email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 3.4: ความรู้สึกดี ๆ (4)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 3.4: ความรู้สึกดี ๆ (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 274

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2563 09:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 3.4: ความรู้สึกดี ๆ (4)
แบบอักษร

มันเป็นงานเลี้ยงที่ดูดี กียุนมีโอกาสได้ติดตามรามซัสไปงานเลี้ยงของบรรดาชนชั้นสูงหลายครั้ง แต่งานเลี้ยงที่จัดอย่างเป็นระเบียบแบบนี้พบได้น้อยมาก คนรับใช้ดูมีความชำนาญเดินไปมาอย่างรวดเร็ว และความสับสนวุ่นวายก็เกิดขึ้นเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับการจัดเตรียมงานเลี้ยงที่พิถีพิถันขนาดนี้ รามซัสตั้งใจจะมาอวยพรแล้วก็กลับ แต่เพราะการมาเยือนของเจ้าชายอิคราอิมทำให้เขายังไม่ได้ออกจากงานเลี้ยง กียุนที่ยืนหลบมุมรวมอยู่กับคนรับใช้แอบเหลือบมองเข้าไปในห้อง ไม่ใช่แค่เฉพาะกียุนเท่านั้น คนรับใช้ส่วนใหญ่ก็พยายามมองเข้าไปข้างในเช่นกัน

“ข้าเพิ่งเคยเห็นเจ้าชายเป็นครั้งแรกเลย”

“ข้าก็เหมือนกัน”

“เจ้าเห็นตอนที่ทั้งงานเงียบลงไหม?”

“สง่างามมากจริง ๆ ใช่ไหม?”

เสียงคนรับใช้กระซิบกระซาบกันไปมา กียุนเองก็ไม่พลาดที่จะฟัง

“แต่ว่าช่างน่ากลัวจริง ๆ ถึงจะมีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับสวรรค์สร้าง แต่ก็น่ากลัวจนข้าขนลุกไปทั้งตัวแล้ว”

“ข้าด้วย ข้าด้วย ขนาดอยู่ไกล ๆ ตัวข้ายังแข็งไปหมดเลย”

เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบ กียุนก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่เหมือนเป็นเหยื่อที่อยู่ต่อหน้านักล่านั้นไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกแบบนั้นเพียงคนเดียว เจ้าชายอิคราอิมมีพลังอำนาจบางอย่างที่แผ่ออกมาสะกดคนอื่น ๆ ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นพลังอำนาจของพระองค์ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นไปอีก กียุนชื่นชมในความยอดเยี่ยมนี้อีกครั้ง

เรื่องราวอันน่าสนใจของเจ้าชายอิคราอิมมีมาให้ได้ยินบ่อย ๆ ทั้งเรื่องที่เจ้าชายควบคุมและดูแลเส้นทางน้ำของเมืองซิลมารูอานจนทำให้เกิดประโยชน์มากมาย หรือเรื่องระหว่างงานเทศกาลล่าสัตว์ ซึ่งเจ้าชายปราบกลุ่มโจรที่สร้างปัญหาให้แก่พ่อค้า บางครั้งกียุนก็เข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย จนกระทั่งเวลาผ่านไปก็เห็นรามซัสเดินออกมาจากฝูงชนเสียที

กียุน รีบติดตามรามซัสไปอย่างรวดเร็ว

“จะกลับแล้วหรือขอรับ?”

“ใช่แล้ว ผู้คนวุ่นวายเกินไป แถมตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่เราควรจะอยู่”

“หมายความว่าอะไรหรือขอรับ?

“ผู้นำตระกูลนี้ ไม่ใช่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าอดีตผู้นำตระกูล เจ้ารู้ไหมว่าเขามีสมญานามว่าอะไร? อสรพิษไงล่ะ อสรพิษ”

“........?”

“เป็นคำเรียกที่ร้ายแรงที่สุดแล้ว รู้ไหมว่าทำไมเทอยัวร์ถึงได้เป็นอาจารย์ที่เจ้าชายอิคราอิมนับถือ? ข้ารู้สึกเหมือนจะขาดใจตายก็เลยหนีออกมา”

รามซัสลดเสียงลงแล้วบ่นออกมา หัวข้อสนทนาระหว่างเจ้าชายอิคราอิมและเทอยัวร์ที่นั่งอยู่ในห้องคือการต่อสู้ระหว่างงูและนกอินทรี ผู้คนที่มาร่วมอวยพรมากมายเห็นว่าเกิดการถกเถียงกันอย่างหนักจนทำให้เสียบรรยากาศ รามซัสที่ทนดูไม่ไหวก็รีบหนีออกมาอย่างไว

กียุนพอเข้าใจเรื่องที่รามซัสบอกแค่คร่าว ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหัวเราะ

“ดูเหมือนว่ามันน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการนะขอรับ นายท่าน”

“ใช่แล้ว มันน่ากลัว”

รามซัสส่ายหน้าและหันหลังกลับไปก่อนจะชนไหล่ชายคนหนึ่งที่เดินมาอย่างรีบร้อน เขาคือมาชูนินผู้นำตระกูลซาเรียน รามซัสเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับวีเชลูกชายคนรองของตระกูลซาเรียน ดังนั้นเขาจึงสนิทสนมกับมาชูนินเหมือนเป็นพี่น้องกัน พอมาชูนินเห็นว่าเป็นรามซัสก็ได้เอ่ยทักทาย

“ท่านพี่มาชูนิน?”

“อ้าว รามซัสนี่ เจ้าจะกลับแล้วเหรอ?”

“ใช่แล้ว ข้าทนบรรยากาศตรงนั้นไม่ไหวขอรับ ว่าแต่ท่านพี่มีธุระด่วนที่ไหนหรือขอรับ?”

“เอ่อ คือว่า..ข้าก็ออกมาดูความเรียบร้อยเท่านั้น ใช่แล้ว ข้าออกมาดูความเรียบร้อย”

“อย่างนั้นหรือขอรับ?” ว่าแต่วีเชป่วยหนักเลยหรือขอรับ?”

“ก็แย่กว่าเดิม แต่ว่าถ้าไม่ใช่ฤดูร้อนก็ไม่เป็นอะไรมากหรอก ถ้าเจ้ามีเวลาก็ไปเยี่ยมเขาสักหน่อยสิ”

“ขอรับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับดี ๆ ล่ะ”

“ขอรับ ท่านพี่ก็ดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะขอรับ”

ทั้งสองกล่าวลาก่อนจะแยกกัน มาชูนินเดินผ่านรามซัสไป แต่รามซัสกลับยืนอยู่ที่เดิมพลางส่ายหัวไปมา

“เป็นมีดแน่นอน”

ตอนที่เดินชนมาชูนินเมื่อครู่นี้เขารู้สึกถึงวัตถุแข็ง ๆ ที่เอว ไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็เป็นมีดแน่นอน แต่มาชูนินเป็นนักปราชญ์ไม่ใช่นักรบ เขาใช้มีดไม่เป็นด้วยซ้ำ

“หรือว่า..”

รามซัสสังหรณ์ใจไม่ดี คาดเดาเอาว่าอาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น

“นายท่าน?”

“ข้ารู้สึกเหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้น”

“...........?!”

“เราต้องสอดส่องดูรอบ ๆ เจ้าตามข้ามาด้วย จับตามองหาคนที่ดูน่าสงสัย โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบ ๆ เจ้าชาย หากเกิดความวุ่นวายเจ้าก็ห้ามตื่นตระหนกล่ะ”

“เข้าใจแล้วขอรับ”

กียุนตอบรับอย่างหนักแน่น

“ถ้าลางสังหรณ์ของข้าผิดไปก็คงดี”

รามซัสคิดแบบนั้นจริง ๆ ก่อนจะเริ่มสาวเท้าเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง แต่ว่าไม่ได้เป็นดังที่เขาหวัง สิ่งที่เขากังวลอยู่เกิดขึ้นจริง ๆ

 

มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่มีการประกาศหรือสัญญาณเตือนใด ๆ

เพราะเจ้าชายอิคราอิมและเทอยัวร์เป็นลูกศิษย์กับอาจารย์กันมาก่อ จึงรู้จุดอ่อนของกันและกันเป็นอย่างดี ดังนั้นการพูดกันธรรมดาด้วยน้ำเสียงปกติ แต่มีแค่ทั้งสองเท่านั้นที่รู้ว่าการพูดหยอกล้อนั้นเต็มไปด้วยความนัยที่สำคัญ ถึงจะไม่เข้าใจความหมายที่พวกเขาคุยกัน แต่ว่าระหว่างที่เกิดสงครามประสาทอันดุเดือดระหว่างคนสองคนที่ส่งกันไปมา คนรอบข้างก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มาชูนินผู้นำตระกูลคนใหม่ยกเหล้ามาพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ ๆ เจ้าชายอิคราอิม

เขาถือขวดเหล้าพลางส่งยิ้ม มาชูนินเข้าไปใกล้ ๆ เจ้าชายอิคราอิมและดึงมีดที่ซ่อนไว้ออกมาทันที

เกิดเรื่องอันไม่คาดฝันมาก่อน คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันสูดลมหายใจ แม้ว่าเจ้าชายอิคราอิมจะเป็นนักรบที่เก่งกาจ และมาชูนินเป็นเพียงนักปราชญ์ที่ใช้มีดไม่เป็น แต่ว่าในระยะประชิดขนาดนั้น บางคนทำแก้วเหล้าร่วงลงไปทันทีหรือไม่ก็มึนงงจนไม่ทันคิดว่าเกิดอะไรขึ้น จับตาดูมาชูนินตวัดมีดอยู่ครู่หนึ่งก่อนช่วงเวลาสั้น ๆ แต่รู้สึกว่าช่างยาวนานกว่าจะผ่านไป

โชคดีที่เจ้าชายอิคราอิมหลบมีดได้อย่างปาฏิหาริย์ เป็นเพราะเจ้าชายสังเกตเห็นแววตาและการเดินที่ไม่มั่นคงของมาชูนินตอนที่เดินมาหาพระองค์ เหนือสิ่งอื่นใดสายตาของพระองค์เหลือบไปเห็นรามซัสที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งส่งสัญญาณมือเตือนทำให้พระองค์ระวังเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้

มาชูนินโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ ยังไม่ทันได้โจมตีครั้งที่สองก็ถูกทหารองครักษ์ของเจ้าชายรวบตัวไว้ได้ และในงานเลี้ยงก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย

แขกในงานที่หวาดกลัวก็ร้องออกมาว่ามีการลอบสังหาร ก่อนจะวิ่งออกมาจากงานเลี้ยง ผลที่ตามมาก็คือด้านนอกเกิดความโกลาหล มีแค่ไม่กี่คนที่วิ่งเข้าไปในห้องเพื่อตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนรับใช้ตระกูลซาเรียนที่เข้าใจสถานการณ์และผู้ติดตามของเจ้าชายไม่กี่คนเข้ามาขวางทางเข้าออกเอาไว้

สถานการณ์สงบลงไปได้เพียงครู่เดียวก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมขึ้นมาอีกครั้ง มันดังมาจากด้านหลังของเจ้าชายอิคราอิม

“ใครก็ได้จับผู้ชายคนนั้นทีขอรับ! ในแขนเสื้อเขามีมีด.. อึก!”

เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับคนสองคนพุ่งออกมาจากฝูงชนแล้วกลิ้งไปกับพื้น เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังถือมีดและกียุนที่ตะโกนให้ช่วยจับเขาไว้ ถึงจะดิ้นอยู่หลายครั้งแต่ในที่สุดกียุนก็จับขาเอาไว้ได้ สุดท้ายทุกคนก็วิ่งเข้าไปล้อมชายคนนั้นเอาไว้ ในขณะเดียวกันเหล่าผู้ติดตามก็ยืนล้อมเจ้าชายอิคราอิมไว้เหมือนเป็นกำแพงเตรียมป้องกันการลอบสังหารที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าคนชั่วช้า! ถ้าฆ่าแกไม่ได้ พวกเราก็ต้องเจอกับหายนะไม่มีวันสิ้นสุด”

เมื่อไม่เป็นไปอย่างที่เตรียมการไว้ แถมการลอบสังหารก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า มาชูนินก็กรีดร้องออกมา เทอยัวร์ได้รับความสะเทือนใจจากเรื่องที่บุตรชายคนโตกระทำ ดวงตาฝ้าฟางที่เหี่ยวย่นก็บิดเบี้ยวแล้วตะโกนชื่อลูกชาย

“มาชูนิน!”

“ท่านพ่อ ผู้ชายคนนั้นสมควรตายนะขอรับ”

“ท่านรู้ไหมว่าลูกชายของท่านทำอะไรลงไป?!”

“ข้าทำสิ่งที่ถูกต้องขอรับ ข้าจะกำจัดปีศาจร้ายที่จะทำลายราชอาณาจักร เจ้านั่นมันเป็นจักรพรรดิไม่ได้นะขอรับ หากเจ้านั่นได้เป็นจักรพรรดิ อาณาจักรเราจะพังพินาศ”

มาชูนินที่ได้รับคำกล่าวขานว่าเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบและนิ่งเงียบนั้นจ้องมองเจ้าชายอิคราอิมด้วยดวงตาสีฟ้า

“เราจะฝากอาณาจักรนี้ไว้กับคนที่เห็นชีวิตคนเป็นแค่เพียงแมลงตัวหนึ่งได้อย่างไร?! ชอบตัดหัวผู้บริสุทธิ์แล้วแขวนได้ตามข้างถนน แล้วยังชอบฟังเสียงกรีดร้อง ถ้าคนแบบนี้ได้เป็นจักรพรรดิ ปราสาทจะเต็มไปด้วยซากศพ และเลือดจะไหลนองเต็มแม่น้ำ!”

เสียงร้องไห้คร่ำครวญตะโกนอยู่ใกล้ ๆ คำพูดพล่อย ๆ ของลูกชายซัดกระหน่ำเข้าไปในจิตใจของเทอยัวร์

“นี่..เจ้านี่คือลูกชายของข้าเรอะ”

“ข้าพูดผิดหรือขอรับ? เจ้านั่นมันเป็นทรราช เป็นปีศาจชั่วร้ายนะขอรับ ท่านพ่อต้องเชื่อข้าแล้วตาสว่างซะทีนะขอรับ!”

“หุบปาก!”

เทอยัวร์ทนไม่ไหว เอ่ยตำหนิออกมาเสียงดัง เขาคิดมาตลอดว่าลูกชายของเขานั้นฉลาดและน่าภาคภูมิใจ แต่กลับโง่เง่าเสียจนไม่มีอะไรที่จะโง่ไปกว่านี้อีกแล้ว

“ทำไม ทำไมเจ้าถึงพูดจาเหลวไหลแบบนี้ ที่พวกเขาหัวหลุดจากบ่าก็เพราะจ้องจะเอาชีวิตเจ้าชายเหมือนที่เจ้ากำลังทำอยู่ตอนนี้ไง แค่นี้ทำไมเจ้าถึงไม่รู้?”

ด้วยความรักที่มีต่อลูกชาย เทอยัวร์จึงทั้งเสียใจและโกรธเคือง แต่ในสถานการณ์ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากถามลูกชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความเข้าใจผิดของลูกชายที่ไม่รู้จักคิดของเขา เทอยัวร์อยากจะทึ้งหัวตัวเองเสียจริง ๆ

แม้ว่าบิดาจะพยายามอธิบาย แต่มาชูนินก็ไม่ยอมฟัง ยังคงจ้องเจ้าชายอิคราอิมด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

“องค์ชาย ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรด ได้โปรดเห็นแก่กระหม่อม ไว้ชีวิตบุตรชายของกระหม่อมด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

เทอยัวร์หมอบลงแล้วขอร้องเจ้าชายอิคราอิมด้วยเสียงที่เศร้าสลด มาชูนินเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ลูกชายเขาเป็นกบฏก็จริง แต่เขาก็ยังอยากให้ลูกชายมีชีวิตรอด ขณะที่ใบหน้าอันงดงามและเย็นชาของเจ้าชายอิคราอิมนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด เจ้าชายอิคราอิมดึงดาบของพระองค์ออกมาแล้วส่งให้เทอยัวร์

“คาเบน เทอยัวร์ ในฐานะผู้นำตระกูลซาเรียน ข้าให้เจ้าทำตามกฎของตระกูลเจ้า แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ข้าจะเก็บเป็นความลับไม่เอ่ยถึงมันอีก”

เจ้าชายอิคราอิมสั่งด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก แน่นอนว่าเทอยัวร์และทุกคนที่มารวมตัวกันที่งานเลี้ยงต่างสูดลมหายใจดังเฮือก การก่อกบฏโทษคือประหารทั้งตระกูล แต่เจ้าชายอิคราอิมไม่ต้องการทำลายวงศ์ตระกูลของอาจารย์ แต่สั่งให้บิดาลงโทษบุตรชายที่ทำความผิดด้วยมือของตัวเองแทน แน่นอนว่าคำสั่งนี้ถือว่ามีความปรานีมากแล้ว แต่ว่าก็ยังเป็นคำตัดสินที่โหดร้ายอยู่ดี

จะเลือกลูกชาย หรือจะเลือกตระกูล เทอยัวร์น้ำตาไหลอาบแก้มอันเหี่ยวย่น พร้อมทั้งรับดาบที่เจ้าชายอิคราอิมยื่นมาให้

“กระหม่อมขอบพระทัยในความกรุณาขององค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ความผิดของบุตรชายถือว่าเป็นความผิดของกระหม่อม กระหม่อมจะลงโทษเขาด้วยมือของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”

เทอยัวร์ร้องไห้อย่างเจ็บปวด เขาเลือกที่จะรักษาวงศ์ตระกูลเอาไว้ ไม่ใช่ลูกชาย เขาจำเป็นต้องลงโทษลูกชายที่โง่เขลา เขาขอเลือกฆ่าลูกชายแล้วแบกรับความผิดบาปเอาไว้เอง

“ทะ...ท่านพ่อ”

เมื่อเทอยัวร์ถือดาบมายืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของมาชูนินก็แสดงออกถึงความหวาดกลัว เขาหันไปถ่มน้ำลายและพ่นคำสบถใส่เจ้าชายอิคราอิม

“แกมันชั่ว ทำไมต้องยื่นดาบให้ท่านพ่อ แกสั่งให้พ่อทำร้ายลูกของตัวเอง เจ้าคนไม่รู้จักกาลเทศะ จะตัดหัวข้าก็มาตัดเองเลยสิ ไอ้ฆาตกร!”

“มาชูนิน ลูกชายข้า”

“ท่านพ่อ นี่ท่านจะฆ่าข้าจริง ๆ หรือขอรับ?”

“ลูกพ่อ เพื่อไม่ให้เจ้าเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมือง ข้าจึงเลี้ยงดูเจ้ามาให้เป็นคนซื่อตรงและจิตใจบริสุทธิ์ แต่ว่าวันนี้ข้าอายุแปดสิบ ถึงเพิ่งรู้แล้วว่าสิ่งที่ข้าทำมาตลอดนั้นมันผิด นี่เป็นความผิดของข้าเอง”

ตัวเขาเห็นถึงความชั่วร้ายของการลุ่มหลงในอำนาจทางการเมือง เขาบอกลูก ๆ อยู่เสมอว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมืองอันน่ารังเกียจ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าสลด

พ่อผู้ชรายกแขนที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาปรากฏแสงสีเงินแสบตาจากคมดาบ ในที่สุด เลือดอุ่น ๆ ก็สาดกระเซ็นลงบนพื้น

 

ตอนที่จับตัวผู้ลอบสังหารเจ้าชายนั้น กียุนถูกเตะที่หน้าอย่างแรง ทำให้ตอนนี้แก้มซ้ายของเขามีรอยช้ำขึ้นมา

“เจ้ากล้าหาญมาก”

รามซัสเอ่ยชมเชย แต่ว่ากียุนรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีเลย

หากพูดถึงความโชคร้าย เรื่องนี้ถือเป็นความโชคร้ายที่เกิดขึ้นมา กียุนรู้สึกหนักใจเมื่อเห็นพ่อต้องลงโทษลูกด้วยมือของตัวเอง เหมือนกับเป็นการยืนยันความน่ากลัวของโลกนี้ เกิดการลอบสังหารอย่างเลือดเย็นในที่สาธารณะอย่างสถานที่จัดงานเลี้ยง ถ้าเกิดว่ารามซัสไม่สังเกตเห็นความกระสับกระส่ายของมาชูนินแล้วล่ะก็ วันนี้เจ้าชายอิคราอิมคงต้องตายหรือไม่ก็บาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน

เขาเองก็ถูกรามซัสวานให้มีส่วนช่วยในแผนการครั้งนี้ด้วย แน่นอนว่ามีผู้ที่พยายามทำร้ายชีวิตของผู้อื่นอยู่ แต่ว่าพอมาเห็นผลลัพธ์อันเลวร้ายที่สุดกับตาตัวเองแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าที่ที่ตัวเองยืนอยู่นั้นมันช่างแสนจะอันตราย หากก้าวพลาดแค่ก้าวเดียวก็อาจจะนำไปสู่ความตายได้

ตามที่รามซัสบอกว่ามีที่ที่ต้องไปอย่างเร่งด่วน พวกเขาก็รีบออกจากบ้านพักตากอากาศที่ตอนนี้ก็ยังคงเกิดความวุ่นวายอยู่

นั่งรถม้ามากับรามซัสจนมาถึงบ้านหลังหนึ่งในตัวเมืองซิลมารูอาน กียุนเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปข้างใน

“เหตุผลที่ข้าพาเจ้ามาในวันนี้ก็เพราะเรื่องในวันนี้ รวมถึงต้องฝึกเจ้าให้หัดมองเหตุการณ์ให้ออกด้วย แต่ว่าเมื่อเข้าไปข้างในแล้วห้ามพูดอะไรทั้งนั้น ห้ามแม้แต่จะคิดด้วย”

รามซัสที่ลงมาจากหลังม้าเตือนด้วยท่าทางจริงจัง กียุนรู้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ จึงพยักหน้าตอบรับไปอย่างเงียบ ๆ

ภายในบ้านที่เดินตามรามซัสเข้ามานั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ที่คนรับใช้ด้านในบอกให้เข้าไปคือห้องนอนของเจ้าของบ้าน ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับรามซัสเพิ่งลุกจากเตียงแล้วนั่งลง

“วีเช”

“โอ้ รามซัสใช่ไหม? นึกว่าใครมา เชิญเข้ามาเลย”

วีเชให้การต้อนรับรามซัสเป็นอย่างดี เขาค่อนข้างผอมและใบหน้าซีดเซียว ผมยาวสีทองถูกมัดไว้ด้านหลังอย่างลวก ๆ กียุนมองดูก็รู้ทันทีว่าเขากำลังป่วยอยู่ ใบหน้าขาวและริมฝีปากสีออกม่วง ๆ ดูแล้วรู้สึกน่าสงสาร แต่ว่ามันกลับทำให้เขาดูสวยแปลก ๆ

วีเชพาพวกเขาไปยังห้องรับแขกที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอน คนรับใช้ยกอาหารว่างมาให้ ส่วนกียุนนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลังรามซัสอย่างเงียบ ๆ

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ว่าแต่เด็กคนนั้นเป็นใครกัน? ไม่ใช่ภามเธนนี่นา?”

“เป็นเด็กที่ช่วงนี้ข้าพาไปทำงานด้วยน่ะ”

“อ๋อ”

‘ที่แท้ ก็เป็นเด็กคนนี้นี่เอง’ คำพูดนี้เขาไม่ได้พูดออกมา แต่วีเชส่งสายตามีเลศนัยมองสำรวจกียุนแทน เด็กคนนี้ที่เจ้าชายอิคราอิมช่วยชีวิตไว้จากหมีสีน้ำตาล

“ก็ดูเป็นเด็กธรรมดานี่นา....แค่ก..แค่ก”

วีเชยังพูดไม่ทันจบก็ไอออกมา เขารีบยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดปาก แต่ว่าหน้ากลับซีดหนักกว่าเดิม

“ดูท่าเจ้าคงจะป่วยหนักน่าดู”

“อา ข้าอ่อนแอช่วงฤดูร้อนอยู่แล้ว เพียงแค่วันนี้หนักกว่าปกตินิดหน่อย”

“เจ้าก็เลยไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดท่านพ่อหรือ?”

“ท่าทางเจ้าคงไปงานฉลองมา ข้าเองก็ต้องไป แต่ว่าอย่างที่เห็นว่าร่างกายข้าเป็นแบบนี้ ไม่ควรไปในที่ที่มีคนเยอะ ว่าแต่ท่านพ่อแข็งแรงดีใช่ไหม?”

“แน่นอน”

“อย่างนั้นข้าก็สบายใจ”

แม้ว่าบรรยากาศของรามซัสจะดูหนักหน่วง แต่วีเชยังคงพูดด้วยเสียงที่สดใสร่าเริง ฟังจากที่ทั้งสองคนคุยกัน กียุนก็รู้ว่าวีเชคือลูกชายคนรองของตระกูลซาเรียน จำได้ว่าตอนที่รามซัสคุยกัน มาชูนินก็เอ่ยชื่อของเขาด้วยเช่นกัน

กียุนลอบถอนหายใจ ดูท่าว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่บ้านพักตากอาการยังไม่รู้มาถึงหูวีเช เพราะใบหน้าที่งดงามของเขาแม้ว่าจะดูอ่อนเพลียจากอาการป่วย แต่มองแล้วไม่มีความเศร้าสลด

แต่รามซัสคิดต่างออกไป เขามั่นใจว่าเพื่อนของเขากำลังสวมหน้ากากบาง ๆ อยู่ตอนที่คุยกับเขา

“เจ้าเป็นคนทำจริง ๆ สินะ”

“เจ้าพูดเรื่องอะไร?”

“อย่ามาหลอกข้าเลย”

“ข้าไม่เข้าใจเรื่องที่เจ้ากำลังพูดอยู่?”

“ในงานฉลองครั้งนี้พี่ชายของเจ้าลอบสังหารเจ้าชายอิคราอิมไม่สำเร็จ เจ้าชายบอกว่าจะช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและท่านเทอยัวร์ก็เป็นคนตัดหัวท่านพี่มาชูนินเองกับมือ เจ้า......ดูไม่ตกใจเลยนะ”

แม้ว่าครอบครัวของเขาจะเกิดโศกนาฏกรรมอันน่าสยดสยอง แต่สีหน้าของวีเชก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด กียุนนั่งฟังเรื่องราวที่ทั้งสองคนคุยกันจากด้านหลังก็รู้สึกสงสัย ขนาดกียุนเองที่ได้ฟังอีกครั้งยังใจสั่น แต่คนตรงหน้าที่ได้ยินว่าพี่ชายตัวเองตายแล้วกลับดูไม่สะทกสะท้าน

รามซัสถามด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว