facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ห้ามรักครั้งที่ 1

ชื่อตอน : ห้ามรักครั้งที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2563 12:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ห้ามรักครั้งที่ 1
แบบอักษร

ห้ามรักครั้งที่ 1 

เวลา 01.20 น. 

ชายหนุ่มในชุดสูทเต็มยศหน้าตาออกไปทางลูกครึ่งฝั่งตะวันตกไร้แววตาล้อเล่นสีหน้าเรียบนิ่งติดไปทางขึงขัง รูปร่างที่สูงใหญ่กว่า 190 เซนติเมตรดูบึกบึนแต่คล่องตัวกำลังเดินออกจากประตูสนามบินของประเทศพร้อมกับชายสูงวัยท่าทางภูมิฐาน 

เจ้าสัวชวัล เกริกกีรติ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์และสิ่งปลูกสร้างนับไม่ถ้วน มีผู้ติดตามที่สนิทอยู่ 3-4 คนเท่านั้น และวันนี้หนุ่มหน้าตาลูกครึ่งคนนี้ก็ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเจ้านายที่เปรียบเหมือนเจ้าชีวิตของตัวเอง ชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างดีเรียบทุกกระเบียดนิ้วแทบไม่มีรอยยับสื่อให้รู้ถึงความมีระดับของคณะผู้ติดตามของเจ้าสัว หูฟังสื่อสารมีรายงานจากลูกน้องระดับล่างกว่าที่กำลังรายงานความเรียบร้อยให้ฟังอยู่เป็นระยะ 

"เหนื่อยหน่อยนะคีป ช่วงนี้ฉันต้องเดินทางบ่อย เปามันก็ช่างป่วยเลยต้องรบกวนแกก่อน" 

ชายสูงวัยอายุเข้าเลข 6 มาได้หลายปีกล่าวกับคนที่กำลังเดินขนาบตนมา เพราะผู้ติดตามคนสนิทของเขาป่วยจึงต้องดึงอีกฝ่ายมาช่วยก่อน การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้เขาจึงวางใจว่าตนเองจะได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างดี ไม่ต่างจากที่เปาลูกน้องคนสนิทเคยทำมาอย่างแน่นอน 

"ไม่เป็นไรครับท่าน" ชายหนุ่มตอบรับและเปิดประตูให้เจ้าสัวขึ้นไปนั่งบนรถ 

"พี่คีปครับ! " 

ยังไม่ทันที่คีปจะปิดประตูรถยนต์ให้เจ้าสัว เสียงเรียกของลูกน้องในความดูแลก็เรียกขึ้นพร้อมเจ้าตัวที่วิ่งกระหืดกระหอบมา หน้าตาเคร่งเครียดของคนที่ตัวเล็กกว่าสื่อให้รู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว 

"คุณสลิลเกิดเรื่องแล้วครับ" 

สิ้นคำบอกเล่าคีปหันมองเจ้านายที่นั่งอยู่ในรถทันที เพราะบุคคลที่สามที่ถูกเอ่ยถึงคือลูกชายคนโตของเจ้าสัวเอง 

"ไปเถอะ ฉันมอบหน้าที่ดูแลสลิลให้นายแล้วก็ไปทำหน้าที่ซะ" เจ้าสัวพูดจบก็ปิดประตูรถทันทีโดยคีปจัดการเรียกลูกน้องมาทำหน้าที่แทน ส่วนตัวเขาเองต้องไปหาเจ้านายตัวจริงที่เขาต้องดูแลให้เร็วที่สุด 

เจ้าสัวชวัลมองตามอีกฝ่ายที่วิ่งไปที่รถอีกคันและขับออกไปอย่างรวดเร็ว คีปไม่เคยทำให้เขาผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว และครั้งนี้ก็คงเป็นดังเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา 

คีปมาถึงโรงแรมหรูใจกลางเมืองในเวลาราวตีสองกว่า เห็นรถของสลิลจอดอยู่หน้าโรงแรม มีรปภ.กำลังยืนคุยกับพนักงานโรงแรมสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่รอช้ารีบตรงไปที่ฝ่ายต้อนรับเพื่อสอบถามโดยทันที 

หลังจากได้ข้อมูลมาว่าสลิลได้เปิดห้องไว้แต่ท่าทางดูโกรธจัด ลูกน้องที่ติดตามสลิลมาตั้งแต่ที่บ้านรายงานว่าเจ้านายรีบร้อนลงจากตึกใหญ่แล้วขับรถออกมา ฝ่ายลูกน้องตามมาติดๆ เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ จนมาเมื่อรู้พิกัดแน่ชัดว่าสลิลต้องการจะไปที่ใดจึงได้รายงานถึงคีป 

เพราะคีปคือผู้ติดตามคนเดียวที่รับมือกับสลิลได้อยู่หมัด 

เขามาทันก่อนที่สลิลจะพลั้งมือทำร้ายใครจนถึงแก่ชีวิต คนก่อเรื่องออกจากห้องไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่เศษกระเบื้องแตกและหยดเลือดตามพรมในห้องเท่านั้น คีปมองชายหนุ่มสองคนที่คนหนึ่งหัวแตกเลือดอาบจากฝีมือสลิล ตั้งแต่เขารับงานที่เจ้าสัวมอบหมายให้มาเป็นผู้ติดตามส่วนตัว เจมส์คือบุคคลที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะสลิลมักไปไหนมาไหนด้วยเสมอ 

"คนของผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลและจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แต่หลังจากนี้คุณจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสลิลอีก" ผู้ติดตามหน้าฝรั่งพูดชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แววตาไม่มีคำว่าล้อเล่นหรืออารมณ์อื่นใด 

"ไม่!! ผมจะแจ้งตำรวจที่ไอ้สลิลมันกล้ามาทำร้ายร่างกายแบบนี้ พี่เจมส์ไปโรงพักกับผมเลย ยังไงเรื่องนี้ต้องถึงตำรวจ! " แบงก์ไม่ยอมเมื่อรู้สึกตัวเองเสียเปรียบแถมยังเสียหน้าเพราะโดนบุกตบแบบนี้ แต่เจมส์ที่เป็นคนผิดอีกคนกลับสะบัดแขนที่โดนเกาะกุมอยู่ออก 

"หุบปากไปแบงก์ ไอ้คีป...กูจะคุยกับเจ้านายมึง ยังไงกูก็ไม่ปล่อยให้สลิลเลิกไปแบบนี้หรอก" เขานอกกายสลิลก็จริงแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากปล่อยอีกฝ่ายไป 

หนุ่มนายแบบที่มีผลงานตามนิตยสารดังหลายฉบับแทบคุกเข่าอ้อนวอนผู้ติดตามของสลิล เขาโกรธที่โดนสลิลเอาแจกันฟาดหัวแต่เขาก็ไม่อยากโดนอีกฝ่ายบอกเลิก เพราะกันคบหากับลูกเจ้าสัวมันดีกว่าเป็นไหนๆ เขาได้เข้าสังคมไฮโซได้ก็เพราะสลิลนั่นแหละ ถ้าขาดสลิลไปชีวิตเขาก็คงลำบาก 

"ไม่ครับ" คีปตอบเสียงหนักแน่น 

"งั้นหลีกไป! ถ้ามึงไม่อยากตาย! " เจมส์คว้าเศษกระเบื้องขึ้นมาจ่อคอคีป รูปร่างที่แตกต่างไม่ได้ทำให้เจมส์เกรงกลัวแต่อย่างใด คีปมันก็แค่หมารับใช้ของสลิล ยังไงมันก็ทำอะไรเขามากกว่านี้ไม่ได้หรอก 

พรึบ! 

แต่เพียงพริบตาเดียวเศษกระเบื้องที่กำอยู่ในมือก็ถูกปัดออก และปลายกระบอกปืนสีดำก็จ่อที่ขมับเขาพร้อมกับมือใหญ่ล็อกท้ายทอยไว้แน่น สื่อว่าหากปลายนิ้วคนถือปืนเหนี่ยวไกเพียงแค่ครั้งเดียว ศีรษะของเจมส์ต้องกระจุยอย่างแน่นอน 

"ผมไม่รับคำสั่งของใครนอกจากเจ้านายผมเท่านั้น และหากคุณยังไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูด ผมคงต้องอธิบายด้วยภาษามือ" 

"ภาษามืออะไรของมึงไอ้หมารับใช้" 

เจมส์ได้รับคำตอบทันทีที่ถามจบ เพราะภาษามือที่คีปพูดถึงคือหมัดซัดเข้ากรามอย่างแรง ก่อนเจมส์จะโดนจิกหัวขึ้นมาแล้วอัดเข้าท้องไปอีกหมัด คุณสลิลบอกว่าเอาคืนให้สาสมแต่เขาคิดว่าแค่นี้ก็คงพอแล้ว สภาพเจมส์ตอนนี้แทบลุกขึ้นมายืนไม่ไหวต้องหมอบอยู่บนพื้นเพราะจุก ส่วนแบงก์ที่เคยประกาศกร้าวว่าจะเอาเรื่องสลิลให้ได้ก็กลัวจนหัวหดตั้งแต่เห็นเจมส์โดนปืนจ่อหัว 

"หมาอย่างมึงโดนฝึกมาให้รู้จักแต่คำว่าปกป้องและรับคำสั่งไปวันๆ มันก็ดีแต่ใช้กำลังคิดอะไรเองไม่เป็น! " เจมส์ต่อว่าคนที่กำลังเดินออกจากห้องไป โดยมีลูกน้องของคีปอีกคนเข้ามาจัดการพาเจมส์ไปโรงพยาบาล 

คีปปรายตามองคนที่เลือดกบปากและกำลังทุบพรมระบายความโกรธ ผู้ชายคนนี้นิสัยดี แต่เสียดายที่ฉลาดน้อยไปหน่อยเพราะดันทำของดีหลุดมือ 

สลิลฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัยในรถของตัวเอง ความโกรธแค้นเมื่อครู่แม้จะถูกระบายออกไปแต่ก็ไม่พอที่จะทำให้ความเสียใจหายไป น้ำตาเขาไหลออกมาเงียบๆ ที่โดนหักหลังจากคนที่เคยรักกัน 

ที่ผ่านมาเคยคิดมาตลอดว่าการเป็น สลิล เกริกกีรติ เหมือนฟ้าบันดาลทุกอย่างให้ตรงหน้า ทรัพย์สิน เงินทอง ความรัก ทุกอย่างเกิดขึ้นมาเพื่อเขา ความสุขที่ได้มาไม่ว่าจะด้วยเงินซื้อหรือสร้างเองต่างก็ทำให้เขารู้สึกดีที่ตัวเองได้เกิดเป็นสลิล 

แต่แล้วยังไงล่ะ? ความสะดวกสบาย ความเพอร์เฟกของชีวิตมันก็ต้องด่างพร้อยเพราะความรักที่มีมา 7 ปีพังลง เริ่มจากรักจนกลายเป็นผูกพันแต่ไม่คิดเลยว่าจะมาจบกันตรงนี้ 

ก๊อกๆๆ 

เสียงเคาะกระจกรถทำให้คนที่กำลังปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มเงยหน้าขึ้นมอง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็กยืนมองอยู่นอกรถ 

คีป หรือ คีปเปอร์ ผู้ติดตามคนสนิทของสลิล ที่ทำหน้าที่ได้สมกับชื่อที่พ่อเขาตั้งให้ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นผู้ปกป้องที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ราวสองเดือนแล้ว 

"ผมขับรถให้ครับ" 

คีปพูดเสียงเรียบตามอุปนิสัยนิ่งขรึมของตนเอง หลุบตามองต่ำเพื่อจะได้ไม่เห็นน้ำตาของอีกฝ่าย เขาจัดการเคลียร์เรื่องค่าเสียหายที่สลิลสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่ทางโรงแรมไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมเพราะไม่ได้ทำให้แขกท่านอื่นตื่นตกใจแต่อย่างใด 

"ฉันไม่อยากกลับบ้าน" สลิลพูดขึ้นก่อนจะถอนหายใจ ปาดหยาดน้ำใสบนหน้าออกลวกๆ ริมฝีปากและปลายจมูกแดงก่ำ รวมไปถึงแพขนตางอนที่ยังชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา 

"ครับ" คีปรับคำอย่างเข้าใจในทันที 

เพียงแค่นั้นหนุ่มร่างเพรียวเล็กก็ปีนข้ามไปนั่งเบาะหลัง คีปเข้าไปนั่งประจำที่คนขับก่อนจะขับพาเจ้านายของตนออกไปจากโรงแรมที่เกิดเหตุทันที โดยมอบหมายให้ลูกน้องจัดการส่วนที่เหลือให้เสร็จ ไม่ลืมกำชับว่าห้ามให้เรื่องที่สลิลมาอาละวาดที่นี่แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด 

คีปขับรถพาเจ้านายของตนออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ ดวงตาคมสวยเหลือบมองเจ้านายผ่านกระจกหลัง ใบหน้าสวยหวานของหนุ่มร่างเล็กดูเศร้ามาก ผิดกับท่าทางอาละวาดโรงแรมแตกก่อนหน้านี้ 

รถยนต์สีดำขลับคันหรูถูกจอดลงริมชายหาด ตอนนี้ท้องฟ้าที่เคยดำสนิทแปรเปลี่ยนไปมีสีส้มแต้มขึ้นที่ขอบทะเล สลิลที่เผลอหลับไปตื่นมาอีกทีก็เห็นผืนน้ำกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้า ตอนเช้าตรู่ตะวันเพิ่งโผล่จากน้ำแบบนี้ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวจึงกลายเป็นว่ามีแค่เขากับคีปเท่านั้นที่ยืนอยู่บนชายหาด 

"ทำไมต้องพามาทะเล" 

สลิลเอ่ยถามคนที่ยืนเยื้องไปด้านหลัง ผินหน้าเหลือบสายตามองคีปที่ยืนเอามือกุมไว้ด้านหน้า ท่อนขาเรียวยาวแข็งแกร่งยืนหยัด ความกว้างระหว่างเท้าเท่าช่วงไหล่ มันดูมั่นคงและสำรวมในเวลาเดียวกัน 

"เพราะทะเลกว้างและตอนนี้ยังไม่มีใคร หากคุณสลิลจะร้องไห้หรือตะโกนยังไงก็ไม่มีใครด่าว่าคุณครับ" 

“หึ...นั่นสินะ” 

สลิลหัวเราะในลำคอทั้งที่จริงแล้วไม่ได้รู้สึกขำสักนิด เขายืนมองผืนหน้าตรงหน้า คลื่นซัดสาดเข้าฝั่งเรื่อยๆ เสียงลมทะเลเสียงคลื่นเคล้าคลอกันจนแทบกลบเสียงในใจที่ร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดตอนนี้ 

คีปหายไปทางร้านค้าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นร้านโชห่วยร้านเล็กๆ ที่เปิดตั้งแต่เช้า เขาจึงซื้อเบียร์แช่เย็นมาครึ่งโหล แล้วเดินกลับมาหาคนที่ตอนนี้นั่งซึมอยู่บนหาด แผ่นหลังเล็กดูเดียวดายและอ้างว้างน่าสงสาร ไหล่บางสั่นไหวเล็กๆ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็จะได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ของเจ้าตัว 

ความอ่อนแอของสลิลที่น้อยคนจะได้เจอ 

คีปวางถุงที่เต็มไปด้วยเบียร์กระป๋องให้สลิลก่อนจะถอยหลบออกมายืนอยู่ห่างๆ ปล่อยให้สลิลได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้เต็มที่ 

“เอาเบียร์มาให้ฉันทำไม” สลิลถาม ดวงตาสวยแดงก่ำตวัดมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ติดตามส่วนตัว 

“เพราะที่นี่ไม่มีร้านเหล้ายี่ห้อแพงๆ ที่คุณชอบดื่มครับ” 

สลิลพยักหน้าเบาๆ เมื่อได้ยินคำตอบก่อนจะหยิบเบียร์มาหนึ่งกระป๋องแล้วเปิดดื่ม คีปคือคนเดียวที่แสนรู้ไปเสียทุกอย่าง เขากำลังอารมณ์ไม่ดีเจ้าตัวก็ไปซื้อเครื่องดื่มที่สามารถย้อมอารมณ์เขาให้เย็นลงได้มาให้ 

ฉลาด ไหวพริบดี ประหนึ่งว่าหากเขาย่างเท้าลงเดินเจ้าตัวแทบจะเป็นพรมแดงปูรองให้เขาเดินผ่าน เพราะแบบนี้บิดาเขาจึงไว้วางใจให้คีปมาดูแลเขา 

“ฉันคบกับเจมส์มา 7 ปี รักกันตั้งแต่ฉันไปเรียนเมืองนอกจนกลับมาที่นี่ก็คิดว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกัน เมื่อสองเดือนก่อนฉันยังคุยกับเขาเรื่องแต่งงานอยู่เลย แล้วดูตอนนี้สิ...หึ” 

หัวเราะให้กับความฝันหวานน่าสมเพชที่โดนปลุกจนตื่นด้วยคำว่านอกใจ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปจัดการพวกมันทั้งสองคนอีกสักครั้ง ยิ่งคิดว่าพวกมันกกกอดกันท่าไหนบ้าง สุขสมถึงใจกันไปถึงไหนต่อไหนก็ยิ่งแค้น 

เขาเคยมีความรักมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะชาติเดียวกันหรือต่างชาติก็ตามแต่กลับคบกันไม่ยืนยาวทุกครั้งไป จนมาเจอเจมส์นี่แหละที่เขาคิดไว้ว่าจะหยุดหัวใจไว้ที่คนคนนี้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเพราะวันเวลาที่ผ่านมาแทบไม่มีความหมายกับฝ่ายนั้นเลย 

“ฉันพลาดตรงไหนกับความรักครั้งนี้ พลาดเพราะฉันคือสลิลเหรอ” เขาถามเสียงแผ่วเบาแต่คนที่ยืนอยู่ห่างออกไปก็ยังได้ยิน 

ในบางครั้งเขายอมรับว่าเพราะการเป็นลูกคนโตที่โดนเอาใจมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาเผลอเอาแต่ใจกับเจมส์ไปบ้าง เพราะเหตุนี้รึเปล่าที่ทำให้เจมส์ไปหาความสุขจากคนที่เป็นรุ่นน้องเขา 

ใบหน้าหวานสวยที่เคยเย่อหยิ่งเชิดมองคนอื่นเสมอบัดนี้ดูเศร้า แม้จะเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเสียใจไม่น้อย คุณสลิลที่เคยเข้มแข็งจนตามไปฟาดหัวอดีตคนรักและชู้ถึงโรงแรมแต่ตอนนี้กลับนั่งร้องไห้อยู่ริมทะเล 

คีปไม่ได้ตอบอีกฝ่ายออกไปเพราะเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำถาม เขายังคงปล่อยให้สลิลใช้เวลากับตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นน้ำทั้งดวงแล้ว ผู้คนเริ่มเยอะขึ้น ร้านรวงริมทางต่างๆ เริ่มมีแม่ค้ามาเปิดร้าน ส่วนคนที่นั่งดื่มเบียร์หมดไปหลายกระป๋องก็นั่งหน้ามึนๆ ตาปรือแก้มขึ้นสีระเรื่อ ลำตัวเอนไปมาราวดอกหญ้าโดนลมพัด 

“กลับกันเถอะครับคุณสลิล เดี๋ยวเจ้าสัวจะเป็นห่วง” คีปพูดขึ้นในที่สุดเมื่อเริ่มเห็นว่าเจ้านายเขากำลังจะกลายเป็นจุดสนใจ ชายชาวต่างชาติทำท่าจะเดินเข้ามาทัก อาจจะคิดว่าสลิลเป็นคนขายบริการก้เป็นได้ 

“ไม่กลับ” สลิลตอบเสียงเบา น้ำเสียงยานคางสื่อว่าเครื่องดื่มที่ดื่มเข้าไปทำเจ้าตัวมึนไม่น้อย 

“แต่ผมคิดว่าคุณควรกลับ” คีปย้ำ ก้มลงเก็บกระป๋องเปล่าใส่ถุงเพื่อจะได้เอาไปทิ้งให้เรียบร้อย 

“ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย และฉันไม่กลับ...ไม่อยากกลับ!” 

คนเอาแต่ใจตวาดใส่ผู้ติดตามส่วนตัว เขามองข่มว่าตนนั้นคือเจ้านายส่วนอีกฝ่ายคือลูกน้อง คีปต้องทำตามคำสั่งเขาทุกอย่างไม่มีสิทธิ์มาขัดคำสั่งเขา 

คีปเงียบไป หนุ่มร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงนั่งยองๆ จนระดับสายตาใกล้กับคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนผืนทรายละเอียด เขาจ้องตาอีกฝ่ายไม่คิดหลบถึงแม้สลิลจะเป็นเจ้านายก็ตาม ท่าทางไม่ได้คุกคามแต่ก็ข่มสลิลได้ไม่น้อย 

“แต่ผมจะกลับ” คีปบอกเสียงเรียบ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยดูดุขึ้นมาเพียงเสี้ยววิ ไม่มีสายตาของการล้อเล่น มีแต่ความจริงจังจนสลิลเผลอขยับตัวหนีห่างด้วยความหวาดหวั่น แต่นั่นก็ไม่ทันมือใหญ่ที่เอื้อมมาจับตัวเขาไว้ 

“เฮ้ย!! คีป! ปล่อยฉัน! ไอ้บ้าคีป!” 

สลิลร้องโวยวายและดิ้นยกใหญ่เพราะคีปจับเขาอุ้มพาดบ่าเพื่อพาไปที่รถ คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองกันยกใหญ่ที่เห็นสลิลร้องด่าคนที่แบกตนเสียงดังลั่น เขาใช้กำปั้นทุบไปบนแผ่นหลังกว้างของคนที่ใส่ชุดสูทราคาแพงไม่ยั้งมือ 

ตุ้บ! 

คีปโยนเจ้านายเข้าไปนั่งที่เบาะหลังส่วนตนก็รีบเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ สลิลหันมาจะเอาเรื่องที่โดนคีปขัดคำสั่ง ฟาดมือใส่ไหล่หนาเสียงดังลั่นรถแต่คีปกลับไม่สะท้าน 

“ฉันจะไล่แกออก!” 

“.........” 

“ฉันจะบอกพ่อว่าแกขัดคำสั่งฉัน” 

“..........” 

“กวนตีน!” 

เพราะความนิ่งคือสิ่งเดียวที่เอาชนะสลิลได้ คีปจึงไม่ได้ตอบโต้เจ้านายของตนไปแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้อีกฝ่ายโวยวายเหมือนคนบ้าไปนั่นแหละ ถ้าสลิลจะเสียใจเรื่องของเจมส์ก็ทำได้แต่ต้องไปทำต่อที่บ้าน เพราะเขาจะไม่มายืนรักษาความปลอดภัยของคุณหนูเอาแต่ใจจนขาแข็งอยู่ริมหาดหรอกนะ 

สลิลเหลือบสายตามองคนที่กำลังขับรถพาเขากลับบ้านเป็นระยะๆ คีปในวันแรกที่ได้เจอกับคีปในวันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในความทรงจำเลือนรางของเขาเกี่ยวกับคีปที่จำได้คืออีกฝ่ายเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กร่างผอมกะหร่อง ซึ่งหากเทียบกับเด็กอายุ 4 ขวบ ในวัยเดียวกันแล้วนั้นตัวเล็กกว่าคนอื่นพอสมควร ส่วนสูงก็สูงแค่อกเขาเท่านั้น 

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกลมสวยมองเขาด้วยท่าทีสงสัย เขามองตอบกลับไปอีกฝ่ายก็ไม่หลบสายตา บิดาเขาพาคีปเข้ามาในบ้านแล้วแนะนำว่านี่คือเด็กที่ตัวเองจะอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 

เขาในวัย 7 ขวบ ไม่เข้าใจว่าคำว่าอุปการะคืออะไร คิดแค่ว่าอีกฝ่ายอาจจะมาแย่งความรักของพ่อและแม่จากตัวเองไปจึงไม่ค่อยถูกชะตากับคีปเท่าไหร่นัก 

‘ชื่ออะไร’  

สลิลถามเด็กน้อยตรงหน้าที่หน้าตามอมแมมและเตี้ยกว่าตนเกือบสองคืบ ท่าทางเย่อหยิ่งของคุณหนูผู้ที่ถูกทุกคนในบ้านเอาใจกอดอกมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดๆ 

‘พี่คีป’  

เด็กน้อยหน้าฝรั่งตอบชื่อที่ถูกตั้งให้ใหม่เมื่อเดือนก่อนก่อนที่จะออกจากบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ชื่อนี้เจ้าสัวชวัลเป็นคนตั้งให้และสั่งให้เขาท่องให้จำขึ้นใจด้วย ใบหน้าเรียวแก้มกลมมีเลือดฝาดจมูกโด่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่มีเชื้อสายไทยแท้อย่างแน่นอนดูน่าเอ็นดู...แต่ไม่ใช่กับสลิลคนนี้ 

‘คีป’ สลิลเรียกอีกฝ่ายเสียงห้วน 

‘พี่คีป’ เด็กน้อยรีบพูด 

‘ก็ชื่อคีปไง รู้แล้วไม่ต้องย้ำหรอกน่ะ’  

‘ผมชื่อพี่คีป’  

‘จะให้เรียกพี่ได้ยังไง เราแก่กว่านายก็ต้องเรียกชื่อเฉยๆ น่ะถูกแล้ว’  

‘ไม่ใช่ ใครๆ ก็เรียกผมพี่คีป ผมคือพี่คีป’  

อายุมากกว่าเด็กไม่กี่คนในสถานรับเลี้ยงดันมาบอกให้เรียกว่าพี่ ตัวเท่าลูกไก่ยังกล้าเถียงเขาคอเป็นเอ็น 

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคีปในช่วงแรกไม่ค่อยดีนัก นั่นเพราะอีกฝ่ายตัวเล็กโดนกระแทกนิดหน่อยก็ล้มกลิ้ง ดีตรงที่ว่าเด็กน้อยอึดหน่อยเพราะไม่ร้องไห้งอแงไปฟ้องเจ้าสัว ทำให้คีปมักโดนสลิลแกล้งอยู่เสมอๆ 

‘พี่สลิลชอบแกล้งพี่คีป!’  

นลัท เกริกกีรติ หรือลัท เป็นน้องสาวคนเดียวของสลิลซึ่งอายุน้อยกว่าเขาถึง 5 ปี ช่วงอายุที่ห่างกันอีกทั้งร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนักทำให้ลัทเป็นที่สนใจของคนในบ้าน แต่สลิลไม่ถือเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องน้อยใจ ที่เขาน้อยใจเห็นทีจะเป็นเรื่องที่น้องสาวมักเข้าข้างคีปเสมอ 

‘พี่ไม่ได้แกล้ง’  

‘ไม่แกล้งได้ยังไง ลัทเห็นว่าพี่สลิลผลักพี่คีป ตัวเองตัวใหญ่เหมือนจัมโบ้แต่ชอบมาแกล้งคนอื่น พี่คีปตัวเท่าเอ็ดเวิร์ดเองนะ’  

ลัทแย้งตามที่เห็น สลิลตัวใหญ่กว่าพวกเธอทั้งคู่ เวลาคีปมาเล่นกับลัททีไรก็โดนสลิลแกล้งตลอด อย่างเช่นวันนี้ที่คีปโดนสลิลกระแทกใส่หลังตอนวิ่งไล่จับจนหน้าคะมำ 

ในสายตาของเธอแล้วนั้นพี่สลิลเหมือน ‘จัมโบ้’ จัมโบ้เป็นสุนัขพันธุ์คอร์กี้ตัวอ้วนใหญ่เพราะชอบกินขนม ส่วนพี่คีปคือ ‘เอ็ดเวิร์ด’ ลูกหมาไซบีเรียนหน้าตาน่ารักที่มีอายุเพียงสองเดือน อาศัยว่าตัวเองตัวใหญ่กว่าเขาหน่อยสลิลก็เอาแต่ข่มคีปไม่ให้สู้ โดยที่ลัทไม่รู้เลยว่าคำเปรียบเปรยที่เธอเคยพูดไว้เมื่อตอนเด็ก เมื่อโตขึ้นแล้วเจ้าลูกหมาหน้าตาน่ารักตัวเล็กๆ ก่อนหน้านี้ได้กลายมาเป็นหมาตัวใหญ่คอยปกป้องคนที่ชอบแกล้งกันเสมอมา 

✾✾ 

สลิลกลับมาถึงบ้านในช่วงใกล้เที่ยง คีปที่แทบไม่ได้พักเลยเพราะกลับจากจีนพร้อมเจ้าสัวก็ไปจัดการเรื่องของสลิลต่อจึงอยากพักมากกว่า และภาวนาขอให้สลิลพักด้วยเพราะไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องตามติดอีกฝ่ายออกไปข้างนอกอีก 

“สวัสดีครับคุณสลิล” 

เปรม...หนึ่งในทีมผู้ติดตามเอ่ยทักเจ้านายของตนเมื่อเห็นอีกฝ่ายลงจากรถ สลิลพยักหน้าให้หน่อยๆ ก่อนจะเดินเข้าตัวตึกคฤหาสน์ไป เปรมมองตามเจ้านายของตนจนอีกฝ่ายลับสายตาก่อนจะหันมาหาคีปที่หน้าตาดูเหนื่อยล้าพอสมควร 

“เป็นไงบ้างพี่คีป อ่วมเลยไหม” เปรมถามรุ่นพี่ด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาเป็นคนได้รับรายงานเรื่องของสลิลเอง คีปจึงต้องรีบรุดออกไปแบบนั้นส่วนตัวเขาเองก็สลับมาดูเจ้าสัวชวัลแทน 

“นิดหน่อย ฝากเอารถไปเก็บด้วย” 

ชายหนุ่มโยนกุญแจรถออดี้ให้เปรมไป ส่วนตัวเองนั้นเดินไปทางข้างตึก ซึ่งมีทางเดินเล็กๆ เชื่อมไปสู่เรือนหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล เป็นบ้านที่เจ้าสัวยกให้เขาอยู่เป็นพื้นที่ส่วนตัว และมันก็ปลูกไม่ห่างจากตัวตึกใหญ่นัก เวลาสลิลเรียกใช้เขาก็สามารถไปหาอีกฝ่ายได้โดยเร็ว ส่วนผู้ติดตามคนอื่นๆ จะอยู่รวมกับพวกแม่บ้านและคนสวนทางอีกฝั่งของคฤหาสน์ เรียกได้ว่าเขาได้อภิสิทธิ์กว่าคนอื่นๆ อยู่มากโข 

แต่นั่นแหละ...สิทธิ์ใดที่ได้ดีแสดงว่าสิ่งที่เขาต้องแลกมามันต้องมากกว่าคนอื่น 

‘เดือนหน้าสลิลกลับมาแล้ว ฉันสั่งให้เขากลับมาอยู่ที่เมืองไทยถาวรเพราะจะได้ทำงานแทนฉันสักที นายก็ย้ายให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนตรงนี้ ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปนายก็ไปดูแลสลิลซะ’  

‘ครับ’  

คำตอบรับติดปากที่ไร้การโต้แย้งหรือข้อสงสัยใดจากคีป ทำให้เจ้าสัวชวัลพอใจในตัวเด็กคนนี้ไม่น้อย 

คีป ฉันไว้ใจนายได้ใช่ไหม’  

ชายสูงวัยถามชายหนุ่มที่ตนรับมาเลี้ยงตั้งแต่ 4 ขวบ จากเด็กน้อยหน้าตามอมแมมในบ้านเด็กกำพร้าเมื่อวันนั้น กลายมาเป็นหนุ่มรูปงามที่มีหน้าที่การงานซึ่งเขามอบหมายให้ในวันนี้ คีปเป็นลูกของโสเภณีคนหนึ่งที่ขายตัวให้ฝรั่งแล้วดันท้องขึ้นมา เมื่อเลี้ยงไม่ได้จึงเอามาทิ้งไว้ วินาทีแรกที่เห็นเขาถูกชะตาเด็กคนนี้เพราะแววตาของคีปมันบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ 

เขาเลี้ยงคีปมาเหมือนที่เด็กคนหนึ่งควรได้รับ เปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ให้สมกับอนาคตที่เขาได้วางไว้ให้เด็กคนนี้ ให้เข้าเรียนโรงเรียนดีๆ เรียนสูงๆ ให้อาหารการกินที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ ฝึกให้คีปเรียนรู้การใช้อาวุธต่างๆ เพื่อส่งให้ตัวคีปมายืนในจุดนี้ 

จุดที่ต้องมาดูแลทายาทของเกริกกีรติ ผู้ที่จะกุมบังเหียนความยิ่งใหญ่ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์หลายร้อยโครงการในอนาคต 

‘ผมจะทำให้เต็มที่ครับ’  

การรับปากด้วยเสียงหนักแน่นทำให้เจ้าสัวชวัลยิ้มบาง ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้เขาต้องตายสลิลก็ต้องอยู่รอดเพื่อสืบทอดกิจการต่อไป ตอนนี้มันกำลังจะหมดยุคของเจ้าสัวชวัลแล้ว มันกำลังจะกลายเป็นของสลิลในไม่ช้า 

คีปมองชายชราที่กำลังทอดสายตามองวิวของสวนหย่อมในบริเวณบ้านของตัวเอง วินาทีที่ได้ยินว่าคุณสลิลจะกลับมา หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวอยู่ในอก ในที่สุดก็กลับมาสักทีสินะ...พี่สลิล 

✾✾ 

สลิลเดินขึ้นชั้นบนตรงมายังห้องตัวเองก็เปิดประตูเข้าไปแล้วทิ้งตัวนอนทันที เขาไม่ได้ง่วงเพียงแต่รู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่อยากทำอะไรแล้ว ความแค้นใจและโกรธเกลียดไม่ได้จางหายแต่มันแปรเปลี่ยนเป็นความเสียใจทีละน้อย จนท้ายที่สุดเขาก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีเบียร์กระป๋องและผู้ติดตามอย่างคีปอยู่ด้วยแล้วก็เท่านั้น 

เขาไม่อยากเสียใจไปมากกว่านี้แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เขาไม่อยากเป็นคนอ่อนแอให้คนอื่นหัวเราะเยาะหรือสมเพช เพราะสลิลในสายตาคนอื่นคือคนที่ไม่ก้มหัวให้ใคร เขาหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ถ้าใครมารู้เรื่องที่คนรักเขานอกใจไปเอากับรุ่นน้องที่สนิท คนก็คงสมน้ำหน้ามากกว่าจะเห็นใจ 

โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! 

เสียงสุนัขพันธุ์ใหญ่เห่าระงม จากอารมณ์ที่กำลังดำดิ่งก็ต้องสะดุด สลิลถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะลุกไปดูที่หน้าต่าง เมื่อเปิดม่านก็จะเห็นบ้านหลังเล็กที่เป็นที่อยู่ของผู้ติดตามเขาเอง และตอนนี้เจ้าตัวกำลังเล่นอยู่กับสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนสีดำ 3 ตัว 

เขาเพิ่งกลับมาอยู่ที่บ้านได้ไม่นานและสองเดือนที่ผ่านมาคีปก็ถูกพ่อเขาย้ายให้มาดูแลเขา เนื่องจากตอนนี้เจ้าสัวชวัลกำลังจะลงจากตำแหน่งประธานบริษัทและให้ลูกชายมาดูแล แต่บอร์ดบริหารไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นักเพราะยังไม่เห็นผลงานของสลิล สงครามประสาทและการแย่งเก้าอี้ประธานจึงเกิดขึ้นเงียบๆ เพราะฉะนั้นสลิลจึงต้องมีคนคอยดูแลรักษาความปลอดภัยแทบจะตลอดเวลา 

เขาไม่ได้รู้จักคีปมากไปกว่าผู้ชายลูกครึ่งที่พ่อเขาเก็บมาเลี้ยง เพราะการเล่นด้วยกันตอนเด็กมันนานมากแล้ว นานจนความทรงจำต่างๆ ลืมเลือนไปตามกาลเวลา เขาไปเรียนต่อเมืองนอกตอนอายุ 15 ไปอยู่กับลุงที่เป็นทูตนานหลายปี พอเรียนจบที่โน่นก็ทำงานไปด้วย งานที่ทำส่วนใหญ่ก็ช่วยงานในสถานทูตนั่นแหละ เรียกได้ว่าเส้นใหญ่จัดจนคนในนั้นแอบหมั่นไส้ 

การเปิดกว้างในเรื่องการรักชอบเพศเดียวกันของสังคมตะวันตกทำให้เขาได้ลองอะไรใหม่ๆ กลายเป็นว่ารู้ใจตัวเองจนคบหาดูใจกับหนุ่มหลายคน จนมาจบที่เจมส์ที่คบกันยาวนานที่สุดถึง 7 ปี และมันก็เพิ่งจบลงเมื่อคืนนี้เอง 

คีปปล่อยสุนัขทั้งสามตัวออกจากกรงที่ขังพวกมันไว้ ปกติเขาจะพาเจ้าพวกนี้ไปวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า และปล่อยให้มันได้วิ่งเล่นในตอนเย็น ส่วนตอนกลางวันจะปล่อยให้อยู่ในกรงไปเนื่องจากกลัวว่าจะไปกวนพวกคนสวนเวลาทำงานอยู่ 

“คีป! สั่งให้หมาของนายเงียบได้แล้ว ฉันจะนอน” 

สลิลเปิดหน้าต่างแล้วตะโกนลงไป คีปเงยหน้าขึ้นมองหน้าตาเรียบนิ่งก่อนจะลูบหัวเจ้าสัตว์สี่ขาที่กำลังรอให้เขาขว้างลูกบอลให้อยู่ ตอนแรกก็กะว่าจะพักสักหน่อย แต่เห็นเจ้าพวกนี้ยังไม่ได้ปล่อยออกมาในเวลาของมันก็กลัวมันจะเครียด เลยต้องอยู่เล่นก่อนแล้วค่อยเข้าไปพักผ่อน 

โป๊ก! 

เพราะความนิ่งเฉยของอีกฝ่ายทำให้สลิลหยิบหวีปาใส่คนที่อยู่ข้างล่างเต็มแรง แน่ล่ะว่ามันไม่ได้แม่นนักเพราะเฉียดตัวคีปไป แต่ดันไปตกใส่หัวสุนัขสีดำแทนจนมันร้องเอ๋ง 

คีปตวัดสายตาขึ้นมองคุณหนูของบ้านที่แม้จะอายุ 30 แล้ว แต่ยังมีความเอาแต่ใจไม่ต่างจากเด็กสามขวบ สลิลใช้สายตาไม่พอใจมองเขาก่อนจะต้องตกใจจนรีบก้มหลบ เพราะคีปปาลูกเทนนิสที่เลอะน้ำลายสุนัขใส่ 

“ไอ้บ้าคีป! นายกล้าปาของใส่ฉันเหรอวะ!” 

“แล้วทำไมต้องไม่กล้า” คีปถามกลับ สลิลกัดฟันกรอดกับความกวนของอีกฝ่าย 

ตอนเดือนแรกที่รู้ว่าไอ้เด็กบ้านี่ต้องมาดูแลเขาก็แทบจะบ้าตาย บอกพ่อไปหลายครั้งว่าไม่เอาหรือไม่ก็ให้คนอื่นมาแทนแต่พ่อเขาไม่ยอม และให้สิทธิ์คีปในการดูแลความปลอดภัยเขาเต็มที่ พอมีคนถือหางแบบนี้คีปเลยได้ทีขัดคำสั่งเขาแทบทุกครั้งไป จนบางครั้งก็อยากจะข่วนหน้าหล่อๆ นิ่งๆ นั่นให้ได้สักแผลสองแผล แต่ก็ได้แค่คิดเพราะแค่เขาเงื้อมือขึ้นก็โดนจับอุ้มพาดบ่าแล้ว 

สลิลปาลูกเทนนิสกลับลงไป พวกสุนัขทั้งสามก็วิ่งกรูกันไปตามเก็บก่อนคนตัวเล็กจะปิดหน้าต่างด้วยความหงุดหงิด ตอนนี้ไม่มีเสียงสุนัขให้เขาได้รำคาญหู แต่เจ้าของหมากลับทำให้เขารำคาญใจแทนนี่สิ 

ไอ้ยักษ์กวนประสาท 

“เคิร์ต เทรย์ โบ เข้ากรง” 

ชายหนุ่มเรียกโดเบอร์แมนทั้งสามตัวที่วิ่งเล่นจนลิ้นห้อย ความปราดเปรียวของพวกมันทำให้วิ่งฉลุย ยิ่งอาณาเขตของบ้านกินพื้นที่ไปเกือบเท่าสนามกอล์ฟก็ยิ่งเป็นสวรรค์ของพวกมัน เจ้าสัวชวัลเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้เพราะเห็นว่ามีความซื่อสัตย์ ฉลาดและแสนรู้ ถึงแม้รั้วบ้านจะมีรั้วรอบขอบชิดและสัญญาณเตือนภัยต่างๆ ครบครัน แต่การเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้านก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เจ้าบ้านสบายใจเรื่องขโมยที่พวกเขาอาจดูแลไม่ทั่วถึงได้ 

เขาจึงรับหน้าที่ดูแลพวกมันเพราะไหนๆ บ้านเขาก็มีพื้นที่อยู่บ้างเลยเอามาเลี้ยงเองซะเลย อีกทั้งความน่ารักแสนรู้ของพวกมันก็ทำให้เขาคล่ายความเหงาไปได้บ้าง 

หูที่ถูกตัดแต่งทรงเข้ากับใบหน้าของพวกมัน หากคนภายนอกเห็นก็คงเกรงกลัวในการวางท่าของพวกมันไม่น้อย เคิร์ตเป็นหมาจอมพลังที่ชอบเล่นแรงๆ เทรย์จะออกแนวนิ่งๆ ชอบนอน แต่เมื่อไหร่ที่บอกว่าจะไปออกกำลังกายจะตื่นตัวทันที ส่วนโบคือตัวเมียขี้อ้อน ชอบมาคลอเคลียและนอนตักเสมอ ทั้งที่ตัวของมันก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว 

ก่อนเข้าบ้านคีปหันไปมองหน้าต่างห้องที่เยื้องกับประตูบ้านเขาพอดี ตอนนี้มันปิดสนิทแล้ว และคิดว่าเจ้าของห้องก็คงได้เวลาพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งคืน เมื่อก่อนร้ายยังไงโตขึ้นมาก็ร้ายยังงั้น ความน่ารักที่เคยได้สัมผัสไม่กี่ปีมลายหายไปเมื่อได้มาเจอกันตอนโต 

เขาก็ได้แต่หวังว่าสักวันสลิลจะกลับมาเป็นคนเก่าที่เขาเคยรู้จัก 

‘ที่ล้มเมื่อกี๊น่ะนายเจ็บไหม’  

เด็กชายตัวโตถามเด็กน้อยที่กำลังนั่งระบายสีตัวการ์ตูนในสมุดภาพระบายสีอยู่ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายก่อนจะยิ้มให้ 

‘ผมไม่เป็นไร แค่นี้เองไม่เจ็บหรอก’  

‘อื้อ อ่ะ...เราเอาไอติมช็อกโกแลตมาฝาก’  

ของกินที่เอามาง้อถูกยื่นมาตรงหน้า ไอศกรีมช็อกโกแลตถ้วยเล็กที่เพิ่งเอาออกมาจากช่องแช่แข็งในตู้เย็น เขาอุตส่าห์ปีนไปหยิบมาให้เลยล่ะ 

‘ขอบคุณครับพี่สลิล’  

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอฝากพี่คีปด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว