Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十七

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 07:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十七
แบบอักษร

ช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายคล้อยจนเย็นย่ำถูกใช้ไปกับการพักผ่อนและเตรียมตัวกลับเข้าวัง เหลียนซินรับหน้าที่เป็นคนนัดหมายเวลาในการเดินทางกลับแก่คนอื่นๆ ในขณะที่คนเป็นพี่แยกตัวออกไปเก็บสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ในป่า เขายังคงทำตัวตามปกติ ดูไม่เหมือนคนที่กำลังถูกวางแผนลอบฆ่าเลยสักนิด

 

ฟลึ่บ!

 

"ทำอะไรอยู่" ร่างบางของหญิงสาวกระโจนเข้าไปหาคนที่กำลังยืนหันหลังให้นางอยู่ เหลียนซินใช้ช่วงเวลาว่างอันน่าเบื่อเพื่อแอบมาหาเซียวเสวี่ย ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืด คนอื่นๆต่างก็กลับเข้าที่พักของตนกันหมดแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นเข้า

 

"เจ้าทำข้าตกใจหมดเลยเสี่ยวเหลียน ที่หลังอย่าเล่นอะไรเช่นนี้อีกนะ" ชายหนุ่มว่าให้อย่างไม่จริงจังนัก เขากำลังเช็ดทำความสะอาดกระบี่อยู่ และการที่นางโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงเช่นนี้ก็ทำเขาเกือบโดนคมของกระบี่เข้า เกือบเจ็บตัวแล้ว

 

"ข้าไม่คิดว่าท่านจะทำความสะอาดกระบี่อยู่นี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ... ขออภัยด้วย" นางก้มหน้าลงต่ำอย่างสำนึกผิด เซียวเสวี่ยที่เห็นอีกฝ่ายเศร้าซึมลงไปก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความเอ็นดู เดี๋ยวนี้เจ้าตัวดื้อดูจะอารมณ์อ่อนไหวเกินไปแล้ว เมื่อก่อนเวลาถูกดุมีแต่จะรั้นจะเถียง คงเพราะนางโตขึ้นมากแล้วเป็นแน่ สิ่งใดดีไม่ดีล้วนคิดได้ด้วยตนเอง และตอนนี้นางก็รู้ตัวแล้วว่าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

"ข้าไม่ได้โกรธ แค่เตือนให้ระวังเท่านั้นเอง ไม่ต้องเศร้าไป"

 

"อื้ม" เหลียนซินตอบรับพร้อมส่งยิ้มบางๆให้อีกฝ่ายเมื่อเขายื่นมือมาลูบศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา

 

"แล้วนี่องค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกรึ"

 

"พี่ใหญ่ไม่กลับมาง่ายๆหรอก ในป่าเต็มไปด้วยสมุนไพรทั้งมีพิษและไม่มีพิษ สวรรค์บนดินสำหรับพี่ใหญ่แท้ๆเลย" ตอบพลางหัวเราะออกมาเมื่อคิดไปถึงสภาพของพี่ชายที่สะพายตะกร้าใบใหญ่ใบข้างหลัง พี่ใหญ่ได้นิสัยชอบสะสมสมุนไพรมาจากท่านแม่เต็มๆ ไม่รู้สมุนไพรพวกนั้นน่าสนใจที่ตรงไหน สำหรับนางยิ่งพี่ใหญ่และท่านแม่รู้จักสมุนไพรมากเท่าไหร่ นางและท่านพ่อก็ยิ่งต้องดื่มต้องกินสมุนไพรมากขึ้นเท่านั้น ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปคิดค้นสูตรยาบำรุงมากมายมาให้นางได้ดื่มได้ชิม รสชาติดีก็ดีไป อันไหนขมปร่านี่สิ... แค่คิดก็ขมคอไว้รอแล้ว

 

"จริงของเจ้า ดีจริง เราจะได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกหน่อย" พูดพลางหันไปมองคนที่ทิ้งศีรษะลงพิงไหล่ของเขาเอาไว้ เขาชอบช่วงเวลาเช่นนี้เป็นที่สุด ได้ใกล้ชิด ได้ซึมซับการมีอยู่ของใครอีกคน คนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย เป็นการเติมเต็มที่แปลกอยู่สักหน่อย เราเจอกัน คุยกัน ทำตัวเหินห่างเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ แต่เพียงแค่ได้สบตากัน สายตาคู่นั้นก็สื่อความหมายได้แทนการกระทำทั้งหมด แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะหล่อเลี้ยงความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเราสองคนต่อไป

 

"ข้าชอบที่เราเป็นเช่นนี้ที่สุดเลยท่านรู้รึไม่ ไม่ต้องดูแลกันตลอดเวลา แค่เราต่างก็ดูแลตนเองให้ดี ในใจต่างรู้ว่ามีใครที่คอยเป็นห่วงเราอยู่...เหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าเลย" เหลียนซินที่หลับตาอยู่เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เริ่มมีความรู้สึก 'รัก' เกิดขึ้นในหัวใจของนาง อาจจะเป็นตอนที่เขาสอนนางยิงธนูเป็นครั้งแรก ตอนที่เราทะเลาะกันจนนางน้ำตาตก ตอนที่เราเริ่มใกล้ชิดกัน นางปรึกษาเขาได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะ ไม่ต้องสนใจว่านางจะเป็นพระนัดดาของฮ่องเต้...

 

"กลับไปข้าจะสอบเข้าสำนักให้ได้ จะพยายามจนกว่าจะดีพอในสายตาของบิดาเจ้า"

 

"ข้าว่าจะถามท่านอยู่นานแล้ว ปกติหากไม่เข้าสำนักวิชาก็จะไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้ แล้วทำไม..."

 

"จริงอยู่ที่คนทั่วไปไร้วรยุทธ์ การเข้าสำนักวิชาก็เพื่อให้มีคนคอยชี้แนะช่วยเหลือในการเปิดเส้นลมปราณ ฝึกวรยุทธ์และวิทยายุทธ์ อีกทั้งในแต่ละสำนักก็จะมีคัมภีร์วิชากระบวนท่า คัมภีร์ควบคุมลมปราณกำลังภายใน การเข้าสำนักจึงสำคัญ... "

 

"แต่สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่สามารถมีความรู้ไปสอบเข้าสำนักได้ การฝึกกับผู้อาวุโสที่ไม่ได้สังกัดในสำนักจึงเป็นทางออกเดียวของคนธรรมดาๆเช่นข้า ข้าโชคดีที่ฝึกแล้วปลอดภัย แต่อีกหลายคนอาจไม่โชคดีเช่นนี้"

 

"ท่านคงหมายถึงคนที่โดนธาตุไฟเข้าแทรก หรือไม่ก็พลังหยินในร่างกายมีมากเกินไป... หมดพลังชีวิต" เหลียนซินลืมตาขึ้นมอง ใบหน้าของอี้เซียวเสวี่ยยามนี้ไม่ได้ดูโศกเศร้า สงสารเวทนา หรือมีความสุข ใบหน้าไม่ยินดียินร้ายราวกับชินชาในเรื่องเหล่านี้ หลังจากตระกูลของเขาตกต่ำเขาคงจะเผชิญเรื่องยากลำบากมามาก...

 

"เสี่ยวเหลียน เจ้าจะว่าอะไรหรือไม่หากข้าจะเข้าสำนักนภาทมิฬ แทนที่จะไปเข้ากับเมฆาพิสุทธิ์"

 

"อืม สำนักเมฆาพิสุทธิ์เป็นที่ยอมรับมากกว่า แต่สำนักนภาทมิฬก็มีฝีมือฉกาจเช่นกัน เพียงแต่เจ้าสำนักนภาทมิฬไม่เคยปรากฏตัวก็เท่านั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการฝึกวรยุทธ์ของท่านอยู่แล้ว ท่านเลือกในสิ่งที่ใจท่านอยากเลือกเถิด"

 

เมื่อนางตอบมาเช่นนั้นเขาก็พยักหน้าเข้าใจ เอนศีรษะซบศีรษะของเราเอาไว้อีกที หลับตาลงซึมซับช่วงเวลาเช่นนี้เอาไว้ ไม่ได้เอะใจสักนิดว่านางยังมีเรื่องปิดบัง นางไม่ได้บอกเขาว่าเจ้าสำนักคนที่ว่าก็คือมู่หยางเฉิน บิดาของนางเอง...

 

รุ่งเช้า

 

ขบวนรถม้าเริ่มออกเดินทางกลับเข้าสู่วังหลวง อย่างไรเสียคนเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์ ทั้งยังเป็นราชนิกุลเสียส่วนใหญ่ ไม่แปลกอะไรที่การเดินทางนั้นจะสะดวกสบาย มีรถม้าให้นั่งทั้งตอนมาและตอนกลับ

 

รถจนขบวนเคลื่อนออกไปได้เกือบครึ่งชั่วยามที่น้ำตกจึงเหลือคนเพียงแค่ไม่กี่คน มีแค่ฝูเจี๋ยเหว่ยหลงและคนติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนเหลียนซินนั้นซุ่มดักรอคนจากสำนักนภาทมิฬที่กำลังเดินทางมาช่วย แน่นอนว่าข้างกายนางยังมีคนติดตามอยู่สองสามคน อี้เซียวเสวี่ยก็อยู่กับนางเช่นกัน

 

เขาทิ้งม้าที่ควบขี่มาทันทีเมื่อเห็นว่านางหยุดอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เดินทางออกมา และยิ่งไม่เห็นพี่ชายของนางในขบวนรถม้าก็ยิ่งมั่นใจ สองพี่น้องนี่กำลังวางแผนบางอย่าง และเมื่อได้ถามจากปากนางก็ยิ่งเป็นการยืนยันคำตอบ

 

"องค์รัชทายาท ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

 

"อืม ออกเดินทางกันได้เลย" ร่างสูงเดินตรงไปยังม้าที่ผูกเอาไว้ จัดการแก้เชือกออกแล้วขึ้นขี่อย่างชำนิชำนาญ เหว่ยหลงควบม้านำไปก่อนอย่างไม่เร่งรีบ ตามองสองข้างทางตลอดเวลา ปากก็เอ่ยชมธรรมชาติอย่างผ่อนคลาย

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบสองเค่อความรู้สึกผิดแปลกก็ทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้ตัว เสียงสรรพสัตว์ที่เคยมีมาตลอดทางนั้นเงียบจนผิดปกติ มีคนซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ มือหนากำเข้าที่กระบี่เตรียมพร้อมที่จะตั้งรับ อีกมือก็กุมบังเหียนเอาไว้แน่น

 

ฟิ้ว!

 

เพียงแค่อึดใจเดียวลูกศรปริศนาก็พุ่งเข้ามา ดอกแรกพุ่งตรงมาที่ร่างขององค์รัชทายาทหนุ่มอย่างจงใจ และแน่นอนว่าเหว่ยหลงชักกระบี่ขึ้นมาป้องกันได้ทัน เมื่อการโจมตีด้วยธนูพลาดเป้า การโจมตีด้วยมีดสั้นก็เริ่มขึ้น ม้าที่เหว่ยหลงควบขี่ถูกยิงจนล้มลงก่อนที่คนร้ายกว่าสิบคนจะกรูกันเข้ามา ไม่ผิดจากที่เขาคิดเลยสักนิด พวกหมาหมู่!

 

เสียงของอาวุธกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณเมื่อกลุ่มคนร้ายและทหารองครักษ์เข้าปะทะกัน เหว่ยหลงเองก็ใช่ว่าจะอยู่เฉยรอให้พวกมันเข้ามาฆ่าเสียเมื่อไหร่ ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวก่อนจะหยิบเอาของที่เขาถนัดขึ้นมาใช้ เข็มพิษหลายสิบเล่มที่เตรียมไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน นึกสงสัยมานานแล้วว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่พิษถึงจะออกฤทธิ์ ตอนนี้แหละจะได้รู้กันเสียที

 

เข็มพิษในมือถูกปาออกไปปักเข้าที่จุดชีพจรอย่างแม่นยำ แต่ก็ใช่ว่าจะกำจัดคนร้ายได้ทั้งหมด ยังมีพวกมันบางคนที่ไหวตัวทัน หลบหลีกเข็มพิษของเขาได้อย่างคล่องแคล่ว ค่อยสมกับที่เป็นนักฆ่าฝีมือดี ราคาว่าจ้างแพงลิบลิ่ว ถ้ากำจัดได้ง่ายๆก็คงไม่สมราคาคุย

 

การต่อสู้ดำเนินต่อไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียคนของตน แต่เพราะจำนวนคนของเหว่ยหลงที่น้อยกว่ามาตั้งแต่แรกจึงทำให้เริ่มเสียเปรียบ แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของชายหนุ่มก็ไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวออกมาเลยสักนิด

 

"หึ ฝั่งข้าเหลือสาม ฝั่งพวกเจ้าเหลือห้า ข้าเสียเปรียบเสียแล้วสิ" รอยยิ้มยียวนผุดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ตรงหน้า ทั้งกระบี่และเข็มพิษถูกนำมาใช้เข้าคู่กันได้อย่างเหมาะเจาะ ฝึกมาเกือบสิบปี หากยังใช้ไม่คล่องก็เสียแรงเปล่าแล้ว

 

"พี่ใหญ่! " เสียงเรียกของเหลียนซินดังขึ้นพร้อมกับมีดสั้นที่ถูกปาเข้าที่กลางหลังของหนึ่งนักฆ่า คนจากสำนักเข้าล้อมเอาไว้เมื่อเหว่ยหลงจับตัวหัวหน้านักฆ่าเอาไว้ได้ ส่วนนักฆ่าอีกสองคนนั้นบาดเจ็บจนลุกไม่ขึ้น หนึ่งในนั้นอาการสาหัสเมื่อมีดสั้นที่ปักอยู่กลางแผ่นหลังนั้นเคลือบยาพิษที่ทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด ความเป็นกรดของพิษกัดกินบาดแผลให้ฉีกลึกเข้าไปมากกว่าเดิม เรียกเสียงร้องโหยหวนที่ฟังดูแปลกพิลึกจนคนฟังเริ่มเอะใจ

 

"ใครส่งพวกเจ้ามาลอบสังหารข้า" แม้จะพอรู้ตัวคนบงการแต่ชายหนุ่มก็ยังเลือกที่จะถามออกไป ตาคมทอดมองชายชุดดำตรงหน้าอย่างเยือกเย็น พินิจดูการแต่งกายที่ดูจะประหลาดจนน่าสงสัย หากจะปิดหน้าก็ควรปิดแค่ส่วนบนและส่วนล่างของใบหน้า แต่นี่แม้แต่ดวงตาก็ถูกผ้าทึบสีดำปกปิดเอาไว้

 

"พี่ใหญ่ คนพวกนี้..." เพื่อตอบข้อสงสัย ผ้าคลุมสีดำที่ปกปิดใบหน้าของหัวหน้านักฆ่าถูกเหว่ยหลงกระชากออก มือหนาออกแรงบีบคางของอีกฝ่ายให้ยอมเปิดปาก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาทุกคนตกตะลึง นักฆ่าพวกนี้ตาบอดทั้งยังถูกตัดลิ้น... ต่อให้อยากพูดก็ทำไม่ได้แล้ว

 

"นะ นี่มันอะไรกันเพคะ คนพวกนี้ทำไมถึงได้..." เหลียนซินตกใจกับสิ่งที่เห็นไม่น้อย นางอึ้งจนพูดติดๆขัดๆออกมา คนเหล่านี้ไม่ได้ตาบอดโดยกำเนิด แต่เป็นการถูกทำให้ตาบอด ลิ้นที่ถูกตัดทำให้พูดไม่ได้ ประสาทตาและปากถูกปิดเช่นนี้เดาว่าประสาทการรับกลิ่นและฟังเสียงของพวกเขาจะต้องดีมาก แต่นี่ไม่เป็นวิธีการที่ทารุณไปหน่อยหรือ

 

"เราคงไม่มีทางรู้ว่าใครที่เป็นคนว่าจ้างนักฆ่าพวกนี้ พวกมันไม่เห็นหน้าคนจ้าง หรือต่อให้เห็นก็พูดไม่ได้อยู่ดี"

 

"เช่นนั้นจะทำเช่นไรดีเพคะ"

 

"จับตัวสองคนนี้ไป ส่วนคนที่เจ็บหนักก็ฆ่าทิ้ง ไม่ต้องพากลับไปให้เป็นตัวถ่วงในการเดินทาง" ฝูเจี๋ยเหว่ยหลงหันไปสั่งกับคนในสำนัก ร่างของนักฆ่าสองคนถูกทำให้สลบโดยเข็มพิษที่ชายหนุ่มพกติดตัวเอาไว้ เหลียนซินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อต้องเห็นคนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก และยิ่งไม่คิดว่าพี่ชายนางจะออกปากสั่งฆ่าคนได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเช่นนี้

 

นางมองพี่ชายที่กลับขึ้นหลังม้าไปแล้วก็ให้รู้สึกกลัวขึ้นมา ไม่เคยเห็นพี่ชายเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย พี่ชายของนางมักมองนางด้วยสายตาที่อบอุ่นกว่านี้ น้ำเสียงก็อ่อนโยนกว่านี้ หรือจะเป็นเพราะเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจึงทำให้พี่ชายของนางเปลี่ยนไป...

 

"เสี่ยวเหลียน" เสียงเรียกที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบดังขึ้นจากด้านหลัง นางหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นอี้เซียวเสวี่ยที่มองมาที่นางด้วยความเป็นห่วง นางเม้มปากแล้วมองตาเขา อยากจะเข้าไปสวมกอดแต่ทำไม่ได้

 

"ไม่เป็นไร" ชายหนุ่มได้แต่บอกออกไปเช่นนั้น ยื่นมือไปกุมมือเล็กที่เย็นเฉียบของนาง ใช้มืออีกข้างลูบเบาๆที่หลังมือนางให้คลายความตกใจและให้กำลังใจไปด้วยในคราวเดียวกัน จวบจนเมื่อนางพยักหน้ากลับมาว่ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วจึงยอมปล่อยให้นางเดินไปขึ้นขี่ม้าที่มีคนเตรียมไว้ให้

 

ตลอดการเดินทางกลับเขาได้แต่คอยมองนางเป็นระยะ ขี่ม้าตามอยู่ห่างๆ ครั้นพอเขาหันกลับไปมองเบื้องหลังก็พบว่าทุกอย่างถูกจัดการอย่างเรียบร้อย ราวกับไม่เคยมีการต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่ เพิ่งรู้สึกในตอนนี้เองว่าสำนักนภาทมิฬนี้ก็น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว ทำงานไร้ร่องรอย หากคิดจะกำจัดใครสักคนก็คงทำได้อย่างง่ายดาย สมแล้วที่เป็นเหมือนทหารลับของฮ่องเต้ แต่ทำไมถึงดูจะฟังคำสั่งขององค์รัชทายาทดีเหลือเกินนะ...

 

ความคิดเห็น