email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 2.2: เทศกาลล่าสัตว์ (2)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 2.2: เทศกาลล่าสัตว์ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 316

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2563 09:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 2.2: เทศกาลล่าสัตว์ (2)
แบบอักษร

ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลในฤดูร้อน ทุ่งหญ้าสีเขียวในสภาพอากาศที่ร้อนระอุภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ธงหลากสีสะบัดไปตามแรงลม มันเป็นธงสัญลักษณ์ของเจ้าชายอิคราอิม เจ้าชายลำดับที่ 9 ของราชอาณาจักรชาลบามห์

บนธงพื้นน้ำเงินที่มีรูปมังกรในตำนานนั้นเป็นธงของราชอาณาจักรชาลบามห์ ถัดไปเป็นธงสีทองที่มีแค่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ใช้ได้ บนธงสีทองมีรูปนกอินทรีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเจ้าชายอิคราอิม และธงผืนสุดท้ายถูกปักด้วยไหมสีเงินเป็นลวดลายกรามันห์อันศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงผู้พิทักษ์แห่งซิลมา

ที่ฐานที่ตั้งมีธงห้าสีกำลังปลิวสะบัดปักอยู่ข้างธงของเจ้าชาย เพราะขุนนางที่ติดตามเจ้าชายมาล่าสัตว์ ล้วนมีธงสีประจำตระกูล

เทศกาลล่าสัตว์เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ถูกจัดขึ้นในฤดูร้อนต้นเดือนพฤษภาคมที่ราชอาณาจักรชาลบามห์ ก่อนที่ฮาราทาเซลมานจักรพรรดิองค์แรกของที่นี่จะได้รับกรามันห์อัญมณีแห่งสายน้ำมาจากเทพเจ้าสายน้ำ ฤดูร้อนของที่นี่โหดร้ายรุนแรงมาก แต่เดิมที่แห่งนี้แห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ เมื่อถึงฤดูร้อน ต้นไม้ใบหญ้าล้วนแห้งตายสนิท ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม นับเป็นครึ่งปีที่แม้แต่โป่งน้ำที่เคยมีน้ำผุดออกมาตามซอกหินก็ยังแห้งผาก วิธีที่รับประกันว่าพวกเขาจะมีอาหารกินเพื่ออยู่รอดได้คือ ก่อนถึงฤดูร้อนคนในครอบครัวหรือคนในหมู่บ้านจะรวมกลุ่มมาช่วยกันล่าสัตว์ จนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา

แต่ในตอนนี้กรามันห์อัญมณีแห่งสายน้ำได้ช่วยให้พื้นที่เพาะปลูกขยายมากขึ้น งานนี้จึงเป็นแค่กิจกรรมประจำปีที่พวกชนชั้นสูงจัดขึ้นมา และในการจัดเทศกาลล่าสัตว์นี้ต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก ขุนนางหลายสิบคนรวมทั้งผู้ติดตามและคนรับใช้ มีจำนวนผู้เข้าร่วมอย่างน้อยก็ต้องเกินหลักร้อย ที่กระโจมอันหรูหรามีสาวงามนั่งประจำที่อยู่ เทศกาลล่าสัตว์ไม่ใช่การล่าเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อความเพลิดเพลิน แต่การล่าสัตว์ของเจ้าชายอิคราอิมแตกต่างจากการล่าสัตว์ของขุนนางธรรมดาอย่างสิ้นเชิง มีผู้ติดตามไม่ถึง 50 คน ตื่นตั้งแต่เช้ามืดและขี่ม้าไปที่ทุ่งหญ้าเพื่อตั้งใจล่าอย่างแท้จริง จนก่อนตะวันตกดิน สัตว์ที่ถูกจับได้จะถูกลากกลับมา แล้วแล่เอาเนื้อมาย่างกินแกล้มเหล้า เพื่อเป็นการเริ่มงานฉลองเล็ก ๆ และเก็บรวบรวมหัวสัตว์ไว้เป็นกลยุทธ์ในการล่าที่ใหญ่ขึ้น วันที่ 4 ของการล่าสัตว์ พวกเขาก็ไล่ล่าฝูงควาย

 

ตั้งแต่ตะวันขึ้น บริเวณฐานที่ตั้งกระโจมก็อึกทึกครึกโครม คนรับใช้ยังเติมฟืนให้กองไฟที่ลุกโชนมาตลอดทั้งคืน และเริ่มเตรียมอาหารให้เจ้านายของตนรับประทานก่อนออกไปล่าสัตว์ และยังคอยช่วยเจ้านายเตรียมเสื้อผ้าและอาวุธอยู่ข้าง ๆ

แม้แต่ในกระโจมของรามซัสก็วุ่นวายเช่นเดียวกัน คนรับใช้ของรามซัสถ้านับรวมกียุนด้วยก็มีแค่ 2 คนเท่านั้น ทำให้ยิ่งวุ่นวายมากกว่าเดิม

“วันนี้มัดให้แน่น ๆ มัดให้แน่นเอาไว้ ถึงจะอึดอัดไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าหลวมไป”

กียุนดึงสายรัดชุดเกราะหนังจนตึงและมัดให้แน่นตามคำสั่งของรามซัส

ชุดเกราะหนังย้อมเป็นสีแดงเข้ม รูปทรงและสีสันสวยงามถูกฟอกมาอย่างดี ทำให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง แต่ถึงจะมีน้ำหนักเบาใส่แล้วสบายขนาดไหนก็ไม่สำคัญ เพราะเขาไม่ได้จะไปออกรบ

“เสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ”

กียุนจัดการชุดเกราะหนังและสายคาดเอวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มออกมา พร้อมกับถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง

ปกติรามซัสจะสวมชุดผ้าไหมยาวแขนกว้าง แต่ว่ามันไม่สะดวกในการล่าสัตว์ วันนี้เขาจึงสวมชุดคลุมที่พอดีตัว เนื้อผ้าแข็งและหยาบเล็กน้อย ข้อมือและข้อเท้าถูกพันด้วยเชือก ที่เอวคาดผ้าและมัดไว้อย่างแน่นหนา คาดทับด้วยเข็มขัดสำหรับใส่ดาบพก รามซัสเพิ่มความมีเสน่ห์ด้วยการนำขวดเหล้าสีทองมาห้อยไว้เป็นของประดับ รองเท้าหนังหุ้มข้อสีแดงเข้มเหมือนกันกับเสื้อเกราะ

เขาแต่งตัวพร้อมที่จะไปล่าสัตว์แล้ว กียุนมองขึ้น ๆ ลง ๆ พิจารณารามซัสอย่างพออกพอใจ มองตรงไหนก็ดูดีไปซะทุกส่วน

“ดูดีมากขอรับนายท่าน”

“ไม่ใช่ว่าชมไปอย่างนั้นเองนะ?”

“ข้าจะกล้าหลอกนายท่านได้อย่างไรขอรับ น่าเสียดายที่ท่านไม่เห็นตัวเองในชุดล่าสัตว์”

“เจ้านี่จะพูดฟังรื่นหูไปไหนนี่? แต่เจ้าเอ่ยชมว่าหล่อแบบนี้แสดงว่าข้าดูดีทีเดียว เจ้าเสียดายที่ไม่มีกระจกรึ?”

ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วสิขอรับ กียุนตอบกลับในใจ เพราะเจ้านายของเขาเป็นคนที่ชอบแต่งตัว การที่ไม่สามารถเห็นว่าตัวเองหล่อขนาดไหนเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากจริง ๆ

กียุนหมดหน้าที่แล้วเคโอคาห์ที่รับหน้าที่ดูแลอุปกรณ์ก็มอบดาบและธนูให้รามซัส ดาบ มีดสั้นและคันธนูทั้งหมดถูกเหน็บไว้ที่เอว ส่วนลูกธนูวางเอาไว้บนอานม้า

“เสร็จเรียบร้อย ดีมาก”

รามซัสที่เตรียมอาวุธครบแล้วก็ปิดท้ายด้วยการสวมชุดคลุมสีน้ำเงินกรมท่า เสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อมออกจากกระโจมให้ตรงเวลา

“ค่อยยังชั่วที่ยังไม่สาย”

รามซัสพูดก่อนจะออกจากกระโจมไป ที่เสากระโจม เคโอคาห์เตรียมม้าเอาไว้แล้ว 2 ตัว พวกมันพ่นลมหายใจพรืดออกมาเป็นไอสีขาว เคโอคาห์เองก็ขึ้นขี่ม้าติดตามออกไปล่าสัตว์ด้วยกันกับรามซัส ส่วนกียุนต้องรออยู่ที่ค่าย จึงไปส่งพวกเขาแค่ที่หน้าทางเข้ากระโจม

“รักษาตัวด้วยนะขอรับนายท่าน”

“อืม ข้าจะจับควายตัวใหญ่กลับมา เจ้าคอยดูล่ะ”

รามซัสหันม้ามาหยุดมองกียุนที่ยืนอยู่พร้อมกับคุยโวโอ้อวด

“อา ใช่แล้ว”

“มีอะไรอีกหรือขอรับ?”

“ข้าลืมบอกเจ้าไปเลยว่าพรุ่งนี้เราจะย้ายฐาน พรุ่งนี้เราต้องย้ายไปฝั่งตะวันตก”

เป็นคำสั่งให้เขาเก็บสัมภาระไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว กียุนก้มหัวพร้อมกับตอบรับ มันเป็นงานที่ง่าย เพราะพวกเขามีสัมภาระมาไม่มาก

“เราต้องย้ายไปไกลทีเดียว ถ้ามีเวลาก็ไปหัดขี่ม้าเอาไว้ล่ะ”

รามซัสพูดแนะนำเขา เอาจริง ๆ ตอนที่อยู่เกาหลี กียุนยังไม่เคยเห็นการขี่ม้าด้วยตาของตัวเองมาก่อนเลยด้วยซ้ำ และตั้งแต่มาที่นี่ เขาก็เพิ่งจะเคยเห็นม้าตัวเป็น ๆ ครั้งแรกนี่แหละ จะจับมันเขาก็กลัว จะเข้าใกล้ยังไม่กล้าเลย แล้วตอนนี้จะให้เขาฝึกขี่ม้า สะโพกและต้นขาด้านในของเขาคงจะระบมไปหมดแน่ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากขัดใจรามซัสที่บอกว่าทาสควรจะรู้วิธีขี่ม้าจะได้ดูแลเจ้านายได้ดีแล้วล่ะก็ ให้ตายเขาก็ไม่มีวันทำมันเด็ดขาด

“ขอรับนายท่าน”

กียุนตอบรับในทันที แต่ว่ากลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด รามซัสเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมา พอรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่ต้องฝึกขี่และสู้รบตบมือกับม้า บรรดาคนรับใช้ที่อยู่รอเจ้านาย บ้างก็ส่งเสียงหยอกล้อ บ้างก็ให้กำลังใจ ประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นเสียงแตรครั้งที่สองดังขึ้นเพื่อเป็นการเรียกรวมตัว

“ถ้าอย่างนั้นข้าไปล่ะนะ”

รามซัสเอาเท้ากระทุ้งท้องม้าให้เดินไปข้างหน้า กียุนเฝ้ามองจนเห็นแผ่นหลังของรามซัสเล็กลง

ยามเช้ามืดที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แม้ฟ้าจะมืด แต่ทางทิศตะวันออกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแล้ว ดวงดาวยังคงเปล่งประกายอยู่บนฟ้าสีดำปนน้ำเงินเข้ม

เสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ม้ากว่ายี่สิบตัวก็ออกวิ่งไปทางทุ่งหญ้าจนเสียงพื้นดินดังสนั่น กียุนมองไปทางทุ่งที่มีฝุ่นตลบแล้วก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

เมื่อถอนหายใจก็มีไอสีขาวฟุ้งออกมาตามอากาศ อากาศยามเช้ามืดและเย็นจัดจนแสบแก้ม ที่โลกนี้อากาศในยามเช้าไม่ต่างจากบ้านเกิดของเขามากนัก ความคิดถึงจาง ๆ ทำให้รู้สึกจี๊ด ๆ ที่หัวใจ

ก่อนที่จะจมกับความรู้สึกคิดถึงบ้าน กียุนเรียกสติตัวเองกลับมา ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะกลับไปได้ไหม จะกลับไปอย่างไร การตั้งใจใช้ชีวิตในแต่ละวันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้

 

วันถัดมา เป็นไปตามที่รามซัสบอก พวกเขาเดินทางทั้งวันจนไปถึงสถานที่ที่มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยสำหรับกียุน ที่เห็นแต่ทุ่งหญ้าและทะเลทรายตั้งแต่มาอยู่ที่โลกนี้

ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปรายให้ความรู้สึกแตกต่างจากที่บ้านเกิดของเขาเล็กน้อย ภูเขาที่ไม่สูงชัน แต่มีโขดหินและหน้าผาที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มของฤดูร้อน

เมื่อสถานที่ล่าเปลี่ยนไป วิธีการล่าก็เปลี่ยนตาม ในทุ่งหญ้าจะล่าด้วยวิธีสะกดรอย แต่ในป่าจะใช้วิธีวิ่งไล่ต้อน และวิธีการล่าคือจะตีกลองและเป่าแตรขู่ให้สัตว์กลัว จนถึงตอนนี้ที่ค่ายก็มีการระดมทาสและคนรับใช้ทั้งหมดที่กำลังรอเจ้านายกลับมาจากการล่าสัตว์

กียุนเองก็เดินตามหลังคนถือกลองมาด้วย ทั้งที่เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยจะมี และไม่คุ้นชินกับการเดินทางในป่า กลายเป็นว่าตอนนี้กียุนกำลังเดินรั้งท้ายแล้ว

“แฮ่ก แฮ่ก....แฮ่ก”

เดินมาได้ระยะหนึ่งกียุนก็เหนื่อยหอบ เขาเอามือยันต้นไม้และพักหายใจครู่หนึ่ง พวกคนข้างหน้ากำลังตั้งใจตีกลองพร้อมกับวิ่งไปข้างหน้า ตัวเขาที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่บ้านเกิดต่างจากผู้คนที่โลกนี้ โดยเฉพาะพวกคนรับใช้นั้นมีกำลังต่างกับเขามาก ทั้งพละกำลังและความอดทนนั้นเขาเทียบไม่ติดเลยสักนิด แถมช่วงที่ผ่านมานี้เขาทำงานอยู่แต่ในห้องก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก แม้ว่าตอนอยู่ที่โลกก่อน ทุกวันช่วงพักกลางวันเขาก็เคยเล่นบาสเก็ตบอลนะ แต่ว่าเรี่ยวแรงของเขาที่เคยมีเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ได้ช่วยอะไรเขาในตอนนี้เลย และเขาก็ทำได้แค่บ่นพึมพำ

โธ่เว้ย แค่หายใจยังลำบากเลย การยืนพักหายใจแบบนี้ทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าการวิ่งเสียอีก หัวใจเต้นแรงเหมือนมันจะระเบิดออกมา เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ เขาได้แต่โกรธโชคชะตาที่ทำให้เขาไม่มีแม้แต่เวลาจะไปออกกำลังกาย

เสียงกลองเริ่มห่างออกไปเรื่อย ๆ กียุนจึงเรียกกำลังขาขึ้นมาอีกครั้ง เขาจำทางกลับได้ แต่ว่าคงฟังดูไม่ดีนักถ้าจะทิ้งพวกเขาแล้วกลับไปคนเดียว กียุนคว้าไม้ตีกลอง ขณะกำลังจะก้าวเดินต่อก็ได้ยินเสียงดังกรอบแกรบ ๆ ดังออกมาจากพุ่มไม้ทางด้านขวา

เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เลยหันไปมองโดยอัตโนมัติ และเขาก็พบสัตว์ขนาดมหึมา ถ้าจะเปรียบกับที่โลกของเขามันดูคล้ายหมี ขาอวบตันเหมือนท่อนซุง และขนสั้นสีดำดูหยาบกระด้าง ขนาดของมันใหญ่พอ ๆ กับรถยนต์เลยทีเดียว มันกำลังแสดงท่าทีคุกคาม ถ้ามีสิ่งที่ต่างจากหมีอย่างเห็นได้ชัดก็คือเขี้ยวที่ยาวพอสมควร และเขาทั้งสองข้างที่งอกออกมาจากหัวของมัน

ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร แต่มันจะต้องเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้ายอย่างแน่นอน ตอนที่มันคำราม เขี้ยวของมันเหมือนเขี้ยวเสือที่แหลมคม กียุนตัวแข็งทื่อ ในหัวของเขาสั่งให้หนีไป แต่ว่าขาของเขามันไม่ยอมขยับเลย

เพราะการไล่ล่าส่งเสียงดังอึกทึกครึมโครมมากเกินไป กียุนจึงแค่อยากพักอยู่ตรงนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าการที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ตัวเขากลับจะกลายเป็นคนถูกล่าซะเอง รูปร่างของมันใหญ่มากจริง ๆ หมีควายที่เคยเห็นในสวนสัตว์นั้นเทียบไม่ได้เลย ดูขาเบ้อเริ่มนั่นสิ โดนตะปบทีเดียวก็ตายแล้ว ว่าแต่อุ้งเท้าขวาของหมีนี่อร่อยไหมนะ? เอ๊ะ หรือว่าข้างซ้ายนะที่อร่อย? หมีใช้เท้าข้างไหนกินน้ำผึ้งกันนะ? จำได้แต่ก่อนในทีวีเคยบอกไว้

โอ้ย ยังจะมาคิดเรื่องกินอีก ให้ตายเถอะ บ้าไปแล้วรึไง

กียุนก่นด่าตัวเองในใจ อยู่ต่อหน้าสัตว์นักล่าที่ดุร้ายแล้วยังจะมีเวลามาคิดแบบนี้อีก หมีไม่ได้ขยับตัวอย่างหุนหัน แต่ส่งเสียงขู่คำรามในลำคอเป็นระยะ ผ่านไปไม่นานเหงื่อของกียุนก็ไหลออกมา ขาของกียุนเริ่มมีแรงและเตรียมที่จะวิ่ง ทันใดนั้นหมีก็ยกตัวยืนขึ้นและส่งเสียงคำรามดังสนั่นเหมือนเสียงกระหึ่มของฉากในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

กียุนรีบตั้งสติแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หมีตัวนั้นวิ่งไล่ตามเขามา ความรู้สึกน่ากลัวพุ่งออกมาราวกับฝันร้ายอันมืดมิด กียุนรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่กำลังคว้าต้นคอเขาอยู่ เขาจึงวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เสียงตึงตังจากหมีตัวนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกที

คุณพระคุณเจ้า ในที่สุดกียุนก็ตะโกนเรียกหาพระเจ้าที่ไม่ได้มีอยู่ที่โลกนี้ออกมา

“ใครก็ได้ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

เสียงกรีดร้องของเขาสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า เขาถูกวัชพืชและกิ่งไม้เกี่ยวขา แต่กียุนไม่สนใจ เอาแต่มุ่งไปข้างหน้าลูกเดียว เขารู้สึกถึงลมหายใจที่หอบของตัวเอง และอีกลมหายใจหนึ่งที่ให้ความรู้สึกต่างราวกับมันกำลังเป่ารดต้นคอเขาอยู่ กียุนรู้สึกถึงลางร้ายจึงรีบม้วนตัวกลิ้งไปทางด้านขวา ตัวเขาถูกบรรดาสุมทุมพุ่มไม้เกี่ยว ใบหน้าถูกกิ่งไม้ข่วน แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บสักนิด หมีตัวนั้นวิ่งเลยจุดที่เขาอยู่ไป มันวิ่งไปข้างหน้าและไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ทัน สุดท้ายมันก็พุ่งชนต้นไม้อย่างแรงและแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น เพราะเสียงชนที่ดังสนั่นบวกกับต้นไม้ต้นนั้นมีขนาดใหญ่มาก กียุนจึงมั่นใจว่าหมีน่าจะสลบไปแล้ว ทว่าหมีตัวนั้นราวกับเป็นอมตะ มันฟื้นขึ้นมาและหันไปหากียุนอีกครั้ง

เมื่อสบตาเข้ากับดวงตาสีเหลือง ขาของกียุนก็อ่อนแรง

“คะ ใคร ใคร...”

เพราะปากที่สั่นทำให้คำที่พูดออกมาฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ และพยายามขยับขา บ้าหรือไง จะมาตายแบบนี้ไม่ได้นะ กียุนเรียกสติตัวเอง

“ใครก็ได้ช่วยด้วย! ได้โปรด!”

เขาจะตายอยู่ที่โลกนี้ไม่ได้ ยิ่งมาตายอย่างทรมาน แถมบ้านก็ยังไม่ได้กลับ เขาไม่อยากมาตายอย่างสูญเปล่าแบบนี้ กียุนรวบรวมกำลังแล้วออกวิ่งอีกครั้ง หมียังคงไล่ตามมาพร้อมเสียงฝีเท้าที่ฟังดูหนักหน่วงและน่ากลัว กียุนแผดเสียงเรียกเพื่อให้คนมาช่วย เขาวิ่งไปพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือสุดชีวิต

“มีคนอยู่ตรงนี้มั้ย ช่วยด้วย! ช่วยด้วย อึก!”

สุดท้ายหมีก็ตามมาทัน มันพุ่งเข้ามาและเอาเขาแทงที่ไหล่ข้างขวาของกียุน เขาส่งเสียงร้องก่อนจะเบี่ยงตัวไปด้านข้าง กลิ้งไปกับพื้น มือซ้ายยกขึ้นมากุมไหล่ที่ได้รับบาดเจ็บโดยอัตโนมัติ เขารู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลออกมาตามร่องนิ้ว แต่แทนที่จะสนใจอาการบาดเจ็บ เขาต้องรับมือกับหมีที่กำลังจะจู่โจมซ้ำ มันหันกลับมาอีกครั้ง เขารีบกระโจนหนีออกจากตรงนั้น แต่ตอนที่ล้มลงไป มันทำให้ข้อเท้าขวาของเขาแพลง

“เวรเอ้ย”

แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง กียุนก็ยังพยายามเดินกะโผลกกะเผลกเพื่อที่จะหนีเอาชีวิตรอด หมีไล่ตามมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าหนัก ๆ

ถูกสิ่งมีชีวิตสีดำขนาดมหึมาที่ชวนให้ขนลุกวิ่งไล่ตามนั้นเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ยิ่งเมื่อคิดว่านี่คงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแล้วกียุนก็หลับตาลง

ฟิ้ว-!

มีบางอย่างที่แหลมคมพุ่งแหวกอากาศและปักลงที่ตัวหมี

วัตถุสีดำมีความยาวพอสมควรหลายอันปักเรียงกันอยู่ที่กลางหน้าผากและหลังคอของหมีซึ่งเป็นจุดตาย ชั่วพริบตาเดียวหมีก็สิ้นฤทธิ์ มันล้มลงกับพื้นเฉียดปลายจมูกของกียุนไปเล็กน้อย ภาพตรงหน้าทำเอากียุนไม่สามารถหลับตาได้ เขากลั้นหายใจและจ้องตาค้างอยู่อย่างนั้น

สิ่งที่ปักอยู่บนตัวหมีคือลูกธนู ใครกันที่ช่วยเขา ใครกัน เป็นใครกันที่ช่วยชีวิตเขา กียุนหันไปรอบ ๆ และเริ่มมองหาผู้มีพระคุณ ตรงที่ไกล ๆ นั่นมีฝูงม้ากำลังวิ่งมา เขาดูไม่ออกว่าเป็นใคร เพราะระยะที่ทางไกลพอสมควร

“หรือว่า.....”

เขายิงธนูมาจากที่ไกลขนาดนั้นเชียวหรือ? กียุนตกตะลึงจนไม่อยากเชื่อว่าจะสามารถทำได้ สีขนที่หางธนูเป็นสีเดียวกันทั้งหมด แปลว่าคนยิงมีคนเดียว ในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาสามารถเล็งจุดสำคัญและยิงได้อย่างแม่นยำ กียุนถึงกับอุทานออกมา ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่แน่นอนว่าต้องมีความสามารถเป็นเลิศ

เมื่อฝูงม้าใกล้เข้ามา กียุนสามารถมองเห็นหน้าของผู้มีพระคุณได้แล้ว ถึงจะอยู่ไกลไปสักหน่อย แต่ว่ามองแค่แวบเดียวก็สามารถแยกหู ตา จมูกได้อย่างชัดเจน หน้าตาที่หล่อเหลาและสง่างาม ใบหน้าที่ชัดเจนอยู่ในความทรงจำ

ผู้ที่ขี่ม้านำหน้ามาคือเจ้าชายเบลล่า อิคราอิม เมื่อกียุนเห็นว่าเป็นใครก็เบิกตากว้าง มือของเจ้าชายถือคันธนูและควบม้ามาหา มองแล้วช่างสง่างามและหล่อเหลาเอามาก ๆ ราวกับว่ารัศมีส่องแสงเจิดอยู่ที่ด้านหลังศีรษะของเจ้าชาย กียุนมองเจ้าชายอย่างใจลอยจนลืมแม้แต่จะคุกเข่า

 

ฤดูร้อนปี 1336 เทศกาลล่าสัตว์จัดโดยเจ้าชายอิคราอิม โดยมีจุดประสงค์ในการจัดอยู่สองข้อ หนึ่งคือการล่าสัตว์ และสองคือเพื่อปราบกลุ่มโจรที่ออกปล้นในเมืองเดราน

กลุ่มโจรมีกองบัญชาการอยู่ในป่าเขตพรมแดนระหว่างเมืองเดรานกับเมืองซิลมารูอาน เนื่องจากเมืองเดรานตกเป็นเหยื่อที่ถูกโจรปล้นอยู่บ่อยครั้งจึงต้องมีการวางแผนเพื่อกวาดล้างกลุ่มโจร พวกโจรมีไม่ต่ำกว่า 200 คน เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยและโชคร้ายที่แถบนี้มีภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ แต่ว่าเจ้าชายได้หาพิกัดของกองบัญชาการกลุ่มโจรมาก่อนแล้ว

ส่วนจำนวนคนที่มาเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์นั้นมีไม่มาก เพื่อที่จะได้ไม่ดึงดูดพวกโจร กองปราบที่แท้จริงแยกกันไปปฏิบัติงาน แต่กว่าจะได้รับรายงาน และเจ้าชายอิคราอิมยังต้องพิจารณาเส้นทางอีกก็เสียเวลาไป 2 วันแล้ว เจ้าชายจึงไปล่าสัตว์ในป่าช้ากว่ากำหนด

เจ้าชายอิคราอิมเป็นนักล่าสัตว์ตัวยง เป้าหมายในการล่าวันนี้คือหมีสีน้ำตาลที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย เพราะมันมีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่าย ทำให้หาตัวหมีสีน้ำตาลเจอได้ไม่ยากนัก แต่ว่าด้วยขนาดตัวที่มหึมาและนิสัยดุร้าย จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการล่า

ไม่ว่าจะเป็นการล่าหมีสีน้ำตาลหรือการล่าโจร ก็ถือเป็นการล่าที่น่าสนใจมากทีเดียว ในเวลานั้นเจ้าชายอิคราอิมรู้สึกตื่นเต้นขณะที่ตามไปเข้าร่วมกิจกรรมล่าสัตว์กับคนอื่น ๆ

เจ้าชายอิคราอิมควบม้าผ่านไปยังเส้นทางระหว่างต้นไม้ในป่าอย่างรวดเร็ว พระองค์ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายอยู่ไม่ไกล ถ้าจำไม่ผิด มันคือเสียงคำรามของหมี เจ้าชายอิคราอิมส่งสัญญาณมือให้ทหารองครักษ์ทั้งสองและหัวหน้าทหารผู้ติดตามหยุดม้าก่อน

“ไม่ได้ยินเสียงหรือ?”

“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?”

ผู้ติดตามเอ่ยถาม ถึงในป่าจะมีเสียงมากมายเต็มไปหมด แต่ถ้าอยู่บนหลังม้าที่กำลังวิ่ง ต่อให้เป็นทหารฝีมือดีแค่ไหนก็ไม่มีทางได้ยินเสียงหรอก

“เมื่อครู่ หมี...”

เจ้าชายอิคราอิมหยุดม้า ในตอนนั้นเสียงใครบางคนก็กรีดร้อง มีเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือดังออกมา

“ไป”

เคลื่อนที่ไปโดยไม่ต้องคิดอีกเป็นครั้งที่สอง เสียงร้องให้ช่วยยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานก็พบเด็กหนุ่มกำลังถูกหมีสีน้ำตาลดำไล่ตามอยู่

มองแค่แวบเดียว เจ้าชายอิคราอิมก็จำเด็กหนุ่มคนนั้นได้ พัคกียุน แต่ว่าทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เขาไม่น่าจะใช่นักล่า แถมตอนนี้ยังถูกหมีไล่ล่าอยู่ด้วย แต่ว่าทำไมถึงมาอยู่ตรงนั้นได้ล่ะ

เจ้าชายอิคราอิมขมวดคิ้ว

“หมีสีน้ำตาลพ่ะย่ะค่ะ”

“ระยะทางไกลมาก....โถ่เอ้ย ขาเขาก็เดินกะโผลกกะเผลก”

ผู้ติดตามพูดได้ไม่กี่คำก็ชักมีดและขวานออกมา แต่ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี กียุนถูกหมีสีน้ำตาลเอาเขาแทงจนล้มลง เจ้าชายอิคราอิมพิจารณาแล้วว่าต่อให้ขี่ม้าไปก็คงไม่ทันอยู่ดี จึงตัดสินใจหยุดม้าแล้วหยิบลูกธนูขึ้นมาใส่คันธนูแทน และรีบน้าวสายธนูทันที ระยะทางที่ไกลและต้นไม้ก็บดบังการมองเห็นนั้นมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพระองค์ในฐานะนักรบ เจ้าชายเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นด้านการยิงธนูที่สุด ฉายามือธนูศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์นั้นเป็นที่เลื่องลือมานานแล้ว

ลูกธนูหกลูกพุ่งทะลุตัวหมีในชั่วพริบตา เมื่อแน่ใจว่าหมีล้มลงแล้วเจ้าชายอิคราอิมก็ควบม้าเข้าไป ตาของกียุนเหม่อลอยและจ้องมองมาทางพระองค์ กียุนอ้าปากค้าง สีหน้าแสดงออกถึงความประทับใจอย่างชัดเจน ที่จริงเห็นคนกำลังถูกหมีสีน้ำตาลไล่ตามอยู่เพียงลำพังก็ต้องช่วยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และถ้าหากพระองค์ช้ากว่านี้อีกนิด กียุนก็คงตายไปแล้ว

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้?”

พอถูกถาม กียุนก็รีบเรียกสติของตนเองกลับมา เขารีบคุกเข่าแล้วก้มหัวลงทันที

“กระหม่อมเดินตามคนอื่นไม่ทัน แล้วก็ถูกหมีวิ่งไล่มาพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรือ?”

“กระหม่อมขอบพระทัยองค์ชายมากนะพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยจริง ๆ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

แน่นอนว่าเจ้าชายไม่ได้อยากได้คำขอบคุณ แต่สายตาที่มองมาด้วยความชื่นชมและน้ำเสียงสั่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจนั้นก็ฟังดูไม่เลว ไม่สิ ดีเลยล่ะ

หยุดสายตาไว้ที่ไหล่ขวาของกียุนพบว่ามีเลือดออก ก่อนหน้านี้ไหล่ของกียุนถูกเขาของหมีแทง และมีเลือดไหลออกมาเยอะมาก มันไหลยาวลงมาจนถึงข้อมือ

“แผลที่ไหล่ หมีสีน้ำตาลทำหรือ?”

“อา....ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

กียุนไม่รู้สึกตัวว่าได้รับบาดเจ็บจนถึงตอนนี้ แต่พอถูกเจ้าชายเอ่ยทักก็เริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมา แผลไม่ได้ลึก แต่มีเลือดออกเยอะทีเดียว แม้ว่าจะระวัง แต่ก็เจ็บแปลบที่หัวไหล่

เจ้าชายอิคราอิมลงจากหลังม้าแล้วมายืนตรงหน้ากียุน

“เขาของหมีสีน้ำตาลถึงจะเล็กแต่ก็มีพิษ ถ้าไม่ล้างแผลให้ดีต่อไปจะต้องทรมานแน่”

เจ้าชายพูดพร้อมกับหยิบขวดหนังบรรจุสุราที่ข้างเอวขึ้นมาแล้วเทลงที่ไหล่ของกียุน ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ว่าแอลกอฮอล์ก็ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่แผลได้เป็นอย่างดี

เหล้าเย็น ๆ ไหลผ่านเข้าไปในบาดแผล มันทั้งเจ็บและแสบจนกียุนกัดฟันกลั้นไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา เจ็บจนน้ำตาไหล แต่มันก็ช่วยรักษาแผลได้ แถมเจ้าชายยังทำแผลให้ด้วยตัวเองอีก แค่นี้ทำไมเขาจะทนไม่ได้

เจ้าชายอิคราอิมมองกียุนทนกับความเจ็บและสะบัดไหล่อย่างเงียบ ๆ ก็เดาะลิ้นเบา ๆ มันต้องเจ็บมากอย่างแน่นอนแต่กียุนก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ นับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ใจแข็งทีเดียว

เจ้าชายอิคราอิมพอใจกับท่าทางของกียุน จากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา

“เย็นนี้เจ้าจะมีไข้นิดหน่อย”

เจ้าชายใช้ผ้าเช็ดหน้าพันแผลให้กียุนจนแน่นพร้อมกำชับให้ดูแลตัวเองดี ๆ กียุนไม่คาดคิดว่าเจ้าชายจะปฏิบัติกับเขาอย่างอ่อนโยน จึงเผลอเงยหน้าขึ้นไปมอง นัยน์ตากลมสีดำที่เบิกมองมีความสงสัยและประหลาดใจปะปนกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ

เจ้าชายอิคราอิมไม่ได้ตำหนิที่กียุนกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพระองค์ แต่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีรอยข่วนเล็ก ๆ บนแก้มและหน้าผากของกียุนมากมาย

บนผิวเรียบเนียนนั้นมีรอยข่วนและมีเลือดซึมอยู่ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ตอนที่กียุนถูกหมีสีน้ำตาลไล่ล่า ในใจเจ้าชายไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ ตอนนี้ใจดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“แล้วอย่าได้ไปทำอะไรโง่ ๆ ดูแลรักษาแผลเจ้าให้ดี”

แม้ว่าฟังดูเหมือนตะคอกแต่ก็แฝงไปด้วยความห่วงใย เสียงตะคอกที่ดุดันทำเอากียุนต้องห่อไหล่ แต่ว่าผู้ติดตามที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่เจ้าชายอิคราอิมฆ่าหมีนั้น ตัวแข็งทื่อไปแล้ว

เจ้าชายเป็นนักรบที่เอาชนะสงครามได้ด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาดและสุขุมเยือกเย็น ขึ้นชื่อเรื่องไม่เคยปรานีศัตรูนิสัยค่อนข้างเย็นชา จึงไม่เคยปฏิบัติกับใครอย่างนุ่มนวลมาก่อน

การที่เจ้าชายเอาเหล้าเทใส่แผลให้ทาสด้วยตัวเอง แถมยังพันผ้าเช็ดหน้าให้ด้วย นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด หรือว่าพวกเขาจะตาฝาดไป ถ้าไปเล่าให้คนอื่นฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ เหล่าผู้ติดตามคิดในใจและไม่อยากจะเชื่อความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า

มีแค่เจ้าชายอิคราอิมเท่านั้นที่ไม่รู้ตัว ได้แต่มองพิจารณาไปรอบ ๆ บริเวณนั้น หมีสีน้ำตาลมีขนาดตัวที่ใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จำนวนคนที่อยู่ตรงนี้จะสามารถย้ายหมีกลับไปที่ค่ายได้ จำเป็นต้องหาอะไรมาบรรทุกไป

“เรียกทุกคนมาที่นี่”

“เอ่อ..กระหม่อมจะไปเอง อึก”

กียุนที่ตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นมาทันที แต่เพราะข้อเท้าแพลงเขาจึงร้องออกมาเบา ๆ แล้วทรุดลงไปนั่งเหมือนเดิม อยู่ในสภาพน่าอนาถแบบนี้ทำให้เขาหน้าแดงวาบขึ้นมา และได้ยินเสียงอันเย็นชาของเจ้าชายอิคราอิมดังอยู่เหนือหัว

“เจ้าเด็กทึ่มไม่ได้รู้สภาพตัวเองเอาซะเลย พารานเซนเจ้าไปตามคนอื่น ๆ มา ในเมื่อจับหมีสีน้ำตาลได้แล้ว การล่าวันนี้ก็พอแค่นี้แหละ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

พารานเซนได้รับคำสั่งก็ขี่ม้าออกไปตามคนอื่น ๆ มา ส่วนกียุนที่กลายเป็นเจ้าเด็กทึ่มก็หน้าแดงและไม่เงยหน้าขึ้นมาอีกเลย

ก่อนที่จะมาเป็นทาส หากกียุนถูกหาว่าเป็นคนทึ่มและไม่มีประโยชน์นั้น คงเป็นสิ่งที่น่าอับอายมากสำหรับเขา เมื่อมาอยู่ที่นี่เขาต้องพยายามทำตัวให้มีประโยชน์เข้าไว้เพื่อความอยู่รอด เขาต้องพยายามเกือบตาย และตอนนี้เขารู้สึกว่าความพยายามของเขาช่างสูญเปล่า เพียงแค่สิ่งที่เจ้าชายพูดออกมาสรุปได้คำเดียวว่าเขานั้นไร้ประโยชน์

ใบหน้าแดง ๆ ก็ซีดลงทันที เจ้าชายอิคราอิมเห็นดังนั้นก็เดาะลิ้นแล้วพูดขึ้น

“จงเอาชนะโชคชะตาด้วยการมีชีวิต”

ไม่ใช่ทั้งคำพูดตำหนิหรือว่าสงสาร เป็นเพียงแค่คำพูดธรรมดา ๆ แต่ไม่รู้ทำไมกียุนถึงรู้สึกเหมือนถูกปลอบ ในใจและขอบตาของกียุนเริ่มร้อนขึ้น กียุนก้มหน้าต่ำลงไปอีก

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

เสียงเหมือนจะร้องไห้ แต่กียุนก็ไม่ลืมที่จะบอกขอบคุณ และลุกขึ้นเดินกะโผลกกะเผลกออกไป ถึงจะเป็นทาสที่ได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เหล่าผู้ติดตามของเจ้าชายอิคราอิมกำลังดึงลูกธนูออกจากตัวหมี กียุนขยับตัวเพื่อที่จะไปช่วยพวกเขา

เห็นกียุนฝืนขยับตัวอีกครั้งเจ้าชายอิคราอิมก็ขมวดคิ้ว แต่คราวนี้พระองค์ไม่ได้ห้ามอะไร การขยับตัวไปหาอะไรทำก็ดูเข้าท่ากว่าการนั่งทึมทื่อและซุกตัวอยู่อย่างนี้

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว