facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 ป๋ายไม่ง่ายเลย

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ป๋ายไม่ง่ายเลย

คำค้น : นิยายวาย, Yaoi, Boy's Love

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 423

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2564 20:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ป๋ายไม่ง่ายเลย
แบบอักษร

 

12 ปีผ่านไป 

ผมในวัย 29 ย่าง 30 ไม่ใช่ปรรณกรคนเดิมอีกแล้ว ไม่มีใครล้อผมว่าไอ้ลูกเมียน้อยหรือลูกไอ้ขี้ยา ทุกเรื่องราวล้วนถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน 

นับตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจออกจากบ้าน ทุกย่างก้าวไม่ง่ายเลย ผมยอมแพ้หลายครั้ง อยากฆ่าตัวตายหลายต่อหลายหนแต่เพราะขี้ขลาดเกินไป ผมจึงไม่ตายซักที และเมื่อตายไม่ได้ก็ต้องใช้ชีวิตลำพังในโลกกว้างนี้ให้ได้ 

ผมในวัย 18 กับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย เริ่มต้นทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเบเกอรี่โดยได้รับค่าจ้างเท่าค่าแรงขั้นต่ำ เรียกได้ว่าหาเช้ากินค่ำอย่างเต็มตัว แม้ว่าตอนนี้จะใช้ชีวิตลำพัง ไม่มีแม่ให้เลี้ยงดูแต่ผมก็ยังอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมมีความสามารถมากพอ ผมพยายามเก็บหอมรอมริบค่าจ้างอันน้อยนิดโดยใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้ค่าคอร์สสำหรับเรียนทำขนมในโรงเรียนมีชื่อ ผมรู้ดีว่าเรียนแค่คอร์สเดียวคงไม่พอ แต่มากกว่าความรู้ที่ได้รับผมอยากได้สังคมใหม่

ที่โรงเรียนผมได้เจอกับเชฟที่เก่งกาจหลายท่าน ผมพยายามสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองจนไปสะดุดตาเชฟชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นหุ้นส่วนของโรงเรียน เขาชักชวนผมไปเป็นผู้ช่วย และแน่นอนว่าผมไม่มีทางปฏิเสธก้าวแรกของความสำเร็จนี้แน่นอน ด้วยฝีมือการทำขนมที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ช่วยงานสาขาที่ไทยเพียงปีเดียวเชฟก็ส่งผมไปช่วยงานที่ร้านของเขาในฝรั่งเศส ค่าแรงที่ได้รับทำให้ผมสามารถลงเรียนคอร์สอื่นๆ เพื่อพัฒนาฝีมือได้อีกมากมายจนเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพ เมื่อผมในวัย 28 มีพร้อมทุกอย่างแล้วผมจึงกลับมาที่ประเทศไทย

ตอนนั้นผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงกลับมายังประเทศบ้านเกิดที่ไม่มีใครรอคอยผมเลยแม้แต่คนเดียว แถมค่าแรงยังต่ำเตี้ยซะจนทำให้ไม่อยากลุกออกจากเตียงในตอนเช้า อาจเป็นเพราะผมในตอนนี้มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบชนชั้นมีอันจะกินในประเทศกำลังพัฒนาแล้วมั้ง

ผมในตอนนี้ไม่ใช้ป๋ายเด็กท้ายตลาดที่เอาแต่เดินก้มหน้าอีกต่อไปแล้ว

เป็นเวลา 1 ปีเต็มที่ผมใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเมืองหลวงของประเทศไทย ผมหยุดทำขนม หยุดคิดค้นสูตรขนมใหม่เพื่อทุ่มเทแรงกายให้กับการเป็นอาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนมีชื่อย่านกลางเมือง กระทั่งวันหนึ่งในขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านก็ได้รับการติดต่อจากรายการแข่งขันทำขนมหวาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นเชฟป๋ายที่มีชื่อเสียง

จากคนที่ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ผมมีพร้อมแล้วทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน ทรัพย์สินเงินทอง และคนที่รักผมมากกว่าใคร

 

 

 

“คนที่รักป๋ายมากกว่าใครที่พูดถึงในรายการคือผมรึเปล่า” เจ้าของร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้หันมาถามพลางวาดแขนโอบไหล่ของผมแสดงความรัก

คงเพราะผมในตอนเด็กไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากการโอบกอดและสัมผัส ผมในตอนนี้จึงชื่นชอบการถูกสัมผัสเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเป็นสัมผัสจากคนรักยิ่งทำให้หัวใจพองโต

“แน่นอนสิ ต้องหมายถึงคุณทีอยู่แล้ว” คุณพาทีเป็นเพียงคนเดียวที่รักผม คนที่ทำให้ผมไม่อยากจากประเทศไทยไปไหน และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปนานๆ

รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาเมื่อได้ฟังคำตอบพร้อมกับกระชับอ้อมกอดจนผมซบลงบนไหล่กว้าง รายการทีวีที่ผมได้รับเชิญไปให้สัมภาษณ์จบลงแล้ว พวกเราจึงปิดทีวีแอลอีดีขนาด 75 นิ้วลง

“มิน่าล่ะตอนฟังในทีวีเมื่อกี้หัวใจพี่เต้นไม่เป็นจังหวะเลย” คุณทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า คำหวานที่ป้อนให้กันยังคงเส้นคงวาเหมือนครั้งแรกรักไม่เปลี่ยนแปลง

“คุณทีเวอร์อีกแล้วนะ”

“ไม่เวอร์ครับป๋าย หัวใจพี่ทีเต้นแรงมากจริงๆ”

“ของแบบนี้ต้องพิสูจน์มั้ยอะ ไม่งั้นป๋ายไม่เชื่อนะ”

“พิสูจน์ยังไงดีครับ”

“อื้อ ป๋าย ซน”

คุณทีร้องเบาๆ เอ่ยไม่เป็นประโยคจ้องหน้าผมไม่วางตา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ห้ามปรามเมื่อผมสอดมือเข้าไปสัมผัสผิวกายของเขาผ่านชายเสื้อ นอกจากไม่ห้ามแล้วดูเหมือนเจ้าตัวจะพอใจมากด้วยซ้ำเมื่อถูกผมลูบไล้ตั้งแต่หน้าท้องขึ้นไปยังแผ่นอกก่อนหยุดตรงบริเวณอกซ้าย คงเพราะรายการทีวีจบลงไปได้ครู่ใหญ่แล้วมั้งหัวใจของเขาถึงได้กลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง

“ไม่เห็นจะเต้นแรงเท่าไหร่เลย คุณทีโม้” รู้อยู่เต็มอกแต่ก็ยังอดเย้าเขาไม่ได้อยู่ดี

“เอางี้มั้ย ป๋ายทำให้ใจพี่เต้นแรงอีกครั้งดีสิ”

“หือ” ผมรู้แต่ก็แสร้งเลิกคิ้วสูงและวินาทีเดียวกันนั้นริมฝีปากของผมถูกประกบจูบก่อนที่จะได้เอ่ยคำใด และยามที่ลิ้นชื้นพยายามเข้ามาทักทายภายในโพรงปากผมก็ได้คำตอบแล้วว่าวิธีไหนกันที่จะทำให้หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง ก็คงเป็นวิธีที่พวกเรากำลังทำอยู่ตอนนี้แหละมั้ง

มือของผมที่ยังไม่ละไปจากอกแกร่งสัมผัสได้ถึงหัวใจของคุณทีที่เต้นแรงขึ้น

ลมหายใจร้อนผ่าวของพวกเรารินรดกันในขณะที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมผละริมฝีปากห่างกันสักเสี้ยววินาที

พวกเรามอบจุมพิตให้แก่กันราวกับโหยหาทั้งที่เจอกันแทบทุกวัน

แผ่นหลังของผมถูกลูบไล้คล้ายกับปลอบประโลมก่อนจะถูกผ่อนกายลงจนนอนราบไปกับโซฟา ชั่วอึดใจเดียวหลังจากนั้นเจ้าของร่างสูงก็ตามมาทาบทับ

แม้ไม่ใช่ครั้งแรกของพวกเราแต่คุณทีก็อ่อนโยนกับผมเสมอ

คุณพาทีในวันที่พวกเราคบกันครบ 200 วัน ไม่ต่างจากคุณพาทีที่ผมเจอวันแรกเลย ทั้งรอยยิ้มทั้งสายตาที่มองกันอย่างอ่อนโยน คำพูดที่ให้เกียรติกัน และถึงแม้ผมจะเป็นผู้ชายแต่เขาก็คอยเป็นห่วงเป็นใย เทคแคร์กันเสมอ แต่ผมก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าความเป็นสุภาพบุรุษของเขาทำให้ผมสนใจเขาเป็นพิเศษ เพราะนอกจากเรื่องของนิสัยใจคอแล้ว สิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดคือความร่ำรวยและรูปร่างหน้าตาของเขาต่างหาก

คุณพาทีเป็นชายหนุ่มวัยใกล้ 40 ที่ประสบความสำเร็จมาก นั่นอาจจะเพราะว่าเขาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย มีต้นทุนชีวิตสูงซึ่งช่วยให้เขาสามารถซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อสร้างรีสอร์ตเอาไว้หลายแห่ง และด้วยความเก่งกาจของเจ้าตัวรีสอร์ตในการดูแลของเขาถึงได้เติบโตและมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

เขาเป็นคนแบบที่ผมในอดีตนึกอิจฉาที่สุด

“คิดอะไรอยู่หืม” หางตาของผมถูกจุมพิตเบาๆ ขณะที่คนบนร่างเอ่ยถาม

ผมหลับตาพริ้มตอบรับความอ่อนโยน “กำลังคิดว่าโชคดีจังที่มีคุณทีเป็นของตัวเอง”

“คิดว่าตัวเองโชคดีอยู่คนเดียวรึไง”

“อื้อ” หลังจากผมพยักหน้าแรงๆ ตอบรับเขากลับส่ายหน้าเหมือนกับไม่เห็นด้วยพลางเสยเส้นผมที่ปรกใบหน้าของผมขึ้นไปแล้วจรดปลายจมูกลงบนหน้าผากของผม

“พี่เองก็โชคดีมากที่มีป๋ายเป็นของตัวเอง”

ความโชคดีที่ได้รับทำให้รอยยิ้มกว้างด้วยความยินดีปรากฏขึ้นเต็มใบหน้า

คุณทีเบียดร่างลงมาจนไร้ช่องว่าง ความว่างเปล่าด้านล่างถูกเติมเต็มด้วยตัวตนของเขา ความอ่อนนุ่มของริมฝีปากแนบลงมาบนผิวกายของผมอย่างอ่อนโยนขณะคนบนร่างค่อยๆ ขยับสะโพกแผ่วเบาเมื่อเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนความเสียดเป็นความซ่านเสียว

ผมโอบกอดแผ่นหลังแกร่งเอาไว้ เปิดริมฝีปากรับลิ้นชื้นที่พยายามเข้ามากระหวัดเกี่ยวกันภายในโพรงปาก

เมื่อได้เริ่มแล้ว คุณทีไม่เคยจบเพียงครั้งเดียว ผมเองก็ไม่เคยปฏิเสธความปรารถนาของเขาได้

พวกเราเป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดีทุกเรื่องจริงๆ มันดูราบรื่นจนบางครั้งผมก็รู้สึกกลัว

 

 

 

 

หลังจากคืนนั้นก็เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์แล้วที่พวกเราไม่ได้เจอหน้ากันเลย เพราะรีสอร์ตบนเกาะของคุณทีกำลังประสบปัญหาเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียจนเป็นข่าวใหญ่โต เรื่องนั้นทำให้เจ้าตัวหัวหมุนจนไม่มีเวลาให้ผม แต่ผมในฐานะคนรักที่อยากอยู่ข้างเขาตลอดไปก็เข้าใจเรื่องนั้นเป็นอย่างดี

ผมผู้ไม่สามารถลางานที่โรงแรมไปอยู่ข้างเขาในวันที่เหนื่อยล้าทำได้เพียงส่งข้อความให้กำลังใจ

อาจจะเพราะสติของผมไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวซักเท่าไหร่ ผู้จัดการแผนกอาหารจึงอนุญาตให้ผมลาพักร้อนได้ ผมแสดงออกถึงความดีใจอย่างออกนอกหน้า นั่นเป็นเพราะว่าผมตั้งใจจะใช้วันลาพักร้อนไปเซอร์ไพรส์คุณทีที่รีสอร์ตของเขา

อยากรู้จังว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรตอนที่ผมโผล่ไปที่นั่นโดยไม่บอกไม่กล่าว

หลังจากจองห้องพักเรียบร้อยแล้ว ในตอนเช้ามืดของวันต่อมาผมก็ขับรถออกจากคอนโดหรูซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของตัวเองไปยังถนนที่แทบจะร้างรถรามุ่งหน้าสู่จังหวัดทางภาคตะวันออกของประเทศไทย

คงเป็นเพราะไม่ใช่วันหยุด รถราที่พอจะนับเป็นเพื่อนร่วมทางได้จึงไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่นัก

ใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นก็มาถึงท่าเรือข้ามฟากแล้ว

“เที่ยวให้สนุกนะครับ” พนักงานประจำลานจอดรถเอกชนใกล้ท่าเรือบอกลาด้วยคำอวยพรพร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตรฉบับพนักงานบริการ แม้ว่าจะเป็นยิ้มตามมารยาทแต่ก็ทำให้ผู้รับอย่างผมรู้สึกว่านี่เป็นการเริ่มต้นทริปที่ดี

วิวทะเลจากบนเรือข้ามฟากสวยงามซะจนเพื่อนร่วมเดินทางหลายคนต่างยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพ เห็นอย่างนั้นผมเองก็ล้วงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปวิวทะเลที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาบ้าง และก่อนเก็บเครื่องมือสื่อสารลงกระเป๋าก็ไม่ลืมส่งข้อความกู๊ดมอร์นิ่งให้คุณทีเผื่อเขาจะได้คลายความคิดถึงผมลงหน่อย

ทว่าผลตอบรับไม่ต่างจากเมื่อวาน เท่ากับว่านี่เป็นวันที่ 2 แล้วที่เขาไม่ตอบข้อความของผม

แต่ก็ช่างเถอะ ผมทำเป็นไม่ใส่ใจทั้งที่เป็นกังวล ไม่ได้กลัวเขาจะนอกใจแต่กลัวเขาจะเครียดจนเผลอทำร้ายตัวเอง

ก่อนคบกับใครซักคนมันเป็นเรื่องปกติใช่มั้ยที่เราต้องศึกษาเขา ผมเองก็ศึกษาเรื่องของคุณพาทีมาอย่างมากมาย ถ้าเปรียบกับการเรียนหนังสือซักวิชาคงเรียกได้ว่าแอดว๊านซ์ ผมเห็นรูปรีสอร์ตของเขาจากรีวิวของบล็อกเกอร์มาหลายต่อหลายครั้งก็ได้แต่ชื่นชมว่าเป็นรีสอร์ตที่สวยมาก แต่เชื่อเถอะว่าภาพที่ผมเห็นด้วยสองตาของตัวเองนั้นหาไม่ได้จากภาพถ่ายที่ไหนเลย

เสื้อเชิ้ตสีสดใสที่ผมสวมทับเสื้อกล้ามถูกถอดออกก่อนทิ้งตัวลงบนเตียงนอนกว้าง นอนแผ่หลาทอดมองเพดานสีขาวสะอาดขณะปล่อยจิตใจไปกับความผ่อนคลายของบรรยากาศ

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงนานเท่าไหร่ เมื่อรู้สึกว่าซึมซับความนุ่มเด้งของเตียงนอนพอแล้วจึงลุกขึ้นเดินไปยังระเบียงที่เมื่อก้มมองลงไปก็พบกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และเมื่อมองเลยไปหน่อยก็จะพบกับทะเลที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาจรดกับท้องฟ้าสีคราม

ถ้าได้มองภาพแบบนี้ทุกวันก็คงดี

ในยามที่ปล่อยความคิดล่องลอยไปความผ่อนคลายที่ธรรมชาติมอบให้ก็เผลอคิดว่า...คุณทีต้องการเชฟขนมหวานรึเปล่านะ ถ้าเพียงเขาบอกว่าต้องการ ผมก็พร้อมทิ้งเงินเดือนสูงๆ ที่โรงแรมห้าดาวในเมืองหลวงมารับตำแหน่งเชฟประจำรีสอร์ตของเขาโดยไม่เรียกร้องอะไรมากมายเลย

!!!

เสียงกริ่งที่ดังขึ้นทำให้ผมจำต้องสะบัดหัวไล่ความคิดเพ้อฝันก่อนหมุนตัวแล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังประตูห้อง

“คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นป๋าย” เพียงประตูห้องเปิดออก คุณเจ้าของรีสอร์ตก็ดันไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะแทรกกายเข้ามาภายในห้อง

“คุณทีรู้ได้ไง” ผมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกว้าง ประหลาดใจแต่ก็ดีใจจนเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่

“ตั้งแต่มีเรื่องปล่อยน้ำเสียลงทะเลก็ไม่ค่อยมีแขกมาพักเลย เพราะงั้นคนที่มาพักในช่วงเวลาแบบนี้ต้องเป็นคนที่น่ารักมากแน่ๆ”

ปากหวานเชียว ผมคิดแต่ไม่พูดออกไปหรอก เพราะเดี๋ยวคุณเขาจะหาเรื่องจูบเอา

“ว่าจะมาเซอร์ไพรส์ซักหน่อย โดนจับได้เฉยเลย”

“จับไม่ได้สิแปลก รู้มั้ยว่าป๋ายเป็นแขกคนเดียวเลยนะที่เข้าเช็คอินวันนี้” สีหน้าของคุณทีไม่ค่อยดีนักขณะเอ่ยประโยคชวนหดหู่ผมจึงเข้าไปกอดเขาแน่นๆ พลางซุกหน้าลงบนอกแกร่ง หวังว่าความอบอุ่นนี้จะช่วยเยียวยาหัวใจของเขาได้แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม

“คุณทีได้นอนบ้างรึเปล่า” ใบหน้าอิดโรยน่าเป็นห่วงจนต้องเอ่ยถามให้คลายสงสัย

“ตั้งแต่เกิดเรื่องก็นอนไม่ค่อยหลับเลย”

“มานี่สิ” คุณทียอมเดินตามผมมาอย่างง่ายดายในยามที่ผมผละจากอกแกร่งของเขา คว้ามือหนาแล้วพาไปยังเตียงนอนที่เพิ่งดูดวิญญาณผมไปเมื่อครู่

“จะทำอะไร ยังสว่างอยู่เลย”

“คุณทีคิดอะไรเนี่ย” ผมยิ้มล้อเลียนขณะผลักเขาลงบนเตียงแล้วก้าวเข้าไปนอนลงข้างๆ

“ก็ป๋ายพามาที่เตียง คิดดีได้เหรอ”

“คุณทีบอกว่าไม่ได้นอน ป๋ายแค่จะกล่อมนอนเหอะ”

“กล่อมยังไงครับ” ผมแทนคำตอบด้วยการยื่นมือไปเกลี่ยเส้นผมนิ่มที่ปรกหน้าผากของเขาขึ้น แสร้งทำเป็นลืมความห่างของอายุแล้วเริ่มลูบหัวของเขาแผ่วเบา คุณทีทำหน้าเคลิ้มขณะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้กัน

“ง่วงแล้วอะ”

“เร็วเกิน” ผมหัวเราะ เขาจึงหัวเราะตาม วินาทีต่อมามือของผมก็ถูกคว้าไปจับ คุณทีแนบแก้มลงมาพร้อมกับจับจ้องใบหน้าของผมด้วยสายตาที่ชวนใจสั่น

“ขอกอดหน่อย”

“แค่กอดนะ”

“ก็อย่าน่ารักให้มากสิ”

“อย่าขออะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิครับคุณพาที” นานๆ ครั้งผมผู้ที่ไม่ใช่คนตลกจะเล่นมุกสักครั้งคุณทีจึงเลิกคิ้วสูงและมอบความเอ็นดูให้กันด้วยริมฝีปากนิ่มที่จรดลงบนแก้มชวนใจฟู

“เนี่ยน่ารักอีกแล้ว” เขาบ่นเบาๆ พร้อมกับใช้แขนแกร่งโอบกอดผมที่ใช้อกของเขาแทนหมอน

พวกเราพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ด้วยกัน ปัญหามากมายถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ปิดบัง และผมก็ไม่เคยเบื่อการรับฟังเขา เพราะผมคือคนรักที่อยากอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

ไม่นานเสียงของคุณทีก็เงียบลง นั่นเป็นเพราะเขาหลับไปแล้ว หลับลึกจนได้ยินเสียงหายใจดังฟรี้ๆ

 

 

 

 

พวกเราหลับยาวจนถึงตอนเย็น คิดว่าอาจจะยาวนานกว่านี้ถ้าโทรศัพท์มือถือของคนเป็นเจ้าของรีสอร์ตไม่ดังขึ้นซะก่อน

คุณพาทีงัวเงียลืมตาตื่น เขาคว้าโทรศัพท์ที่ยังคงดังไม่หยุดมาถือไว้ หอมหน้าผากผมเบาๆ พลางขยับปากบอกว่า ‘แป๊บ’ แบบไร้เสียงก่อนก้าวลงจากเตียงไป

คนรักของผมยามคุยธุระด้วยท่าทางเคร่งเครียดขโมยหัวใจผมไปทุกครั้งโดยไม่รู้ตัว

เขาคุยโทรศัพท์อยู่ตรงระเบียงห้องราว 5 นาทีก่อนเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้ามาหาผมซึ่งนั่งรออยู่ตรงปลายเตียง

“ซื้อโทรศัพท์ใหม่เหรอ”

“อื้อ” คุณพาทีก้มมองโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ในมือตัวเองก่อนจะพูดต่อ “เครื่องเดิมพังไปแล้ว”

“เครื่องนั้นเพิ่งซื้อไม่นานเอง” จำได้แม่นเพราะผมเป็นคนช่วยเลือกให้กับมือเลย

“โมโหแรงไปหน่อย”

“เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยชอบทำลายข้าวของเวลาโมโหซักที”

“ยากพอๆ กับเลิกรักป๋ายแหละครับ”

“ไม่ต้องปากหวานเลย” ผมปัดมือที่จับปลายคางผมออกพลางย่นจมูกใส่ “ป๋ายอยากลงไปเดินเล่น คุณทีไปด้วยกันนะ”

“ไม่รับสายเมื่อกี้ซะก็ดี”

“งานเข้าเหรอครับ ไปเดินเล่นกับป๋ายไม่ได้เหรอครับ” ผมถามพร้อมกับดึงเสื้อของเขาแล้วสวมกอดเอวหนาพลางออดอ้อนทั้งที่รู้ว่าอ้อนไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีทางที่เขาจะทิ้งงานเพื่อผมแน่ๆ

“เดี๋ยวดึกๆ พี่ทีมาหาแล้วพาป๋ายออกไปเดินเล่นดีมั้ย”

“เดินชายหาดตอนดึกจะเห็นอะไร”

“เห็นพี่ทีไงครับ”

“คุณทีเล่นแบบนี้ป๋ายหวั่นไหวรู้รึเปล่า”

“เพราะรู้ว่าป๋ายจะหวั่นไหวไงก็เลยเล่น”

ใครบอกว่าคบกับผู้ใหญ่แล้วน่าเบื่อ ผมคนนึงล่ะขอยกมือค้านสุดแขนเลย

ถึงแม้ว่าคุณทีจะติดงานด่วนและลงมาเดินเล่นชายหาดด้วยกันไม่ได้แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งความตั้งใจ ชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตแทบจะร้างผู้คน กวาดสายตามองทั่วบริเวณคร่าวๆ ก็พบว่านอกจากผม พนักงานอีก 1 คนและหมาจรจัดที่หลงเข้ามาก็ไม่มีใครอีกเลย

ถ้ามองในแง่ผู้ประกอบการ สถานการณ์ตอนนี้มันแย่สุดๆ เลย

เพราะมัวแต่กังวลแทนคนรัก แม้เท้าจะย่ำอยู่บนผืนทรายละเอียด สายตาทอดมองคลื่นเล็กๆ ที่ซัดเข้าหาดกระทบกับเท้า พระอาทิตย์สีส้มที่กำลังจรดกับผืนน้ำอยู่ห่างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ความสบายและธรรมชาติบำบัดไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถอนหายใจออกไปแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง

คิดว่าถ้าหากช่วยแบ่งเบาความทุกข์นี้จากคุณทีได้บ้างแม้เพียงน้อยนิดก็คงดี ทว่าผมที่มีดีเพียงฝีมือการทำขนมก็รู้ตัวดีว่าไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้นอกจากอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจให้กัน

ใช้เวลาที่ชายหาดไม่นานพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า ผมจึงกลับเข้าไปสั่งมื้อเย็นมาทานที่ห้องแล้วนั่งพักต่ออีกหน่อยก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าลงไปว่ายน้ำที่สระ

และก็เช่นเคย ไม่ว่าจะย่างกรายไปส่วนไหนของรีสอร์ตก็ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเหมาที่นี่ไว้ เหงาแต่ก็เป็นส่วนตัวดี

“ไม่ได้สั่งนะครับ” ผมที่กำลังปลดเสื้อคลุมร้องห้ามเมื่อพนักงานนำเบียร์เย็นๆ มาเสิร์ฟ

“คุณพาทีสั่งไว้ครับ”

“ขอบคุณครับ” เพราะได้ยินชื่อคนรักผมจึงไม่ปฏิเสธ “ว่าแต่คุณพาทียังอยู่ที่นี่มั้ยครับ”

“อยู่ที่ห้องทำงานครับ คุณปรรณกรติดขัดตรงไหนแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ”

“ผมอยากขอบคุณคุณพาทีซักหน่อย”

“เดี๋ยวทางเราจะแจ้งคุณพาทีให้ครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ โค้งตัวนิดหน่อยก่อนจะถอยหลังแล้วเดินจากไปโดยทิ้งผมไว้กับสระว่ายน้ำเพียงลำพัง

ถ้าตอนนี้คุณทีอยู่ด้วยกันก็คงดี

ผมคิดถึงเขาพลางหย่อนกายลงในสระลึกหนึ่งเมตรครึ่ง

สระว่ายน้ำเป็นของผมแล้ว เมื่อนึกได้ดังนั้นหลังจากดื่มเบียร์หมดไป 1 ขวดผมจึงดำผุดดำว่ายสมมติว่าตัวเองเป็นปลาโลมาที่ได้รับอิสระจากสวนน้ำ ซึมซับอิสรภาพอย่างไม่รู้เหนื่อย เป็นเวลานานเท่าไหร่ผมไม่สนใจเลย

กระทั่ง...

บทสนทนาดังขึ้นพอดีกับที่ผมโผล่ขึ้นจากผิวน้ำ เสียงความเคลื่อนไหวในสระทำให้คุณทีเหลือบมามองและพวกเราก็สบตากันเข้าพอดี

“เลิกทำหน้าเครียดได้แล้วน่า นิชาบอกแล้วไงว่าเดี๋ยวคุณพ่อจะช่วย” หญิงสาวข้างกายกุมมือคุณพาทีแน่นก่อนดึงร่างสูงลงนั่งข้างกายเธอบนเตียงผ้าใบ

มองด้วยสายตาก็รู้ว่าเขาตัวแข็งทื่อไปแล้วยามถูกผมจับจ้องไม่วางตา

“เราค่อยมาว่ายน้ำกันวันหลังเถอะ”

“ทำไมคะ” เธอถามพลางเอี้ยวตัวมามองยังสระและประสานสายตากับผมเข้าพอดี “แขกคนเดียวที่พนักงานพูดถึง เพื่อนพี่ที ไม่แนะนำให้นิชารู้จักหน่อยเหรอ”

“อย่ารบกวนแขกเลย เราไปเถอะ”

“ก็ได้ค่ะ แต่พี่ทีสัญญานะว่าหลังสระปิดพี่ทีจะพานิชามาว่ายน้ำ”

“ไม่ต้องรอสระปิดก็ได้ครับ” ผมก้าวขึ้นจากสระน้ำ เดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมก่อนเอ่ยกับพวกเขาที่อยู่ใกล้ๆ “ผมกำลังจะกลับห้องพอดี”

“ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะที่รบกวน” เธอเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางค้อมตัวเล็กน้อยอย่างคนมารยาทดี ทว่ากิริยาท่าทางเหล่านั้นกลับขวางหูขวางตาผมเหลือเกิน

“ไม่เลยครับ ผมว่ายน้ำนานแล้ว กำลังจะขึ้นพอดี ตามสบายนะครับ” ท้ายประโยคผมหันไปสบตากับคุณทีซึ่งเขาก็หลบสายตาผมทันทีอย่างมีพิรุธ

“เป็นเพื่อนพี่ทีใช่มั้ยคะ” ขณะที่ผมกำลังจะเดินผ่านพวกเขาไปกลับถูกรั้งเอาไว้ด้วยเสียงหวานใสจนต้องหยุดฝีเท้า

“เพื่อน?” ผมทวนคำ ยิ้มฝืดๆ กับสถานะจอมปลอมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน “ครับ เพื่อน แล้วคุณ...”

“นิชาค่ะ นิชาภา เป็นหุ้นส่วนที่นี่แล้วก็เป็นหุ้นส่วนหัวใจ” เธอหัวเราะเสียงใสอย่างมีจริตก่อนจะเอ่ยถึงสถานะแท้จริงอย่างตรงไปตรงมา “หมายถึงภรรยาน่ะค่ะ”

คำว่า ‘ภรรยา’ และมือเรียวที่เอื้อมไปเกี่ยวแขนคนข้างกายแสดงความเป็นเจ้าของทำให้โลกของผมหยุดหมุนไปชั่วขณะ เช่นเดียวกับสมองที่หยุดประมวลผล ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองนิ่งอึ้งไปนานแค่ไหน แต่สุดท้ายสติก็กลับมา

ผมละสายตาจากมือเรียวที่เกาะเกี่ยวแขนคนรักของผม มองหน้าคนทั้งคู่พลางพยายามยิ้ม

คงเป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดน่าดู

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภรรยาคุณพาทีสวยขนาดนี้” ผมทิ้งคำชมเอาไว้ด้วยน้ำเสียงขมขื่นและความเศร้าที่กำลังเอ่อล้นก่อนรีบหมุนตัวเดินจากมา

ผมกำมือแน่น กัดริมฝีปากจนเจ็บขณะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ผมอยากร้องไห้ให้กับหัวใจที่กำลังแตกสลายแต่ถึงอย่างนั้นก็อยากร้องในที่ส่วนตัว

ปัง!

ประตูถูกกระแทกปิดอย่างไร้ความปรานี

ผมที่ตัวเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้าขดตัวนั่งลงกับพื้นแล้วกอดเข่าร้องไห้อย่างหมดสภาพ

ในค่ำคืนอันแสนมืดมนผมถูกความหนาวเหน็บโอบกอดไว้กระทั่งเช้า

 

 

 

 

แผนเซอร์ไพรส์คนรักพังไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำยังถูกเซอร์ไพรส์กลับด้วยความจริงที่ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว ผมที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนรัก ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าตัวเองเป็นชู้รักมาตลอดเลย

ผมรู้ดีว่าคุณพาทีเคยมีภรรยาแต่จากข้อมูลที่ผมค้นจากเว็บไซต์ระบุไว้ชัดเจนว่าเขากับเธอหย่ากัน 2 ปีแล้วแต่ทำไม...

ทำไมเธอยังเกาะแขนเขา ซบไหล่เขาและบอกผมด้วยน้ำเสียงสดใสและสีหน้าระรื่นว่าเป็นภรรยา

แน่นอนว่าถ้าคุณพาทีมีภรรยาอยู่แล้ว ผมที่เป็นมือที่สามก็คงหนีไม่พ้นสถานชู้

ความจริงนี้ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าการเป็นคนธรรมดาคนนึงทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้

ผมที่อ่อนล้าจากการขับรถทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องของตัวเอง การเช็คเอาท์ก่อนกำหนดของผมทำให้รีสอร์ตนั่นร้างผู้คนอย่างสมบูรณ์แบบ

โทรศัพท์มือถือยังคงดังไม่หยุดตั้งแต่อยู่บนเรือข้ามฟาก แน่นอนว่ามีเพียงคนเดียวที่โทรหาผมยามนี้

คุณพาที ชู้รักของผมยังไงล่ะ

ผมมองไฟหน้าจอที่สว่างขึ้น จ้องจนมันดับลงค่อยหลับตาอีกครั้งแล้วเอาแขนก่ายหน้าผากอย่างคิดไม่ตก ขณะที่ปล่อยให้ฝนตกในใจเพราะไม่มีน้ำตาเหลือให้ไหลออกมาตอนร้องไห้แล้ว

วันหยุดพักร้อนทั้งปีนี้ของผมหมดลงด้วยการนอนร้องไห้เสียใจ ทำตัวเหมือนคนตายซาก บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าควรตายไปจริงๆ เลยดีไหมในเมื่อไม่มีคุณพาทีข้างกาย ในโลกใบนี้ผมก็ไม่เหลือใครแล้ว

โลกที่ปราศจากคนรักน่ะ ผมไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร หากไปปรึกษาใครๆ เขาคงให้คำตอบว่า ก็อยู่เพื่อตัวเองสิ ผมน่ะอยู่เพื่อตัวเองมามากพอแล้ว ได้ทำตามฝัน ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีคอนโดหรู ขับรถยุโรปราคาแพง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ทุกอย่างมันเกินฝันของเด็กที่ครั้งนึงเคยติดลบมามากแล้ว

ก๊อกๆๆ

เสียงกริ่งที่ดังรัวๆ มาซักพักเงียบไปและถูกแทนที่ด้วยเสียงเคาะประตูอย่างรีบร้อน

ไม่ต้องเดาเลยว่าคนที่อยู่อีกฟากของประตูคือใครเพราะเขาส่งข้อความบอกผมแล้ว

คุณพาที ชายหนุ่มที่ทิ้งเมียมาหาชู้รัก ผมไม่รู้เลยว่าควรจะดีใจหรือละอายใจ

“ป๋าย ถ้าคุณไม่เปิดประตูผมจะใช้คีย์การ์ดนะ” สิ้นประโยคเสียงปลดล็อกก็ดังขึ้น ผมหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปหาเขา ระยะห่างระหว่างเราไม่ถึงร้อยเมตรแต่ไม่มีใครคิดจะขยับเข้ามาใกล้กัน

ความเงียบกลับสู่ห้องของผมอีกครั้งพร้อมกับความอึดอัดที่อัดแน่นจนเต็มพื้นที่ยามสายตาของพวกเราประสานกัน

“ป๋าย” น้ำเสียงของชายชู้ยามเรียกชื่อของผมอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดจนผมเกือบจะใจอ่อน

ทว่าคงไม่มีคนสติดีที่ไหนให้อภัยคนที่หลอกลวงตัวเองได้ง่ายๆ หรอก

“คุณหลอกป๋าย หลอกลวงมาตลอด”

“พี่ขอโทษ” คำขอโทษของเขาบางเบาไร้น้ำหนักจนไม่อาจทำใจเชื่อและให้อภัย

“เก็บคำนี้ไว้พูดกับภรรยาแสนสวยของคุณเถอะ”

“เธอไม่รู้” เขาบอกความจริงด้วยเสียงอันแผ่วเบายิ่งกว่าประโยคก่อนหน้า

“เหอะ!” ผมแค่นหัวเราะอย่างคนสรรหาคำพูดไม่เจอ “คุณหลอกทั้งภรรยาตัวเอง หลอกทั้งป๋าย คุณมันเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมาก”

“ป๋าย” เขาเรียกชื่อของผมด้วยน้ำเสียงเว้าวอนพลางก้าวเข้ามาหา และในจังหวะเดียวกันนั้นผมก็เลือกที่จะถอยเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างเราเอาไว้เท่าเดิม เห็นอย่างนั้นเขาจึงหยุดและตั้งคำถาม “อยากเลิกกันเหรอป๋าย”

ผมไม่เคยอยากเลิกกับเขาเลย จนกระทั่งความจริงปรากฏ

คนเป็นชู้มีสิทธิเลือกด้วยเหรอ

“ถ้าไม่เลิกแล้วจะให้ทำยังไง ให้ผมยอมรับสถานะชู้ที่คุณยัดเยียดให้กันงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นป๋าย ที่พี่เคยบอกว่าจริงจัง พี่ไม่เคยโกหกนะพี่จริงจังกับป๋าย พี่อยากอยู่กับป๋ายตลอดไปจริงๆ”

“อยู่ด้วยตลอดไป?” เขาเคยบอกว่าจะอยู่กับผมตลอดชีวิตแม้กฎหมายไทยจะไม่เอื้ออำนวยให้การใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันก็ตาม “ทั้งที่คุณทีก็มีเมียอยู่แล้วน่ะเหรอ”

“พี่ผิดเอง” เขาก้มหน้าลงสำนึกผิดแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้รู้สึกเห็นใจเขาเลยแม้แต่น้อย คงเพราะรักมาก เมื่อถูกหักหลังผมจึงแค้นเคืองเขามาก” พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกป๋ายเรื่องนิชา พี่คิดว่ามันไม่จำเป็นเพราะอีกไม่นานพี่ก็จะเลิกกับเธอแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องของเราก็ควรจะเกิดขึ้นหลังจากคุณโสดจริงๆ ไม่ใช่ตอนที่ยังมีอีกคนอยู่แบบนี้” ผมจะไม่เสียใจเท่านี้ถ้าหากไม่คิดว่าผมกำลังเดินตามรอยแม่ที่ผมเกลียดนักหนา

“ป๋ายให้โอกาสพี่นะครับ ให้อภัยพี่นะ ป๋ายไม่รักพี่แล้วเหรอ” เขาจับมือผมไปกุมไว้พลางเอ่ยคำอ้อนวอน ดวงตาเว้าวอนของคนที่รักหมดหัวใจทำให้ผมเริ่มหวั่นไหว

หากถามว่าผมรักเขาไหม ก็คงไม่สามารถโกหกว่าไม่รักได้ แต่รักแล้วยังไงต่อในเมื่อเขามีภรรยาอยู่แล้ว

“ป๋าย พี่รักป๋ายนะ” เขาอาศัยจังหวะที่ผมกำลังคิดก้าวเข้ามาสวมกอด ความอบอุ่นที่โหยหาผลักไสความผิดชอบชั่วดีและความแค้นเคืองไปจนหมด “ป๋ายบอกว่ารักพี่มากไง ตอนนี้ยังรักอยู่ใช่ไหม”

เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ตอบคำถามเลย

คุณทีครอบครองผมทั้งหัวใจและร่างกาย เพียงเขาโน้มใบหน้าเข้ามาประกบจูบ สอดแทรกเรียวลิ้นชื้นเข้ามาภายในผมก็ตอบรับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเราจูบกันดูดดื่มด้วยความโหยหา เสียงเฉอะแฉะลามกจากการแลกเปลี่ยนน้ำลายดังก้องในหูชวนให้หวั่นไหว

ส่วนที่หลับใหลตรงระหว่างกายค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา

เสื้อเชิ้ตตัวเก่งถูกถอดทิ้ง คุณทีใช้นิ้วมือและริมฝีปากไล้ไปทั่วร่างกายกึ่งเปลือยของผม เล้าโลมไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะยอดอกที่ชูชันท้าทายเพียงถูกเขาสัมผัสเบาๆ

“พี่ต้องการป๋ายนะ อยู่ข้างๆ พี่ตลอดไปนะครับ” เสียงแผ่วกระซิบข้างหูออดอ้อน เพียงเท่านั้นผมก็ยอมโยนความผิดชอบชั่วดีทิ้ง เหลือเพียงความปรารถนาในตัวเขา ความสุขที่เขามอบให้ อ้อมกอดและสัมผัสที่โหยหาตลอดมา

ผมโอบแขนทั้งสองข้างเกาะเกี่ยวลำคอของคุณทีไว้แน่น อ้าขาออกยามที่สะโพกสอบดันเข้าหา

ความสุขสมแล่นถลำเข้ามาภายในกาย รอคอยให้ผมปรับตัวเขาจึงถอยร่นออกแล้วจู่โจมเข้ามาใหม่

จังหวะการเสียดสีของร่างกายเปลือยเปล่าทำให้เตียงที่ผมคิดว่าแข็งแรงส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคลอไปเสียงครางกระเส่าของพวกเรา

ยามที่เขาโจนจ้วงสาดความสุขเข้าใส่ ผมก็คิดได้ว่า...เป็นชู้ก็ได้ถ้ามันจะสุขสมขนาดนี้

 

TBC. 

กรรมเวรอะไรของป๋ายก็ไม่รู้นะคะ ชีวิตเหมือนจะดีแล้วแท้ๆ 

จะบอกว่าป๋ายก็คนธรรมดาคนนึงค่ะ แถมเป็นคนธรรมดาที่ไม่ค่อยได้รับความรักด้วย 

และพาทีก็เป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ มันก็คว้าไว้ 

ขึ้นชื่อว่าชู้ มันก็ไม่มีอะไรให้แก้ตัวอยู่แล้ว 

ด่าได้เลยนะคะ แต่อย่าเพิ่งทิ้งกันนะ หนทางยังอีกยาวไกลเหลือเกิน 

 

แจ๊ส :) 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว