Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十六

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 171

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ย. 2563 22:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十六
แบบอักษร

แปดปีต่อมา

 

กลางป่า

 

เสียงของสายลมที่พัดผ่านไปดังแผ่วเบาเสียจนถูกเสียงของใบไม้เสียดสีกันกลบทับ ป่าไผ่ขนาดใหญ่กลายเป็นที่ฝึกซ้อมเพลงกระบี่ชั่วคราวของสองร่างในชุดสีดำสนิท ร่างหนึ่งแข็งแกร่งกำยำสมชายชาตรี อีกหนึ่งกลับมีทรวดทรงองเอวได้รูปสมกับวัยสาว อี้เซียวเสวี่ยยังคงตั้งรับทุกกระบวนท่าที่เหลียนซินโจมตีใส่ มีรุกกลับบ้างเป็นบางครั้ง สลับสับเปลี่ยนกันไปตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา

 

เสียงกระบี่ฟาดฟันกันดังก้องไปทั่วบริเวณ แต่เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองกลับเบายิ่งกว่าตีนแมวเสียอีก ท่อนไม้ไผ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยันตัวเพื่อพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้นทำให้ไม่สามารถจับภาพได้ชัดเจนนัก เห็นเพียงเงาสีดำสองสายพาดผ่านไปมา

 

จี้หยกสีเขียวใสเนื้อละเอียดต้องแสงแวววาวอย่างน่ามอง แต่ชั่วอึดใจเดียวชายหนุ่มก็เก็บมันกลับเข้าไปในเสื้อของตน ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขามีสร้อยเชือกถักที่มีจี้หยกรูปดอกบัวห้อยอยู่ที่คอ หนึ่งเพราะหวง และอีกหนึ่งเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมา เพราะสร้อยแบบเดียวกันนี้องค์หญิงน้อยฝูเจี๋ยเหลียนซินก็สวมใส่อยู่เช่นกัน

 

"ข้าเหนื่อยแล้ว พักก่อนได้รึไม่" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย เหงื่อไคลไหลจากกรอบหน้ามาสู่ปลายคางมน ก่อนจะหยดลงที่พื้นแล้วซึมลงไปในผิวดิน กระบี่ที่อยู่ในมือเรียวเล็กถูกปักลงที่พื้นเพื่อใช้เป็นที่ค้ำจุนร่างกาย นางดวลเพลงกระบี่กับเขาชนิดที่เรียกว่าไม่ได้หยุดได้หย่อนมาหนึ่งชั่วยามแล้ว!

 

"ย่อมได้ อีกอย่าง ป่านนี้องค์รัชทายาทคงจะฝึกใกล้เสร็จแล้ว พวกเรากลับไปที่น้ำตกกันเถิด" ชายหนุ่มเอ่ยบอกด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หนึ่งชั่วยามก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับเหลียนซิน เขาไม่คิดว่านางจะทนมาได้ถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ ปกติแค่ครึ่งชั่วยามนางก็บ่นกระปอดกระแปดจะแย่แล้ว แต่วันนี้กลับยื้อมาได้ถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม นับว่าฝีมือพัฒนาไปมากทีเดียว

 

จะว่าไปตลอดหลายปีมานี้นางก็เข้มแข็งขึ้นมาก จากเมื่อก่อนที่ทั้งอ่อนแอ ขี้แย นิดหน่อยก็น้ำตาตก มาตอนนี้กลับเริ่มมีความอดทนมากขึ้น รู้จักมีเหตุผล เรื่องฝีมือการต่อสู้และการใช้อาวุธก็ดีกว่าแต่ก่อนอยู่มากโข อดจะภูมิใจไม่ได้เลยจริงๆที่เขาเองก็มีส่วนสอนให้นางจนเริ่มชำนาญในการใช้อาวุธอย่างเช่นทุกวันนี้

 

"ปวดขาแล้ว" ร่างบางเบ้หน้าเล็กน้อย ส่งสายตาไปออดอ้อนจนคนมองใจอ่อนยวบยอมเข้าไปอุ้มตัวของนางลอยหวือขึ้นจากพื้น วางร่างของนางลงที่ท่อนไม้ไผ่ที่ตัดมาทำเก้าอี้เอาไว้ก่อนหน้า เหลียนซินยิ้มกว้างทันทีที่ถูกตามใจ นางไม่ได้ปวดขาหรอก ปกติแล้วฝึกกับท่านพ่อจนกล้ามเนื้อมันชินกับการออกแรงไปแล้ว แต่ที่ทำอยู่นี่คงจะเรียกว่า...เรียกร้องความสนใจก็คงไม่ผิดนัก และนางรู้ว่าอีกฝ่ายก็รู้ดี

 

"นั่งพักสักครึ่งเค่อค่อยไปที่น้ำตกก็แล้วกัน" เซียวเสวี่ยเอ่ยบอกในตอนที่ค่อยๆถอดรองเท้าของหญิงสาวออก ออกแรงนวดเบาๆที่ข้อเท้าและฝ่าเท้าของอีกฝ่าย ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรอีกหลังจากการกระทำนั้น แม้แต่คนที่ช่างพูดอย่างเหลียนซินก็ยังเงียบ ความรู้สึกบางอย่างยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นในใจขอบคนสองคน บางอย่างที่เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครเอ่ยพูดมันออกไป

 

สองสายตาที่ประสานกันยังคงบอกทุกอย่างได้ดีเหมือนดังเดิม ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมไม่ได้ทำให้ทั้งสองอึดอัดแต่อย่างใด นางเคยเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เขาเคยเป็นอย่างไรก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นางคือรอยยิ้มของเขาในขณะที่เขาคือความสบายใจของนาง

 

"มองขนาดนี้ก็น่าจะจับข้าปั้นเป็นก้อนแล้วกลืนลงท้องให้รู้แล้วรู้รอดไปนะ" เหลียนซินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบเมื่อรู้สึกถึงใบหน้าร้อนผ่าวของตนเอง ให้ทนเขินอายนานกว่านี้ก็คงไม่ไหว

 

"อย่าท้าเชียวนะ" เซียวเสวี่ยกระตุกยิ้มก่อนจะหัวเราะในลำคอ ใส่รองเท้าให้นางตามเดิมก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน เคยชินแล้วกับนิสัยชอบท้าทายของนาง เขาเตือนอะไรห้ามอะไรก็ไม่เคยคิดจะฟัง เคยเตือนไม่ให้นางเข้าใกล้ก็ยังรั้น แล้วผลเป็นอย่างไร สุดท้ายต่างฝ่ายต่างก็เป็นเช่นนี้ เส้นใยความสัมพันธ์ผูกรัดกันเอาไว้จนแน่นหนามาแปดปี....

 

"ไปหาพี่ใหญ่ดีกว่า" ร่างเล็กเอ่ยตัดบทก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืนตาม ทั้งที่เมื่อก่อนก็ขนาดตัวไม่ต่างกันนัก มาบัดนี้กลับกลายเป็นเขาที่สูงกว่านางตั้งหลายชุ่น ดวงตากลมฉายแววขบขันอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนที่จะหันไปมองคนข้างกาย เพียงแค่เซียวเสวี่ยพยักหน้าให้ก็เป็นอันเข้าใจ นางรีบออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เขาไม่อยากให้นางต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา เหมือนที่นางไม่ต้องการให้เขาเดือดร้อนเพราะนางเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องแยกย้ายกันไป เก็บซ่อนความรู้สึกให้ลึกที่สุด ให้มีเพียงเขาและนางเท่านั้นที่รู้ดีว่าในใจนั้นคิดสิ่งใด

 

น้ำตกกลางป่า

 

ร่างของบรรดาศิษย์หลายคนรวมทั้งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหนิงนั่งนิ่งอยู่บนโขดหิน น้ำตกจากด้านบนไหลลงมาสู่พื้นตามวิสัยของธรรมชาติ การฝึกความอดทนในน้ำเย็นจัดและแรงของน้ำที่ตกลงมาเริ่มต้นขึ้นได้ครู่ใหญ่แล้ว การฝึกฝนและการเรียนนั้นใกล้สิ้นสุดลง อายุของบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกันถึงเกณฑ์ที่จะสอบเข้าสำนักต่างๆ หรือไม่ก็สามารถสอบราชการได้แล้ว

 

ในตอนนี้สำนักที่เปิดรับศิษย์รุ่นใหม่มีอยู่ด้วยกันสองสำนักใหญ่ๆ สำนักที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้คือสำนักเมฆาพิสุทธิ์ และสำนักที่แทบจะเรียกได้ว่าสำนักใต้ดินที่มีชื่อว่าสำนักนภาทมิฬ สองสำนักที่เป็นเหมือนหยินและหยาง สำนักหนึ่งทำงานในที่แจ้ง อีกสำนักทำงานในที่ลับ เจ้าสำนักนภาทมิฬนั้นยังคงไม่เปิดเผยตัว มีเพียงผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยนั่นก็คือเฟยเหิง

 

หากเป็นคนนอกก็คงจะไม่รู้ แต่คนที่สนิทชิดเชื้อกับตระกูลมู่ย่อมรู้ดี ท่านเฟยเหิงผู้นี้แท้จริงคือคนติดตามของมู่หยางเฉินผู้เป็นบิดาขององค์รัชทายาท เช่นนี้แล้วเจ้าสำนักจะเป็นใครไปได้ ดังนั้นจะบอกว่าสำนักนี้คอยทำงานช่วยราชสำนักอย่างลับๆก็คงจะไม่ผิด ใครจะไปคิดว่าคนไร้ประโยชน์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นจะเป็นคนเปิดสำนักอันเลื่องชื่อนี้กันเล่า

 

"หืม? " เสียงครางในลำคอด้วยความแปลกใจดังขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความผิดแปลก เสียงหัวเราะคิกคักถูกอกถูกใจดังขึ้นที่ข้างหูจนต้องลืมตามอง เหว่ยหลงจ้องคนที่มาก่อกวนด้วยสีหน้านิ่งเรียบ น้องสาวฝาแฝดที่เอาร่มมากางบังสายน้ำเอาไว้ คงจะรอเขาฝึกจนทนเหงาไม่ไหวจึงได้เริ่มซุกซนเช่นนี้

 

"คนอื่นๆขึ้นมาพักกันหมดแล้ว เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะพักบ้างเล่าเพคะ"

 

"ไหนว่าถ้าพี่ยอมให้ติดตามมาด้วยจะไม่งอแง แล้วนี่อะไร แค่ชั่วยามเดียวก็เริ่มซุกซนเสียแล้วรึ"

 

"ก็ข้าเบื่อแล้วนี่ พี่ใหญ่สัญญาแล้วว่าจะพาข้าเที่ยวในป่า จะผิดสัญญาหรือเพคะ" เหลียนซินแสร้งเบ้ปากตีหน้าเศร้า รู้ดีว่าพี่ชายฝาแฝดจะต้องมองออก ความจริงก็แค่เป็นห่วงไม่อยากให้พี่ชายต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานานก็เท่านั้นเอง

 

"หึ หนึ่งชั่วยามที่ผ่านมาเจ้ายังเที่ยวไม่ทั่วอีกรึ พี่ไม่เชื่อว่าเจ้าจะนั่งรอนิ่งๆมาจนถึงตอนนี้หรอกนะ" ถึงปากจะเอ่ยพูดเช่นนั้นแต่ก็ยอมขึ้นจากน้ำแต่โดยดี หากไม่ขึ้นตอนนี้ก็คงถูกรบเร้าจนต้องขึ้นมาอีกนั่นแหละ

 

"นี่เพคะ" เหลียนซินที่เห็นพี่ชายยอมกลับขึ้นมาก็ยิ้มดีใจจนตาหยี รีบส่งผ้าให้อีกฝ่ายใช้คลุมร่างกาย เช็ดร่างกายให้แห้งก่อนจะสวมใส่ชุดที่วางเตรียมเอาไว้ไม่ไกลนัก ใช้โอกาสตอนพี่ชายหันหลังให้ส่งสายตาไปยังอี้เซียวเสวี่ยที่อยู่ห่างออกไป เพิ่งจากกันเมื่อครู่แต่กลับอยากเห็นหน้าอีกแล้ว... 

 

"วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะฝึกที่นี่ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับวังแล้ว" ร่างเล็กบ่นออกมาเมื่อพี่ชายเดินกลับมาหา นางกวาดมองรอบๆด้วยความเสียดาย อยู่ที่นี่มีอิสระมากกว่าในวัง กลับไปก็ต้องทำตัวอยู่ในกฎระเบียบ ไหนจะต้องเจอกับบุตรชายจากตระกูลใหญ่ๆที่พยายามเข้าหานางอีก น่ารำคาญจนอยากจะไล่ตะเพิดออกไปให้หมด ถ้านางจะออกเรือนคงจะออกไปนานแล้ว ไม่อยู่จนพ้นวัยปักปิ่นมาห้าปีเช่นนี้หรอก

 

"กลับไปคราวนี้คงไม่น่าเบื่อนักหรอก" คนพี่ตอบกลับ จัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะนั่งลงบนโขดหินขนาดใหญ่

 

"หมายความว่าอย่างไรเพคะ? "

 

"ท่านเฟยเหิงเพิ่งส่งคนมารายงาน ความรู้ที่ได้ฝึกฝนกันมาจะได้นำเอามาใช้ก็คราวนี้ หึ มีคนส่งนักฆ่าฝีมือดีมาลอบสังหารพวกเราตอนกลับออกจากป่า" แววตาของคนพูดนั้นไม่ได้สะท้อนความหวาดกลัวแต่อย่างไร กลับกันในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกลอบสังหาร และรู้ดีว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

 

"พี่ใหญ่ ท่านก็รู้ว่าข้าเอาตัวรอดได้ แต่คนอื่นๆ... "

 

"อืม ดังนั้นพี่จะให้เจ้ากลับออกไปพร้อมทุกคนก่อน และพี่จะตามกลับออกไปทีหลัง เจ้ารอคนจากสำนักมาเสริมแล้วค่อยกลับมาช่วยพี่ล้อมจับพวกมัน"

 

"ไม่เสี่ยงไปหรือเพคะ"

 

"หลายปีมานี้พี่นิ่งเฉยจนพวกมันได้ใจ คราวนี้คงได้แสดงให้เห็นเสียทีว่าอย่าริอ่านมาท้าทายกัน ตำแหน่งรัชทายาทพี่ได้มาเพราะความสามารถไม่ใช่จับพลัดจับผลูได้มา แค่นักฆ่าไม่กี่คนพี่จะจัดการเอง"

 

"เอาเช่นนั้นก็ได้เพคะ แต่พี่ใหญ่ต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่ประมาท"

 

"แน่นอน พี่สัญญา" ร่างสูงเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่มาพร้อมกับดวงตาวาวโรจน์ รับรู้มานานแล้วว่าท่านอาสามหรืออดีตองค์ชายสามที่ถูกถอดยศเพราะทำความผิดนั้นพยายามก่อกบฏมาตั้งแต่หลายปีก่อน ถูกปราบปรามไปกี่ครั้งก็ยังไม่ยอมรามือ ครั้งนี่ก็ยังส่งคนมาลอบฆ่าเขาอีก นี่ก็เป็นผลมาจากที่เสด็จปู่ไม่ยอมจัดการขั้นเด็ดขาด ยังเห็นแก่ความเป็นพ่อลูก แต่สำหรับเขาแล้วคงจะปล่อยไปไม่ได้ ดังนั้นพรุ่งนี้จะเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย หากไม่หยุดเขานี่แหละที่จะถอนรากถอนโคนด้วยตนเอง จะไม่ยอมให้อีกฝ่ายก็ปัญหาให้ราชสำนักไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

----------

 

 

ช่วงก่อนหน้าอาจจะรู้สึกเหมือนดำเนินเรื่องช้าหน่อยนะคะ แต่ไรท์อยากให้ทุกคนเห็นความพัฒนาของนางเอกว่าเป็นยังไง จากยัยขี้แย นิดๆหน่อยๆก็บ่น จนเริ่มฝึกฝนจริงจัง ฝึกอาวุธต่างๆ จนเริ่มเเข็งแกร่ง ส่วนพาร์ทวันปักปิ่นจะถูกนำมาพูดถึงในตอนอื่นๆในอนาคตนะคะไม่ได้จะข้ามทิ้งแต่อย่างใดจ้า

 

 

 

ความคิดเห็น