email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 7 - ช่วงเวลาของเราสองคน 2 [100%]

ชื่อตอน : Episode - 7 - ช่วงเวลาของเราสองคน 2 [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Star

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2563 12:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 7 - ช่วงเวลาของเราสองคน 2 [100%]
แบบอักษร

Ep นี้แนะนำฟังไปพร้อมเพลง พี่ไม่หล่อลวง - BamBam | OST. ภาพยนตร์ อ้าย..คนหล่อลวง  

 

 

“ก็เรื่องทั้งหมดมันเกิดที่นี่ มันก็ควรจะจบที่นี่จริงไหม” 

“ณิรินหมายความว่ายังไงเหรอ”

         พี่ศิลาหันมาจ้องกันสีหน้าหาคำตอบ

         “เราลองแกล้งจำลองเหตุการณ์ดูไหม พี่เคยบอกว่าตั้งใจจะบอกความจริงกับณิรินวันที่เรามาที่นี่ด้วยกัน ลองจินตนาการว่าวันนี้คือวันนั้นดู พี่อยากพูดหรืออยากสารภาพอะไรกับณิรินเหรอ”

         หน้าพี่ศิลาจริงจังขึ้นมา เขาเงียบไปสักพักจากนั้นก็ดึงมือฉันไปกุมไว้ข้างนึงก่อนเริ่มพูด

         “ณิรินพี่มีเรื่องจะสารภาพน่ะ”

         “อะไรเหรอคะ”ฉันจ้องพี่ศิลานิ่งๆ และรอฟังคำพูดที่เขาอยากจะบอกกันในวันนั้น

         “ทุกเรื่องของเราที่ผ่านมา พี่หลอกณิรินมาตลอด”

         “หลอก พี่ศิลาหมายความว่ายังไงคะ!”

         “ที่พี่มาจีบณิริน ที่พี่ขอคบณิริน ที่พี่มาเป็นแฟนกับณิริน มันเป็นเรื่องพี่พนันกับเพื่อนไว้ทั้งหมด”

         “พนัน พนันอะไรคะ?”

“พี่พนันว่าถ้าหากพี่ยอมประกาศต่อหน้าทุกคนว่าชอบณิรินและคบกับณิรินได้ถึงหนึ่งเดือน พี่จะชนะพวกมันแล้วจะได้ในสิ่งที่พี่ต้องการน่ะ”

         “พี่ทำแบบนี้ได้ไงวะ ของที่พี่อยากได้จนยอมทำร้ายจิตใจคนอื่นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”ฉันผลักไหล่ถามพี่ศิลาอย่างกดดัน ซึ่งแววตาเขาเองก็รู้สึกแย่มากเหมือนกัน

         “สิ่งพี่พนันกับเพื่อนเอาไว้เป็นรองเท้าที่ไม่มีผลิตแล้ว แล้วมันก็หายาก ตอนที่พี่รับคำท้าพี่อยากได้มันมาก มากจนลืมคิดถึงความรู้สึกณิริน แต่ตอนนี้พี่กลับไม่อยากได้มันแล้ว”

         “พี่เอาความรู้สึกของคนคนนึงไปแลกกับรองเท้าเนี่ยนะ”ฉันน้ำตาซึม ถึงจะรู้ทุกอย่างบ้างแล้ว แต่มันก็ยังเจ็บปวดที่ได้ยิน “ทำกันลงได้ไงวะ”

         “พี่ขอโทษ ขอโทษนะณิริน ถึงตอนแรกพี่อาจจะสนุกที่ได้เข้าหาเรา แต่พอพี่ได้รู้จัก ได้สนิทกัน พี่ก็แพ้ให้กับความดี แพ้กับทัศนคติที่ไม่เหมือนใครที่พี่รู้จัก จนพี่ไปบอกยกเลิกพนันพวกนั้นกับเพื่อน เพราะพี่ทนทำมันต่อไม่ได้”

         “แต่พี่ศิลาก็ปล่อยเวลาให้ณิรินเข้าใจผิดนานจนณิรินเชื่อใจและไว้ใจพี่เป็นเดือนเนี่ยนะ”

         “มันอาจจะฟังดูเหมือนคำแก้ตัวนะ แต่เพราะมันใกล้ช่วงสอบ แล้วณิรินก็ตั้งใจเรียนแบบนั้นมันทำให้พี่ไม่กล้าบอก พี่เลยคิดว่าจะบอกหลังสอบเสร็จ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องอย่างตอนนั้นเลย”

         “กลัวณิรินเสียการเรียน แต่ไม่กลัวว่าจะเสียใจ”

         “พี่มันเลว พี่มันแย่ พี่มันเหี้ย ที่ณิรินพูดมามันจริงทั้งหมด พี่ยอมรับผิดทั้งหมดแบบไม่แก้ตัว ณิรินจะโกรธ จะเกลียดพี่ยังไงก็ได้ ยังไม่ให้อภัยพี่ก็ได้แต่อย่าหายไปจากชีวิตพี่เลยนะ จากนี้ไปพี่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องณิริน พี่ขอร้องนะ”

         คำพูดนี้ฉันเดาว่าเขาคงหมายถึงตอนนี้ ไม่ใช่การจำลองเหตุการณ์เหมือนประโยคก่อนหน้า แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเขาเวลานี้ทั้งหมด

         เพี๊ยะ

         ฉันตบพี่ศิลาเข้าไปฉาดใหญ่จนเขาค่อยๆ ยกมือจับที่แก้มตัวเองช้า เหมือนไม่เชื่อว่าฉันจะทำ

         “นี่คือสิ่งที่ณิรินนึกเสียดายมาตลอด ที่ตอนนั้นไม่ได้ตบพี่แรงๆ สักครั้ง”

         “สมควรแล้วแหละ”พี่ศิลาพยักหน้ารับเศร้า “พี่ควรโดนหนักกว่านี้อีก”

         “ถ้าหากว่านี่เป็นเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน ณิรินคงเสียใจแล้วก็คงจะเกลียดพี่ มันก็คงแค่นั้น และเวลาก็อาจจะทำให้ณิรินสามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้”

         “...”

“แต่ว่าความจริงมันโหดร้ายกว่าที่คิดไว้ พี่รู้ป่ะว่าเหตุการณ์วันนั้นมันทำให้คนคนนึงรู้สึกไร้ค่าได้ขนาดไหน เหมือนถูกดูดไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด หวาดกลัว และไม่ไว้ใจคนอื่น มันเป็นเหมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย บางคืนก็ยังคงฝันถึงมันและไม่มีทางไหนที่จะลืมมันได้เลย”

“ตบพี่อีกก็ได้นะ จะทำอะไรกับพี่ก็ได้ ให้มันสาสมกับสิ่งที่พี่ทำร้ายณิรินเอาไว้ พี่ขอโทษ”พี่ศิลาจับมือฉันไปตบหน้าตัวเองแต่ฉันก็รั้งมือเอาไว้

“พี่ศิลา หยุดเถอะค่ะ!”

“พี่โคตรเกลียดตัวเองเลยอ่ะ มันเป็นเรื่องที่...”พี่ศิลาเหมือนคนพยายามกลั้นตัวเองไม่ให้ร้องไห้ “พี่ก็ไม่ได้อยากร้องไห้ต่อหน้าณิรินเพื่อเรียกคะแนนสงสารหรืออะไรนะ แต่พี่แม่งโกรธตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้”

พี่ศิลาหันหน้าหนีไปปาดน้ำตาลวกๆ

“พี่มันคิดน้อย มันโง่ ที่ทำอะไรแบบนั้น ทำร้ายคนดีๆ ได้อย่างเลือดเย็น ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่รู้ว่าที่พี่สำนึกผิดหรือพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แต่มันคงไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหรือความเสียใจของณิรินดีขึ้น แต่จากนี้ไปพี่ตั้งใจแล้วว่าจะทำทุกอย่างให้ณิรินมีความสุข”

“จากที่ฟังมา มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นจริงๆ แหละ”ฉันพยายามกลั้นน้ำตาให้ไม่ไหล มาถึงวันนี้ก็ทำให้ปลดล็อกสิ่งที่อยากรู้และสิ่งที่อยากทำหลายอย่าง “แต่อย่างน้อยก็ได้เข้าใจมากขึ้น ได้ทำเรื่องให้หายคาใจ ได้ฟังมันจากปากพี่ศิลาอย่างที่อยากได้ยินมาตลอดสามปี”

“พี่ขอโทษนะณิริน”

“วันนี้ณิรินเหนื่อยแล้วอ่ะ เรากลับกันเถอะนะคะ”

         ตลอดทางเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันแม้แต่คำเดียว ฉันคิดว่าพี่ศิลาคงพอจะเดาออกว่าวันนี้สมองของฉันกำลังสับสนมากแค่ไหน จนมาถึงที่หน้าบ้านพี่ศิลาก็ขับมาจอดรถและหันมามองหน้ากันอีกครั้ง

         “โอเคหรือเปล่า หน้าซีดๆ นะ”

         “ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณที่มาส่ง ณิรินขอตัวนะคะ”ฉันถอดเข็มขัดนิรภัย แต่พี่ศิลาจับต้นแขนรั้งกันไว้แบบเบามือ     

“คือ...จากนี้ไปพี่ยังมาหาณิรินได้ไหม”

         “แล้วจะมาหาณิรินทำไหมคะ พี่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดไปหมดแล้ว”

         “พี่อยากเจอณิริน ให้พี่ได้ทำอย่างที่สัญญาไว้ได้ไหม”

         “สัญญา?”

         “ที่จะคอยอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและปกป้อง”

         แปลกแต่จริง ที่หัวใจสั่น

         “ในฐานะคนรู้จัก พี่ชาย รุ่นพี่ หรืออะไรก็ได้”ฉันไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนออกไปพี่ศิลาถึงได้พูดประโยคนี้ออกมา แต่ก็ทำให้เผลอหลุดยิ้มออกมาได้นิดหน่อยที่เห็นสีหน้าเขาจ๋อยๆ

         “ก็อยู่มหา’ลัยเดียวกัน เจอกันก็ไม่ได้ยากอยู่แล้วป่ะ อีกอย่างณิรินก็ยังต้องไปรายงานตัวพี่ภณทุกวันอยู่แล้วเผื่อพี่จะลืม”

“พี่กลัวเราจะหลบหน้า หายไปจากชีวิตพี่อีกน่ะ”

ฉันคลี่ยิ้มอีกครั้งที่เห็นสีหน้าพี่ศิลาดูตึงเครียดกว่าตอนสารภาพบาปเมื่อกี้อีก

“เหมือนพี่ศิลาจะลืมว่าณิรินเพิ่งเข้ามหา’ลัยเทอมแรกนะคะ แล้วลิษาเองก็อยู่กลุ่มเดียวกับณิรินด้วย ณิรินคงไม่งี่เง่าดรอปเรียนเผื่อหนีหน้าพี่หรอก อนาคตของณิรินสำคัญกว่าพี่เยอะ”

“ได้ยินแบบนี้พี่ค่อยสบายใจหน่อย วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้าไปพักผ่อนเถอะ”

“ค่ะ”

“ณิริน”ขณะที่ฉันจะปิดประตูรถ พี่ศิลาก็เรียกไว้ก่อน จนฉันหันกลับไปมอง “ฝันดีนะ”

ฉันไม่ได้ตอบรับและปิดประตูรถเขาแล้วเข้าบ้านทันที

ความรู้สึกเย็นวาบ ไปทั่วตัวแบบนี้นี่มันอะไรกันนะ

        มหาวิทยาลัย 

“ณิริน!”

“ห้ะ?”ฉันหันไปมองแอมแปร์ที่มันถลึงตาใส่อย่างเป็นห่วง

“วันนี้แกเป็นอะไรหรือเปล่าวะ ดูลอยๆ ชอบกล ฉันเล่าเรื่องพี่เมฆให้ฟังสรุปแกได้ฟังไหมเนี่ย”

วันนี้ฉันมากับแอมแปร์ซึ่งรถไม่ติดเลยทำให้มาเช้าตรู่ก่อนเพื่อนคนอื่นจะมา บทสนทนาบนรถก็มีเรื่องพี่ศิลาที่มาสารภาพบาปกับฉันวันนั้นกับเรื่องของรุ่นพี่ที่แอมแปร์แอบชอบ แต่พอมันเล่าเรื่องพี่เมฆบอกว่าจะตัดใจ ฉันดันเหม่อกับไอ้อาการใจสั่นและเย็นวาบๆ ที่เป็นมาสองวันแล้วแต่ไม่กล้าเล่าให้แอมแปร์ฟังจนถึงตอนนี้

“ฟังแกบอกว่าจะเลิกชอบพี่เขาใช่ป่ะ”

“เออ แล้วฉันก็บอกว่าพี่ท็อปที่เป็นเพื่อนสนิทพี่เมฆดูแลกันดีโคตรๆ จนฉันว่าเขาเป็นแฟนกันแน่เลย แกไม่ได้ฟังเลยอ่อ”

“โทษทีว่ะ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีสมาธิเลยอ่ะ คิดเรื่องประกวดดาวเดือนเยอะไปหมด”

“แน่ใจเหรอจ๊ะ ว่าเรื่องประกวดดาวเดือน”

“แน่สิ”ฉันย้ำเมื่อเพื่อนสนิทมองแบบจับสังเกตมาอย่างไม่คาดสายตา “ว่าแต่แก สรุปจะตัดใจจริงอ่ะ ยังไม่ทันลองจีบเลยนะ”

“ดูทรงแล้ว น่าจะนกตามเคยว่ะ”แอมแปร์เปลี่ยนสายตาเหยี่ยวที่มองมาจับพิรุธ เป็นทำหน้าเซ็งอีกครั้ง “ทำไมชีวิตแอมแปร์คนนี้มันเศร้าจังวะ รักใครชอบใครก็ไม่สมหวัง”

“เอาน่า เดี๋ยวสักวันก็เจอคนของเราเองแหละ”

“เออ ฉันก็ขอให้เป็นแบบนั้น อยากมีโมเมนต์เดินจับมือ เดินควงแขน ไปเที่ยวด้วยกัน ถ่ายรูปคู่ลงโซเชียลฯ ทำไมหาแฟนมันยากขนาดนี้เนี่ย สอบเข้ามหา’ลัยยังไม่ยากเท่านี้เลย อยากมีแฟนโว้ย!”ฉันขำที่เห็นน็้แอมแปร์งองแงเป็นเด็ก พูดดังจนผู้ชายโต๊ะอื่นหันมามองเลย

“แกพูดดังขนาดนี้ไม่ทำโปสเตอร์ไปติดรอบมหา’ลัยเลยวะ”

“ได้เหรอ”

“ประชดเว้ย!”

และหลังจากเรียนคลาสเย็นจบฉันก็มีนัดกับพวกพี่ๆ ที่ข้างตึกเรียนของคณะเพื่อฝึกซ้อมและอัปเดตเรื่องการแสดงความสามารถพิเศษที่ใช้ในการประกวด

“ณิรินคิดโชว์ออกแล้วนะคะ ถ้าเป็นเดี่ยวเปียโนกับร้องเพลงพี่ๆ ว่าจะดีไหมคะ”

 “พี่ว่าดีนะ ดูแกรนด์ ดูแพง ดูไฮโซโบใหญ่ดี”

“พี่เห็นด้วยกับพอใจนะ แต่ต้องซ้อมหนักอยู่นะ ณิรินไว้ใช่ไหม ทั้งซ้อมเดิน ซ้อมร้อง ซ้อมเปียโน แล้วต้องเตรียมตอบคำถามอีก”

“คือณิรินนอนคิดมาทั้งอาทิตย์แล้วค่ะ แต่ก็คิดไม่ออกว่าตัวเองเก่งอะไรบ้าง ถ้าพอเล่นได้ก็น่าจะเป็นเปียโน ส่วนร้องเพลงก็มีผ่านการเรียนตอนเด็กๆ มาบ้าง”

“ถ้างั้นเรื่องโชว์น้องณิรินลองเลือกเพลงที่อยากร้องมาได้เลยนะ”

“คือณิรินลองซ้อมมาเมื่อคืนครั้งแรกเลยอัดไว้ พี่ๆ อยากลองดูไหมคะ”

“อยากจ๊ะ”ทั้งคู่พูดพร้อมกัน ฉันเลยลองเปิดคลิปในมือถือให้พี่เขาดู

 “โห น้องณิรินร้องเพลงเพราะมากอ่ะ นี่ถ้าบอกว่าเป็นนักร้องจะเชื่อเลยนะ”

“เลือกเพลงดีมาก เข้ากับเสียงสุด หลับตาฟังคือเวรี่กู๊ด”

แปะ แปะ แปะ

“เชิญรับมงได้เลยจ้ะ”หลังจากที่คลิปจบพี่สองคนก็อวยกันจนฉันเขินไปหมด “นี่อัดเล่นๆ มาให้พวกพี่ดูยังดีขนาดนี้ ถ้าเอาจริงจะเพราะขนาดไหนเนี่ย”

“น้องณิรินลู๊ก หนูไปอยู่ไหนมา ทำไมไม่เคยผ่านการประกวด สวยเก่งฉลาดขนาดนี้”

“ยังเล่นผิดเล่นถูกอยู่เลยค่ะ ต้องฝึกอีกเยอะเลย”

“นี่พี่พูดจริงๆ นะ น้องตั้งใจเรียนรู้ทุกด้านจริงๆ ทั้งการเดิน การแสดงก็ดี ตอบคำถามก็เริ่ด พี่ภูมิใจในตัวณิรินจัง”

“เพราะพวกพี่ๆ เก่งตั้งหากค่ะ เลยช่วยน้องให้เก่งและกล้าแสดงออกมากขึ้น”

“พี่ว่าณิรินนี่แหละ ความหวังของหมู่บ้านเราเลย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“เชื่อพี่ พี่มองคนไม่ผิดหรอกจ้ะ”

“ขอบคุณพี่ๆ นะคะ ที่เชื่อในตัวณิริน”

“จ๊ะ แล้วเดี๋ยวพี่ไปติดต่อของยืมเปียโนของทางมหา’ลัยให้ในวันประกวดนะ”

“ขอบคุณนะคะ”

“ส่วนวันนี้เรามาฝึกเดินกับส้นสูงให้มั่นใจขึ้นดีกว่านะ”

“ค่ะ”

ปัญหาหลักของการทรงตัวฉันก็คือไอ้เจ้าน้องส้นสูงนี่แหละ ฉันใส่มันวนเดินจนปวดเท้ามาสองสามวันแล้วเนี่ย แล้วทั้งอาทิตย์นี้ก็ต้องใส่มันให้ชินตลอดการซ้อมเลยด้วย

“เออ เมื่อวานพวกพี่ไปถอยรองเท้ามาใหม่ด้วยนะ แบรนด์นี้เขาการันตีเรื่องใส่แล้วไม่กัดแล้วก็ใส่เดินสบายกว่าคู่เดิมแน่นอน”

“โห รองเท้ายี่ห้อน่าจะแพง เปลืองเงินพี่ๆ แย่เลย”

“อ่อ ไม่หรอกจ้ะ พอดีทางคณะเรามีงบให้เบิกในการดูแลน้องที่ประกวดดาวเดือนอยู่น่ะ”

“จริงเหรอคะ แต่แบรนด์นี่มันน่าจะหลักหลายพันเลยนะคะ คณะเรามาลงทุนให้กับคนที่ยังไม่ได้ตำแหน่งขนาดนี้เลยเหรอคะ”

“ไม่ถึงหรอก พวกพี่ไปเจอตอนราคาเซลล์พอดี จริงไหมลิเบียร์”

“จริง บังเอิญมากเลย ลองใส่ดูสิจ๊ะ ชอบไหม”

“อ่อ”รู้สึกว่ามันใส่สบายขึ้นคนละเรื่องจากคู่เก่าจริงด้วย ถ้าใส่คู่นี้น่าจะซ้อมเดินได้หลายชั่วโมงสบายๆ “ขอบคุณพี่ๆ มากนะคะ”

พวกพี่เขาทำอย่างกับประกวดเวทีใหญ่เลย เอาคำถามจากการประกวดนางงามเวทีใหญ่มาลองซ้อมถามตอบกับฉันเป็นเรื่องเป็นราวด้วยนะ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกเพราะฉันก็ค่อนข้างเปิดรับเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าลืมนะว่าคุณพ่อฉันเป็นท่านเป็นทูตทำให้ฉันเรียนรู้เรื่องการอ่านข่าวสาร การวางตัวที่ดี การตอบคำถามให้ดูฉลาดตั้งแต่เด็ก

“นี่อะนะ คู่แข่งของฮันนี่ ท่าทางอย่างกับพวกไม่เคยใส่ส้นสูง เสียดายแทนคนอื่นที่ถูกคัดออกชะมัด”

ก็เข้าใจว่าช่วงหลังยัยนี่ไม่ได้มาหาเรื่องกัน แอบคิดว่าจะใช้สมองในทางที่ถูกขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็เปล่าเลย พวกเราหยุดการฝึกเดินแล้วมองไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่เดินกันเข้ามากันเป็นทีม ยัยฮันนี่ พี่ช่า และพี่ชะเอม

“มาทำไมนังช่า ฉันไม่ได้เอาเศษอาหารไปวางที่ทางสามแพร่งเรียกนะ มาผิดที่แล้ว?”

“ฉันมีขาไม่ใช่ผีอย่างแกนังลิเบียร์ แค่ผ่านมาเห็น เลยอยากแวะมาแนะนำพวกอ่อนหัดน่ะ”

“ใครขอ?”

“ไม่ขอ พวกฉันก็จะบอกให้เอาบุญนะ ว่าน้องฮันนี่เนี่ยเข้าค่อนข้างโพรเฟสเชินเนิล”พี่ช่าจีบปากจีบคอ ซึ่งยัยฮันนี่เลยชูคอตั้งเป็นห่านเลยจ้า เพราะยัยนี่ไม่ได้สง่าเหมือนหงส์ จริงๆ เปรียบเป็นห่านยังสงสารห่านเลยไง

“ใช่ชาช่าสำหรับน้องสาวของพวกเราน่ะ ไม่ต้องสอนอะไรมากก็ทำออกมาดี เพราะได้ดาวคณะอย่างฉันมาเทรนให้ไง มันเลยเพอร์เฟกต์ รับรองว่าน้องพวกแกเทียบไม่ติดแน่ๆ แนะนำให้พวกแกรีบไปถอนชื่อออกจากการประกวดเถอะ เดี๋ยวจะล้มอยู่บนเวทีแล้วร้องไห้ขี้มูกโป่งนะ ฮาๆ”

“ก็อย่างว่าอะนะชะเอม ตอนแกแข่งกับพอใจ พอใจมันยังแพ้แกเลย รุ่นน้องมันก็คงไม่ต่าง ฮาๆ”

“แรงอะค่ะพี่ๆ”

สามคนนี้พูดกันเองหัวเราะกันเองอย่างกับคนสติไม่ดี อวยกันเอง อวดกันเอง โดยไม่มีความเขินอาย จนทีมฉันอายแทนแล้วล่าสุด

“ถ้าว่างก็หาเวลาไปเช็กสมองกันบ้างก็ดีนะคะ หรือว่าฝากสมองไว้ที่อื่น”ฉันพูดนิ่งๆ เพราะรู้สึกว่าเราอยู่ของเราดีๆ คนพวกนี้ก็เข้ามาหาเรื่องก่อนเอง

“อุ้ย น้องณิรินทำไมแรง แต่ว่าพี่ชอบ!”พี่ลิเบียร์หัวเราะชอบใจ

“แกว่าพวกฉันไม่มีสมองเหรอ”

“ฉันบอกให้ไปเช็ก ยังไม่ได้พูดสักคำว่าไร้สมอง ร้อนตัวเหรอ”

“นังณิริน”

“นี่ อย่ามาแหกปากที่นี่นะ”พี่พอใจยกมือขึ้นปรามเมื่อเห็นท่าทีของฮันนี่เตรียมจะกรี๊ด “ขอบคุณที่มาอวด เอ๊ย มาแนะนำนะจ๊ะชาช่า ชะเอม น้องฮันนี่ แต่ถ้ามาแนะนำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากรู้ เขาเรียกว่า...เสือกเอ๊ย เสนอหน้านะจ๊ะ”

พี่พอใจก็ทำให้พวกฉันที่ยืนนิ่งขำพรวดออกมาแบบกลั้นไม่อยู่ นานๆ ทีจะเห็นพี่พอใจเลเวลนี้ ปกติส่วนมากจะเป็นพี่ลิเบียร์ไงที่โต้ตอบจิกกัด

“นังพอใจ!”

“มาทางไหนเชิญไสหัวไปทางนั้นเลยจ้ะ พวกเราอยู่ของเราดีๆ พวกแกนั่นแหละมาหาให้โดนด่าเอง ถ้าหากเรื่องถึงหูพี่ตาลแกน่าจะรู้ว่าฝ่ายไหนที่ผิด แล้วเด็กใครจะปลิวจากตำแหน่งน๊า”พี่ลิเบียร์รีบเตือนสติพี่ชะเอมที่ตั้งท่าจะด่ากันต่อ

 “พี่ๆ อย่าค่ะ ฮันนี่ไม่อยากถูกคัดชื่อออกจากการประกวด เราไปซ้อมกันต่อเถอะ ฮันนี่ไม่อยากไปซื้อน้ำแล้ว”

“น้องฉันขอไว้หรอกนะ ฉันจะรอไปหัวเราะเยาะพวกแกบนเวที สะใจกว่าเยอะ”

“เออ แล้วมาดูกันว่าใครจะหัวเราะเยาะใคร”พี่พอใจตะโกนตามหลังพวกนี้ที่เดินหยิ่งๆ ออกไป

“พี่พอใจคะ ตะโกนไปแบบนั้น ไม่กลัววันแข่งณิรินสะดุดล้มบ้างเหรอคะ”

คืออะไรที่มั่นใจฉันก็ทำเต็มที่แหละ แต่ถ้าอะไรที่ไม่มั่นใจมันก็ยากที่จะควบคุมใช่ไหมล่ะ

“เราอยากแพ้ไหมล่ะ”

ฉันส่ายหน้า

“เพราะฉะนั้นก็อย่าล้ม ห้ามแพ้เด็ดขาด”พี่พอใจตอบสีหน้ามุ่งมั่นปกติจะเห็นพี่ลิเบียร์อารมณ์ขึ้น วันนี้ต่างออกไปเป็นพี่พอใจซะงั้น

“ค่ะ”

“ไม่ต้องแปลกใจนะที่พอใจมันของขึ้นขนาดนี้ เพราะว่าปีที่มันแข่งกับยัยชะเอมมีข่าวลือตามมาหลังจากชะเอมได้ตำแหน่งดาวคณะนิเทศฯ ว่ายัยนี่แอบจ่ายเงินให้พวกรุ่นพี่ปีสี่กับรุ่นพี่ที่จบไปแล้วที่เป็นคณะกรรมการ เทคะแนนให้แบบขาดรอยเลยน่ะ”

“แบบนี้นี่เอง แล้วปีนี้จะรอดเหรอคะ!”

“ปีนั้นเป็นข่าวดังมาก ทำให้รุ่นพี่สโมสรนักศึกษาเข้ามาสืบสวนแล้วก็ออกกฎในการประกวดใหม่ จากนั้นมาก็ไม่มีปีไหนถูกร้องเรียนเลยนะ”

“พี่เชื่อว่าณิรินมีของ แต่แค่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะฉะนั้นครั้งนี้พี่ถือว่าฝากณิรินสู้แทนพี่ด้วยนะ ส่วนเรื่องคณะกรรมการเป็นพวกพี่ตาลไว้ใจได้พวกพี่เขาเป็นกลาง”

“ค่ะ”กดดันไหมให้ทาย ไม่ได้ก็คงต้องได้แล้วป่ะ ยิ่งรู้ว่ามีสตอรี่กันมาแบบนี้ ถึงว่าพี่พอใจตั้งใจสอนฉันมากขนาดนี้

“ไปซ้อมต่อ วันนี้ไม่หกโมงไม่เลิกซ้อม”

“ค่ะ”

แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกที่จะไม่แข่งได้หรือเปล่า!!!

ก็แค่ร้องเพลงเล่นๆ ในใจหลังจากถูกปล่อยตัวมาจากพี่เลี้ยงทั้งสองคน

ปวดขาแบบอยากถอดขามานวดสักสามชั่วโมง เมื่อยมาก

แต่ถึงร่างจะเดินแทบไม่ไหวยังไง ฉันก็ยังคงมารายงานตัวกับพี่ภณที่สโมสรนักศึกษาเช่นเดิมเหมือนทุกวัน

ห้องสโมสรนักศึกษา 

“ไม่ต้องห่วงครับอาจารย์ ผมบอกเพื่อนกับรุ่นน้องในคณะให้มาช่วยแล้วยังไงก็ทันครับ”

พอเข้ามาด้านในฉันก็เจอพี่ศิลาที่คุยโทรศัพท์พร้อมกับจดงานสีหน้าเคร่งเครียด

“ครับ สวัสดีครับ”

ก๊อก ก๊อก

“พี่ภณละคะ”

“ไอ้ภณอยู่ที่ห้องแล็บวิศวะน่ะ มันฝากบอกว่าให้วางเอกสารที่โต๊ะได้เลย”

ฉันเดินไปวางเอกสารที่โต๊ะพี่ภณตามที่พี่ศิลาบอก แต่วันนี้ดูเขายุ่งกว่าทุกวันทำให้ฉันแอบได้ยินธุระของเขานิดหน่อย

“เออ ที่เวทีเป็นไงบ้างว่ะไอ้นอต”

[โห่เฮีย งานสั่งเช้าเฮียว่าจะไปถึงไหนอ่ะ ตอนนี้เร่งมือกันยิ่งกว่าทศกัณฐ์อีก แล้วพวกเฮียหายหัวไปตั้งสามสี่ชั่วโมง อู้ป่ะเนี่ยพวกผมจะตายกันหมดแล้วเนี่ย]

พอวางเอกสารของตัวเองเสร็จฉันตั้งใจจะเดินกลับเลย แต่ติดตรงที่คนที่เปิดสปีกเกอร์คุยงานอยู่ก็เดินมาจับแขนกันไว้ก่อน

“อู้ห่าไรกูกับไอ้รามเพิ่งสอบโปรเจกต์เสร็จเนี่ย พวกไอ้ภณกับไอ้ศรันย์ยังสอบไม่เสร็จเลย อาจารย์ถามโคตรเยอะ!”

[เออเฮียศิ พวกมันบ่นหมดแรงแล้วอ่ะ ขอข้าวกับน้ำด่วนๆ เลย เดี๋ยวพวกแม่งไปซื้อกันเองหนีหายหมด]

“โอเคๆ เดี๋ยวกูไปดูต่อ ส่วนเรื่องข้าวไอ้รามกำลังไปเอามาให้ พวกมึงรอแป๊บแล้วกัน อย่าเพิ่งตายคืนนี้อีกยาว ใครหายกูเอาคืนวันพิสูจน์รุ่นแน่!”

[คำพูดโคตรให้กำลังใจ พวกมึงได้ยินแล้วนะ!]

“อะไร?”พอพี่ศิลาวางสายฉันก็ชูแขนที่ถูกจับแบบไม่เข้าใจ มารั้งไว้เพื่อ

“รีบไปไหนหรือเปล่า”

“รีบ”

“ไปไหน”

“กลับบ้าน”

“แบบนั้นเรียกว่าไม่รีบป่ะ ช่วยพี่หน่อยสิ”

“อะไร”

ไม่ได้คำตอบแต่ถูกใช้ให้ช่วยถืออุปกรณ์ตามมาที่ลานเวทีของมหา’ลัยที่ตอนนี้มีพวกรุ่นพี่วิศวะประมาณยี่สิบกว่าคนกำลังจัดตั้งเวทีที่มีป้ายติดว่า...

“คอนเสิร์ตระดมทุนช่วยไฟป่าที่เชียงใหม่” 

“อะไรเนี่ยเฮีย บอกว่าไปสอบโปรเจกต์ ไหนมากับเด็กนิเทศฯ ได้ เดี๋ยวนี้เขาสอบโปรเจกต์ที่ตึกนิเทศฯ แล้วเหรอเฮีย”

“กูเพื่อนเล่นมึงเหรอไอ้นอต เอาสีไปพ่นเลขบัญชีนี้แล้วติดบนเวทีไป!”

 “ทำเป็นเข้มนะเฮีย”พี่ผู้ชายที่ดูสนิทหันมายิ้มที่ฉัน “สวัสดีครับพี่ชื่อนอต วิศวะปีสามนะครับ เป็นรุ่นน้องเฮีย”

“ยัง ยังไม่ไปอีกมึง!”พี่ศิลาทำท่าจะถีบเมื่อพี่เขามาแนะนำตัวกับฉัน แต่พี่ที่ชื่อนอตวิ่งหนีไปทางกลุ่มเพื่อนที่พ่นสีอยู่อีกฝั่งซะก่อน

“พรุ่งนี้มหา’ลัยมีงานเหรอคะ”

“ใช่ งานด่วนด้วยก็เลยรีบกันใหญ่เลยน่ะ แล้ววันนี้พวกพี่ดันมีสอบหัวข้อโปรเจกต์อีก วุ่นวายไปหมด”

“อ่อ งั้นเชิญตามสบายนะคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วณิรินขอตัว”

“อ้าวน้องณิริน มาช่วยพวกพี่เหรอน่ารักจัง”แต่ขณะที่ขอตัวกลับก็เจอกับแก๊งราชันเอ็นจิเนียครบทุกคน พวกพี่เขาถือข้าวและเครื่องดื่มแล้วก็พวกขนมมาพอดี

“คือณิรินช่วยพี่ศิลาถือของมาส่งน่ะค่ะ กำลังจะกลับ”

“อ้าวเหรอ แต่แค่เห็นหน้าน้องณิรินก็เป็นกำลังใจให้พี่แล้ว ไหนๆ มาแล้วอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ศรันย์”

“ไม่ต้องเกรงใจนะ ไอ้รามรวยมากซื้อของอร่อยๆ มาเพียบเลย”

“มาเถอะ”

คือฉันปฏิเสธไปแล้วแต่ถูกทั้งพี่ศรันย์ พี่ภณ และพี่มิวนิคดันหลังจนต้องมานั่งทานข้าวกับพวกพี่เขาจนได้ สุดท้ายก็มาเป็นผู้หญิงคนเดียวในวงผู้ชายแบบนี้ได้ไงก็ไม่รู้

ปกติต้องมีพี่พริบพราวกับเอิงเอยที่อยู่กับกลุ่มราชันตลอด แต่เห็นว่าทั้งสองคนมีไปกินเลี้ยงของคณะทำให้สองคนนั้นไม่ได้มา

กลุ่มรุ่นพี่วิศวะคุยเล่นกันหลังจากที่ได้นั่งพัก มีคนเดียวที่เดินไปดูงานอยู่ไม่ยอมมาทานข้าวกับเพื่อนๆ จนคนอื่นตะโกนตามก็คือพี่ศิลานั่นแหละ

“ไอ้ศิลามึงไม่ต้องโชว์เท่ต่อหน้าน้องณิรินหรอก มาแดกข้าว!”

“พ่นสีเก่ง ใช้พวกผมทำกันจนจะเสร็จอยู่แล้วป่ะเฮีย”

“มึงก็แซวมัน เดี๋ยวก็โดนมันทำโทษเรียงตัว กูไม่ช่วยนะ”

“อ้าวพี่ศรันย์ทิ้งพวกผมเฉย!”

“กูรู้ว่ามึงหิว แดกแต่กาแฟเป็นสิบแก้วตั้งแต่เช้า มาแดกข้าวได้แล้วเดี๋ยวเป็นลมเสียฟอร์มหมดนะมึง!”

“พวกมึงหุบปากไปเลย!”

เหมือนคนทำงานอยู่คนเดียวเหลืออดเลยหันมาด่าทุกคนให้เงียบเสียงแซว ซึ่งขณะที่ทุกคนนั่งพักหลังจากทานข้าวจนมีแรงแล้ว ก็เริ่มกลับไปทำงานที่ค้างไว้ และฉันก็อาสาช่วยเก็บที่พวกพี่เขาทานทิ้งไว้ ถ้ามากินฟรีๆ ก็เกรงใจอยู่

พอเก็บของทุกอย่างรวบรวมใส่ถุงดำและทิ้งถังขยะจนหมด ก็เห็นพี่ภณยืนบ่นรุ่นน้องไม่หยุด

“ไอ้พวกเชี่ย นี่พวกมึงแดกหมดไม่เหลือข้าวสักกล่องเลยเหรอเนี่ย ไอ้รามซื้อมาเกินตั้งเยอะ”

“ก็พวกผมหิวอ่ะ นึกว่าพวกพี่เก็บไว้ให้เฮียแล้ว”

“ไม่เป็นไรมึง กูไม่ได้หิวมาก พวกน้องมันทำงานกันไม่หยุดตั้งแต่เช้า ปล่อยมันกินไปเถอะ เดี๋ยวหิวแล้วกูออกไปเซเว่นหน้ามหา’ลัยก็ได้!”

 “แต่มึงยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยนะ”

“พูดมากน่ะไอ้ภณไปช่วยกูติดป้ายเลยมึงอะ”

“มีอะไรให้ณิรินช่วยไหมคะ”

“ไม่เป็นณิริน พวกนี้มันทำกันได้”พี่ศิลารีบตอบกลับ

“งั้นณิรินขอตัวกลับก่อนนะคะ”

“ณิริน”พี่ศิลาเรียกฉันไว้เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ลังเล “กลับดีๆ นะ”

และพอเดินมาถึงที่หน้ามหา’ลัย จุดขึ้นรถก็ตรงกับเซเว่นพอดี ฉันลังเลว่าจะเดินเข้าเซเว่นหรือเดินไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดอยู่เพื่อกลับบ้าน

อันที่จริงวันนี้ถ้าเกิดไม่มีฉันพี่ศิลาก็อาจจะได้กินข้าวแล้วป่ะ ฉันไปกินข้าวกล่องที่อาจจะเป็นของพี่เขาไง

แต่ก็ไม่หรอก ถึงไม่มีฉันรุ่นน้องคนอื่นก็คงกินแทนนั่นแหละ เขาไม่ยอมมากินเองแต่แรก ไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย

อีกอย่างเซเว่นก็อยู่หน้ามหา’ลัยเอง ไม่ได้ลำบากขนาดที่เราจะต้องซื้อไปให้สักหน่อย ถ้าออกมาเองไม่ได้ก็อดตายไปเถอะ!

ฉันย้ำตัวเองอีกรอบก่อนจะเดินขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน!

Sila Say; 

         “ไหนพวกมึงบอกว่าข้าวหมดแล้วไง”ไอ้รามเดินไปหยิบข้าวที่ซ่อนไว้มาว่างตรงหน้า หลังจากที่ผมเดินมาพักอีกรอบ “ไม่มีกะเพราเนื้อแล้วเหรอวะ อยากกินกะเพราเนื้อไข่ดาว!”

         “ตอนเรียกให้มากินเสือกไม่มา อย่ามาเรียกร้องเยอะ”ไอ้ศรันย์ตอบแทน

         “เหลือแต่ไก่กระเทียมก็แดกๆ ไปก่อนเถอะ มีไข่ดาวเหมือนกันอย่าเรื่องมาก”ส่วนนี่ก็ไอ้ภณ

บางทีก็รู้สึกเจ้ากรรมนายเวรมาในรูปแบบเพื่อนสนิท

         “พวกกูแค่อยากรู้ว่าน้องณิรินจะทำยังไงน่ะ ถ้ารู้ว่าข้าวหมดแล้วแต่มึงยังไม่ได้กิน”

         “นี่พวกมึงคิดว่าณิรินจะซื้อข้าวมาให้กูเหรอ?”

“เออดิ”

“พวกมึงฝันกลางวันอยู่เหรอ แค่ณิรินยอมคุยกับกูก็ดีแล้วป่ะ หิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วเนี่ย แทนที่จะบอกกันตั้งแต่ณิรินกลับไป”

นี่ก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าณิรินจะมาคงมาไปนานแล้ว และที่สำคัญณิรินไม่มีทางซื้อข้าวมาให้ผมแน่ เธอยังไม่ยกโทษให้กันผมรู้สถานะตัวเองดี

“กูหมั่นไส้มึงด้วย ทำมาเป็นไม่หิว ทำมาเป็นบ้างาน ถุย เท่มากจ้าเฮียศิลา!”

“ปกติกูก็บ้างานอยู่แล้วป่ะ ไม่เหมือนมึงหรอกไอ้ศรันย์”

“แต่ครั้งนี้พวกกูรู้ไงว่ามึงแสดง แอคติ้งสัส”

“แสดงอะไร กูคนตั้งใจทำงานครับ”ปากผมตอบและก็รีบตักข้าวเข้าปากแบบหิวสุดๆ

อย่างที่ภณบอก ผมยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้า ก็ขณะดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะทำงานอาจารย์ก็นัดประชุมแบบไม่ตั้งตัวเรื่องงานคอนเสิร์ตระดมทุนช่วยเหลือไฟป่าที่เชียงใหม่ พอจบจากนั้นผมก็ต้องเป็นคนจัดแผนงานอย่างเร่งด่วนกับศรันย์เพราะเรื่องกิจกรรมของมหา’ลัยจะเป็นผมกับไอ้ศรันย์ที่ดูแลโดยตรง อีกอย่างผมเองก็เป็นประธานชมรมดนตรีด้วยมันเลยต้องเป็นผมที่รับงานหนักและประสานงานกับพวกน้องในชมรมให้ซ้อมเพลงที่จะใช้ในงานพรุ่งนี้ พอแจกแจ้งงานเสร็จก็ต้องเตรียมตัวสอบโปรเจกต์คลาสบ่ายอีก มันเลยชุลมุนจนผมไม่มีเวลาทานข้าวเลยไง

“กูเห็นช่วงนี้น้องณิรินยอมคุยกับมึงแล้ว ก็นึกว่าจะมีอะไรคืบหน้าซะอีก”

“มึงดูงานกูช่วงนี้ เอาเวลาไหนไปคืบหน้าวะ อยากจะขอให้ณิรินอยู่ต่อแล้วกูไปส่งยังไม่กล้าเอ่ยปากเลย นี่ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับกี่โมงเนี่ย”

“กากฉิบหาย พวกกูอุตส่าห์หาเรื่องรั้งน้องเอาไว้แล้วแท้ๆ”

“แล้วทำไมมึงไม่ถามน้องเขาไปตรงๆ น้องเขาอาจจะอยากอยู่ต่อแต่ไม่มีคนชวนก็ได้นะ”

“กูได้ยินมาว่าณิรินซ้อมประกวดดาวเดือนหนักเหมือนกันว่ะ เลยไม่อยากกวนใจ”

“แหม พี่ศิลาคนดีศรีวิศวะ แต่กูว่าน้องเขาอาจจะไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นก็ได้ป่ะ”

“มึงรู้ได้ไง”ผมถามกลับไอ้ภณ!

“ก็น้องเขาวิ่งมาโน่นแล้ว” 

“อย่ามาอำ!”

ผมกำลังจะตักข้าวกินต่อ แต่ถูกไอ้พวกนี้กระชากกล่องข้าวออกไปทั้งที่ยังกินไม่อิ่ม พอมองตามสายตาพวกมันไปด้านหลังก็ต้องประหลาดใจ

ณิรินกำลังเดินกลับมาพร้อมถุงเสบียงในมือทั้งสองข้างจริงๆ ด้วย

รู้ตัวอีกทีพวกเพื่อนผมมันก็เดินหายกันไปไหนแล้วก็ไม่รู้ และณิรินก็ยื่นถุงเสบียงอาหารมาที่หน้าโดยไม่พูดอะไร แต่ท่าทีหอบเหนื่อยทำให้รู้เลยว่าเธอคงเดินไกลมาจากหน้ามหา’ลัยจนมาถึงที่คณะวิศวกรรมศาสตร์

“อะไรเนี่ย”ผมรีบรับของจากเธอแล้วแกล้งถามเพื่อความมั่นใจ

“เมื่อกี้ณิรินเห็นว่ายังมีพวกรุ่นพี่บางคนทานไม่อิ่ม เผื่อจะอยากทานอะไรกันเพิ่ม เลยซื้อมาเติมให้น่ะ”

“งั้นพี่ขอกล่องนึงได้ไหมครับ”

“ก็บอกว่าซื้อมาให้ ใครก็ทานก็ได้ป่ะ”

พอเปิดกล่องมาทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา ข้าวกะเพราเนื้อไม่เผ็ดกับไข่ดาวไม่สุก เมนูโปรดที่สุดของผมตั้งเด็กจนโต พร้อมกับน้ำเปล่าวิตามินซีเย็นชื่นใจ

“ขอบคุณนะครับ”

“ยิ้มอะไร”

“แค่รู้สึกโชคดีจัง ที่ณิรินซื้อข้าวมาให้พี่ทาน”

ถึงจะเริ่มอิ่มไปบ้าง แต่ก็ยังกินทุกอย่างที่ณิรินซื้อมาได้ใหม่เหมือนยังไม่ได้ทานอะไรมาก่อน

“ไม่ได้ซื้อให้พี่ ซื้อมาให้ทุกคนที่ทานไม่อิ่มตั้งหาก”

“นั่นแหละ ขอบคุณนะ”

“ถ้างั้น ณิรินกลับจริงๆ แล้วนะ”เธอปาดเหงื่อแล้วหันหลังเดินกลับ ผมเลยรีบเดินไปกันเธอเอาไว้ก่อน

“ณิริน รอพี่เคลียร์งานสักชั่วโมงได้ไหม เดี๋ยวพี่ไปส่ง”เธอทำหน้าคิดหนัก แล้วก้มลงมองนาฬิกา “งั้นสามสิบนาทีก็ได้ มันมืดแล้วอันตราย”

บ้านณิรินอยู่ไกลจากมหา’ลัยพอสมควร แล้วเธอก็คงจะนั่งแท็กซี่กลับเองเพราะแอมแปร์คงกลับไปแล้ว ซึ่งผมค่อนข้างเป็นห่วง

“ก็ได้ค่ะ”

พอเธอตอบมาแบบนั้นผมก็รีบกลับมาทานข้าว แล้วก็ไปจัดการให้ทุกอย่างมันเสร็จลุล่วงให้ได้มากที่สุด

“มึงรีบๆ ติดดิ๊ กูเห็นมึงติดมาเป็นชั่วโมงแล้วไม่เสร็จสักทีไอ้ภาค”

“โห เฮียรีบเกิ๊น เห็นสาวๆ ดีกว่าพวกผมเหรอ”

“เออ กูจ้างเบียร์สิบโปรเลย ถ้ามึงทำเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง กูจ่ายสดให้พวกมึงเอง!”

“อ้าวพวกมึง ยังไม่เร่งมือกันอีก เฮียจะพาแฟนเด็กไปส่งบ้าน เร็วๆ เข้า”

อยู่ๆ ไอ้พวกนี้ก็มีแรงอย่างกับเสกได้ ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นสมกับที่เรียนวิศวกรรมศาสตร์ และพอหันไปทางม้านั่งผมก็เห็นณิรินนั่งนวดขาตัวเองไม่หยุด

ยังปวดขาอยู่อีกเหรอ แสดงว่าเธอต้องซ้อมหนักเอาเรื่องเลย

“ไงมึง จ้องขนาดนี้กลืนลงท้องเลยดีไหม”

“ไปช่วยน้องทำงานไหม เอาแต่จับผิดกูนะไอ้ศรันย์”

“มึงแม่งปากแข็งพอๆ กับไอ้รามไม่มีผิด ชอบก็เก๊กอยู่ได้ ระวังน้องเขาได้เป็นดาวคณะขึ้นมามึงจะทำคะแนนไม่ทันคนอื่นมัวแต่ชักช้า ตอนนี้มีโอกาสก็เสือกปล่อยคะแนนติดลบอยู่ได้”

“กูก็บอกไม่ถูกว่ะ ถ้าหากพูดอะไรเยอะไปแล้วทำน้องเขาตกใจ กูกลัวณิรินหายไปอีก”

“งั้นถ้ามึงไม่จีบ กูจีบแล้วนะ รำคาญ!”

“ไอ้เชี่ยรันย์”

“งั้นมึงตอบกูมาสามข้อ ข้อแรกถ้าตัดเรื่องรู้สึกผิดหรืออดีตไป ตอนนี้มึงมองน้องณิรินเป็นน้องสาวที่มึงรู้จักหรือเป็นผู้หญิงคนนึง”

“เป็น...ผู้หญิงคนนึง”

ตั้งแต่เมื่อไรวะ ที่ความรู้สึกเปลี่ยน ตอนตอบมันผมก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกัน!

“ข้อสองถ้าหากมีคนมาจีบ แล้วน้องณิรินเล่นด้วยมึงจะหึงไหม”

“ก็คง...ไม่ชอบใจว่ะ”

“มึงหึง”ศรันย์สรุปแบบสั้นให้เข้าใจง่าย “ข้อสามถ้าต้องเสียน้องเขาไปอีกรอบ โดยที่ครั้งนี้มีโอกาสแต่เสือกไม่ทำอะไรเลย มึงจะยอมเสียน้องเขาให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้เหรอ”

“กู…”ไม่อยากเสียณิรินไปอีกแล้ว

“ไม่ต้องตอบกู ตอบตัวเองเถอะ”

         “…”

“หรือมึงจะไปบอกคนที่จีบน้องว่า อย่าเพิ่งจีบนะกูกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะจีบดีไหม คนอื่นมันไม่ได้ใจกว้างปล่อยของสวยงามให้เพื่อนได้อย่างกูนะ เรื่องอื่นเสือกคิดเร็วจัดการเก่ง เรื่องนี้คิดนานหมาคาบไปแดกกูช่วยมึงไม่ได้นะครับ”

“เออกูรู้ ทำไมวันนี้มึงพูดดีจังวะ มึงคายเพื่อนกูมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“กูรีบไปช่วยไอ้รามดีกว่า รายนั้นก็ดูเหมือนอยากไปรับเด็กเต็มแก่ งานเสร็จเร็วเพื่อนๆ จะได้ไปสวีตกับเด็ก ช่วยพวกมึงเยอะเผื่อกูจะได้เจอความรักดีๆ แล้วก็ทำให้กูเชื่อเรื่องรักแท้อย่างที่พวกมึงเชื่อดูบ้าง!”มันเอาหน้ามาเกยไหล่ผมมองกันด้วยสายตาหวานหยดก่อนจะตีก้นผมแล้วเดินหนีไป

“เชี่ย อะไรของมึงเนี่ย!”

เดี๋ยวนี้แม่งทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน แปลกจนบางทีผมก็เสียวสันหลัง คนอย่างไอ้ศรันย์พูดเรื่องความรัก โคตรช็อก!

แล้วงานก็เดินไปเร็วเสร็จตามที่ผมบัญชาการเอาไว้โดยที่ผมเสียเงินให้พวกมันไปไม่ใช่น้อย

“ขอบคุณนะครับเฮียศิลาคนดีคนเดิมของน้อง ๆ”

“จะไปไหนก็ไป แต่มางานพรุ่งนี้ให้ไหวนะพวกมึง”

“ว่าแต่เฮียจะตามมาเปล่าคืนนี้”

“ไม่ว่ะ พรุ่งนี้กูต้องไปคุยกับอาจารย์นิติแต่เช้า”

“รับทราบครับ”

ผมแยกจากรุ่นน้องแล้วก็พวกไอ้รามมาหาณิรินที่นั่งฟุบที่โต๊ะเล่นมือถืออยู่

“เสร็จแล้วครับ กลับกันเถอะ”

ระหว่างทางที่ผมขับรถ ผมก็ลอบมองณิรินที่นั่งอยู่เป็นระยะจนเธอหันมามองกันในที่สุด

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ช่วงนี้ซ้อมหนักเหรอ ดูเหนื่อยๆ นะ”

“อืม ซ้อมหนักเป็นปกติ”เธอตอบมาสั้นๆ และหันไปมองข้างทางตามเดิม

“แล้วคิดโชว์ความสามารถพิเศษไว้แล้วใช่ไหม พอจะบอกได้ไหมว่าทำอะไร”

“คิดแล้ว”

“อะไรเหรอ”

“...”แต่เธอไม่ตอบ ผมเลยไม่เซ้าซี้

“ถ้าวันประกวดดาวเดือนพี่ไม่ติดอะไร เดี๋ยวพี่ไปเชียร์นะ”

คิดแล้วผมก็รู้สึกว่าไม่น่ารั้งณิรินไว้แต่แรกเลย เธอดูหมดแรงจนไม่เถียงอะไรสักคำ

“อืม”

 “นึกว่าจะห้ามซะอีก”

“ถึงห้ามพี่ก็มาอยู่ดี ขี้เกียจเถียง”

“เอ่อ พรุ่งนี้ทางสโมสรแจ้งตามคณะไปแล้วว่าไม่มีรับน้อง แต่ให้มาดูคอนเสิร์ตที่ลานกิจกรรมของมหา’ลัยนะ แล้วก็พี่เล่นเป็นวงเปิดด้วย ณิรินมาด้วยนะพี่อยากได้กำลังใจ”

“สาวๆ คงรีบเอากำลังใจมาให้พี่ศิลาเยอะแยะ ไม่ต้องรอจากณิรินหรอกค่ะ”

“แต่คนเดียวที่พี่อยากได้กำลังใจก็คือณิรินนะ”

“ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนี้ ณิรินไม่ดีใจที่ได้ยินหรอก”

“พี่พูดจริงนะ พี่อยากให้ณิรินมาดู ณิรินเคยบอกว่าชอบดูพี่เล่นดนตรีไม่ใช่เหรอ มานะๆ ถือว่ามาทำบุญก็ได้”

“เคยชอบ ก็ไม่ได้แปลว่าตอนนี้จะชอบอยู่ แล้วอีกอย่างณิรินเกลียดการดูคอนเสิร์ตมาสักพักแล้วเผื่อพี่จะไม่รู้”

สายตาของเธอทำให้ผมนึกถึงคอนเสิร์ตที่โรงเรียนเก่าเมื่อสามปีก่อนขึ้นมาทันที ผมเคยขอเธอเป็นแฟนตามแผนของเพื่อนที่รวมหัวกับผมทำเรื่องเลวๆ เอาไว้อย่างไม่น่าให้อภัย

จากนั้นผมก็เงียบไปเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี...จนมาถึงบ้านของณิริน

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

“ณิริน”

“คะ?”

“แล้วจะมีทางไหนไหมที่จะทำให้ณิรินกลับมาชอบอีกครั้งไหม”

ผมเอ่ยถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ คนที่ถูกถามหันมาจ้องผมราวกับหาคำตอบจากสายตาว่าที่ผมหมายถึงนั้นคือเรื่องคอนเสิร์ตหรือเรื่องอื่น

“ก็แค่คอนเสิร์ตทำไมต้องจริงจัง ถ้าเห็นก็แปลว่าไป ไม่เห็นก็แปลว่าไม่ไป”

“พี่ไม่ได้หมายถึงคอนเสิร์ต แต่ณิรินรู้ว่าพี่หมายถึงอะไร”

“…”พอเธอไม่พูดอะไรกลับมายิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าเธอเข้าใจมันจริงๆ

“จะเป็นไปได้ไหมที่พี่จะทำให้ณิรินกลับมาเชื่อใจพี่อีกสักครั้ง”

“…”

“มันพอมีทางไหนไหมที่พี่จะทำให้ณิรินกลับมารักพี่อีกครั้งนึง”

“…”สายตาของณิรินเบิกขึ้นจ้องกันอย่างตกใจ

“เพราะว่าพี่...รักณิรินเข้าแล้วน่ะ” 

 

Adaysiix 

สายตาแบบนี้ คงดูเจ้าเล่ห์ไป 

ท่าทางแบบนี้ คงดูไม่ค่อยน่าเชื่อใจ  

เธอยังสงสัยในตัวฉัน เลยยังไม่เชื่อใจกัน 

ตอนได้ยินเพลงนี้นึกถึงเฮียศิลามาก เหมือนเป็นเพลงของพี่ศิลาเลยมาแนะนำใน ep นี้ค่ะ 555 

Gat Pat เชื่อมโยงเฮียศิลาได้คะแนน Top ชัวร์ เชื่อมโยงการชวนมาดูคอนเสิร์ตกับสารภาพได้เฉย 

มีคนรอฉากประกวด อยากบอกว่าฉากประกวดแซ่บมาก แต่ขอปล่อยซีนหวานให้แม่ๆ น้องณิรินใจอ่อนให้เฮียก่อน 

มาลุ้นกันนะว่าน้องจะไปดูคอนเสิร์ตไหม ไปกด 1 ไม่ไปกด 2  

และยัยน้องจะได้ตอบคำถามคุณพี่เขาไหมว่าจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาส  

ทิ้งระเบิดไว้ลูกใหญ่ไหมอะ ถ้าใหญ่ไรท์ขอโทษ 555555  

แต่ถ้าไม่ติดอะไรกันก็อย่าลืมมางานคอนเสิร์ตระดมทุนนะคะ ประธานชมรมเขาร้องเพลงจีบสาวด้วย หวานเจี๊ยบ 

ฝากกดติดตาม คอมเมนต์ กดหัวใจให้กันด้วยนะคะ ขอบคุณจ้ารีดเดอร์ <3 

ความคิดเห็น