ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำที่ 9

ชื่อตอน : ความทรงจำที่ 9

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #สถาพรบุ๊คส์ #ความทรงจำ #memory #life #น่ารัก #โรแมนติก #นิกม์ #ปาลิดา #ฐิตา #ความทรงจำที่9

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 16

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2563 21:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำที่ 9
แบบอักษร

9 

 

นี่สินะความสุขของครอบครัวที่เขาห่างหายมานาน 

 

นิกม์นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างในห้องสี่เหลี่ยมสีครีม หลังจากเหตุการณ์เมื่อหลายวันที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าการใช้เวลากับตัวเองให้มากที่สุดเป็นทางออกสำหรับเขาตอนนี้ เขา รู้สึกว่าเขาลืมหนึ่งในคนสำคัญของเขาไป มันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรแต่ในหัวใจของเขามันว่างเปล่า และทั้ง ๆที่เป็นแบบนั้นเขากลับรู้สึกว่าในขณะเดียวกันมันหนักอึ้ง 

“พี่คะน้องตาเอาอาหารเช้ามาแล้ว” เสียงสดใสของคนตัวเล็กเรียกความสนใจของคนเป็นพี่ได้เป็นอย่างดี “แบบนี้ดีแน่เหรอคะ พี่ไม่ออกจากห้องมาสามวันแล้วนะ” คนเป็นน้องถามด้วยเสียงใส ๆแต่สีหน้าแฝงไปด้วยความกังวล 

“พี่อยากใช้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อย” นิกม์ยิ้มบาง ๆส่งไปให้ แม้ว่ามันจะดูเป็นยิ้มที่จืดชืดแต่มันก็เป็นยิ้มจริงใจ ที่นิกม์หวังว่าจะทำให้คนขี้เป็นห่วงสบายใจขึ้นบ้าง 

“น้องไม่เห็นว่าการที่พี่นั่งอยู่แต่ในห้องจะช่วยอะไร” เสียงใสบ่นพึมพำเสียงเบา แต่ในห้องที่ไม่มีเสียงใดรบกวนเช่นนี้คำพูดเบาหวิวนั่นก็ดังพอให้อีกคนได้ยิน “ทุกคนเป็นห่วงนะคะ พี่น่าจะออกไปเจอทุกคนบ้าง” คนตัวเล็กวางอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาบอกพี่ชาย 

“เข้าใจแล้วค่ะ” นิกม์เข้าใจในความปรารถนาดีของน้องสาวแต่เขาก็ยังคิดว่าถ้าเขาลงไปเจอกับทัตเทพตอนนี้มันคงไม่ดีเท่าไหร่ เขาไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไร และเขาก็กลัวว่าจะไปทำให้คนอื่น ๆพาลหมดอารมณ์ไปกันหมด 

ฐิตาเดินมาสวมกอดพี่ชายของเธอเอาไว้ เธอรู้ว่าเขากำลังคิดมาก และโทษตัวเอง ดังนั้นตอนนี้ต่อให้เธอมีเรื่องที่ตัวเองไม่สบายใจมากแค่ไหน เธอก็ต้องยิ้มสดใสเข้าไว้ เธออยากเป็นกำลังใจและขุมพลังให้กับพี่ชาย หรือถ้าหากเธอเป็นตัวดูดซับความเจ็บปวดให้เขาได้เธอก็จะเป็น 

นิกม์อมยิ้มก่อนจะสวมกอดเด็กน้อย เธอคือขุมพลังของเขาทุกครั้งที่เขามีเรื่องไม่สบายใจเธออยู่เคียงข้างเขาเสมอ เธอคือคนที่เขาไม่อยากลืม มันคงง่ายถ้าเราลืมโดยที่ไม่รู้อะไร แต่มันยากมากแน่ถ้าการลืมไปแล้วเรายังต้องรับรู้ว่าเราลืมสิ่งสำคัญไป แม้ในสมองจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ในหัวใจยังจดจำทุกความรู้สึกและความเจ็บปวดเอาไว้เสมอ 

“พี่ชายไม่ต้องคิดมากไปหรอกนะ” เสียงใสเอ่ยนุ่มนวล “พี่ชายลืมเรื่องเกี่ยวกับคุณทัตเทพใช่หรือเปล่า” คนตัวเล็กผละตัวออกนิดหน่อยก่อนจะเงยหน้ามองคนเป็นพี่แล้วส่งยิ้มสดใสไปให้ 

“คงเป็นแบบนั้น” นิกม์ตอบเสียงเบาพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆที่ดูฝืนอยู่พอสมควร 

“ถ้าอย่างนั้นน้องตาจะเล่าให้ฟังเอง” ฐิตาเสนอตัวก่อนจะดึงมือพี่ชายให้มานั่งที่โซฟาหน้าโต๊ะที่เธอวางอาหารเอาไว้ “กินไปฟังไปดีไหมคะ” คนเป็นน้องเสนอทางออกที่เข้าท่าไม่เบา นิกม์ยิ้มให้กับความใส่ใจของคนตรงหน้า ถ้าไม่มีเธออยู่ตรงนี้ คนอย่างพี่ที่เป็นแบบนี้จะเป็นอย่างไร 

“ขอบคุณค่ะ” นิกม์รับช้อนมาจากคนตรงหน้า ก่อนจะเริ่มตักอาหารเข้าปากอย่างไม่รีรอ หลายวันมานี้ที่เขาอยู่แต่ในห้องมีแค่ฐิตาเท่านั้นที่เข้าออกคอยมาอยู่ใกล้ ๆชวนพูดคุยหยอกล้อ รวมถึงนำอาหารขึ้นมาให้เขาทุกมื้อแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยทานมันก็ตาม 

“คุณทัตเทพเป็นลูกชายของคุณชนาเทพ เราเจอเขาครั้งแรกเมื่อครั้งยังเป็นเด็กแต่เรื่องนั้นพี่ชายคงลืมไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าพี่ชายเคยลืมคุณทัตเทพเทพมาแล้วครั้งนึง” ฐิตายังคงเล่าเสียงเจื้อยแจ้ว แต่คำว่าเคยลืมมาแล้วครั้งนึงทำให้นิกม์รู้สึกเจ็บลึกอยู่ในหัวใจ 

“คุณทัตเทพเองก็ค่อนข้างสนิทกับพี่ชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนตอนแรกเขาจะรู้สึกผิดกับพี่ชายเลยพยายามที่จะดูแลพี่ชาย แต่หลัง ๆพี่ชายกับพวกคุณทัตเทพก็มักจะไปนั่งคุยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ค่ะ จนบางครั้งน้องตาก็แอบอิจฉาเหมือนกัน” เสียงใสเบาลงในประโยคสุดท้าย มันมาพร้อมกับแก้มใส ๆที่เจ้าตัวทำให้มันพองขึ้นมาบ่งบอกว่าที่พูดนั้นเธอรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ 

“งั้นเหรอ” นิกม์อมยิ้มพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบแก้มคนเป็นน้องเบา ๆ แต่ในสมองของเขากำลังคิดทบทวนถึงสิ่งที่ฐิตาพูดมา เขาสนิทกับทัตเทพพอ ๆกับที่สนิทกับคุณชนาเทพและคุณวิรากรเลยสินะ  

“พี่ชายลงไปเจอทุกคนเถอะนะคะ” เสียงออดอ้อนเกลี้ยกล่อมคนเป็นพี่ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง แม้ว่าการจมอยู่กับความเศร้าของพี่จะดีกับน้อง แต่น้องตาไม่อยากให้เป็นแบนั้นเลย 

คนตัวเล็กนั่งมองหน้าคนเป็นพี่นิ่ง ๆเขาไม่ตอบรับคำชวนของเธอ เขาทำเพียงตักอาหารเข้าปากเท่านั้น หัวคิ้วของนิกม์ขมวดเข้าหากันเป็นปม สายตาไม่ได้โฟกัสที่กิจกรรมตรงหน้าเป็นพิเศษ ราวกับว่าเขากำลังคิดไม่ตกเรื่องอะไรสักอย่าง 

“รักพี่ชายที่สุด” คนตัวเล็กพูดยิ้ม ๆก่อนจะจุ้บแก้มคนเป็นพี่แล้วรีบยกถาดอาหารวิ่งออกจากห้องทันทีที่นิกม์ทานอาหารเรียบร้อย ฐิตาหวังว่าเธอจะทำให้พี่ชายรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้างแม้สักนิดก็ยังดี 

ร่างเล็ก ๆวิ่งออกไปแล้ว การกระทำครั้งสุดท้ายของฐิตาก่อนออกไปทำให้นิกม์อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ความรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจของเขามันค่อย ๆขยายกว้างขึ้นทุกวัน ไม่ต่างจากความทุกข์ทรมานของเขาก็จริง แต่การที่มีน้องสาวตัวเล็กของเขาอยู่ มันทำให้นิกม์รู้สึกราวกับว่าเธอสามารถชะลอความอ้างว้างที่ค่อย ๆคืบคลานเข้ามาได้ อย่างน้อยฉันก็ควรใช้เวลากับปัจจุบันให้มากที่สุด กอบโกยคววามทรงจำดี ๆและความสุขให้มากที่สุดไม่ใช่หรือ ฉันมีสิทธิที่จะมีความสุขได้ใช่ไหมล่ะ ฉันมีสิทธิ  

นิกม์นั่งเหม่อมองออกไปที่หน้าต่างเขารู้ดีว่าเขาควรอยู่กับปัจจุบัน ความทรงจำของเขาเองก็ยังไม่ได้หายไปทั้งหมด และเขารู้ว่าเขาสามารถเริ่มใหม่และสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้เขาเพียงแต่ต้องการเวลาในการเตรียมตัวและเตรียมใจเพื่อที่จะได้เผชิญหน้ากับคนที่เขาเผลอทำเรื่องแย่ ๆให้คน ๆนั้นเสียความรู้สึกไป นิกม์กำลังคิดว่าเขาควรทำอย่างไรกับการเริ่มใหม่กับทัตเทพดี 

เสียงใส ๆลอยมาตามลมพร้อมกับกลิ่นดอกไม้หอม ๆ สายตาที่เหม่อมองไปบนฟ้าทอดต่ำลงไปที่สวนหลังบ้านที่ตรงนั้น    ปาลิดากำลังปลูกดอกไม้และหยอกล้ออยู่กับฐิตาน้องสาวตัวน้อยของเขา 

ฉันจะไม่มีวันลืมเธอแน่ นั่นคือคำปฏิญาณที่นิกม์หวังให้มันจารึกลงสู่สมองและหัวใจของเขา เขาไม่รู้ว่าคนข้างล่างพูดคุยอะไรกัน แต่รอยยิ้มสดใสของทั้งคู่กำลังทำให้นิกม์รู้สึกผ่อนคลาย นิกม์รู้ว่าตัวตนของเขาอยู่ตรงนี้ และเขารู้ว่าผู้หญิงทั้งสองคนนั้นสำคัญสำหรับเขามากแค่ไหน 

นิกม์ตัดสินใจออกจากห้องในที่สุด แม้ว่าเขาจะใช้เวลาคิดอยู่หลายชั่วโมงจนตอนนี้เวลาก็ใกล้จะเที่ยงเข้าไปแล้วก็ตาม เอาเข้าจริงเวลาที่เขาใช้ไปกับการเตรียมใจนั้นคงไม่นานเท่าไหร่ แต่เขามัวแต่เพลิดเพลินกับหน้าใส ๆรอยยิ้มหวาน ๆของใครบางคนต่างหาก 

“อ้าวนิกม์ หิวหรือเปล่ามาเร็วเข้าอาทำคุกกี้ไว้ด้วยนะ” นิดาที่กำลังหยิบนู้นจับนี้อยู่ในครัวชะเง้อหน้าออกมาเรียกนิกม์เอาไว้ทันที เธอบังเอิญหันไปเห็นว่าคนเก็บตัวอยู่แต่บนห้องในที่สุดก็ยอมลงมา จึงกลัวว่าหากปล่อยไปเฉย ๆนิกม์จะเกร็งแล้วพาลรู้สึกอึดอัดขึ้นมา  

“ผมยังไม่หิวครับ” นิกม์ยิ้มกลับมาให้นิดานิดหน่อยแม้ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่ไม่สดใสนัก แต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ 

“งั้นมาช่วยชิมให้อาสักชิ้นนะ” นิดายิ้มกว้างก่อนจะรีบเดินมาดึงแขนคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงบันไดให้เข้าไปในห้องครัวด้วยกัน 

คุกกี้ที่ถูกจัดเรียงอยู่บนจานถูกยกขึ้นมาตรงหน้าของนิกม์พร้อมกับเจ้าของผลงานที่ยิ้มสดใสมาให้ ความเมตตาและความเอ็นดูเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตาของหญิงวัยกลางคน 

“ขอบคุณครับ” นิกม์ยิ้มกว้างกว่าเดิมนิดหน่อย หรืออย่างน้อยนิดาก็คิดแบบนั้น เขาหยิบคุกกี้เข้าปากก่อนจะทำตาโตแล้วยิ้มออกมาอีกนิด  

“เป็นไง” คนเป็นอาถาม ด้วยท่าทางที่ดูตื่นเต้นและลุ้นกับคำตอบของนิกม์ไม่น้อย 

“อร่อยมากเลยครับ” นิกม์เอ่ยชม เขาไม่ได้จะประจบคนตรงหน้าแต่เขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ 

“ถ้าอย่างนั้น ช่วยยกไปที่ห้องนั่งเล่นให้อาหน่อยได้ไหม” นิดายิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยไหว้วาน ในใจลึก ๆเธออยากจะช่วยให้นิกม์เข้าไปหาทุกคนได้โดยไม่เกร็งมากนัก 

“ได้ครับ” นิกม์กินคุกกี้ในมือจนหมดก่อนจะยกถาดคุกกี้ที่มีน้ำจัดวางเรียงไว้ที่ด้านข้างอีกสี่แก้วขึ้นมา 

“ขอบใจจ๊ะ” นิดาเอ่ยขอบคุณ ในขณะที่นิกม์ก้มหัวรับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป นิดาอดไม่ได้ที่จะมองตามแผ่นหลังของคนที่เธอรักเหมือนหลาน เธอเป็นห่วงความรู้สึกของนิกม์และเธอก็อยากให้นิกม์เอาชนะทุก ๆเรื่องไปได้ 

นิกม์หยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องนั่งเล่นเขาสูดหายใจเข้านิดหน่อย สายตาของเขาดูมุ่งมั่นราวกับกำลังจะออกรบอย่างไรอย่างนั้น ท้ายที่สุดแล้วเมื่อใจพร้อมเขาก็ก้าวขาเข้าไปในห้องที่มีชายสามคนนั่งอยู่ 

ทัตเทพผุดลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร และนั่นก็เรียกความสนใจให้ชนาเทพกับวิรากรหันมามองนิกม์เป็นตาเดียว ทุกคนส่งยิ้มมาให้คนที่มาใหม่ แต่มีเพียงรอยยิ้มของทัตเทพเท่านั้นที่มันดูแห้งราวกับว่าคนยิ้มไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี 

“ไง ดีขึ้นแล้วเหรอ” วิรากรเป็นคนเอ่ยถาม เขาพอจะรู้อยู่บ้างว่าถ้าปล่อยผ่านช่วงเวลานี้ไปกับความเงียบและความว่างเปล่า สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นก็คือความเงียบและอึดอัด 

“ครับ ขอโทษที่เอาแต่เก็บตัว” นิกม์ตอบรับวิรากรอย่างเป็นกันเองเขาวางถาดขนมลงบนโต๊ะตรงกลางก่อนจะยิ้มกว้างและเกาท้ายทอยแก้เก้อ 

“เอาเถอะ ดีแล้วล่ะ” ชนาเทพรีบตอบรับคำตอบของนิกม์ทันที  

นิกม์เดินเข้าไปนั่งที่ที่เขามักจะนั่งเป็นประจำแต่ทัตเทพกลับยังยืนอยู่ที่เดิมจนเมื่อชนาเทพตีเข้าที่ขาของเขานั่นแหละ เขาจึงทำเป็นกระแอมเบา ๆและนั่งลง  

บทสนทนาถามถึงสารทุกข์สุขดิบของนิกม์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูเป็นปกติดีราวกับว่าไม่กี่วันมานี้ไม่ได้มีเรื่องน่าตกใจ หรือเรื่องตึงเครียดอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้สังเกตไปที่หน้าของทัตเทพ 

ทัตเทพเอาแต่นั่งเกร็งอยู่กับที่เขาไม่พูดไม่จา เอาแต่มองไปที่คุกกี้ด้านหน้า น้ำถูกยกขึ้นดื่มจนจะหมดแก้วอยู่แล้ว ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลิดเพลินไปกับการพูดคุย และบรรยากาศที่เป็นกันเองไม่ต่างจากเมื่อครั้งก่อนเกิดเรื่อง แต่สำหรับทัตเทพแล้วบรรยากาศในตอนนี้ทำให้เขารู้อึดอัดและทำตัวไม่ถูดสุด ๆจนคนที่เหลือทั้งสามเองก็เริ่มสังเกตเห็น และในที่สุดทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบจนได้ 

“ขอโทษนะครับ คุณทัตเทพ” นิกม์เป็นคนเริ่มทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด เขารู้ว่าเขาเท่านั้นที่จะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดนี้ได้ นิกม์หันไปยิ้มให้กับทัตเทพที่กำลังทำตัวไม่ถูก “ผมลืมจริง ๆว่าคุณเป็นใคร” นิกม์เอ่ยคำพูดที่น่าเจ็บปวดนั้นด้วยรอยยิ้ม และมันทำให้อีกสามคนถึงกับสะอึก 

“อา” ทัตเทพครางรับคำของนิกม์เบา ๆสายตาของเขาอับแสงลงเล็กน้อย ความเสียใจและความเจ็บปวดฉายชัดอยู่ในสายตา 

“พยายามแค่ไหนก็คิดไม่ออกเลยครับ” นิกม์บอกเล่าเขามองต่ำลงไปที่ปลายเท้า ที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆแต่มันแฝงไปด้วยความเศร้า “แต่ว่า” นิกม์สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองทัตเทพอีกครั้ง ซึ่งอีกคนก็กำลังจ้องมองมาที่เขาเช่นกัน “ช่วยให้โอกาส และใช้ช่วงเวลาต่อจากนี้สร้างความทรงจำให้ผมได้หรือเปล่า” นิกม์ตัดสินใจพูดประโยคที่อยู่ในใจออกไป และนั่นทำให้ทุกคนในห้องอึ้งไปตาม ๆก่อน 

ฮรึก 

เสียงกลั้นสะอื้นดังมาจากคนที่ถูกร้องขอโอกาส ทัตเทพมองตรงมาที่นิกม์ก่อนที่จะสวมกอดเขาไว้อย่างรวดเร็วแล้วปล่อยโฮออกมา และนั่นทำให้นิกม์เผลอหลุดขำออกมาทันที เขายกมือขึ้นลูบหลังคนที่ตัวใหญ่กว่าเขานิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าจิตใจจะบอบบางกว่าเขามากนัก 

“แกนี่มันน่าอายจริง ๆ” ชนาเทพเอ่ยต่อว่าลูกชายที่ยังไม่หยุดกอดนิกม์เอาไว้ แถมยังไม่หยุดร้องไห้อีกด้วย 

“พ่อไม่เป็นผมพ่อไม่เข้าใจหรอก” คนที่กำลังสะอึกสะอื้นหันมาค้อนและเถียงคนเป็นพ่อ 

“เอาล่ะ ๆ อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป” ชนาเทพพูดอย่างปลง ๆ เขาตบไหล่นิกม์พร้อมกับรอยยิ้ม เขาดีใจที่นิกม์เปิดใจให้กับครอบครัวของเขามากขนาดนี้ ทั้ง ๆที่เขาเป็นผู้ปกครองให้นิกม์มาเท่าไหร่แต่นิกม์ก็สร้างกำแพงกั้นความสัมพันธ์เอาไว้เสมอ มาตอนนี้นิกม์กำลังเปิดประตูให้ทุกคนที่นี่ได้เข้าไปในกำแพงนั่น 

“แต่ฉันมีข้อแม้นะ” ทัตเทพที่พึ่งผละออกไปจากนิกม์จ้องตรงมาที่เขา 

“ครับ?” นิกม์เลิกคิ้วมองตอบคนที่ยังไม่หยุดสะอื้นดี 

“นายเรียกฉันว่าพี่ได้แล้ว คิดได้แล้วว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน ฉันคิดมาตลอดเลยนะว่านายคือน้องชายของฉัน แต่ดูเหมือนว่านายยังไม่คิดแบบนั้น ตอนนั้นฉันตามใจนายมามากแล้ว มาตอนนี้ไหน ๆก็จะเริ่มหนึ่งอีกครั้ง นายก็คิดได้แล้วว่าเราคือคนในครอบครัว” ทัตเทพร่ายยาว และทุกคำพูดของเขาทำให้ก้อนสะอื้นวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอของนิกม์ 

คำว่าครอบครัวทำให้นิกม์รู้สึกเจ็บลึกอยู่ข้างใน ในขณะเดียวกันเขารู้สึกว่างเปล่าและอ้างว้าง เขาจำได้ทุกความทรงจำที่ครอบครัวของเขาเคยทำร่วมกัน แต่เขาจำไม่ได้ว่าพ่อแม่ของเขาหน้าตาอย่างไร จนเมื่อไม่นานมานี้ การจำได้ยิ่งทำให้เขารู้สึกอ้างว้างแม้ว่าลึก ๆมันจะอบอุ่นหัวใจ แต่เขารู้สึกเหมือนกับว่ามันขาดอะไรไป 

ความเงียบของนิกม์ทำให้คนเรียกร้องใจเสีย พอ ๆกับชนาเทพและวิรากรที่แทบจะหยุดหายใจเพราะลุ้นไปกับปฏิกิริยาของนิกม์ พวกเขาไม่คิดว่านิกม์จะคิดมากขนาดนี้ทั้ง ๆที่พวกเขารู้สึกว่านิกม์เปิดประตูให้พวกเขาแล้ว 

“เอ่อ ถ้านายยังไม่สบายใจ...” ทัตเทพเอ่ยเสียงอึกอักเมื่อเห็นว่านิกม์เงียบไปนาน 

“อา ขอโทษครับ” นิกม์ตอบเสียงเบาก่อนจะยิ้มเก้อ “ผมตื่นเต้นไปหน่อย” 

คำตอบของนิกม์ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกใจเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น ขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขายังมีหวังใช่ไหมกับคำพูดแบบนี้    ทัตเทพอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้ม พอ ๆกับชนาเทพ แต่ทุกคนก็ยังคงอยู่ในความสงบเพื่อรอฟังคำตอบของนิกม์ 

“อา ตกลงครับ” นิกม์ตอบตกลงในที่สุดแม้ว่ามันจะเป็นเสียงที่เบามากก็ตาม แต่มันกลับสร้างเสียงโครมครามและความเบิกบานใจให้กับคนฟังมากทีเดียว 

“นายนี่มันน่ารักจริง ๆ” ทัตเทพยกมือขึ้นมาลูบหัวนิกม์เบา ๆ หยอกล้อคนที่กำลังเก้อเขินเขาทำราวกับว่ากำลังเอ็นดูสาวน้อยอย่างไรอย่างนั้น และนั่นก็เรียกเสียงหัวเราะให้คนที่เหลือได้เป็นอย่างดี 

 “เอาล่ะ ๆ” วิรากรเอ่ยขัดจังหวะสนุกของชนาเทพด้วยเสียงนุ่ม ๆของเขา ทุกคนในห้องหันมามองที่เขาด้วยความสนใจ                      วิรากรกระแอมนิดหน่อยนั่นทำให้บรรยากาศสดใสอบอุ่นเมื่อสักครู่ดูสงบลง 

“จะพูดเรื่องเครียดสินะฮะ” ทัตเทพเอ่ยขัดเมื่อวิรากรเอาแต่กระแอมแล้วก็อ้ำอึ้งไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักที  

“อา ไม่ใช่ว่าอยากทำลายบรรยากาศหรอกนะ” วิรากรเอื้อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “แต่ว่านิกม์ยังต้องใช้พลังอีกครั้งนึง...” คำพูดของวิรากรทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่ตึงเครียด 

“นั่นสินะ ตามที่นายให้สัญญาไว้” ชนาเทพมองตรงไปที่ตาของคนที่พึ่งยอมรับเขาเป็นครอบครัวด้วยความห่วงใย 

นิกม์ประสานมือเข้าหากันเขายังไม่พร้อมสักเท่าไหร่แต่เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เขาเหลือบมองทัตเทพนิดหน่อยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายป้ายแดงอย่างทัตเทพมองเขาอยู่ก่อนแล้ว มือหนาที่แสนอบอุ่นจับไหล่เขาเบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ และแอบหวั่นใจในเวลาเดียวกัน เขารับรู้ได้ว่าต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นคน ๆ นี้จะค่อยเคียงข้างเขา และนั่นแหละที่ทำให้เขาหวั่นใจนิกม์กลัวเหลือเกินที่เขาจะทำให้คนที่เขาพึ่งกล้าพูดว่าเปิดใจยอมรับนี้เจ็บปวดอีกครั้ง 

“แล้วครั้งนี้นิกม์ต้องช่วยใครเหรอครับ” ทัตเทพบีบไหล่นิกม์เบา ๆ เขาเองก็กำลังหวั่นกลัว 

“เอาจริง ๆ ตำรวจติดต่อฉันมาเมื่อวานนี้” ชนาเทพเลียริมฝีปากและขยับตัวเพื่อระบายความอึดอัดในหัวใจ “ดูเหมือนว่าตำรวจจะเจอคนร้ายอีกคนที่ทำร้ายครอบครัวของนิกม์วันนั้น” 

“ได้ยังไงครับ ผมนึกว่าเขาจะเลิกตามหาไปแล้วสะอีก” ทัตเทพถามสวนขึ้นมาด้วยความตกใจก่อนที่เขาจะเอ่ยแผ่วเบาในตอนท้ายเมื่อนึกได้ว่า คำพูดของพ่อเขาเมื่อสักครู่อาจจะน่าตกใจสำหรับเขาแต่อาจจะเจ็บปวดสำหรับนิกม์ 

“ไม่ใช่ว่าสืบจนเจอหรืออะไรแบบนั้น” ชนาเทพอธิบายเสียงเบาเมื่อรู้ว่าคำพูดเหล่านี้ช่างเปราะบาง “แต่เพราะว่าเป็นศพน่ะ”  

“หรือว่าพ่อจะให้นิกม์...” ทัตเทพทิ้งท้ายคำพูดไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าของชื่อที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงอย่างนิกม์เอาแต่นั่งประสานมือนิ่ง 

ในหัวใจของนิกม์กำลังหนักอึ้งเขาเคยคิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับการตายของพ่อกับแม่นั่นทำให้เขากลัวใจตัวเอง เขากลัวว่าความเป็นคนของเขาจะถูกพรากไปกับการศูนย์เสียความทรงจำนับครั้งไม่ถ้วน เขากลัวความอ้างว้างและความวูบโหวงในหัวใจ หัวใจของเขามันช่างโหดร้าย แต่ตอนนี้หัวใจของเขามันกำลังบีบรัดจนเขาหายใจแทบไม่ออก ความอึดอัดจุกแน่นจนคับอก รอบดวงตาของเขาร้อนผ่าวไม่ใช่เพราะความวูบโหวงว่างเปล่า แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่ามันช่าง...เจ็บปวด ราวกับเรื่องราวที่พึ่งได้ฟังนั่นเป็นใบมีดที่กรีดลึกลงกลางใจ 

“ไหน ๆ เราก็ต้องเจ็บปวด ถ้าเราจะยอมทนอีกสักหน่อยแล้วทำมันออกมาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดมันก็ดีไม่ใช่หรือ”                วิรากรอดไม่ได้ที่จะทำลายบรรยากาศที่หนักอึ้ง เขาหวังว่าคำพูดของเขาจะปลอบประโลมทุกคน “เรายังอยู่เคียงข้างกัน” เขาตัดสินใจเอ่ยคำน่าอายนั่นก่อนจะแอมกระไอแก้เก้อหน้าของเขาเห่อร้อนขึ้นมานิดหน่อย นิกม์อมยิ้มให้กับคำพูดนั้น ทุกคนกำลังรู้สึกเช่นเดียวกับคำพูดนั้นแม้บรรยากาศจะยังตึงเครียดแต่ความอึดอัดเริ่มคลายตัวลงไปบ้างแล้ว 

“เรารีบทำมันกันเถอะครับ” ริมฝีปากของนิกม์กำลังอมยิ้มนิด ๆ แต่ในดวงตาของเขาจะกำลังหวั่นไหว 

“นั่นสินะ รีบจบมันเถอะ” ทัตเทพเสริมทัพพร้อมกับเปลี่ยนมาเป็นโอบแล้วตบเบา ๆ ที่ไหล่ของนิกม์ 

 

ตอนนี้พวกเขากำลังยืนล้อมอยู่ที่ศพของหนึ่งในคนร้ายหมวกกันน็อคที่ฆ่าพ่อกับแม่ของนิกม์ด้วยความช่วยเหลือจากคุณหมอเพื่อนของวิรากร และจากคำบอกเล่าของหมอหลังจากชันสูตรศพคาดว่าศพโดนซ้อมอย่างหนักและถูกยิงสามนัดที่หัวกระสุนเจาะกระโหลกทะลุเข้าไปฝังอยู่ในสมอง ตำรวจคาดว่าอาจจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นแล้วเกิดทะเลาะกัน อาจจะถูกฆ่าปิดปาก จากการขัดแย้งกันเอง หรือถูกฆ่าจากการทำผิดกฎหมายอื่นอย่างการค้ายา  

“นายยังมีชีวิตอยู่” นิกม์เอ่ยเสียงเบาเขากำลังเพ่งสมาธิไปที่ร่างตรงหน้าแต่เขาเลือกที่จะไม่แตะต้องและเข้าใกล้ เขารู้สึกสะอิดสะเอียนทั้ง ๆที่เจอศพมานับไม่ถ้วนแต่กับคน ๆ นี้มันทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมา 

นิกม์หลับตาเพ่งสมาธิอย่างแน่วแน่แต่แล้วกลิ่นคาวก็คละคลุ้งผสมปนเปมากับกลิ่นเหม็นเน่าน่าสะอิดสะเอียนนั่นทำให้นิกม์อาเจียนออกมาจริง ๆ 

“เจ้าเสียมารยาทนัก” เสียงเนิบนาบเรียกความสนใจจากนิกม์ได้เป็นอย่างดี นิกม์พึ่งสังเกตว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในสถานที่ที่น่าพิศวงอีกครั้งพื้นที่ดำมืดไร้แสงที่มีเพียงกลิ่นคาวคละคลุ้งแต่ครั้งนี้นิกม์รับรู้ได้ว่ามันเหม็นเน่าด้วย 

“เป็นไปได้ยังไง เราไม่ได้นอนหลับด้วยซ้ำ” คำถามนั่นคล้ายกำลังพึมพำอยู่กับตนเองแต่ว่ามันกลับมีคำตอบ 

“ไม่ได้หลับแล้วยังไงงั้นเหรอ หึหึ” เสียงเนิบนาบเอ่ยยียวน แต่มันทำให้นิกม์เริ่มมั่นใจเขาไม่ได้เข้ามาได้จากความปราถนาของเขาแต่เขาเข้ามาได้เพราะความปราถนาของเจ้าเงานั่น 

“ต้องการอะไรจากเรา” ความสับสนและความหวาดหวั่นถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึก นิกม์รวบรวมความกล้าและเอื้อนเอ่ยด้วยความมั่นใจ 

“ก็เปล่าหรอก” เงานั่นขยับวูบไหวไปมารอบ ๆ เขาคล้ายกับว่ากำลังเดินวน “เพียงแต่ต้องบอก” มันยังคงลีลาไม่เลิกแต่นิกม์เลือกที่จะนิ่งและรอ เขาไม่อยากเต้นไปตามเกมอย่างที่มันต้องการและเขาก็ไม่อยากที่จะพลั้งเผลอแลกเปลี่ยนความปรารถนา 

“ไม่อยากรู้หรือ” เงานั่นหยุดลงตรงหน้าของนิกม์ 

“อยากบอกก็บอก” นิกม์ดูเยือกเย็นมากกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้มาก เขาไม่คิดว่าคนที่เต้นไปตามเกมของเขาได้ง่าย ๆ เมื่อครั้งก่อนครั้งนี้จะสงบใจได้มากขนาดนี้ 

“เอาเถอะ” มันเองก็ใช่ว่าต้องการอะไรจากนิกม์มันเพียงต้องการจะบอกจริง ๆ “ศพนั่นตายมานานเกินไปแล้ว” มันพูดเสียงเนิบนาบก่อนจะเริ่มวูบไหวไปรอบ ๆตัวเขาอีกครั้ง “เจ้าทำให้มันฟื้นขึ้นมาไม่ได้” 

“แต่...” คำพูดที่เหลือถูกกลืนลงคอทันทีเมื่อคำว่าแต่ที่หลุดออกจากปากของนิกม์เรียกเสียงขำในลำคอของคู่สนทนา 

“ชายคนนั้นสำคัญใช่หรือไม่” มันเอ่ยอย่างรู้ทัน แม้ว่านิกม์จะไม่ได้มองว่ามันสำคัญมากนักและเขาก็คิดว่าต่อให้รู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมาก็อาจจะไม่ได้ทำให้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่นัก 

“มันก็ใช่” เขาตอบเมื่อเจ้าเงานั่นยังเอาแต่ปั่นประสาทเขาไม่เลิก “แต่ช่างมันเถอะ” นิกม์ถอดใจเสียง่าย ๆ นั่นทำให้ความสนุกของเจ้าเงาดูหมือนจะหดหายไป 

“แต่อะไร เจ้าไม่คิดว่าข้าจะช่วยได้หรือ” เสียงนั่นคล้ายกระซิบมันช่างเชิญชวนให้เคลิบเคลิ้ม  

“ไม่” นิกม์กำมือแน่น น้ำเสียงของเขาเด็ดเดียวเสียจนคู่สนทนาเสียวสันหลัง 

“หากพียงเจ้ายอมแลกสักหน่อย ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” มันหว่านล้อมแต่นิกม์เลือกที่จะนิ่งเฉย “เจ้าต้องเสียใจแน่” มันยังไม่หยุดความพยายาม 

“ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ” 

“แต่...” 

“แปลกจริง” นิกม์เอ่ยขัดทั้ง ๆที่เขาสัมผัสได้ว่าคำพูดหว่านล้อมจะถูกส่งมาอีกครั้งหลังคำว่าแต่ของเจ้าเงา “วันนี้เราได้อยู่ที่นี่นานกว่าทุกที” รอยยิ้มปราฏบนใบหน้าของนิกม์อย่างยียวน 

“หึ ปากดีเสียจริง” คำพูดนั่นแฝงไปด้วยความขบขันมันทำให้รอยยิ้มของนิกม์จางหายไปแต่เขาก็ยังเลือกที่จะยักไหล่ในความมืดนั่นเพราะรู้ดีว่าคู่สนทนาต้องเห็นเขาแน่ อย่างน้อยเขาอยากแสดงให้มันรู้ว่าเขาไม่ได้สนใจกับคำดูถูก 

กลิ่นคาวคละคลุ้งค่อย ๆจางหายไปแล้ว ความมืดมัวที่ปกคลุมไปทั่วเริ่มมีแสงส่องเข้ามาบางเบาแต่มันก็มากพอที่จะทำให้คนที่อยู่ในความมืดสนิทเมื่อสักครู่อย่างนิกม์ต้องหลับตาแน่น ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตา 

“ฟื้นแล้วหรือคะ” แก้มใส ๆ ของน้องตาลอยเด่นอยู่ตรงหน้าของเขานั่นทำให้เขารู้ว่าเขาอาจจะหลับไป 

หมับ! 

“น้องตาเป็นห่วงมาก ๆ” น้องตาโถมตัวกอดนิกม์เอาไว้แน่นนั่นทำให้คนเป็นพี่อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มเอ็นดูพร้อมกับเอามือลูบหัวคนขี้ห่วงเบา ๆ 

“ขอโทษค่ะ” คนเป็นพี่เอ่ยเสียงเบา 

“น้องตาจะไปบอกทุกคน” คนตัวเล็กผละตัวออกก่อนจะยิ้มตื่นเต้นเมื่อเอื้อนเอ่ย 

ฐิตาวิ่งรีบร้อนออกจากห้องไปนิกม์จึงค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งเขาลูบหน้าลูบตาและหันหานาฬิกา ตอนนี้เย็นมากแล้วดูเหมือนว่าเขาจะสลบไปนานพอสมควรเลย 

ก๊อก ๆ 

เสียงเคาะประตูอย่างมีมารยาทนั่นทำให้นิกม์หันไปมองในขณะที่ประตูก็แง้มออก ทัตเทพยื่นหน้าเข้ามาข้างในสีหน้าของเขาดูไม่ดีนัก แววตาระริกไหวคล้ายกับกำลังกังวล นิกม์อมยิ้มให้กับท่าทางนั่น 

“ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก” คำขอโทษของเขาถูกเก็บเอาไว้แล้วเลือกที่จะบอกให้อีกคนสบายใจในทันทีแทน เขาไม่อยากให้คนในครอบครัวของเขาต้องกังวล 

“นายจำพี่ได้ใช่ไหม” ทัตเทพรีบเดินเข้ามาใกล้แม้ว่าเสียงที่เอ่ยถามจะดูหวั่นใจอยู่ก็ตาม และดูเหมือนว่าคนที่กำลังรอคอยคำตอบอยู่จะไม่ได้มีแค่ทัตเทพเพราะชนาเทพกับวิรากรเองก็ทำหน้ายุ่งไม่แพ้กัน 

“ครับ..พี่” นิกม์เอ่ยเสียงเบาก่อนจะยิ้มกว้างจนตาหยีส่งไปให้ทั้งสามคนที่กำลังเป็นห่วง ทุกคนดูอึ้งไปกับการถูกนิกม์จู่โจมแต่ไม่นานรอยยิ้มก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทุกคน 

“นายนี่มันน่ารักจริง ๆ” ทัตเทพโผเข้ากอดนิกม์เอาไว้ก่อนจะตบหลังเบา ๆ แล้วลูบหัวอย่างนึกเอ็นดูตอนนี้ขอบตาของเขากำลังร้อน 

“จะร้องไห้ทำไมกัน” ชนาเทพผลักหัวลูกชายทันทีที่เห็นว่าเขากำลังทำท่าจะร้องไห้เพราะความดีใจเว่อร์ของตัวเอง นั่นทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา 

“ตั้งโต๊ะเสร็จแล้วค่ะ” เสียงใส ๆของฐิตาขัดจังหวะและเสียงหัวเราะของคนทั้งสี่แต่มันไม่ได้ทำให้บรรยากาศเสียเลยสักนิดทุกคนกลับยิ่งอารมณ์ดีและฉีกยิ้มกว้าง ในตอนนี้นี่เองที่นิกม์รับรู้ได้ นี่สินะความสุขของครอบครัวที่เขาห่างหายมานาน 

ความคิดเห็น