GOZFlair:9
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนพิเศษ 11.11 น่ะมันก็แค่วันส่งเสริมการขาย!!! (2/2)

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ 11.11 น่ะมันก็แค่วันส่งเสริมการขาย!!! (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2563 02:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ 11.11 น่ะมันก็แค่วันส่งเสริมการขาย!!! (2/2)
แบบอักษร

หลังจากหลุดพ้นจากนรกของเซลมาได้ อารัณย์ก็ตัดสินใจปล่อยเสือสองตัวเข้าป่า(ซึ่งหนึ่งในนั้นเข้าไปพร้อมกับบัตรเครดิตเขา) แล้วเปลี่ยนมานั่งรอสองสาวกับคีรีจนตาปรืออยู่บริเวณโซฟาสำหรับนั่งพัก เวลาหลายชั่วโมงที่ต้องเดินตามแม่กับน้องผลาญพลังงาน และเพิ่มความเหนื่อยล้าให้พวกเขาจนทั้งคู่ขี้เกียจกระทั่งลุกเอาของไปเก็บที่รถ 

“ผมว่าเราควรเอาของไปเก็บ” คีรีโงศีรษะขึ้นจากพนักพิงโซฟา ดูเหมือนว่าครั้งสุดท้ายที่เขาต้องเดินตามคนอื่นซื้อของจะเป็นสมัยที่มารดายังอยู่ที่บ้าน และบางทีคงเพราะธามมีประสบการณ์มาก่อนถึงได้ชิงเผ่นไปเรียบร้อย แม้ความทรงจำช่วงนั้นจะเลือนรางมากแล้วก็ตาม 

“เหนื่อยแล้ว” 

“แก่แล้วก็งี้แหละน้า” คีรีหยอกพร้อมเอื้อมไปจิ้มหน้าท้องอีกฝ่าย และก็น่าเจ็บใจที่หน้าท้องอารัณย์ยังไม่มีไขมันส่วนเกินเหมือนที่เป็นมา “ไม่ออกกำลังกายพุงเลยย้อยแบบนี้ไง” 

“ตรงไหนที่ย้อยฮะที่รัก” แกล้งมาอารัณย์ก็แกล้งกลับ ชายหนุ่มเอื้อมไปลูบๆ หน้าท้องพ่อแมวที่บ้านบ้าง “อยากลวนลามผมก็บอกตามตรง ผมพร้อมเสมอ” 

“คิดไปเอง” ปากพูดอย่างมือทำอีกอย่าง คีรียังคงลูบหน้าท้องคนข้างตัวเล่น สัมผัสแข็งๆ จากกล้ามเนื้อทำให้ชายหนุ่มอยากแกล้งลงไปนอนกลิ้งทับ “เนี่ยๆ คุณต้องออกกำลังกายบ้างนะ” 

ปลายนิ้วเรียวยาวจิ้มย้ำในจุดเดิมๆ พร้อมกับที่เจ้าตัวทำหน้ามีเลศนัย 

“อย่างเช่น...” อารัณย์ลากปลายนิ้วจากหน้าท้องอีกฝ่ายมาที่ต้นขา จากนั้นก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “การออกกำลังกายเข้าจังหวะบางอย่าง?” 

คีรีดึงมืออีกคนไว้ไม่ให้เลื่อนต่ำลง มุมปากวาดขึ้นเป็นเส้นโค้งพร้อมกับหัวเราะในลำคอ นัยน์ตามองสบอย่างท้าทาย “คุณคิดว่าไงล่ะ” 

“ก็คิดว่า...” 

ทว่าก่อนที่คู่รักหน้าไม่อายจะได้พูดจาหน้าไม่อายต่อ เสียงเล็กๆ แบบเด็กน้อยก็ดังฉุดยางอายของพวกเขากลับมาได้ก่อน 

“แม่ ทำไมคุณน้าสองคนนั้นต้องนั่งใกล้กันขนาดนั้น โซฟากว้างจะตาย แล้วเขากุมมือกันทำไม” 

พอหันไปตามเสียงพูดสองหนุ่มก็เห็นหนุ่มน้อยอายุราวห้าหกขวบโผล่ศีรษะขึ้นมาจากโซฟาทางด้านหลัง ดวงตากลมโตปรากฏแววไร้เดียงสาขณะมองมาทางพวกเขา ท่าทางยามที่เด็กชายเอียงคอมองดูน่าเอ็นดู ทว่ากับคนหน้าหนาสองคนพอเห็นแบบนั้นก็กระดากขึ้นมานิดๆ และก่อนที่เด็กคนนั้นจะได้แสดงความเป็นเจ้าหนูจำไมต่อ ผู้เป็นแม่ก็รีบดึงลูกไปนั่งบนตักตนเอง พร้อมกับแสดงท่าทีขอโทษขอโพยมาทางพวกเขา 

คีรียิ้มแหยแทนการตอบรับ อยู่กับคนหน้าด้านนานวันเข้าก็พลอยหน้าหนาตามไปด้วย ถ้าไม่มีคนห้ามบางทีป่านนี้เขาคงเอาขาไปเขี่ยหยอกอารัณย์เรียบร้อย 

“ผมกลายเป็นคุณน้าแล้วเหรอ...” เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่งส่วนเรื่องนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ถึงบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นจะเริ่มแต่งงานมีลูกไปบ้าง ลูกพี่ลูกน้องก็มีลูกแล้ว แต่คีรีก็ไม่ชินอยู่ดีที่มีเด็กตัวเล็กๆ มาเรียกเขาว่าคุณน้าคุณอา 

เรียกพี่ชายไม่ได้เหรอ... 

อารัณย์ยิ้มแหย่ “คุณก็เป็นคุณน้าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” 

“หลานเรียกน้าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่เด็กที่ไหนไม่รู้เรียกน้าผมทนไม่ได้” 

“กลัวแก่?” พูดกันตามตรง อารัณย์ก็ค่อนข้างสะเทือนใจที่ลูกลิงตัวน้อยทั้งหลายเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าคุณน้าคุณอาแทนพี่ชาย แต่จะให้ไปข่มขู่ให้เรียกพี่ชายก็ยิ่งขายขี้หน้าเข้าไปอีก “คุณจะกลัวอะไร มีผมแก่นำคุณให้แล้วไง” 

“ตกลงยอมรับแล้ว?” 

สีหน้ายียวนกวนโมโหของคีรี ในสายตาคนอื่นคงชวนให้อยากเข้าไปเขกกะโหลก ทว่าเมื่อมองผ่านสายตาของหมาโง่คลั่งรักอย่างอารัณย์ ใบหน้ากวนโอ๊ยก็กลับกลายเป็นแค่หน้าของลูกแมวขี้แกล้งที่พยายามจะหยอกเล่น ทั้งน่ารักน่าขันและน่ามันเขี้ยว ติดที่ตอนนี้พวกเขายังอยู่นอกบ้าน ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงไม่จบแค่นั่งคุยและส่งสายตาหยอกกันไปหยอกกันมาอย่างที่เป็น 

“ผมอยากกลับบ้านแล้ว” 

อีกฝ่ายถามอย่างตอบอย่างทั้งยังเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่คีรีรู้ดีว่าอารัณย์หมายถึงอะไร ชายหนุ่มยักไหล่ก่อนจะหัวเราะหึๆ “เสียใจด้วยเพราะแม่คุณและน้องผมหายตัวไปไหนไม่รู้” 

“อดทนหน่อยละกัน” พูดจบชายหนุ่มก็ถูขาตนเองเข้ากับขาอีกฝ่าย ท่าทียั่วเย้าจุดประกายคมปลาบขึ้นมาในดวงตาอารัณย์ ทว่าคีรีก็ยังตีหน้าซื่อทำเป็นทองไม่รู้ร้อน “จุ๊ๆ นี่นอกบ้านนะ” 

เพราะเป็นนอกบ้านชายหนุ่มถึงได้กล้ากลั่นแกล้งแฟนหนุ่มเต็มที่ ไม่อย่างนั้นถึงจะชอบแกล้งอารัณย์ขนาดไหน ถ้าที่นั่งอยู่ไม่ใช่โซฟาในห้างสรรพสินค้า แต่เป็นเตียงในห้องนอน คีรีก็ต้องชั่งน้ำหนักก่อนว่าหลังจากหยอกล้อเสร็จแล้วตัวเองจะโดนเอาคืนอย่างไร 

อารัณย์สูดลมหายใจพร้อมกับกระซิบเสียงกร้าว “กลับไปคุณโดนแน่” 

“เอาสิ” คีรีว่าพลางยิ้มยั่ว “ถ้ากลับบ้านไปคุณยังไม่หมดแรงน่ะนะ” 

อารัณย์หัวเราะในลำคอแล้วก้มไปกระซิบข้างใบหูนุ่มนิ่ม ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะผิวเนื้อจนอีกคนหดคอหนี  

“เดี๋ยวก็รู้ว่าหลังจากนี้ใครจะหมดแรง” 

 

ป้ายโปรโมชั่นขนาดใหญ่สีแดงสะดุดตาไม่ได้ดึงดูดสายตาเท่ากับข้อความบนนั้น พอเก็บของที่(ลดามาสและพิศพิรุณ)ซื้อมาเสร็จ สองหนุ่มก็กลับมาเดินเล่นรอพวกเธอ แม้สองสาวจะหายตัวเข้ากลีบเมฆไปประหนึ่งไม่เคยมีตัวตนก็ตาม 

“คุณชอบคู่ไหน” 

“คู่นั้น”  

ภายในร้านขนาดกลางมีรองเท้าผ้าใบหลากสีสันวางโชว์อยู่บนชั้นโชว์สินค้าติดกำแพง ผนังสีเทาขับให้รองเท้าแต่ละคู่โดดเด่นขึ้นมา และที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นคำว่า...ลดราคา 

คีรีมองป้ายกระดาษสีแดงตัวอักษรสีขาวที่เขียนไว้ว่าซื้อหนึ่งคู่แถมหนึ่งคู่ตาไม่กะพริบ ต่อให้รู้ดีว่านี่คือการตลาดในวันคนโสด เพราะก่อนเทศกาลสิบเอ็ดสิบเอ็ด รองเท้าร้านนี้ก็มักลดราคาห้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่เป็นนิจ แต่คำว่าหนึ่งแถมหนึ่งก็ทำให้เขาหยุดมองอยู่ดี 

วันคนโสด แต่หนึ่งแถมหนึ่ง??? 

ใครมันคิดโปรโมชั่นนี้ 

ซื้อใช้หนึ่งคู่ ส่วนอีกคู่เก็บไว้ให้เจ็บใจเล่น? 

หรือเพราะวันที่สิบเอ็ดเดือนสิบเอ็ดก็เลยคิดโปรโมชั่นที่เป็นเลขหนึ่ง? 

แล้วมันต่างจากลดราคาห้าสิบเปอร์เซ็นต์อย่างไรไม่ทราบ... 

และเพราะไม่รู้ว่าคนแถวนี้รู้ดีหรือไง ในร้านถึงไม่ได้แน่นขนัดนักเมื่อเทียบกับสองร้านแรกที่ทั้งคู่เพิ่ง(หนี)ออกมา 

“งั้นเอาคู่นั้น?” อารัณย์ชี้ไปทางผ้าใบสีดำพื้นขาว ประดับโลโก้แบรนด์สีเงิน ดีไซน์เรียบง่าย สีสันเคร่งขรึมจนน่าสงสัยว่าอีกคนถูกใจเพราะไม่ต้องใช้เซนส์ในการเลือกมากมาย ต่อให้ราคาไม่ได้เรียบง่ายตามดีไซน์ก็เถอะ 

“อืม สีดำไม่ค่อยเปื้อน” คีรีนึกถึงผ้าใบคู่เก่าที่เริ่มเยินและมีรอยแทะของตัวแสบที่บ้าน หลักการเลือกของใช้ของชายหนุ่มไม่ได้มีอะไรมาก ขอแค่ใส่ง่าย ใส่สบาย เลอะยาก และทนต่อการกัดแทะของยูยะก็พอ “แต่เราจะซื้อจริงเหรอ ผมว่ามันก็ลดเท่าปกติ แถมยังเหมือนซื้อสองคู่” 

“ก็เพราะเหมือนซื้อสองคู่ผมถึงบอกให้ซื้อไง” อารัณย์ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เราจะได้มีรองเท้าคู่” 

“กลัวเขาไม่รู้ว่าผมเป็นแฟนคุณขนาดนั้นเลย?” พอนึกถึงข้าวของเป็นเซ็ตที่โดนเจ้าหมาโง่บังคับให้ซื้อ คีรีก็นึกไปถึงช่วงเวลาออกกำลังกายที่คงไม่พ้นการใส่รองเท้าคู่ ขาดแค่ป้ายน้ำลายจองก็จะครบ แต่คิดถึงสิ่งที่ทำร่วมกันแล้วเรื่องป้ายน้ำลายจองคงจะเด็กๆ 

“กันไว้ดีกว่าแก้” อารัณย์พูดพลางหยิบรองเท้าคู่นั้นขึ้นมาแสร้งพิจารณากลบเกลื่อนความคิดที่แท้จริง ทั้งที่โซลเมตของเขามักทำท่าทีสุภาพแต่ห่างเหิน ทว่าก็ยังมีพวกไม่กลัวตายแวะมาขายขนมจีบอยู่เป็นระยะ ลำบากให้เขาต้องรีบเผ่นไปแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ใช้ของคู่กันให้เห็นไปเลยก็ดี คนจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเดินมากับเพื่อนอีก 

“พูดอย่างกับผมเคยสนใจคนอื่น” 

“ไม่รู้ล่ะ ผมหวง” 

หน้าตาบูดบึ้งของอีกฝ่ายทำเอาคีรีหลุดหัวเราะ จุดเชื่อมโยงระหว่างหมาโง่ตัวนี้กับหมาโง่ที่บ้านคงจะเป็น พอมีคนอื่น(และหมาอื่น)เข้ามายุ่มย่ามกับเขา คนหนึ่งก็ตีหน้าบึ้งรีบแสดงความเป็นเจ้าของ ส่วนอีกตัวก็จ้องตาเขม็งแล้วเอาตัวมาถูเขาไม่หยุด 

“โอเคๆ ซื้อก็ซื้อพอใจหรือยังครับ”  

สีหน้าบึ้งตึงเปลี่ยนเป็นระรื่นในฉับพลัน เร็วจนไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนโดนตุ๋นจนเปื่อยหรือเปล่า คีรีได้แต่มองอารัณย์เรียกพนักงานอย่างร่าเริงและบอกเบอร์รองเท้าของเขาอย่างคล่องปาก 

“รู้ดี” 

“แน่นอนครับ คุณให้ผมซื้อชั้นในแทนก็ยังไ...” 

  ไม่รอให้เจ้าหมาโง่พูดจบคีรีก็ถองศอกใส่ทันที นอกจากหน้าหนาหน้าทน อารัณย์ยังไร้ยางอายสิ้นดี ชายหนุ่มกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย “ทะลึ่ง” 

“ช่วยเรียกว่าใส่ใจในความเป็นอยู่ของคุณ” 

สีหน้าร่าเริงเหลือเกินชวนให้คนหมั่นไส้ คีรีพ่นลมหายใจ “ถ้าคุณไม่ใช่แฟนผม ผมก็อยากพูดเหลือเกินว่าใครจะช่างตาถั่วมาเอาโรคจิตอย่างคุณไปเป็นแฟน” 

อารัณย์ยิ้มกริ่ม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายก่อนที่เจ้าตัวจะเอื้อมไปโอบเอวคีรีมาไว้ในวงแขน “อย่างคุณน่ะเรียกเทสต์ดี ไม่ใช่ตาถั่ว” 

“ครับๆๆๆ ผมเทสต์ดีมากเลยครับ พอใจหรือยังวีร์” 

คบกันได้สักพักคีรีก็เริ่มไม่สะทกสะท้านต่อสายตาคนอื่น ไม่ต้องพูดถึงเมื่อคบหากันได้นับปี ตอนนี้ชายหนุ่มสามารถตีหน้าตายใส่สายตาอมยิ้มจากพนักงานร้านได้แล้ว รวมไปถึงเมินสายตาแฝงความอิจฉาจากบรรดาคนโสด บางทีหนึ่งในนั้นอาจจะอยากตอกหน้าว่าวันวาเลนไทน์ก็ต้องเจอโปรโมชั่นคู่รัก วันคนโสดก็ยังมีคู่รักหน้าไม่อายมาจุดไฟอิจฉาให้พวกเขาอีก 

คนโสดก็ต้องการพื้นที่ยืน... 

หลังจากลองใส่รองเท้าเดินเรียบร้อยก็ถึงคราวจ่ายเงิน อารัณย์หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบัตรเครดิตตัวเองโดนมารดายึดไปเรียบร้อยแล้ว  

“มีอะไร” คีรีชะโงกไปดูเมื่อเห็นว่าคนข้างตัวชะงักไปแวบหนึ่ง จากนั้นก็เห็นช่องใส่บัตรเครดิตที่อีกฝ่ายใช้ประจำว่างเปล่า “อ้อ คุณแม่ยึดไปนี่ เดี๋ยวผมจ่ายแล้วกัน” 

“เดี๋ยวใช้ใบอื่น”  

แต่อารัณย์ยังไม่ทันได้หยิบบัตรเครดิตใบอื่น คีรีก็ชิงส่งบัตรเครดิตตัวเองตัดหน้าให้พนักงานสาว จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานแฝงเลศนัยไปทางแฟนหนุ่ม 

“ของขวัญวันเกิดล่วงหน้า ทีนี้คุณก็เก็บคำขอประหลาดๆ ของคุณไว้ซะนะ” 

รอยยิ้มและสายตาของคีรีบอกชัดเจนถึงความนัยจนอารัณย์ตาโต แน่นอนเขารู้ดีว่าคำขอประหลาดๆ ที่ว่าหมายถึงอะไร ในหนึ่งปีจะมีสักกี่ครั้งที่พ่อแมวของตัวเองจะยอมทำตามความต้องการของเขาดีๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนปรากฏแววไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย อารัณย์จิ๊ปาก  

“ของขวัญวันเกิดผมคือของลดราคา?” 

“จุ๊ๆ นี่คือรองเท้าคู่แห่งความรักที่คุณต้องการไง ของลดราคาอะไรกัน” คีรีเกาคางอารัณย์ด้วยปลายนิ้วชี้ จากนั้นก็หัวเราะในลำคอ “พูดแบบนี้ผมเสียใจนะ” 

หลังจากหยอกแฟนหนุ่มจบ คีรีก็รับถุงรองเท้ามาถือแล้วเดินออกนอกร้านไปหน้าระรื่น ทิ้งให้อารัณย์ยืนอารมณ์บูดอยู่ท่ามกลางคนโสดทั้งหลาย 

ต่อให้ซื่อบื้อในบางเรื่อง พ่อแมวของเขาก็ยังคงเป็นพ่อแมว อารัณย์สั่นศีรษะขณะก้าวตามออกไป ทว่าพนักงานสาวด้านหลังก็ยังไม่วายส่งยิ้มหวานทิ้งท้ายอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราว 

“วาเลนไทน์เราก็มีโปรโมชั่นนะคะ” 

ใครจะมา เดี๋ยวแฟนหนุ่มของเขาก็หาข้ออ้างซื้อรองเท้าให้เป็นของขวัญวาเลนไทน์อีกสิ 

 

“พี่ซื้ออะไรมา” 

“รองเท้า” 

คีรีแหงนศีรษะพิงขอบโซฟา น้องสาวตัวดีแทนที่จะเดินมาหาต่อหน้า ดันเดินเข้ามาหาจากทางด้านหลัง เห็นท่าทางมีพิรุธชายหนุ่มก็เดาได้ว่าเด็กสาวคงซื้ออะไรไปไม่น้อย ในเมื่อตอนนี้เขานั่งอยู่ที่เดิม ต่างกันแค่เวลาที่ห่างจากตอนแรกหลายชั่วโมง ต่อให้พิศพิรุณไม่ได้ซื้อของราคาแพง แต่บางทีของลดราคาที่คุณเธอซื้อมาก็คงพอสมควร 

“อ๋อ พี่วีร์ก็ซื้อด้วย?” พิศพิรุณเหล่มองในถุงพลาสติกสีขาวใบใหญ่ เห็นกล่องกระดาษพิมพ์โลโก้ยี่ห้อรองเท้ากีฬาประทับอยู่สองใบ “ลดราคา?” 

“หนึ่งแถมหนึ่ง” คีรีอธิบายหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ “มีอะไร” 

“เปล่า” พิศพิรุณขมวดคิ้ว เท่าที่จำได้รองเท้าร้านที่ว่าดูจะติดป้ายลดราคาอยู่ตลอด แล้วพี่ชายเธอก็ไม่เคยสนใจเลยสักครั้ง  

“จะกลับหรือยัง” ชายหนุ่มพูดพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ในขณะที่อารัณย์ก็โดนใช้แรงงานให้ไปช่วยลดามาสถือของอยู่อีกทาง  

“อือ” 

“แล้วซื้ออะไรมาบ้าง” คีรีเหลือบมองน้องสาวที่ไม่ยอมนั่งลง เอาแต่ยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างหลัง  

“ก็ของใช้ทั่วไป” เด็กสาวตอบพลางหลบตาทั้งที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง พอดูท่าไม่ดีก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่ซื้อรองเท้าอะไรมา” 

คีรีเลิกคิ้วขณะเหล่มองน้องสาว ก่อนจะตัดสินใจปล่อยผ่าน ใช่ว่าปกติอีกฝ่ายจะใช้เงินฟุ่มเฟือยกับเรื่องการแต่งตัว  

“รองเท้าวิ่ง” 

“สีอะไร” พอเห็นพี่ชายยอมปล่อยผ่าน พิศพิรุณก็รีบหนีจากหัวข้อเดิม “สวยไหม” 

“ดำ ก็ดีมั้ง รองเท้าธรรมดา คู่เก่าจะพังแล้ว” 

ถึงตรงนี้เด็กสาวก็นึกถึงผ้าใบคู่ปัจจุบันของอีกฝ่าย เหมือนว่าครั้งล่าสุดที่เห็น จะอยู่ในปากเจ้าหมาพันทางตัวนั้น 

“อ๋อ แล้วพี่วีร์ซื้อแบบไหนมา” 

“เหมือนกัน” 

“เหมือนกัน?” เธอย้ำขณะมองคีรีรวบถุงรองเท้ามาถือ สีหน้าอีกฝ่ายเรียบสนิทจนเดาอารมณ์ไม่ออก ทว่าหลังอยู่บ้านเดียวกันมานับปี พิศพิรุณกลับรู้สึกว่าภายใต้ความเรียบเฉยมีบางอย่างแฝงอยู่เบาบาง “หมายความว่าพี่วีร์ซื้อรองเท้าเหมือนพี่?” 

“อืม ก็หนึ่งแถมหนึ่งไง” 

พอพี่ชายเดินตัวปลิวไปอยู่ข้างแฟนหนุ่ม พิศพิรุณถึงเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาเลือนราง ปกติหนึ่งแถมหนึ่งไม่ใช่ว่าแถมสินค้าที่ราคาเท่ากันหรือต่ำกว่าหรือไง ไม่เห็นจำเป็นต้องเลือกรองเท้าเหมือนกัน ซ้ำดีไม่ได้จะเป็นรุ่นเดียวกัน 

“พี่กานต์...” หลังจากเร่งฝีเท้าจนทันคนข้างตัว เธอก็ถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “พี่กับพี่วีร์ซื้อรองเท้าคู่กันใช่ไหม” 

คีรีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วแล้วมองกลับไปอย่างท้าทาย “อืม แล้วจะทำไม” 

เด็กสาวอ้าปากพะงาบๆ อีกฝ่ายตอบหน้าตาเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติ...ซึ่งมันก็ปกติ แต่ทำให้คนโสดอย่างเธอกรีดร้องในใจ 

“พี่จะมาซื้อรองเท้าคู่ในวันคนโสดไม่ได้นะ!” 

คีรีหลุดหัวเราะ และยักไหล่ด้วยสีหน้ายียวน 

“เธอจะซื้อบ้างพี่ก็ไม่ว่าอะไรนะ” 

“พี่จะให้หนูซื้อมาใส่คู่เก็บคู่หรือไง” 

“ให้สามีมโนของเธอใส่สิ อะไรอูๆ นะ” 

“พี่กานต์!” 

แล้วพิศพิรุณก็ได้แต่มองตามคีรีที่เดินคู่ไปกับอารัณย์ จากนั้นก็ถอนหายใจยาว 

“บ้านนี้ คนโสดไม่มีที่ยืนสินะ” 

 

เมากาวกับคุณเคียว 

เย้~ เขียนตอนพิเศษอีกแล้ว555 เหมือนจะขยันเขียนตอนพิเศษมากกว่าเรื่องหลักอีกแง จริงๆเราไม่ได้ตั้งใจจะเขียนค่ะ แต่นังรี๊ดอะไรต์มีกิจกรรมเขียนนิยายตามธีม แล้วจะได้ตราประทับซัมติง เรา(ซึ่งก็อยากได้ แม้จะเอามาทำไมก็ไม่รู้)ก็เลยเขียนตอนพิเศษนี้มาร่วมกิจกรรมค่ะ  

ไม่มีอะไรคุยเท่าไรเพราะตอนพิมพ์ทอล์คหิวข้าวแง รีบเขียนให้ทันวันสุดท้ายของกิจกรรม/กระซิก ทำไมให้เวลาแค่นี้ฮะ! /คุณเคียวผู้เขียนนิยายไปแบบกระดึ๊บๆ 

จริงๆวันคนโสดที่ผ่านมาเราก็เสียเงินเหมือนกันค่ะ555 แต่ไม่ใช่เครื่องสำอาง เป็นโต๊ะทำงานกับโต๊ะคอม ส่วนเหตุการณ์ในร้านเครื่องสำอางนั้น555 คาดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะมีประสบการณ์ เพียงแต่เราไม่ต้องรอช่วง11.11ก็สามารถไปเดินวินโดว์ชอปปิ้งได้ตลอดเวลา เพราะร้านเครื่องสำอางมักจะจัดโปรอยู่เรื่อย ฮา ซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง 

ในเรื่องคนที่ซื้อเยอะจริงจะเป็นลดามาสค่ะ ส่วนพิศพิรุณก็ซื้อแหละ แต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ก็ตามประสาสาวน้อย สนุกสนานกับการเดินดูของ เอาเป็นว่าเรื่องก็ราวๆ นี้ เนื้อหาจะอยู่หลังจบเรื่องหลักเมื่อทุกอย่างคลี่คลายไปเรียบร้อยค่ะ 

คงมีนักเขียนไม่กี่คนมั้งที่ชอบเขียนตอนพิเศษสปอยเนื้อเรื่องคนอ่านล่วงหน้าแบบเรา555  

ก็ในเรื่องหลักไม่มีอะไรให้เขียนไหมอะ~ 

แล้วเจอกันในเรื่องหลักค่ะ 

ป.ล.พวกคำทับศัพท์บางคำเราก็สะกดผิดนะคะ ขออภัย 

ความคิดเห็น