ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 ฉินหวังเฟย พระชายาสกุลเซี่ย

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ฉินหวังเฟย พระชายาสกุลเซี่ย

คำค้น : ตอนที่ 1

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 177

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2563 22:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ฉินหวังเฟย พระชายาสกุลเซี่ย
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 1 

ฉินหวังเฟย พระชายาสกุลเซี่ย  

 

 

นางแต่งเข้าจวนอ๋องมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว ได้พบท่านอ๋องผู้เป็นสวามีนับครั้งได้ ฉินอ๋องผู้นี้ครั้งแรกที่นางได้พบเขาก็คือในคืนสมรส นางยังจำได้ดีว่าในคืนนั้นฉินอ๋องตรัสอะไรกับนางบ้าง

 

ย้อนกลับไปในคืนสมรส นางจำได้ดีว่าในคืนนั้นไม่มีแม้แต่คำแนะนำตัว ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของนางถูกท่านอ๋องเปิดออก นางจึงได้เห็นบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างชัดเจน 

 

สมกับคำเล่าลือที่นางเคยได้ยินผ่านหูมาเป็นอย่างยิ่ง ฉินอ๋องผู้นี้ช่างมีท่าทางไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง แม้จะนับได้ว่าพระองค์นั้นช่างมีพระพักตร์หล่อเหลาคมเข้มสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ อีกทั้งทั่วพระวรกายต่างก็แฝงไปด้วยรัศมีความสูงส่งที่แพร่ออกมารอบๆตัว จนนางอดไม่ได้ที่จะทั้งชื่นชมและเกรงกลัวต่อความสูงส่งนี้

 

“อยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้เจ้าคือฉินหวังเฟย ถือเป็นเจ้าของจวนนี้ครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกับข้า หน้าที่ของเจ้าคือดูแลความเรียบร้อยในจวน และใช้ชีวิตในฐานะฉินหวังเฟยให้ดี อยู่ในจวนอ๋องนี้เจ้าจะมีทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรืออิสระ” 

 

 ในคืนเข้าหอนั้นฉินอ๋องไม่ได้ร่วมหอกับนางแต่อย่างไร หลังจากพูดคุย หรือจะเรียกว่าสั่งการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกจากห้องหอไปในทันที 

 

อีกทั้งก่อนออกจากห้องหอไปยังกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า

 

“ข้าไม่หมายจะร่วมหอกับเจ้า เจ้าเองก็คงไม่หมายจะร่วมหอกับข้าเช่นเดียวกันกระมัง เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องร่วมหอกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเถอะ”  

 

หากเป็นสตรีอื่นที่ได้ฟังท่านอ๋องตรัสออกมาเช่นนี้เห็นทีคงตรอมใจไปในเร็ววัน ต่างกันที่ผู้ที่ได้ฟังนี้คือนางที่ไม่ได้มีความต้องการจะแต่งงานจึงคิดว่าสิ่งที่ฉินอ๋องตรัสมานั้นช่างเป็นสิ่งที่ทำให้นางพอใจเป็นอย่างยิ่ง

 

 ข่าวทีว่าฉินอ๋องไม่ชอบข้องแวะสตรีคงจะเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นไม่ถือว่านางช่างโชคดีเป็นอย่างยิ่งหรอกหรือ ที่ไม่ต้องฝืนใจร่วมหอกับบุรุษที่เพิ่งเจอหน้าอีกทั้งนางนั้นไม่ได้รู้สึกชอบพอแต่อย่างไร

 

 

 

หลังจากคืนเข้าหอ เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ท่านอ๋องและนางเข้าวังไปถวายพระพรฮ่องเต้และไทเฮาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งท่านอ๋องยังรับอาสาไปปราบชนเผ่าทางใต้ที่เริ่มรุกล้ำเขตแดนของแคว้นท่ามกลางการคัดค้านจากไทเฮาซึ่งดูเหมือนจะไม่สามารถห้ามปรามโอรสองค์เล็กของพระองค์เอาไว้ได้เลย

 

หกเดือนต่อมาหลังจากที่ท่านอ๋องไปปราบชนเผ่าทางใต้ในที่สุดข่าวจากทางใต้ก็ถูกส่งมา การปราบชนเผ่าทางใต้ผ่านไปอย่างเรียบร้อยเป็น อีกไม่นานท่านอ๋องก็จะเสด็จกลับมา

 

ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้สึกว้าวุ่นในใจเล็กๆ ครึ่งปีที่ผ่านมานี้นางใช้ชีวิตอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้จนชินเสียแล้ว เนื่องจากไม่มีท่านอ๋องอยู่ในจวนด้วย จวนทั้งจวนจึงเปรียบเสมือนเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว นางอยากนอนเวลาไหนก็นอน อยากกินเวลาไหนก็กิน ตามสบายไม่ต้องคอยเกรงผู้ใด 

 

เมื่อรู้ข่าวว่าท่านอ๋องกำลังจะกลับมาแล้วจึงกลัวว่าต่อจากนี้ในจวนอ๋องนางจะต้องใช้ชีวิตอย่างอึดอัดแม้ท่านอ๋องจะเคยตรัสแล้วว่าให้ต่างคนต่างใช้ชีวิตไม่คล่องเกี่ยวกัน แต่ก็ใช้ว่านางในฐานะฉินหวังเฟยนี้จะทำได้ง่ายๆเสียเมื่อไหร่กัน 

 

อันแน่ชัดแล้วว่าอีกสามวันท่านอ๋องก็จะกลับถึงจวนอ๋อง ผู้แจ้งข่าวไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจางมามา(มามา เป็นคำเรียกนางในอาวุโส) คนสนิทของไทเฮาเป็นผู้ที่มาแจ้งข่าวให้นางทราบถึงจวนอ๋องด้วยตัวเอง ไม่เพียงมาเพื่อแจ้งข่าวเพียงเท่านั้น ไทเฮาผู้เป็นแม่สามีของนางยังมีคำสั่งให้จางมามาผู้นี้อยู่ดูแลนางและท่านอ๋องต่อที่จวนฉินอ๋องแห่งนี้อีกด้วย

 

แน่นอนว่าในเมื่อเป็นความต้องการของเสด็จแม่ที่ต้องการให้จางมามาอยู่ที่นี่ นางย่อมไม่อาจขัดสิ่งใดได้ สิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คือแย้มยิ้มออกไปอย่างยินดี ทั้งที่ในใจนั้นกำลังจะอยากจะร้องไห้เต็มที

 

นางรู้ว่าเหตุที่จางมามาถูกส่งมาที่นี่ย่อมต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ ตัวนางนั้นคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของเสด็จแม่ไปก่อน รอให้ท่านอ๋องกลับมาแล้วค่อยหาลือกับพระองค์อีกทีว่าควรจะจัดการเช่นไรดีกับจางมามาผู้นี้

 

แน่นอนว่าแม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่จวนอ๋อง แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาครึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้ เรื่องทุกเรื่องในจวน ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กล้วนถูกรายงานให้เข้ารู้ทุกสิ่ง 

 

เมื่อครู่เขาเพิ่งจะได้ทราบเรื่องที่จางมามาถูกส่งมาอยู่ที่จวนของเขาโดยเสด็จแม่ ที่คงหนีไม่พ้นอยากจะจับตาดูเขากับพระชายาอย่างใกล้ชิดจึงได้ส่งคนสนิทมาดูด้วยตนเอง 

 

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากเขาจะให้จางมามากลับไป แต่กับอยากเห็นความสามารถของพระชายาผู้นี้เสียหน่อยว่านางจะมีวิธีจัดการกับจางมามาอย่างไร เขาจึงเห็นควรว่าตนนั้นไม่ควรยื่นมือเข้าไปจัดการ แต่ควรปล่อยให้เป็นพระชายาเป็นผู้จัดการแทน ส่วนตัวเขานั้นเพียงแค่เข้าไปรอดูงิ้วให้สนุกสนานก็พอแล้ว

 

ทันทีที่สาวใช้ในจวนมาแจ้งให้ทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้ว นางจึงได้รีบร้อนออกจากตำหนักของตน เพื่อไปรอต้อนรับทันที แน่นอนว่านางต้องแสดงสีหน้าและท่าทีว่าดีใจอย่างที่สุดที่ท่านอ๋องกลับมา เพื่อให้จางมามาที่คอยเฝ้าดูอยู่นั้นเห็น 

 

นางยืนรออยู่ที่ประตูทางเข้าจวนอ๋องเป็นเวลากว่าสองก้านธูปแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าทางอ๋องจะเดินทางมาถึงเสียที หากไม่มีสายตาของจางมามาคอยจ้องมองอยู่นางก็คงกลับเข้าไปที่ตำหนักของตัวเองตั้งแต่ครึ่งก้านธูปแรกแล้ว ไม่มายืนฝืนยิ้มอยู่เช่นนี้หรอก 

 

“จางมามา นี่พวกเราก็รออยู่นานแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าท่านอ๋องจะเสด็จกลับมาเสียที ไม่แน่ว่าท่านอาจจะมีธุระอื่นต้องจัดการจึงกลับมาไม่ได้แล้วกระมัง” นางที่ใกล้จะหมดความอดทนในความพยายามยิ้มอีกทั้งยืนนานจนเมื่อยแล้วเริ่มที่จะเอ่ยโน้มน้าวนางในอาวุโสอย่างจางมามา

 

“ทางวังให้คนมาแจ้งข่าว อย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเท็จได้ อีกทั้งหากมีเรื่องด่วนอันใดย่อมต้องมีคนมารายงาน พระชายาก็มารออยู่นานแล้ว ไม่สู้อดทนรออีกเสียหน่อยเล่าเพคะ ท่านอ๋องเสร็จกลับจวนมาแล้วเห็นว่าพระชายารออยู่จะต้องทรงทรงพระโสมนัส (ดีใจ) มากเป็นแน่เพคะ”

 

จางมามาท่านกล่าวมาตั้งมากมายสุดท้ายก็ไม่ให้ข้าจากไปอยู่ดีมิใช่หรือ  

 

นางแอบคิดอยู่ในใจ 

 

ใบหน้าของนางยามนี้ยังประดับไปด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าเห็นด้วยกับคำที่จางมามาพูด ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลยแม้สักนิด ตัวนางในยามนี้อยากจะกลับตำหนักของตนเต็มทีแล้ว

 

ในเมื่อนางเอ่ยดีๆแล้วไม่สามารถปลีกตัวออกไปได้ ก็คงมีแต่ต้องพึ่งวิธีการอื่นเสียแล้ว ช่างโชคดีที่อยู่ๆก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวพอดี 

 

นั่นก็คือ การเป็นลมหมดสติไปอย่างไรหล่ะ วิธีก็คิดได้แล้ว แน่นอนว่าไม่อาจรอช้าอีกต่อไป นางตัดสินใจที่จะแกล้งเป็นลมหมดสติไปในทันที 

 

นางค่อยๆปล่อยตัวเอนลงไปทางด้านที่สาวใช้คนสนิทของตนยืนอยู่ ฝูอินสาวใช้คนสนิทของนางประคองนางเอาไว้ได้แต่ก็ต้องเสียหลักล้มลงไปพร้อมกันกับนางด้วย 

  

  ยามนี้ทั่วบริเวณเกิดเสียงร้องด้วยความตกใจอย่างคับคั่ง แม้จะหลับตาอยู่แต่ก็ยังจำได้ว่าเสียงหนึ่งที่ร้องด้วยความตกใจออกมาเมื่อครู่ มีเสียงของจางมามาที่กำลังร้อนรนอยู่ด้วย

 

“พระชายาเป็นลม!!!” 

 

“ตามหมอหลวง รีบไปตามหมอหลวง”

 

“รีบไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้า!!!” 

 

หลายสิบชีวิตในจวนฉินอ๋องที่อยู่ในเหตุการณ์กำลังร้อนรน และเป็นกังวลเกี่ยวกับพระชายาที่จู่ๆก็หมดสติไปจนแทบจะทำสิ่งใดไม่ถูก ต่างจากเซี่ยจูจูที่แกล้งหมดสติไปที่นอกจากนอนหลับตาเอาไว้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องทำแล้ว นางในยามนี้ช่างไร้สิ่งใดต้องกังวล

 

ไร้สิ่งใดต้องกังวล ใช่เดิมที่ต้องเป็นเช่นนั้นหากไม่ใช่ว่าอยู่ๆท่านอ๋องที่นางต้องมายืนรออยู่นาน จู่ๆก็ไม่รู้โผล่มาจากไหน 

 

แน่นอนว่านางไม่อาจรู้ได้ว่าพระองค์มาเมื่อใด ก็ในเมื่อนางหลับตาแกล้งหมดสติอยู่ตลอด

 

นางมารู้ตัวอีกทีว่าพระองค์มาแล้วก็เป็นตอนที่มีใครสักคน เอ่ยเรียกท่านอ๋อง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับตอนที่นางถูกช้อนอุ้มขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้นี้ทันที 

 

นั่นแหละนางจึงรู้ได้ทันที่ว่า ฉินอ๋องมาแล้ว แถมพระองค์ยังทรงเป็นผู้อุ้มนางอยู่ในตอนนี้ด้วย

 

จากที่แค่ตั้งใจจะหลอกจากมามา เซี่ยจูจูในยามนี้กลับอยากจะเป็นลมหมดสติไปเสียจริงๆ 

 

หวังว่านางจะแกล้งหมดสติได้อย่างแนบเนียนนะ ไม่ใช่ว่านางถูกท่านอ๋องจับได้แล้วหรอกกระมัง หวังว่าคงจะไม่ได้เป็นดั่งที่นางคิดหรอกนะ

 

ใช่แล้ว ต้องไม่ใช่

 

ท่านอ๋องจะรู้ได้อย่างไร จากมามากับคนอื่นๆยังไม่รู้ พวกนั้นเชื่อสนิทใจจนวุ่นวายร้อนรนไปหมด นางแสดงแนบเนียนเช่นนั้นไม่ถูกจับได้เป็นแน่

 

ใช่แล้ว อย่างไรก็ไม่ถูกจับได้หรอก

 

จับไม่ได้หรอก

 

 

  

BY อาหลานเร่อ 

 

ความคิดเห็น