันแต่ไม่ช้าชื่อตัวเองก็จะฟื้นกลับมาเอง’ 

‘ทุกๆ เช้าประตูคอนกรีตขนาดยักษ์ที่พาไปสู่เขาวงกตจะเปิดออก ทุกคืนเมื่อตะวันตกดินประตูจะปิดตัวลง และทุกสามสิบวันจะมีเด็กผู้ชายหน้าใหม่อยู่ในลิฟต์ แต่ที่คาดไม่ถึงคือกล่องโผล่ขึ้นมาอีกครั้งในช่วงไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ซึ่งนั่นเป็นการมาเยือนของ เทเรซ่า ผู้หญิงคนแรกที่ได้มาเหยียบทุ่ง’ 

‘โธมัสได้เป็นหนึ่งในสุดยอดนักวิ่งที่ทำแผนที่กำแพงของเขาวงกต ที่มีไว้กันพวกเขาหนี และเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของเขาวงกตในทุกคืน แม้จะเป็นสมาชิกหน้าใหม่หรือ "กรีนนี่" โธมัส ไม่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับเรื่องทุ่งและเขาวงกตเลย มันน่าจะมีบางอย่างที่ล้างความทรงจำของเขาไป และมันน่าจะเป็นกุญแจในการไขปริศนาเขาวงกตและน่าจะเกินขอบเขตโลกของเราด้วยซ้ำ’ 

‘แอดมินรินเคยอยู่ในเซฟโซนของตัวเองเสมอ และไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะสามารถทำบางอย่างได้สำเร็จ จนวันนึงที่ได้ลงมือทำเราก็อาจจะค้นพบเรื่องน่าตื่นเต้นเรื่องใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาลเลยก็ได้นะคะ’ 

Sarisa: ดีใจกับแอดมินรินด้วยนะคะที่หลุดจากเซฟโซนได้แล้ว เราเองก็มีหลายอย่างที่เคยกลัว แต่เมื่อก้าวผ่านมันมาได้เราจะรู้สึกภูมิใจกับมันมากๆ ถึงบางเรื่องอาจจะแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม แต่เมื่อมองย้อนกลับไปเราจะภูมิใจและไม่รู้สึกแย่กับตัวเอง 

Nirin Say: 

สองวันผ่านไป 

วันนี้มีกระแสสังคมอะไรบางอย่างในคณะฉันอีกแน่ๆ เพราะว่ามีคนเจ้ากลุ่มเม้าท์มอยตั้งแต่หน้าคณะจนถึงในคลาสเรียน เรดาร์ฉันค่อนข้างเร็วกับเรื่องพวกนี้แล้ว 

“มีอะไรวะ ทำไมวันนี้จับกลุ่มกันอีกแล้ว” 

“เรื่องฮันนี่อะ”วิวตอบทั้งที่ยังสนใจข่าวในมือถือที่ดูอยู่กับพวกลิษา 

“ทำไมวะ”  

“ยัยฮันนี่ลาออกแล้วย้ายออกไปเรียนกับแฟนที่มหา’ลัยเอกชนน่ะ นี่เพื่อนกระปุกเรียนที่นั่นส่งรูปมาให้ดู”กระปุกโชว์รูปในมือถือให้พวกเราดู เป็นรูปฮันนี่ที่นั่งเรียนที่มหา’ลัยใหม่ในคณะนิเทศศาสตร์ 

“เป็นเพราะฉันหรือเปล่าวะที่ทำให้ฮันนี่ต้องลาออก”ฉันถามเพื่อนๆ ในกลุ่มที่มันส่ายหน้าตอบอย่างพร้อมเพรียง 

“ยัยนั่นคงอายจนไม่กล้าสู้หน้าคนในมหา’ลัยมากกว่า แล้วไหนจะเรื่องเพื่อนที่หักหลังอีก เมื่อวานณิรินก็เห็นแล้วนี่ว่าไม่มีใครจริงใจกับฮันนี่เลย ลิษาว่าไม่เกี่ยวกับณิรินหรอก” 

เมื่อวานพวกริต้ามาขอโทษขอโพยฉันหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นที่งานประกวดดาวเดือน เธอบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะฮันนี่ยุยงทำให้เธอไม่ชอบฉันไปด้วย  

ถึงฉันไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด เพราะตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจฉันหมดแล้ว เลยขอให้ริต้าต่างคนต่างอยู่ยังไงก็คณะเดียวกันไปอีกสี่ปี ซึ่งริต้ากับเพื่อนๆ ก็ดูจะยอมทำตามแต่โดยดี เหมือนพวกเธอจะถูกเพื่อนในคลาสบอยคอตไปเลยหลังจากความจริงเปิดเผย แถมคนในมหา’ลัยและโซเชียลฯ ก็เม้าท์เรื่องเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดแบบไม่มีกระแสตก แค่นั้นก็เป็นบทเรียนของพวกเธอแล้วล่ะ 

“อย่าคิดมากเลยนะณิริน วิวได้ยินว่ามหา’ลัยนี้หรูมาก ก็เหมาะกับฮันนี่แล้วลูกคุณหนูขนาดนั้น แถมแฟนก็อยู่ด้วยไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอก” 

“จริง ลิษาว่าณิรินอย่าไปใส่ใจเลยนะ เขาอาจจะมีความสุขที่ได้อยู่ตรงนั้นมากกว่าที่นี่ก็ได้” 

“อืม ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น” 

เพราะถึงฉันจะไม่ชอบฮันนี่ แต่ก็ไม่เคยอยากมีปัญหากับใครจนถึงอยากให้ออกจากมหา’ลัย ไปกลางคันแบบนี้ แต่ยังดีที่แค่เปิดเทอมเดือนเดียวการย้ายไปที่ใหม่ก็เลยยังทำได้อยู่ ไม่งั้นถ้าเธอออกไปโดยทิ้งอนาคตตัวเองไปทั้งเทอมฉันคงรู้สึกผิดมากแน่เลย 

 

วันเสาร์ 

 “อ้าว วันหยุดจะไปไหนแต่เช้าล่ะณิริน”หลังจากที่เดินลงมาจากบนห้องก็พบพี่พฤกษ์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์และจิบกาแฟอยู่ที่ห้องรับแขก หลายวันผ่านมาฉันเพิ่งเห็นหน้าพี่ชายตัวเองเพราะเขาทำเหมือนคนตั้งใจหลบหน้ากันยังไงก็ไม่รู้ 

“พอดีณิรินมีนัดค่ะ” 

“ให้พี่ไปส่งไหม” 

“ไม่เป็นไรค่ะพี่พฤกษ์ เดี๋ยวมีคนมารับณิรินที่บ้าน” 

หลังจากที่ไปทานข้าวที่ภัตตาคารของลิษาวันนั้นปฏิกิริยาของเขาก็เปลี่ยนไป ระหว่างทางกลับบ้านฉันเล่าทุกอย่างให้พี่พฤกษ์ฟังโดยที่เขาไม่ได้ถาม และพี่พฤกษ์ตอบกลับมาสั้นๆ แค่ว่าให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเองเพราะมันคือชีวิตของฉัน  

ฉันเดินไปนั่งที่โต๊ะมองหน้าพี่ชายตัวเอง จนเขารู้สึกตัวแล้ววางหนังสือพิมพ์ลง 

“มีอะไรเหรอ” 

“พี่พฤกษ์โกรธณิรินเหรอคะ เรื่องพี่ศิลา” 

“เปล่านี่” 

“ก็แต่ตั้งแต่พี่พฤกษ์รู้วันนั้น ก็ทำเหมือนหลบหน้ากันเลยนี่คะ” 

“พี่ทำแบบนั้นเหรอ” 

“ปกติพี่พฤกษ์ต้องอยู่ทานข้าวเช้าก่อนไปมหา’ลัยทุกวัน แต่หลายวันมานี่พี่พฤกษ์ก็รีบออกไปเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ แถมกลับดึกหลังณิรินทุกคืน มันดูไม่เหมือนคนหลบหน้ากันเหรอคะ” 

“คือช่วงนี้พี่ต้องไปห้องสมุดแต่เช้าเพื่อหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ ส่วนตอนเย็นที่มหา’ลัยมีกิจกรรมรับน้องที่ต้องอยู่ถึงดึกจริงๆ ถ้าพี่ทำให้ณิรินคิดมากพี่ขอโทษด้วยนะ” 

“ถ้าเป็นแบบที่พี่พฤกษ์บอก ณิรินก็ขอโทษที่เข้าใจผิดนะคะ แต่ถ้าพี่ทำเพราะสาเหตุอื่นณิรินไม่อยากให้พี่ทำแบบนั้น เราเป็นพี่น้องกันนะคะ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ได้ใช่ไหม” 

“อืม อย่าคิดมากนะ พี่ไม่ได้หลบหน้าเราสักหน่อยไม่งั้นวันนี้คงไม่นั่งอยู่นี่หรอก” 

“ณิรินค่อยสบายใจหน่อย นอนเครียดมาตั้งหลายคืนนึกว่าพี่พฤกษ์โกรธจนไม่อยากคุยด้วย” 

“ใครจะไม่คุยกับน้องสาวได้ลงคอ ว่าแต่จะออกไปไหนเนี่ย” 

“วันนี้ณิรินขออนุญาตออกไปข้างนอกกับพี่ศิลานะคะ อาจจะกลับช้านิดหน่อย” 

“อ่ออืม ดูแลตัวเองดีๆ นะ แล้วก็อย่ากลับดึกมาก” 

“ค่ะ”ฉันตอบรับที่เห็นพี่ชายทันที “ณิรินไปแล้วนะคะ” 

ข้อความทางไลน์ของพี่ศิลาเด้งขึ้นมาแจ้งว่าเขาถึงหน้าบ้านฉันแล้ว ฉันเลยลุกออกมาจากห้องรับแขก 

ส่วนวันนี้ที่ฉันบอกไปตามตรงเพราะไม่อยากโกหกและไม่อยากปิดบังพี่ชายตัวเอง คิดอยู่ว่าพี่พฤกษ์จะแสดงสีหน้าไม่พอใจหรือเรียกคุยเป็นการส่วนตัวเหมือนในละครหรือเปล่า แต่เขาก็ดูปกติและแค่บอกให้ดูแลตัวเอง ภายใต้ความนิ่งแบบนั้นทำให้ฉันเริ่มกังวลนิดหน่อย มีอะไรหรือเปล่านะ 

“เหมือนชุดคู่เลยอะ” พอเข้ามานั่งในรถสปอร์ตสีดำพี่ศิลาก็ทักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ฉันใส่เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนโอเวอร์ไซส์สไตล์เกาหลีกับกางเกงยีนสีขาวขาสั้นและรองเท้าสานสบายๆ ส่วนพี่ศิลาก็แต่งโทนสีคล้ายกันอย่างกับนัดมา “คนมันใจตรงกันอะเนอะ” 

“พูดไปเรื่อย หิวแล้วจะพาไปไหนเนี่ย” 

“ลืมตามาก็หิวเลยหรือไง” 

“สรุปพี่จะไม่บอกจริงๆ เหรอว่าเราจะไปไหนกัน” 

“ก็ว่าจะพาไปอิตาลี แล้วก็ชอปปิ้งต่อที่ญี่ปุ่น” 

“ไม่ขำ” 

“เอาน่าเดี๋ยวก็รู้ ไม่พาไปขายหรอก” 

ก่อนจะถึงสถานที่หลักพี่ศิลาก็แวะพาฉันมาทานข้าวและทานกาแฟก่อนที่คาเฟ่ประจำที่ฉันมาบ่อยๆ กว่าจะได้ออกจากร้านก็ลีลาจนเกือบๆ สิบเอ็ดโมง จนรถเขาขับเลี้ยวมาที่สวนสนุกฉันก็พอจะเข้าใจแล้ว 

“ก็คือต้องพามาตามสัญญา?” 

“ใช่สิ พูดไว้แล้วก็ต้องทำให้ได้” 

ครั้งล่าสุดที่ได้มาสวนสนุกที่นี่ก็น่าจะประมาณห้าหกปีได้ มากับทางโรงเรียนจัดมานี่แหละ จำได้ว่าสนุกมาก ส่วนที่เกาหลีฉันก็เคยไปกับเพื่อนอีกครั้งนึงแต่ก็แค่เข้าไปดูไฟตามเทศกาลถ่ายรูปสวยๆ เพราะเพื่อนแต่ละคนไม่กล้าเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวเลยสักคน 

พี่ศิลาจัดการเรื่องตั๋วค่าเข้าให้หมดด้วยสีหน้าตื่นเต้น ทำเป็นคุยโม้โอ้อวดว่าอยากเล่นอันนั่นอันนี้มากมาย 

“สรุปเราจะเริ่มที่อะไรดีคะ”ฉันเปิดแผนที่ของสวนสนุกและชี้ไปยังสกายโคสเตอร์ หรือเรียกง่ายๆ ว่ารถไฟเหาะตีลังกานั่นเอง ซึ่งคนที่พูดเอาไว้เยอะก็เริ่มหน้าซีดขึ้นมาดื้อๆ 

“จะดีเหรอ พี่ว่าเราเล่นอะไรเบาๆ ก่อนดีกว่าไหม”ไม่ปล่อยให้เขาได้พูดต่อฉันดึงพี่ศิลามาต่อแถวเครื่องเล่นอย่างตื่นเต้น “พี่ว่าเราเริ่มด้วยบ้านยักษ์หรือว่ารถไฟชมเมืองก่อนดีไหม อันนี้มันฮาร์ดคอไปป่ะ” 

“อันนี้แหละ มารอบก่อนคนเยอะไม่ได้เล่นเลย” 

“อืม ก็ได้” 

“พี่ศิลากลัวเหรอคะ” 

“เปล๊า อย่างชอบ นี่แบบเล่นเป็นสิบรอบยังไหว!” 

ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีที่ต่อแถวรอเล่นและได้เล่นเครื่องเล่น พอลงมาพี่ศิลาก็หน้าซีดเพราะกรี๊ดบนเครื่องเล่นหนักกว่าฉันอีก แถมตอนนี้ทำเหมือนอยากอาเจียนด้วย 

“ไหวไหมคะ” 

“...”เขาโบกมือเป็นนัยว่าปกติแล้วเปิดกระเป๋าควักยาดมมาดมทันที “พี่โอเค สบายมาก แต่สงสัยจะเมากาแฟนิดหน่อยน่ะ แต่ตอนนี้โอเค!” 

“แน่ใจนะคะ” 

“แน่สิ!”พี่ศิลาสูดยาดมอีกสองสามทีก็ลุกมาเปิดแผนที่ดูเครื่องเล่นทั้งที่หน้ายังซีดอยู่เหมือนเดิม“ต่อไปเอาไวกิ้งส์ดีไหม” 

“ได้ค่ะ น่าสนุก” 

และพอฉันตอบรับเขาก็เดินนำมาถึงไวกิ้งส์เนื่องจากอยู่ไม่ไกลกัน โชคดีที่ไม่มีคนเยอะเราเลยได้เล่นรอบนี้พอดี การไม่ได้เล่นไวกิ้งส์นานถึงได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวกว่าสกายโคสเตอร์อีก ดูเหมือนว่าพี่ศิลาจะกรี๊ดแล้วหลับตาหลังจากที่ระดับมันขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ 

“โอ๊ย โคตรสูง ไม่ไหวแล้ว สูงเกิ๊น!” 

รอบสุดท้ายที่มันขึ้นสูงจัดพี่ศิลาลืมตามาแล้วก็รีบหลับตาลงอีกรอบ พร้อมกับเสียงกรี๊ดแตกตามสไตล์ผู้ชายกลัวความสูง 

หลังจากลงมาพี่ศิลาก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งโดยไม่พูดไม่จา จนฉันกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่แต่พอเขาหันมามองก็ต้องทำเป็นนิ่งไม่ให้รู้ว่าฉันหัวเราะเยาะอยู่ 

“เสียวฉิบ คลื่นไส้กว่าเดิมอีกตอนนี้!”พี่ศิลาพูดไปก็ดมยาดมไป เอาจริงๆ ก็เริ่มสงสาร 

“พี่เลือกเองนะ กลัวแล้วทำเป็นเท่” 

“ใครจะรู้ว่ามันเสียวขนาดนี้อะ คิดว่าขึ้นไอ้สกายโคสเตอร์แล้วจะชิว น่ากลัวกว่าอีก!”เขาบ่นเหมือนเด็กถูกหลอก 

“เดี๋ยวณิรินไปซื้อน้ำให้นะ นั่งรอตรงนี้ก่อน” 

“ครับ” 

ฉันหัวเราะอย่างเอ็นดู แล้วมาซื้อน้ำวิตามินซีเปรี้ยวๆ พร้อมกับพัดลมพกพาไปให้เขาซึ่งระหว่างทางเดินเจอห้องพยาบาลพอดีเลยแวะขอยาแก้คลื่นไส้ให้คนที่อาการไม่ค่อยดีด้วย 

“นี่ยาแก้คลื่นไส้กับแก้ปวดหัวค่ะ”ฉันแกะยาส่งให้พร้อมน้ำวิตามินซี พี่ศิลายอมกินอย่างว่าง่ายเขาคงจะกลัวมากจริงๆ ฉันเปิดพัดลมพกพาเป่าให้อากาศถ่ายเทช่วยเขาอีกแรง “ไหวไหมคะ ไปห้องพยาบาลดีกว่าไหม” 

“ไหวแต่ขอพักแป๊บนึง ขอโทษนะแทนที่จะได้เล่นเครื่องเล่นสนุกๆ กลับต้องมาดูแลพี่แทน” 

“ทีหลังกลัวเครื่องเล่นผาดโผนก็บอกกันตรงๆ สิคะ ทำเป็นโชว์เท่คีพคูลหน้าพี่เสียตั้งแต่ต่อแถวเล่นเครื่องแรกแล้ว” 

“พูดเหมือนรู้แต่แรกว่าพี่กลัวเครื่องเล่นพวกนี้” 

“พี่เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารทุกฉบับว่ากลัวเครื่องเล่นผาดโผนยิ่งกว่าผีณิรินจะลืมได้ยังไง” 

“แต่ก็หลอกให้พี่เล่นเนี่ยนะ”พี่ศิลาถามด้วยน้ำเสียงของคนที่ถูกต้ม “จิตใจของเธอช่างโหดร้ายยิ่งนัก” 

“ใครกันนะที่บอกว่าชอบให้เล่นอีกสิบรอบก็ยังได้ ณิรินก็เข้าใจว่าพี่เลิกกลัวแล้วสิ ส่วนไวกิ้งพี่เลือกเองนะ” 

“ใครจะเลิกกลัว ดูดิหัวใจพี่จะวายอยู่แล้วเนี่ยใครจะรับผิดชอบ!”พี่ศิลาทำเป็นไม่มีแรงแล้วซบลงที่ไหล่กันแบบเนียนๆ 

“เนียนขนาดนี้หายแล้วมั้ง” 

“ปวดหัวอยู่เลย ปวดตุบๆ ขอพักแป๊บนึงนะครับ” 

“อาการแย่ขนาดนี้ งั้นกลับกันเลยไหมคะ”ฉันแกล้งแหย่คนที่ซบไม่ยอมลุกจนเขาเด้งตัวมายืนทันที 

“อืม รู้สึกดีขึ้นมาทันทีอย่างบอกไม่ถูก ยาที่ณิรินเอามาให้นี่ดีจริงนะเนี่ย แต่ว่าเครื่องเล่นอันต่อไปขอแบบชิวๆ ก่อนนะ” 

“งั้นไปบ้านยักษ์อย่างที่พี่บอกก็ได้ค่ะ ถ่ายรูปเล่นกัน” 

“อืมดีลเลย!” 

พี่ศิลาพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย แล้วก็เพิ่งรู้ว่าพี่เขาชอบถ่ายรูปแถมถ่ายสวยมากหลังเห็นรูปที่เขาถ่ายให้มันออกมาดูดีทุกรูปเลย  

“มาเดี๋ยวณิรินถ่ายให้บ้าง กดตรงไหนบ้าง” 

“พี่ไม่ชอบเป็นแบบ ชอบถ่ายให้คนอื่นมากกว่า” 

“จริงๆ ณิรินก็ไม่ชอบยังเป็นแบบให้ถ่ายเลยนะ” 

“ก็ได้ครับ มองตรงนี้นะแล้วก็กดถ่ายเลย”พี่ศิลาสนใช้กล้องฉันก็ตั้งใจเรียนรู้และทำตามที่เขาสอน ซึ่งรูปก็ออกมาดูดีเหมือนกัน “เราถ่ายรูปคู่กันไหม” 

“ค่ะ”ฉันพยักหน้ารับ แต่รอบนี้พี่ศิลาใช้กล้องมือถือถ่าย เราเลยกดถ่ายกันไปหลายรูปและหลายแอ็กอย่างสนุกสนาน 

ฉันเคยมีรูปคู่กับพี่ศิลาแค่หนึ่งรูปในกระเป๋าตังค์ซึ่งมันก็นานมาแล้ว และโชคดีที่ยังเก็บมันไว้ในลิ้นชักที่โต๊ะทำงานอยู่ด้วย พอมาดูรูปวันนี้มันมีรูปนึงที่เราทำท่าเหมือนเดิมอย่างตอนนั้นไม่มีผิดแต่เขาคงจำไม่ได้ 

“ยิ้มอะไร” 

“เปล่าค่ะ ส่งรูปให้ณิรินบ้างนะคะ” 

“โอเค ต่อไปอยากเล่นอะไร” 

“เมืองหิมะไหมคะ” 

“ดีเลย” 

เราใช้เวลาในเมืองหิมะอยู่นานเพราะมันเย็นสบายดับอากาศร้อนๆ จากอากาศด้านนอก และเล่นบอร์ดที่สไลด์ลงมาจากภูเขาหิมะหลายต่อหลายรอบอย่างสนุกสนานท่ามกลางเด็กๆ ยิ่งรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเลย ซึ่งเครื่องเล่นอันนี้พี่ศิลาก็ดูถูกใจที่สุดเลยด้วย  

หลังจากนั้นเราก็ไปต่อที่แบล็คโฮล โคสเตอร์เป็นหนึ่งในรถไฟเหาะที่ไม่ได้ตีลังกาแต่ว่าจะน่ากลัวตรงที่วิ่งผ่านความมืด แต่สนุกมากด้านในเหมือนจำลองว่าเราได้ทะลุออกไปนอกอวกาศ แล้วพี่ศิลาก็เล่นได้สบายมากมีการชวนฉันเล่นอีกรอบด้วยแต่ติดตรงที่คนต่อแถวยาวนี่แหละ 

เราเลยไปต่อแถวดู4D  Adventure แทนมันคือโรงหนังสี่มิติที่มีเอฟเฟกต์แบบสมจริงมาก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองจนมีสัตว์กลายพันธุ์ออกมา เหมือนเราได้อยู่ในห้องแล็บได้เห็นสัตว์พวกนั้นจริงๆ และใกล้มากจนเสียวจริงเลย  

และสถานีต่อไปก็คือเอเลี่ยน ทางสวนสนุกสร้างห้องเอาไว้เหมือนเป็นห้องแล็บวิทยาศาสตร์เพาะพันธุ์เอเลี่ยนแบบในหนังไม่มีผิด แถมยังโชว์แสงสีเสียงที่ทำให้คิดว่าเอเลี่ยนในนั้นมันมีชีวิตจริงๆ จนร้องกรี๊ดกันสุดเสียง และเมื่อไฟการแสดงดับพี่ศิลาก็รีบจับมือฉันเอาไว้เพราะมันมองหากันไม่เห็นเลย เอาจริงๆ มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ไม่คิดว่าสวนสนุกจะไม่ได้มีไว้ให้แค่เด็กๆ พวกเรายังตื่นเต้นเลย 

พี่ศิลาจับมือพาฉันออกมาจากในนั้นก็พบว่ามันเป็นเวลาเย็นแล้ว มีอีกหลากหลายอย่างที่ฉันอยากเล่นแต่ก็สงสารพี่ศิลาที่เล่นไม่ไหวอย่างเช่นทอร์นาโด เฮอร์ริเคน แร๊พเตอร์ แต่ก็ไม่ได้อย่างเล่นมากขนาดนั้นแค่สองอย่างที่ผาดโผนเมื่อเช้าก็พอทำให้หัวใจสูบฉีดพอแล้ว 

“นี่ก็เย็นแล้ว กลับกันเลยไหมคะ” 

“มีอีกอย่างนึงที่ณิรินอยากเล่นมากไม่ใช่เหรอ” 

“แต่มันสูงนะคะ พี่ไม่กลัวเหรอ” 

“สูงแต่ไม่ผาดโผนพี่โอเคนะ” 

และมันก็คือเคเบิ้ลคาร์นั่นเอง ที่เมื่อก่อนฉันชวนพี่ศิลามาสวนสนุกก็เพราะอยากมาขึ้นเคเบิ้ลคาร์ด้วยกัน คิดว่ามันคงโรแมนติกดีที่เราได้นั่งชมวิวแล้วก็อยู่กันสองต่อสองบนนั้น และไม่อยากเชื่อว่าจะได้มาสานฝันในวันนี้ 

ความโรแมนติกของตอนนี้คือบรรยากาศแดดร่มลมตก แล้วไฟในสวนสนุกก็เปิดพอดี มองจากวิวมุมบนเห็นสวนสนุกได้ทั้งหมด ฉันยกมือถือมาถ่ายรูปและคลิปไว้บางส่วนอย่างตื่นเต้น และพอหันไปก็เห็นพี่ศิลาแอบถ่ายรูปกันอยู่เงียบๆ 

“แอบถ่ายอีกแล้วนะคะ” 

“พี่ชอบรูปเผลอๆ น่ารักดี” 

“ไหนขอดูหน่อย” 

“ไม่เอา เดี๋ยวแต่งรูปเสร็จแล้วส่งให้ทีเดียว” 

“เอาสวยๆ เลยนะคะ” 

“แค่นี้ก็สวยอยู่แล้ว ยังจะสวยกว่านี้อีกเหรอ หัวใจพี่ทำงานหนักไม่ไหวแน่ๆ” 

“พี่ศิลา”ฉันขมวดคิ้วเวลาได้ยินเขาพูดอะไรแบบนี้ คือแบบไม่เคยคิดว่าจะถูกชมซึ่งๆ หน้า แถมจากปากพี่ศิลาอีกยิ่งไปกันใหญ่ 

“ก็พูดความจริงไม่เชื่อลองแตะดู”พี่ศิลาคว้ามือฉันไปจับไว้ตรงหัวใจเขาจริงๆ ไอ้หัวใจตัวเองก็เลยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะพอกับของคนที่ถูกแตะเฉยเลย แต่จะเอามือออกก็ถูกเขารั้งไปกุมไว้ “เขินเหรอ” 

“ไม่เขินมั้ง คิดจะทำอะไรก็ทำงั้นสิ ไม่บอกก่อนเลย เขินจะแย่อยู่แล้ว!” 

“น่ารักกกกกกก” 

“พี่ศิลา”ฉันหน้าเห่อร้อนจนไม่กล้าจะมองหน้าเขาแล้วเนี่ย แล้วมันอยู่กันแค่สองคนไง แถมหนีไปไหนไม่ได้ด้วย “เปลี่ยนเรื่องเถอะขอร้อง มองหน้าไม่ได้แล้วเนี่ย” 

“โอเคๆ ถ้างั้นขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” 

“ขอคำถามดีๆ ไม่กวนประสาท” 

“ที่ผ่านมา ณิรินหายไปไหนมาเหรอ”จากที่เขินๆ ก็เลยกลับไปสบตาคนที่ตั้งคำถาม เขาดูจริงจังจนฉันนิ่งคิดตาม  

กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเล่าเรื่องให้เขาฟังดีไหม แต่ในเมื่อฉันบอกเองว่าจะเปิดใจมากขึ้นการบอกเรื่องราวที่ผ่านมาก็สำคัญทั้งของฉันและขอเขาไม่น้อย คงจะถึงเวลาแล้ว! 

“ณิรินย้ายไปอยู่ที่เกาหลีใต้มาค่ะ ตามคุณพ่อไปน่ะ” 

“ตอนแรกมีคนบอกพี่ว่าณิรินอยู่ที่นั่น แต่ว่าบางคนก็บอกว่าเจอณิรินเรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์พี่เลยไม่รู้ว่าที่ไหนกันแน่” 

“อ่อ ณิรินเรียนที่เกาหลีค่ะ แต่ว่าช่วงซัมเมอร์คุณแม่อยากไปเที่ยวแล้วท่านอยากให้ณิรินเก่งภาษา ก็เลยหาที่เรียนช่วงซัมเมอร์ให้ที่นิวซีแลนด์น่ะ” 

“แบบนี้เอง อยู่ที่เกาหลีใต้นี่เอง”และจู่ๆ พี่ศิลาก็ทำหน้าตกใจพร้อมกับยกมืออีกข้างที่ไม่ได้กุมมือไว้มาปิดไว้ในส่วนหน้าช่วงจมูกลงไป “ณิริน ที่เกาหลีตอนนั้น!” 

“เราเคยเจอกันแล้ว” 

“เห้ย!” 

“สองครั้ง แต่พี่จำณิรินไม่ได้” 

“...”พี่ศิลาตาโตค้างอยู่หลายนาที จนฉันกดมือถือถ่ายหน้าเขาแล้วยื่นให้ดู “หน้าพี่ศิลาตลกอะ” 

“คือใครจะคิดว่าคนที่เราตามหามาตลอด เราพบเขาแล้วแต่เราจำเขาไม่ได้วะ ไอ้ศิลา ไอ้โง่เอ๊ย!” 

“พี่จำได้นะ ยังเรียกว่าณิรินอยู่เลย”ฉันหัวเราะเยาะ “แต่คิดว่าเป็นญาติกันงี้ ก็นะเปลี่ยนไปขนาดนี้ใครจำได้เลยก็เก่งแล้ว ขนาดแอมแปร์ยังจำแทบไม่ได้” 

“ไม่อยากเชื่อเลย คือสารภาพเลยนะตอนนั้นที่เจอไม่รู้ว่าทำถึงอยากรู้จักณิรินมากจนถึงขั้นตามถามชื่อ แต่มองไปมองมาสายตาที่เห็นก็ทำให้นึกถึงณิรินเฉยเลย แต่ก็คิดในใจว่าจะเป็นไปได้ยังไง ถึงได้ถามต่อว่าเป็นญาติกันหรือเปล่า นี่มันเรื่องบังเอิญเหรอเนี่ย!” 

“ดาวเคราะห์โคจรให้มาเจอกันมั้งคะ เพราะตอนที่อีกคนหายไป ส่วนอีกคนพยายามตามหาแค่ไหน ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่มีวันมาพบกัน แต่เมื่อไรที่มันถึงเวลาของเราโคจรมาเจอกันต่อให้อยากหนีก็หนีกันไม่พ้น” 

“นั่นสิ แล้วอยู่ที่เกาหลีลำบากไหม ใช้ชีวิตสนุกหรือเปล่า” 

“ก็ไม่ลำบากนะคะแค่ปรับตัวค่อนข้างเยอะ แล้วตอนแรกต้องเรียนภาษาเกาหลีควบคู่ไปด้วย โชคดีที่เพื่อนๆ น่ารักและเป็นกันเองมากทำให้ช่วงเวลาที่แสนเหนื่อยล้าหายไปเร็ว” 

“ณิรินเก่งมากเลย เป็นพี่คงยอมแพ้แล้ว มีสติมากเลยนะที่ผ่านมาได้” 

“พอมองย้อนไปก็ต้องขอบคุณพี่ศิลากับคนพวกนั้นนะคะ ตอนนั้นณิรินคิดอย่างเดียวว่าอยากให้ตัวเองยุ่งมากๆ จนลืมเรื่องราวทุกอย่าง ทั้งลงเรียนภาษา เข้าคอร์สดูแลตัวเอง ทำทุก อย่างจนไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องนั้นเลย” 

“…”พี่ศิลานิ่งไปหลังจากที่ฉันพูดถึงเรื่องราวในเมื่อก่อน 

“ณิรินไม่ได้ประชดนะคะ พูดจริงๆ ถ้าไม่เอาคำดูถูกหรือความเสียใจตอนนั้นมาเป็นแรงผลักดันป่านนี้ณิรินก็อาจจะไม่ใช่ณิรินคนนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่พี่ทำจะดีหรือถูกต้องนะ” 

“พี่รู้ พี่ถึงได้บอกว่าณิรินเก่งมากที่ผ่านมาได้ และยังมองโลกในแง่ดีได้ขนาดนี้ นับถือใจเลย แล้วก็ขอโทษนะ พี่ขอโทษจริงๆ กับทุกเรื่องผ่านมา” 

“ณิรินไม่เก่งหรอกค่ะ บางอย่างก็แค่แกล้งๆ ทำเป็นเก่งทั้งที่มันโคตรทรมาน”ฉันยิ้มอ่อนเมื่อนึกถึงอาการที่เป็น แต่ก็ดีใจที่ทุกอย่างมันดีขึ้นมาขนาดนี้ 

“เพลงที่ร้องตอนประกวดดาวเดือน บอกถึงความรู้สึกตอนนั้นใช่ไหม พี่ฟังแล้วโคตรเจ็บปวด” 

“ก็แค่เพลงๆ นึงที่ชอบฟัง”ฉันแกล้งตอบและเปลี่ยนเรื่อง “เห้ยวิวตรงนั้นสวยดีนะ” 

“เวลาโกหกเรามักจะไม่มองตาพี่ และชอบเปลี่ยนเรื่อง รู้ตัวไหม” 

“เปล่าสักหน่อย”ถึงถูกจับได้แต่ก็ไม่อยากยอมรับ “แค่ไม่อยากพูดถึงมันแล้วน่ะ” 

“พี่ขออะไรณิรินสักอย่างได้ไหม เวลาอยู่กับพี่ณิรินสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้เต็มที่เลยไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า พี่อยากเป็นคนที่ทำให้ณิรินอยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีอะไรก็บอกพี่ได้ทุกเรื่อง พี่อยากเป็นคนที่ณิรินสามารถพึ่งพิงได้ อยากเป็นคนที่ผ่านทุกช่วงเวลาไปพร้อมกัน ให้พี่เป็นคนคนนั้นได้ไหมครับ” 

“หมายถึง...” 

“เป็นแฟนกับพี่นะครับ” 

“...”ฉันตกใจในสิ่งที่ได้ยิน หูอื้อจนคิดว่าสิ่งที่ได้ยินอาจจะฟังผิดไป “พี่ศิลาพูดว่าอะไรนะคะ” 

“เป็นแฟนกับพี่นะครับณิริน” 

[Delete] 

ทุกคนนนนนนนนนนนนนนนนนนน 

ขอลบเนื้อหาเพื่อรีไรท์และส่งสำนักพิมพ์พิจารณาค่ะ 

หากผลผ่านจะตีพิมพ์กับทางสนพ และเปิดขายในอีบุ๊คของสนพ 

แต่ถ้าหากไม่ผ่านนุ่นจะเปิดขายในอีบุ๊คของนุ่นเองค่ะ 

จะแจ้งให้ทราบอีกทีนะคะ รบกวนฝากติดตามในเพจ Aday6 จ้า 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ฝากตามเรื่องพี่มิวนิคต่อด้วยนะคะ เยิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ <3     

ความคิดเห็น