email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 3.2: ความรู้สึกดี ๆ (2)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 3.2: ความรู้สึกดี ๆ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 252

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2563 09:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 3.2: ความรู้สึกดี ๆ (2)
แบบอักษร

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านขอรับ นายท่าน ข้าเตรียมน้ำไว้ให้นายท่านอาบแล้วขอรับ”  

กียุนต้อนรับรามซัสที่กลับมาจากทำงานในวังด้วยความยินดี

“เรื่องอาบน้ำไว้ทีหลัง เรื่องที่ข้าสั่งให้ไปทำเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้าไปพบท่านโอนเชเรและได้ของมาแล้วขอรับ ข้าเอาไปเก็บไว้ที่ห้องหนังสือ จะให้ข้าไปเอามาให้ไหมขอรับ?”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง เจ้าก็ตามข้ามาด้วย”

รามซัสเดินนำกียุนไปที่ห้องหนังสือ ตรวจสอบกล่องใบเล็ก ๆ ที่กียุนเอามาวางไว้บนโต๊ะแล้วก็พยักหน้า

“โอนเชเรได้บอกอะไรหรือเปล่า?”

“บอกว่าให้ใช้อย่างระวังขอรับ”

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น”

พูดแบบนั้นแล้วรามซัสก็ไม่ลังเลเลยที่จะแกะกล่อง ข้างในกล่องไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกล่องไม้เล็ก ๆ ที่ห่อด้วยผ้า

“จากนี้ไปเจ้าก็ต้องระวังด้วย”

รามซัสพูดแบบนั้นแล้วก็แกะผ้าที่ห่อออกและเปิดฝากล่องไม้ด้วยความระมัดระวัง ยาเม็ดกลม ๆ ถูกห่อด้วยกระดาษไขหลายชั้น กียุนรู้สึกถึงลางไม่ค่อยดีจึงก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย มันคงจะไม่ได้ใช้ทำเรื่องที่ดีแน่ คิดเอาไว้ในแง่ร้ายที่สุดก็คือว่ามันเป็นยาพิษ

รามซัสยิ้มให้กับท่าทีของกียุนก่อนจะปิดฝากล่องลง

“มันไม่ใช่ยาพิษหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้อย่างระวัง”

“ต้องใช้มันที่ไหนหรือขอรับ?”

“มันเป็นยาที่ส่งกลิ่น มันมีอีกชื่อว่ารากมรณะหมายถึงทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ”

“.......!”

กียุนเบิกตากว้าง หมายความว่ามีของที่สามารถทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอยู่จริงเหรอ? ฝั่งหนึ่งก็เกิดการสู้รบแย่งชิงถุงน้ำดีหมีเพราะอยากเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งกลับลดสมรรถภาพทางเพศ เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออกเลยจริง ๆ

“สรรพคุณตรงข้ามกับถุงน้ำดีหมีสีน้ำตาลเลยขอรับ”

“เจ้าก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกันหรือ? ของแบบนี้ดูไม่น่าจะมีใครอยากได้เลย แต่ว่าก็ยังมีคนทำมันขึ้นมา มันเป็นของหายากและไม่ค่อยมีคนซื้อหรอก แต่ก็มีพวกคุณหญิงคุณนายจากตระกูลใหญ่ ๆ แอบหาซื้ออยู่เหมือนกัน”

รามซัสหัวเราะอย่างขมขื่น ยาลดสมรรถภาพทางเพศนี้ครั้งหนึ่งเคยมีภรรยาหลวงที่พออายุมากแล้วก็ถูกขับไล่ไปอยู่ห้องด้านหลังบ้าน เธอจึงใช้มันกับสามีเฒ่าที่ชอบไปไล่ตามตื้อเด็กสาว ช่างเป็นการแก้แค้นที่น่าขนลุกทีเดียว ถึงมันจะไม่ใช่ยาพิษ แต่สำหรับผู้ชายแล้วมันน่ากลัวยิ่งกว่ายาพิษเสียอีก

“มันได้ผลดีมาก เพียงแค่สูดดมผงที่ปลิวมาก็เป็นอันตรายแล้ว เพราะอย่างนี้โอนเชเรถึงบอกให้ระวัง เดือนหน้าเราจะต้องใช้มัน เก็บไว้ให้ดีล่ะ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดล่ะก็ เราจะได้กลายเป็นผีจริง ๆ แน่”

“ขอรับ”

กียุนเก็บกล่องไม้อย่างระมัดระวัง วันนี้เมื่อตอนสายเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรขึ้น จึงถือมันแกว่งไปแกว่งมา หากรู้เรื่องนี้แล้วยังทำอีกล่ะก็ไม่ใช่คนบ้าก็ต้องกล้าหาญมากทีเดียว คงไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าเขาห่อมันไว้ตั้งหลายชั้น พอกียุนสบายใจแล้วก็รีบหยิบกล่องไม้มาวางไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของลิ้นชักทันที และรินน้ำชาให้รามซัสที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“เย็นนี้นายท่านจะทำอะไรหรือขอรับ?”

“ข้าจะไปหาซิลลาล่า แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเจ้าไปช่วยดับไฟไหม้มาอย่างนั้นรึ?”

“เอ๊ะ? นายท่านทราบได้อย่างไรขอรับ?”

“ข้ารู้ทุกอย่างนั่นแหละ”

รามซัสนั่งอยู่บนเบาะ ยกชาที่รินไว้ขึ้นมาดื่ม ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก

“เจ้าชายอีนาร์ดเล่าให้ข้าฟังเรื่องที่ท่านบังเอิญไปเห็นคนกล้าหาญบางคนเข้า”

“อา.....”

กียุนลากเสียงพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย เขาไม่ได้ตั้งใจว่าจะได้รับคำชม เขาคิดว่าไม่มีใครรู้ แต่พอรามซัสบอก เขาก็รู้สึกเขินเล็กน้อย

ตอนที่รามซัสกลับมาจากเลิกงานได้เอากล่องกระดาษมาให้กียุนด้วย

“อันนี้เป็นของขวัญจากเจ้าชาย ท่านถูกใจในความกล้าหาญของเจ้า เปิดดูสิ”

กล่องมีความหรูหรามาก กียุนดูด้วยใจที่เต้นตึกตัก

ของด้านในถูกห่อด้วยกระดาษไขบาง ๆ เมื่อเปิดดูพบว่าเป็นผ้าคาดเอว เหมือนผ้าคาดเอวที่พวกชนชั้นสูงใช้กัน ซึ่งมักทำมาจากผ้าไหม ใช้พันที่เอวหลาย ๆ รอบ แล้วยังปล่อยชายผ้ายาวลงมาเพื่ออวดความมั่งคั่งร่ำรวย ตรงกันข้าม คนธรรมดาทั่วไปหรือทาสอย่างกียุนที่แค่ผ้าดิบแข็งๆ ที่เย็บแบบหยาบ ๆ ยังยาวพอพันเอวได้แค่รอบเดียว

ผ้าคาดเอวที่เจ้าชายอีนาร์ดให้เป็นของขวัญไม่ใช่ผ้าไหม แต่ว่าเป็นผ้าฝ้ายอย่างดี เป็นของขวัญที่ดีมากเกินไปสำหรับทาสอย่างกียุนแล้ว

“ของชิ้นนี้มันดีเกินไป....”

“ข้าปฏิเสธไปตามมารยาทครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก รับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจก็พอ อย่าลืมไปขอบคุณทีหลังด้วยล่ะ แล้วก็เจ้ารู้ใช่ไหมว่าห้ามขายมัน?”

“แน่นอนขอรับ นายท่าน”

กียุนยิ้มเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอันนุ่มลื่นของผ้าคาดเอว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทาสแบบเขาจะได้ใช้ของดี ๆ แบบนี้

ตามหลักการแล้วทาสไม่สามารถมีทรัพย์สินส่วนตัวได้ ทั้งเสื้อผ้าและอาหารจะต้องได้รับจากเจ้านาย แน่นอนว่าหากเจอเจ้านายที่ดีแบบรามซัส และได้ติดตามเจ้านายไปไหนมาไหนแบบกียุน ก็สามารถมีของส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้

กียุนมีเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง ทั้งหมดเป็นของราคาถูกและจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีของราคาแพงแบบนี้เป็นของตัวเอง จึงทำให้เขามีความสุขมาก ปกติเสื้อผ้าที่เขาสวมนั้นเป็นชุดธรรมดาไม่มีผ้าคาดเอว แต่พอแค่เอาผ้าในกล่องมาคาดไว้ก็ดูเหมือนเขาจะเป็นคนร่ำรวยขึ้นมา

“ดูดีนี่นา”

“ขอรับ”

กียุนไม่ได้อยากจะวางท่าโอ้อวดหรอกนะแต่ว่าตอนนี้ปากของเขายิ้มกว้างจนจะฉีกไปถึงรูหูอยู่แล้ว รามซัสหลุดหัวเราะออกมา

“ถ้าได้อันนั้นไปยังดีใจขนาดนี้ แล้วถ้าได้อันนี้อีกจะเป็นลมไปเลยไหมนะ”

“..........?”

รามซัสไม่ยอมพูดต่อ กียุนที่กำลังเงียบอยู่ก็เอียงคอไปมา รามซัสหยิบของออกมาจากแขนเสื้อ กล่องไม้ขนาดเล็กมากถูกผูกด้วยเส้นไหม บนกล่องไม้สลักลายรูปนกอินทรีย์อย่างประณีต นี่ก็เป็นของขวัญเหมือนกันเหรอ? กียุนตาเป็นประกาย

“อันนี้คือของที่เจ้าชายอิคราอิมประทานให้เจ้า”

กียุนที่กำลังยิ้มอยู่ถึงกับหน้าเกร็งขึ้นมาทันที เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เขาได้ยินเมื่อกี้นี้ ใครให้มานะ?

“ถึงมหาดเล็กจะให้มา แต่จะบอกว่าเจ้าชายอิคราอิมเป็นคนประทานให้ก็ไม่ผิดหรอก เพราะนี่เป็นคำสั่งของเจ้าชายอิคราอิม เอ้า..รับไป”

กียุนรับกล่องไม้เล็ก ๆ ที่รามซัสยื่นให้เอาไว้ แต่เขารู้สึกว่ามันช่างหนักเหลือเกิน เจ้าชายอิคราอิมอย่างนั้นเหรอ? ทำไม? เพราะอะไร?

เขาไม่กล้าเปิดดู ไม่รู้ทำไม แต่เหมือนกับว่าข้างในนั้นจะมีอะไรที่ยิ่งใหญ่และน่าสยดสยองอยู่ อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องที่คุณครูที่สอนวิชาประวัติศาสตร์เคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว ในบรรดาของขวัญที่ฮ่องเต้ของจีนประทานให้แก่ข้าหลวงนั้นบางครั้งมียาพิษรวมอยู่ด้วย ถึงจะเรียกว่าของขวัญ แต่ก็ใช่ว่าจะต้องดีเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นของขวัญที่มาจากผู้สูงศักดิ์ถึงสองชิ้น อาจจะมีความหมายอื่นแอบแฝงมาด้วย

แน่นอนว่าที่เจ้าชายอีนาร์ดให้ผ้าคาดเอวเป็นของขวัญมา ก็คงเพราะเห็นเขาเอากล่องที่รามซัสสั่งให้ไปเอามาผูกไว้ที่เอวเพื่อที่จะได้ไปช่วยดับไฟ แต่ของขวัญที่เจ้าชายอิคราอิมให้มากนี่สิ

กียุนมือสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ นอกจากจะเป็นคนช่วยชีวิตเขาแล้ว เจ้าชายอิคราอิมยังเหมือนก้อนเมฆที่ลอยอยู่เหนือชีวิตของกียุน จึงถือว่าเป็นคนที่ทั้งน่ากลัวและรับมือได้ยาก

“จะไม่เปิดดูหรือ? ทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะ? กลัวของขวัญรึไง?”

“นายท่าน นายท่านไม่กลัวหรือขอรับ?”

“แค่ดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในจะกลัวไปทำไม?”

รามซัสแกะกล่องของขวัญแทนกียุน ข้างในมีถ้วยเครื่องปั้นดินเผาที่มีฝาปิดอยู่ รามซัสหยิบมันออกมา ไม่ใช่เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาทั่วไป เป็นของที่ชนชั้นสูงใช้กัน บนถ้วยมีลวดลายเมฆอันวิจิตร วาดโดยช่างฝีมือดี รามซัสเปิดฝาออกตรวจดูสิ่งที่อยู่ด้านใน

“ยาทาแผล”

“ยาทาแผล.....”

“ให้เจ้าเอาไว้ใช้ เจ้าชายสั่งให้ข้าเอายามาทาแผลที่อยู่บนหน้าเจ้า”

กียุนลูบใบหน้าตัวเองเบา ๆ โดยอัตโนมัติ แผลที่โดนกิ่งไม้เกี่ยวตอนที่ถูกหมีวิ่งไล่ยังไม่หายดี ช่วงแรกเขาทายาอยู่ไม่กี่ครั้งแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ทำให้แผลหายช้า แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ตกสะเก็ดหมดแล้ว ไม่ได้ดูน่าเกลียดแต่อย่างใด ตอนนี้เนื้อใหม่กำลังสร้างขึ้นมาจึงเป็นรอยแผลสีชมพู และที่หน้าผากเหลือแค่รอยช้ำสีออกเหลือง ๆ เท่านั้น

“ตอนนี้ก็หายดีหมดแล้วนี่”

กียุนพึมพำโดยไม่รู้ตัว ขอบคุณในความปรารถนาดี แต่ว่าได้รับมาแบบไม่คาดคิดแบบนี้มันออกจะหนักหนาเกินไปแถมไม่แน่ใจว่ามันจะมียาพิษผสมอยู่ในยาทาแผลนี้หรือเปล่า แต่อย่างไร คนอย่างเจ้าชายอิคราอิมคงไม่ฆ่าทาสด้วยการทำอะไรแบบนี้หรอก

“ทาสที่ได้รับของขวัญจากเจ้าชายพร้อมกันถึงสองคน เจ้าเคยได้ยินมาก่อนไหม?”

รามซัสพูดเย้าแหย่กียุนที่ตอนนี้แสดงสีหน้าที่ซับซ้อนเกินบรรยาย แต่ถึงอย่างนั้นกียุนก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ รามซัสยิ้มอย่างฝืนๆ ดูท่ากียุนคงตกใจอยู่พอสมควร

“ทามันบ่อย ๆ แผลจะได้หายสนิท ข้าไม่อยากถูกเจ้าชายตราหน้าว่าเป็นเจ้านายที่ไม่ดูแลใบหน้าของทาส”

รามซัสเขกหัวกียุนที่ยืนเหม่อลอยไปหนึ่งที ก่อนจะเดินไปทางห้องอาบน้ำ

กียุนลืมกระทั่งว่าจะต้องเดินตามรามซัสไป เขาถือของขวัญของเจ้าชายทั้งสองเอาไว้เต็มสองมือ และยังคง

ยืนค้างอยู่อย่างนั้น

 

เช้าวันใหม่ กียุนดูเซื่องซึมอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อย ๆ เพราะว่าเมื่อคืนเขาฝันถึงครอบครัว ฝันว่าอยู่ในบ้านที่เขาแสนคิดถึง นั่งกินข้าวร่วมกับทุกคนในครอบครัว เขากับน้องชายเอาตะเกียบต่อสู้แย่งกันกินซี่โครงหมูตุ๋น และได้ยินเสียงบ่นจากแม่ ในระหว่างนั้นพ่อที่ชอบกินเนื้อก็คีบซี่โครงหมูกินอย่างสบายใจ เขากับน้องร้องประท้วงพ่อ แต่ว่าซี่โครงหมูก็หายลงท้องพ่อไปหมดแล้ว

กียุนจ้องมองภาพตัวเขาเองและคนในครอบครัวในฐานะบุคคลที่สาม ในความฝันเขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวจนรู้สึกเศร้าใจ เมื่อตื่นจากฝัน น้ำตาก็ไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว

เพราะความจริงแล้วเขายังอยู่ที่นี่

กียุนนับว่าใช้ชีวิตมาอย่างมุมานะ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง และพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านาย เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นมาเล็กน้อย เขามาอยู่ที่โลกนี้ได้ 3 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าเวลาของโลกนั้นกับที่นี่ดำเนินไปเหมือนกันหรือเปล่า แต่ว่าช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้ เขาก็ปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตที่นี่ได้เป็นอย่างดี หากถามว่ามีรู้สึกละอายใจเวลาเงยหน้ามองท้องฟ้าหรือไม่ ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้ แต่เขาก็ภาคภูมิใจว่าเขาทำทุกสิ่งได้อย่างดีที่สุดแล้ว

เป้าหมายแรกของเขาคือการได้กลับบ้าน มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยน เขาจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเพื่อที่สักวันหนึ่งเขาจะได้กลับบ้าน ถึงอย่างนั้นการใช้ชีวิตในฐานะทาสช่างยากลำบากเหลือเกิน แม้จะได้เจอกับเจ้านายที่ดี แต่เขาก็ยังงานยุ่งตลอดทั้งวัน เพราะอย่างนั้นถึงจะอยากหาทางกลับบ้านมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังไม่มีโอกาส เมื่อใดก็ตามที่มีเวลา กียุนจะเอาหนังสือจากห้องหนังสือของรามซัสออกมาอ่าน กียุนลองถามผู้คนรอบข้างเกี่ยวกับตำนานและโลก แต่ก็มีข้อมูลอยู่อย่างจำกัด กียุนต้องการไปพบผู้เชี่ยวชาญ แต่ตัวเขาในตอนนี้ไม่สามารถทำได้

ยิ่งเวลาผ่านไปทุกวัน ความเป็นไปได้ที่จะกลับบ้านเกิดก็ดูเหมือนริบหรี่ลงไปทุกที แม้กระวนกระวายใจ แต่สถานภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนกันได้ในทันที

“เฮ้อ วันนี้เจ้าเอาแต่เหม่อลอย ตั้งสติหน่อยสิ”

ระหว่างเดินตามรามซัสไปทำงานในวังของเจ้าชาย กียุนนั้นเดินอย่างเหม่อลอยเกือบจะเดินชนคนอื่นอยู่หลายครั้ง จนรามซัสต้องเตือน

“ขออภัยขอรับ”

กียุนรู้ตัวว่าทำผิดก็รีบขอโทษทันที รามซัสสังเกตเห็นสภาพของกียุนที่กำลังก้มหัวอยู่นั้นดูไม่ค่อยดี จึงไม่ได้ถือสาและเดินนำหน้าต่อไป กียุนรีบตั้งสติแล้วเดินตามรามซัสไป

ในตอนนั้นกียุนได้มองดูผู้คนที่เดินไปมาบนท้องถนน บนถนนในตอนสายมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่กี่คน มีทั้งคนงานแบกของในห่อผ้าขนาดใหญ่กำลังเดินอย่างยากลำบาก บรรดาคุณหญิงคุณนายจากบ้านเศรษฐี หรือม้าที่กำลังลากรถอันหรูหรา และลูกค้าที่กำลังต่อรองราคาในร้านค้า กียุนเห็นภาพเหล่านี้ทุกวันจนเริ่มคุ้นชิน

ในหมู่พวกเขา กียุนสะดุดตาเข้ากับคนที่ท่าทางจะเป็นแม่ลูกกัน คนแม่เอาตะกร้าวางไว้บนหัว และเอามือขวาจับตะกร้าไว้ ส่วนมือซ้ายจับมือลูกชายตัวน้อยเอาไว้และกำลังเดินมาทางนี้ เด็กชายชี้ไปตรงนั้นตรงนี้แล้วถามว่ามันคืออะไร แต่แม่ก็ยุ่งจนไม่ได้ตอบพลางเร่งให้ลูกชายเดินให้เร็ว ๆ เด็กน้อยทำหน้ามุ่ย สองแก้มกลม ๆ ก็พองลมก่อนจะเดินผ่านกียุนไป

กียุนไม่ได้หยุดเดินแต่ว่ายังคงเหลียวกลับไปมองคู่แม่ลูก เห็นหลังของแม่ลูกที่กำลังเดินจับมือกันช่างเป็นภาพที่น่าอิจฉาจริง ๆ

 

[หากแม่ออกจากเกาะไปตามหาไข่มุก ลูกน้อยอยู่ในบ้านแค่เพียงลำพัง ทะเลร้องเพลงกล่อมให้เด็กน้อยฟัง ในอ้อมแขนนั้นค่อย ๆ หลับไป]

ได้ยินเพลงที่ร้องเป็นภาษาต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต เป็นท่วงทำนองที่ฟังดูเศร้าดังมาจากที่ไหนสักแห่ง ถึงไม่รู้เนื้อหาในเพลง เสียงใส ๆ ที่ร้องออกมานั้นก็ให้ความรู้สึกโหยหาและคิดถึง

เจ้าชายอิคราอิมเห็นคนที่กำลังร้องเพลงท่วงทำนองเศร้า ๆ อยู่ แม้ว่าจะเห็นแค่หัวกลม ๆ ด้านหลังก็จำได้ทันที เป็นกียุนนี่เอง แม้ว่าวังจะใหญ่โต แต่ศาลาเล็ก ๆ ในสวนของวังกลับถูกปล่อยปละละเลย กียุนกำลังนั่งขดตัวและกำลังฮัมเพลงอยู่

ภายในวังอันงดงามถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาว เหมือนว่าเจ้าของต้องการพื้นที่ส่วนตัว เจ้าชายอิคราอิมที่กำลังเดินอยู่บริเวณทางเดินจึงเดินตามเสียงเพลงภาษาต่างชาติที่ดังข้ามกำแพงมา เดาว่าคนที่ร้องเพลงน่าจะอยู่ตรงนี้ เมื่อสวนไม่ได้รับการดูแล ทำให้มีหญ้าขึ้นรก พระองค์พบว่าเป็นกียุนที่นั่งขดตัวอยู่ที่ศาลา คิ้วก็ขมวดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวานนี้เจ้าชายอีนาร์ดนำเรื่องของกียุนที่ไปสืบมาได้กลับมารายงาน

เด็กคนนี้ชื่อพัคกียุน ตามที่ได้บอกไว้ เกิดที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ เพราะไม่มีวิธีตรวจสอบ

เมื่อสามปีก่อนกียุนเป็นทาสที่ร้านมันตราในเมืองกราอัน นี่เป็นบันทึกการทำงานของเขาเป็นที่แรก หัวหน้าทาสในร้านมันตราจำกียุนได้ เขาเล่าว่าตอนแรกนั้นกียุนพูดสื่อสารไม่ได้เลย แต่เพียงเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้นก็พูดได้คล่อง ไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ นับว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ เขาเพิ่งเคยเจอคนที่ขยันขันแข็งแบบนี้เป็นครั้งแรก

เขาเป็นทาสที่ร้านมันตราประมาณหนึ่งปี พร้อมทั้งฝึกอ่านและเขียนไปด้วย ตอนอายุสิบเก้า เขาถูกขายไปเป็นนักบัญชีฝึกหัดที่ร้านเคสตรา และพอร้านเคสตราล้มละลาย เขาก็ถูกขายไปที่เชนวิเลียอีกครั้ง และทำงานรับใช้รามซัสมาจนถึงตอนนี้ ทั้งช่างสังเกต ทำงานดี มีความสามารถด้านการคำนวณเป็นพิเศษ ทำให้บรรดาเจ้านายของเขาต่างชื่นชมว่ากียุนเป็นทาสที่ดี

‘ถึงใบหน้าของเขานั้นจะเด็กมาก แต่ความจริงเขาอายุยี่สิบแล้วพ่ะย่ะค่ะ’

กียุนหน้าเด็กมากจนเจ้าชายอีนาร์ดยังตกตะลึง ถ้ามองพิจารณาใบหน้าของกียุนแล้วหากบอกว่าอายุเกินสิบแปดยังเชื่อยากเลย แม้แต่เจ้าชายอิคราอิมยังคิดว่ากียุนอายุประมาณสิบหกปีเท่านั้น

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าอายุของเขาอย่างหนึ่งเลยคือ ตอนแรกกียุนพูดจาสื่อสารไม่ได้ แต่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถพูดและอ่านเขียนหนังสือได้

บทสนทนาประจำวันนั้นถ้าพยายามฝึกก็สามารถพูดได้ภายในไม่กี่เดือน แต่ว่าการอ่านและการเขียนนั้นต่างออกไป สิ่งนี้ต้องอาศัยการศึกษาและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

คนธรรมดาทั่วไปในราชอาณาจักรชาลบามห์ส่วนมากไม่รู้หนังสือ และแม้แต่ชนชั้นสูงที่เขียนได้แค่ชื่อของตัวเองเท่านั้นก็มีอยู่ไม่น้อย เป็นไปได้ว่าเขาเป็นทาสที่คอยช่วยอ่านและเขียนอยู่ข้างกายเจ้านายตลอด

แต่ว่ากียุนทำได้ภายในหนึ่งปีเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากว่าเขาจะหัวดีมาก ๆ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาใช้ความพยายามอย่างหนักจนเลือดตาแทบกระเด็น

เจ้าชายอิคราอิมไม่ค่อยพอใจผลการรายงานที่พระองค์เฝ้ารอ กลับยิ่งทำให้พระองค์สงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของพัคกียุนมากขึ้นไปอีก เรื่องที่เป็นคนหน้าเด็กกว่าที่คิดและเฉลียวฉลาดนั้นก็พอจะเข้าใจได้ แต่ว่ามันยังไม่พอ

กียุนยังคงร้องเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทำนองเพลงก็ยังคงเศร้าอยู่เหมือนเดิม

เจ้าชายอิคราอิมที่จ้องแผ่นหลังของกียุนโดยไม่ให้เจ้าตัวรู้ จากนั้นเดินฝ่าเข้าไปในสวน เจ้าชายอิคราอิมนั้นเก่งเรื่องการดักซุ่ม แต่ว่าไม่สามารถเดินผ่านสวนที่มีหญ้าขึ้นอยู่มากมายไปโดยไม่ทำให้เกิดเสียงได้

เมื่อได้ยินเสียงกรอบแกรบ ๆ กียุนก็หยุดร้องเพลงแล้วรีบหันกลับไปดู ก็สบตาเจ้าชายอิคราอิมเข้าพอดี เพราะคิดว่าที่ตรงนี้ไม่มีใครอยู่ กียุนที่ร้องเพลงออกมาเต็มที่จึงรู้สึกไม่ต่างจากถูกสายฟ้าฟาด

ใบหน้าของกียุนตกใจสุดขีดพร้อมเบิกตากว้าง ดวงตาสีดำยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่ากำลังตกใจจนหน้าซีด จากนั้นก็คุกเข่าก้มหน้าลงอย่างลุกลี้ลุกลน เจ้าชายอิคราอิมรู้สึกสนุกกับปฏิกิริยาของกียุนที่ทำราวกับว่าพบเสือที่พร้อมจะจับเขากิน

“ข้าได้ยินเจ้าร้องเพลง เพลงภาษาบ้านเกิดเจ้าหรือ?”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เนื้อเพลงเกี่ยวกับอะไร?”

“เพลงนี้.....เกี่ยวกับแม่ที่ต้องออกไปทำงาน และเป็นห่วงลูกน้อยที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ เมื่อร้องเพลงนี้ลูก ๆ ก็จะเข้าใจถึงหัวใจของแม่ที่เป็นห่วงลูก ๆ ของเธอ เป็นเพลงเกี่ยวกับแม่ที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อเช้ากียุนเห็นแม่ลูกเดินจับมือกัน ทำให้เขาคิดถึงแม่ จึงได้ร้องเพลงนี้ น้ำตาคลอออกมาเล็กน้อย แต่เพราะเจ้าชายอิคราอิมโผล่มาไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้น้ำตาร่วงเผาะลงมา พอต้องอธิบายเนื้อหาของเพลงก็ทำให้รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง

“บอกว่าเกี่ยวกับแม่ เจ้าคงคิดถึงบ้านเกิดสินะ”

เมื่อได้ยินคำพูดที่ดังอยู่บนหัว กียุนก็ไหล่สั่นเล็กน้อย ใช่แล้ว ยิ่งถูกถามก็ยิ่งคิดถึง

“เงยหน้าขึ้นมา”

 

คำสั่งของเจ้าชายอิคราอิมนั้นเปี่ยมไปด้วยพลัง กียุนเหยียดตัวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เพื่อที่จะไม่ให้สบตาเจ้าชายเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย กียุนก็หลุบตาต่ำลง อยากรู้ว่าเกิดอะไรทำไมหัวใจเต้นรัว แต่การกระทำแบบนี้ไม่ใช่อย่างที่เจ้าชายอิคราอิมต้องการ เจ้าชายจึงเอามือเชยคางกียุนขึ้นมาอีกครั้ง

จริง ๆ เลย ทำไมจะต้องทำแบบนี้ทุกครั้งที่เจอกันด้วยนะ พิจารณาตรงนั้นตรงนี้อย่างกับว่าหน้าของกียุนเป็นปลาในตลาดสดที่ต้องพิจารณาดูว่าสดจริงหรือเปล่าอย่างไรอย่างนั้น

ถึงจะหงุดหงิด แต่อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ใบหน้าที่แค่ได้เห็นก็ถือว่าเป็นบุญตาค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ความกดดันที่เหมือนว่าเขาเป็นเหยื่อที่เผชิญหน้ากับอสรพิษ แต่กียุนต้องพยายามทำหน้าให้นิ่งสงบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เจ้าได้ทายาอยู่ตลอดหรือเปล่า?”

“หา? อ๋อ แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอบพระทัยองค์ชายมากพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ทำไมเหมือนเจ้าไม่ได้ใช้มันเลย? แล้วตรงนี้มันคืออะไร?”

เจ้าชายอิคราอิมใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงที่โหนกแก้มข้างขวาของกียุนอย่างแรง ที่ตรงนั้นยังเหลือรอยข่วนสีชมพูเข้มอยู่ ที่จริงมันเป็นยาที่ดีมาก รอยแผลส่วนใหญ่หายไปอย่างไม่เหลือร่องรอย แต่ว่าตรงแก้มข้างขวากับหน้าผากข้างซ้ายนั้นยังเหลือรอยแผลอย่างเห็นได้ชัด เพราะตอนนั้นได้รับบาดเจ็บรุนแรง

“อา....ตรงนั้นคงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นรึ?”

เจ้าชายอิคราอิมทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ พร้อมส่งสายเย็นยะเยือกมาให้ กียุนถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ถึงใบหน้าเจ้าชายจะสวย แต่แรงเยอะไม่ใช่เล่นเลย กียุนอยากจะก้มหน้าเพื่อหลบสายตานั้น แต่ว่าเขายังถูกเชยคางไว้อย่างนั้นจึงทำได้แค่หลุบตาลง

“กระหม่อมสาบานต่อหน้าฟ้าดินเลยว่ากระหม่อมทายาตลอด แต่แผลลึกก็เลยต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง โปรดยกโทษให้กระหม่อมด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

กียุนพูดอธิบายอย่างเอาเป็นเอาตาย เขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่ถูกเข้าใจผิด เขาทายาจริง ๆ นะ ทาที่หน้าทั้งๆ ที่นิ้วยังสั่นระริก และเขาก็ยังทาอย่างพิถีพิถันมากด้วย

หากทำให้เจ้าชายไม่พอใจ หัวเขาอาจจะหลุดก็ได้ กียุนกำลังใจเสีย แต่ว่ากลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักแทน ไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไป เหมือนว่าจะถูกหัวเราะเยาะ แต่ก็ไม่กล้ามองขึ้นไปอยู่ดี

“กียุน”

“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”

“เจ้าเคยได้ยินข่าวลือที่ว่ามีคนคอขาดจากฝีมือข้าไหม?”

“เคยพ่ะย่ะค่ะ”

กียุนตอบด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย ไม่รู้ก็คงไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทาสเท่านั้น แม้แต่ชนชั้นสูงที่คอขาดเพราะทำผิดต่อหน้าเจ้าชายอิคราอิมก็มีถมเถไป

มีข่าวลือมากมายก่อนที่กียุนจะเข้ามาทำงานที่วังของเจ้าชายในฐานะทาสของรามซัสเสียอีก ตั้งแต่เรื่องที่ทาสรินเหล้าหก จะถูกลงโทษด้วยการโบยไปจนถึงตัดหัว หรือตอนที่ทำการค้า หากพบว่ามีการโกง เจ้าชายจะส่งองครักษ์ไปทำลายร้านค้าและตัดหัวเจ้าของร้านเป็นต้น ชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของเจ้าชายอิคราอิมนั้นมีอย่างแพร่หลาย

แม้แต่ตอนที่ทำงานในวังก็ยังได้ยินบ่อย ๆ ว่าห้ามเผลอละสายตาจากบรรดาเจ้านายเป็นอันขาด โดยเฉพาะกับเจ้าชายอิคราอิม ช่างเป็นคนที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ แล้วรามซัสไม่กลัวเจ้าชายบ้างเลยหรือ ถ้าทำให้เจ้าชายโกรธคงได้หัวหลุดออกจากบ่าเป็นแน่

“เหตุผลที่เจ้าพวกนั้นคอขาดก็เพราะว่าทำผิดร้ายแรงจนต้องโทษประหาร แน่นอนว่าเจ้าเองก็เป็นลูกไก่ในกำมือข้า”

เจ้าชายอิคราอิมจับคางของกียุนไว้แล้วออกแรงบีบเล็กน้อย แต่ก็แรงมากพอที่จะทำให้รู้สึกเจ็บ ยิ่งกว่านั้นกียุนที่มีความกลัวเพิ่มมากขึ้นก็หลับตาลง มือของเจ้าชายใหญ่มาก แรงเยอะมากพอที่จะบีบคางอันบอบบางของกียุนให้แหลกได้ด้วยมือเดียว เป็นอย่างที่เจ้าชายบอกว่าเขาเองก็เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือของเจ้าชาย

“ดังนั้นข้าไม่ตัดคอเจ้าด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก เข้าใจไหม?”

ความแข็งแกร่งมันต่างกัน เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันดุดันที่ผ่านไปในชั่วพริบตา ซึ่งกียุนในตอนนี้ต่อให้จะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่มีทางทำแบบนั้นได้ กียุนต้องตั้งสติ ที่บ้านเกิดของเขามีสุภาษิตหนึ่งบอกไว้ว่า ต่อให้เข้าไปในถ้ำเสือ หากมีสติก็จะเอาชีวิตรอดได้

“กระหม่อมจะจำใส่ใจไว้พ่ะย่ะค่ะ”

กียุนที่ตัวสั่นเล็กน้อยยืดไหล่ขึ้นก่อนจะตอบรับไปอย่างหนักแน่น เจ้าเด็กนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนี่ หากยังทำตัวทึ่มและตัวสั่นต่อไปก็คงจะได้รับรอยยิ้มเย็น ๆ ตามมาอีกรอบ เจ้าชายอิคราอิมปล่อยคางกียุนให้เป็นอิสระ มองเห็นคางของกียุนเป็นรอยนิ้วมือจากแรงบีบ ไม่รู้ว่าจะช้ำหรือเปล่า

อยากจะมองต่ออีกสักหน่อย แต่กียุนก็ดันก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะเอาหน้าผากแตะพื้น เจ้าชายอิคราอิมจึงเดาะลิ้นขัดใจ

“เงยหน้าขึ้นมา”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ต่อไปนี้ ถึงข้าไม่ได้สั่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าเจ้าต้องเงยหน้าขึ้นมา”

“........”

เจ้าชายอิคราอิมรู้สึกรำคาญจึงต้องสั่งออกมาอย่างละเอียด เป็นคำสั่งง่าย ๆ แต่ว่ากียุนกลับไม่ตอบ หากไม่มีคำสั่งจากเจ้านายแล้วการที่ทาสเงยหน้าขึ้นมาถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

บางทีต่อไปเจ้าชายอาจจะลืมว่าตัวเองเคยสั่งเขาไว้ก็ได้ หรือคนอื่น ๆ รอบตัวเจ้าชายก็อาจจะไม่พอใจได้ แต่เจ้าชายอิคราอิมไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ก็ยังคงเค้นเอาคำตอบ

“คำตอบล่ะ?”

เสียงเย็น ๆ ที่ถามมาบ่งบอกว่าห้ามปฏิเสธ หากปฏิเสธจะต้องตายทันที ถึงอย่างไรก็ต้องคอขาดอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นเขาก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหน่อย กียุนจึงตอบไปด้วยความกังวลอยู่ในใจ

“กระหม่อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”

“ว่าแต่เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?”

“กระหม่อมมาร้องเพลงตามที่องค์ชายได้ยินไปพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วทำไมต้องมาร้องเพลงตรงนี้ด้วย?”

“ที่นี่ไม่มีคน........กระหม่อมก็เลยมาร้องเพลงที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นรึ?”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าชายอิคราอิมยืนอยู่ในศาลาและมองไปรอบ ๆ บรรยากาศดูอึมครึม สวนที่ไม่มีผู้ดูแลเต็มไปด้วยหญ้าและอาคารที่สีหลุดลอกเพราะไม่มีคนใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่สถานที่ที่เจริญตาเลยสักนิด แถมยังดูมืดมนและอ้างว้างเสียด้วยซ้ำ สายตาของเจ้าชายอิคราอิมสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่น่าจะทำให้กียุนเลือกที่จะมาที่นี่ เจ้าชายหันไปยังทิศทางที่กียุนนั่งขดตัวอยู่ในตอนแรก

มองข้ามกำแพงสีขาวไปคือบริเวณเหนือสุดของวังซิลมา วังซิลมาสร้างขึ้นบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ยิ่งขึ้นไปทางทิศเหนือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเนินสูงมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอาคารต่าง ๆ ที่สร้างอยู่บนพื้นที่เหนือสุดก็จะยิ่งสูงมาก หากอยู่ในมุมที่ดีก็จะสามารถเห็นทิวทัศน์ได้ทั้งหมด

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว