email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 6 - ช่วงเวลาของเราสองคน 1 [100%]

ชื่อตอน : Episode - 6 - ช่วงเวลาของเราสองคน 1 [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Star

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 6 - ช่วงเวลาของเราสองคน 1 [100%]
แบบอักษร

 

Nirin Say; 

“ต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่จะอยู่เคียงข้างและไม่ปล่อยให้เราโดดเดี่ยวแบบนี้อีกแล้ว” 

“นั่นไง สองคนนี้มีซัมติงจริงๆ ด้วย” 

เป็นกระปุก วิวและลิษาที่ยืนช็อกตาค้างอยู่ที่ประตูห้องเรียน จนฉันหลุดจากภวังค์ด้วยจังหวะนรกนี่และพยายามจะเข้าไปอธิบายยัยพวกนี้ฟัง  

“ไม่ใช่อย่างที่พวกแกคิดเลยนะ” 

“ตามสบายนะเฮีย แกคงอิ่มแล้วแหละโน๊ะ งั้นพวกฉันไปรอข้างนอกนะ” 

สามคนนี้รีบวิ่งออกไป ฉันจะตามไปแต่ก็ถูกพี่ศิลาใช้มือกันไว้ด้วยแซนด์วิชกับน้ำอัดลมแก้วนึง 

“เพราะพี่เลยอ่ะ คนอื่นเข้าใจผิดหมดแล้วเนี่ย” 

“พี่ซื้อของกินมาให้ ยังไม่ได้ทานอะไรใช่ไหม”แต่พี่ศิลาเปลี่ยนเรื่อง แล้วมาทำตัวเอาอกเอาใจกันเหมือนว่าเรื่องที่พูดออกมาเมื่อกี้เป็นประโยคบอกเล่าที่ไม่ต้องการคำตอบ 

“ณิรินไม่ชอบปูอัด แล้วก็ไม่ทานน้ำอัดลม” 

“อ้าว งั้นเดี๋ยวพี่ไปซื้อให้ใหม่นะ เราชอบอะไรล่ะ พี่จะได้จำไว้” 

“ไม่ต้องลำบากหรอก เพราะไม่ว่าพี่จะซื้อของที่ณิรินชอบแค่ไหนถ้ามาจากพี่ณิรินก็ไม่ชอบอยู่ดี” 

“ณิริน” 

“แล้วไอ้บทเลี่ยนๆ เมื่อกี้ก็ไม่ต้องพูดอีกนะ เกือบอ้วกแหนะดีนะยังไม่ได้กินอะไร” 

“ณิริน....” 

“ณิรินแค่อยากอยู่แบบสงบสุข ไม่ต้องมาเป็นทอปปิกของคนในมหา’ลัย ไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงในเรื่องไม่จริง แล้วก็ไม่ชอบให้คนมาด่าทั้งที่ณิรินไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย พี่อาจจะไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบที่ณิรินโดน แต่มันโคตรรู้สึกแย่มากเลยรู้ป่ะ ความรู้สึกที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ให้คนพวกนั้นด่าทอและดูถูก” 

“พี่ไม่เคยอยากให้ณิรินตกอยู่ในที่นั่งลำบากเลยนะ พี่เองก็รู้สึกผิดกับทุกเรื่อง และพี่สัญญาว่าจากนี้ไปพี่จะปกป้องเรา” 

“แค่พี่เลิกยุ่งกับณิรินอาจจะง่ายกว่านะ” 

“ถ้าพี่เลือกที่จะหายไป หรือเลือกที่จะหนีหน้า มันจะทำให้ณิรินลืมเรื่องทุกอย่าง แล้วมีความสุขได้จริงเหรอ!” 

“…”ที่ผ่านมาฉันไม่เคยลืมมันได้เลย 

“พี่อาจจะน่ารำคาญ หน้าด้าน ที่ยังดึงดันมาให้ณิรินเห็นหน้า แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลยที่พี่มีความสุขเพราะพี่รู้ว่าคนดีๆ อย่างณิรินต้องรู้สึกแย่กับสิ่งที่พี่ทำไว้มาตลอด ณิรินไม่ต้องเชื่อพี่ก็ได้ แต่จากนี้ไปพี่จะทำอย่างที่พูดไว้ให้ณิรินเห็นเอง” 

ตุบ! 

“พวกฉันขวางไว้แล้วแต่พวกมันไม่ฟัง”และขณะที่ฉันกำลังหมดคำพูดกับพี่ศิลา ประตูก็ถูกเปิดโดยมีกระปุกกับวิวที่ถลาเข้ามาพร้อมกับเพื่อนในคลาสกลุ่มที่ถามฉันเรื่องพี่ศิลาเมื่อเช้านี้ 

“เห้ย! พี่ศิลาจริงด้วย” 

“ไหนแกบอกว่าไม่มีใครอยู่ไงกระปุก” 

“อ้าวเหรอ สงสัยฉันจะลืมน่ะ” 

“พี่ศิลามาทำอะไรคะ” 

“พี่เขามาหาลิษาน่ะ”ฉันรีบตอบแทน 

“เปล่าพี่มาหาณิรินน่ะ”ฉันหันไปมองพี่ศิลาแบบเหนื่อยใจ เรื่องมันจะยิ่งไปกันใหญ่แน่นอนถ้าหากพี่ศิลายังทำแบบนี้ 

“พี่กับณิรินคบกันเหรอคะ พวกเราถามณิรินไปแล้วยัยนี่บอกว่าให้ไปถามพี่เอาเอง” 

“พวกแก”ฉันถลึงตาใส่เพราะพวกมันรวบรัดตัดความประโยคคำพูดของฉันออกไปแบบนี้ทำฉันเสียหาย คือฉันปฏิเสธไปล้านรอบไม่จำ มาจำแค่ประโยคหลังเนี่ยนะ 

“เปล่าครับ เราไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ว่าพี่ทำให้ณิรินเดือดร้อนเลยอยากมาขอโทษและรับผิดชอบน่ะ”พี่ศิลาตอบอย่างตรงไปตรงมา  

“ไม่ได้เป็นแฟน แต่มารับผิดชอบแปลว่าอะไรวะ”กระปุกทำหน้าสงสัย จนเพื่อนในห้องก็งงตาม 

“เอาเป็นว่าเรื่องข่าวลือก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ความจริงสักหน่อย พวกแกหายสงสัยกันได้แล้วเนอะ” 

“แล้วทำไมแกต้องโกหกว่าพี่เขามาหาลิษาด้วย” 

“ก็พี่เขาเอาขนมมาฝากให้ลิษา แต่เมื่อกี้ลิษาไม่อยู่เขาก็เลยฝากไว้ที่ฉันแทน”ฉันรีบแก้ไขให้ทุกอย่างมันดีขึ้น “ลิษามาพอดีเลย เฮียแกซื้อขนมมาให้น่ะ” 

“อ่อ ขอบคุณนะเฮีย”ลิษารู้ทันเลยแกล้งเดินมาหยิบขนมไปถือ 

“หมดคำถามแล้วใช่ป่ะ ถ้าหมดแล้วพี่เขาจะได้ไป!” 

ฉันรีบตัดบทพวกมัน และไล่พี่ศิลาทางอ้อม 

พี่ศิลาพยักหน้าแบบงงๆ แต่ก็ยอมเดินออกจากห้องไป จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปนั่งตามที่นั่ง แต่มองภาพโดยรวมแล้วบางคนก็เหมือนเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ ส่วนบางคนก็จับกลุ่มซุบซิบกันต่อ 

“ณิริน ลิษาขอคุยด้วยหน่อยสิ”กระปุกกับวิวหันมามองฉันที่เห็นลิษาหันมาพูดสีหน้านิ่งๆ ก่อนจะเดินนำออกมาด้านนอกห้องเรียน ซึ่งมีมุมระเบียงด้านนอกที่ไม่มีคนพอดี 

“ลิษาอยากคุยอะไรกับเราเหรอ ถ้าเป็นเรื่องพี่ศิลาเรายืนยันว่ามันไม่ได้มีอะไรเลยนะ สาบานได้” 

“ณิรินใช่คนเดียวกับคนที่เป็นข่าวกับเฮียเมื่อสามปีก่อนหรือเปล่า” 

“...”ฉันอึ้งเมื่อถูกลิษายิงคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถามถึง 

“ทำหน้าแบบนี้ ใช่จริงๆ ด้วยสินะ เราก็ว่าคุ้นชื่อ คุ้นหน้าแต่จำไม่ได้ว่ารู้จักณิรินจากที่ไหน” 

“ลิษารู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ” 

“อืม” 

ลิษามองออกไปยังวิวด้านนอกพร้อมกับเล่าเรื่องบางอย่างที่น่าสนใจ 

“เมื่อสาม สี่ปีที่แล้วเฮียเราโคตรนิสัยแย่เลย เป็นอะไรที่ป๊าม้า อาม่าเครียดสุดๆ บ้านช่องไม่กลับ ถ้ากลับมาก็ทะเลาะกับที่บ้านทุกครั้ง ติดเพื่อน ทำงานได้เงินมาก็หมดกับการไปปาร์ตี้ การเรียนก็ตกนิดหน่อย ทำให้เราเริ่มรู้สึกแย่กับเฮียมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็เลือกที่จะไม่สนใจเรื่องของมันพักใหญ่” 

“...”ฉันนึกย้อนตาม ก็จริงตามที่ลิษาบอกทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์หลังเลิกเรียนพี่ศิลาไม่อยู่ร้านเกม ก็อยู่บ้านเพื่อนตลอด ฉันก็คิดว่าเขาจะกลับบ้านช่วงหัวค่ำซะอีก 

“แต่จู่ๆ หลังจากวันเกิดตอนม.6 เฮียก็เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน เฮียไม่ออกไปเที่ยว ไม่ออกไปหาเพื่อน เก็บตัวอยู่ในห้อง ซึมเศร้าไม่กินอะไรจนม๊าเป็นห่วงอยู่เป็นอาทิตย์ จนมีอยู่วันนึงเฮียมาสารภาพกับที่บ้านว่าได้ก่อเรื่องไว้กับรุ่นน้องคนนึง เฮียเล่าเรื่องทั้งหมดให้ป๊าม้าฟังและร้องไห้ขอให้ป๊ากับม้าช่วยพาไปหาครอบครัวณิรินที่บ้านเพราะเขาอยากขอโทษณิรินกับครอบครัว แต่พอไปถึงทางบ้านณิรินเขาก็บอกว่าพาณิรินไปต่างอยู่ที่อื่นและติดต่อณิรินไม่ได้เลย” 

“...”เรื่องตอนนั้นทำให้ฉันกลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืนของโรงเรียน ตอนแรกฉันก็เล่นโซเชียลเหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ก็ปิดทุกอย่างไปช่วงนั้น เพราะฉันไม่อยากเห็นหรือรับรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกเลย 

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับณิริน ครอบครัวเรารู้สึกผิดมาตลอดเลยนะ ป๊าม้าให้คนช่วยสืบและรู้ว่าณิรินย้ายไปต่างประเทศ ถึงเราจะไม่รู้ว่าเฮียคิดยังไง แต่สิ่งที่เราเห็นคือเฮียเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากหลังจากตอนนั้น เฮียใจเย็น มีเหตุผล ไม่เกเรเหมือนก่อน ตั้งใจเรียน เลือกคบเพื่อนที่ดี รับฟังคนในบ้านมากขึ้น และยังปรับเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ มีหลักการแล้วก็ทำเพื่อคนอื่นเป็นด้วย” 

“…” 

“เรายังเคยแอบคุยกับม๊าเลยว่าที่เฮียเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้ขนาดนี้คงเพราะณิริน ที่ทำให้เฮียเกลียดตัวในแบบเมื่อก่อน และทำให้เฮียอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อที่จะได้กล้ากลับไปขอโทษณิริน” 

“ลิษาเล่ามาแบบนี้อยากให้เรายกโทษให้พี่ศิลาเหรอ” 

“เราแค่รู้สึกว่าถ้าเป็นเราเล่า ณิรินอาจจะยอมฟังมากกว่าเฮียพูดเอง เรากล้าการันตีว่าทุกเรื่องที่เราพูดมันคือเรื่องจริง ไม่ได้อวยเพื่อยกเครดิตให้ใคร ซึ่งเราก็เข้าใจณิรินนะ เราไม่ได้บังคับให้ณิรินยอมให้อภัยเฮียง่ายๆ เพราะถ้าหากเราโดนแบบนั้นบ้าง เราก็คงจะโกรธเฮียมากเหมือนกัน”ลิษากุมมือฉันเหมือนอยากให้กำลังใจพร้อมกับยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ  

“ขอบใจนะที่เข้าใจเรา” 

“แต่อย่างน้อยเราก็อยากให้ณิรินฟังความด้านฝั่งจำเลยสักนิด ถึงเฮียมันจะไม่เคยพูดความรู้สึกให้เราฟัง และชอบทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่สายใยของความเป็นน้องที่มองพี่ชายออก เราก็รู้ว่าเฮียมันคงรู้สึกผิดแล้วก็รู้สึกอยากขอโทษณิรินมาตลอดนะ” 

“ลิษาถูกพี่ชายจ้างมาหรือเปล่าเนี่ย” 

“ณิรินก็รู้ว่าเรากับเฮียไม่ได้เป็นพี่น้องรักกันหวานแหวว เราแค่พูดในสิ่งที่คิดว่าควรพูด แต่เรื่องอื่นๆ เราให้ณิรินตัดสินใจเองนะว่าจะเอายังไงต่อ” 

“อืม” 

“ถ้าแบบนี้ก็แสดงว่าเมื่อก่อนณิรินชอบเฮียมากๆ แล้วตอนนี้ล่ะ...” 

“เราว่านี่อาจารย์น่าจะมาแล้วนะ รีบเข้าไปเรียนกันเถอะ” 

“ณิรินตอบเราก่อนสิ เราอุตส่าห์เล่าให้ฟังตั้งเยอะนะ” 

ฉันเดินนำลิษาไปยังห้องเรียน เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมคิดคำตอบใดใด แค่คิดเรื่องที่ลิษาเล่ามาก็คิดไม่ทันแล้วจ้า  

ถึงจะเทน้ำหนักไปทางเชื่อลิษามากเพราะคิดว่าลิษาไม่โกหก แต่เรื่องนี้มันก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่จะทำใจยอมรับและให้อภัยกันง่ายๆ 

เพราะสิ่งที่พี่ศิลาทำในตอนนั้นมันคือความตั้งใจ ไม่ใช่ความผิดพลาด! 

 

หอประชุมนิเทศศาสตร์ 

 “อ้าว น้องที่เป็นข่าวกับพี่ศิลามาแล้วพวกเรา”หนึ่งในสตาฟผู้ชายพอเห็นกันปุ๊บก็ตะโกนซะคนทั้งห้องหันมาร่วมวงแซว 

“นี่พี่เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเป็นพี่เลี้ยงให้แฟนพี่ศิลา” 

“บ้า ยังไม่มีใครแถลงฟันธง ตอนนี้แค่พี่น้องที่สนิทกันเฉยๆ ใช่ไหมจ๊ะ ตอบให้พี่ยังมีหวังหน่อยก็ยังดีนะน้องณิริน” 

“พี่พอใจ พี่ลิเบียร์อย่าแซวสิคะ”ฉันบอกรุ่นพี่ปีสามที่ตั้งป้อมแซวกันไม่หยุด พี่สองคนนี้เป็นพี่เลี้ยงของฉันระหว่างที่ซ้อมประกวดดาวเดือนที่รู้จักกันเมื่อวานตอนบรีฟงาน 

“แหม ก็วินาทีนี้ข่าวน้องณิรินมันดังไปทั่วมหา’ลัยแล้วนี่ จับมือเดินควงแขนกันที่ตลาดหวานเจี๊ยบ” 

“มันไม่ใช่แบบที่พี่คิดเลยค่ะ พอดีณิรินทำเสื้อพี่เขาเปียก ก็เลยไปซื้อเสื้อใช้เขาก็แค่นั้น” 

“อุบัติเหตุรักหรือเปล่าเนี่ย” 

“พี่พอใจอ่ะ” 

“เบื่อพวกชอบเกาะกระแสคนอื่นดัง สร้างข่าว สร้างสถานการณ์เก่ง”เป็นพี่เลี้ยงของฮันนี่ที่เดินนำยัยนั้นมาทางฉัน รังสีทีมนี้คือตั้งป้อมหาเรื่องกันชัดๆ 

“ก็ต้องทำใจอะค่ะ คนอยากดังก็งี้แหละคะพี่ช่า” 

“อุบส์ มาทางไหนก็เชิญกลับไปทางนั้นเลยจ้ะ นังช่า นี่ไม่ได้จุดธูปเรียกใครเลยนะยะ” 

“ปากดีไปเถอะจ้ะนังเบียร์ สวยๆ อย่างฉันไม่อยู่ใกล้คนขี้เหร่อย่างแกนานหรอก” 

“เห้ย! ใครมาทะเลาะกันที่นี่ปรับตกรอบหมดเลยนะเว้ย ยิ่งพวกรุ่นพี่ยิ่งตัวดีเลยไม่ใช่ว่าจะรอดนะ กูเล่นงานหมดทุกคนเลยนะเว้ย”พี่เบนรีบเข้ามาห้ามเมื่อเห็นจะเกิดเหตุตรงนี้  

“ไปเถอะน้องฮันนี่ ไปเถอะชะเอม ดูก็รู้ว่าปีนี้ใครจะได้เป็นดาวคณะ เพราะน้องฮันนี่ของทีมเราเก่งแล้วก็สวยโดดเด่นขนาดนี้ อย่าลดตัวไปมีเรื่องกับพวกปลายแถวเลย” 

“โอ๊ยพอใจ เรียกรถโรงพยาบาลทีสิ” 

“ทำไมวะลิเบียร์” 

“ก็มีคนอวยเด็กตัวเองไส้แตกเลยแกไม่เห็นเหรอ”พี่ช่าแบะปากมองบ่นใส่พี่ลิเบียร์ คือทั้งคู่ร่างเป็นชายแต่ใจเป็นสาว ซึ่งดูจากดาวอังคารก็พอจะรู้ว่าไม่ชอบหน้ากันเท่าไร ก็เลยจิกกัดแสบๆ คันๆ เหมือนเป็นการทักทาย 

พี่ช่ากับพี่ชะเอมเดินพาฮันนี่ไปนั่งที่กลางห้องแบบไม่ใส่ใจ ฉันเลยใจชื้นเพราะถ้าฝั่งนั้นเถียงกลับและไม่จบพวกพี่เบนได้จับเราโยนออกจากคณะแน่เลย 

“ใจเย็นๆ สินังเบียร์ เดี๋ยวก็ซวยกันหมด” 

“เออ คนมันเกลียดกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งจะให้มากอด จูบปากทักทายกันหรือไง” 

“ได้ยินว่าน้องฮันนี่นางเลือกนังช่ากับชะเอมให้มาเป็นพี่เลี้ยงเองเลยนะ” 

“พี่สองคนนี้เก่งมากเหรอคะ” 

“ก็งั้นๆ อ่ะ ปีพี่ยัยชะเอมได้เป็นดาวคณะโดยมีช่าเป็นพี่เลี้ยง นิสัยแย่ทั้งคู่ ไม่ค่อยเห็นหัวใคร คิดว่าเป็นไอดอลชื่อดังมากมั้ง ส่วนที่ฮันนี่เลือกก็คงเพราะสนิทกันนั่นแหละ” 

“ศีลเสมอกันถึงไปกันรอดไงคะ” 

“แต่ถ้าพี่เสมอกับเรานี่ก็ต้องมีพี่ๆ ราชันเอ็นจิเนียมาตามจีบบ้างสินะ” 

“พี่ลิเบียร์ ก็บอกว่าไม่ใช่ไงคะ” 

“ไม่ต้องเขินหรอก มงลงตั้งแต่ยังไม่ทันประกวด” 

“พี่พอใจอ่ะ ณิรินไม่แก้ตัวแล้วนะคะ” 

“โอเคๆ ไม่แซวแล้วก็ได้” 

หลังจากที่ทุกคนมากันครบ ทางด้านพี่ใบชากับพี่เบน ปีสี่ดูแลเรื่องการประกวดดาวเดือนก็ได้มาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการแข่งขันของพวกเรา 

“ในการประกวดดาวเดือนคณะเราจะแบ่งออกเป็นสามรอบนะครับน้องๆ แบ่งออกเป็นรอบบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษ และการตอบคำถาม” 

“ทุกคนจะมีพี่เลี้ยงดูแลที่จะคอยช่วยเหลือ และฝึกซ้อมในทุกด้านให้อย่างเต็มที่นะคะ มีอะไรสอบถามและปรึกษาพี่ๆ ได้เลย เพราะพี่เลี้ยงได้ผ่านการดูแลการประกวดและบางคนก็เคยเข้าประกวดเอง มีประสบการณ์มาทุกคน” 

“ซึ่งระยะเวลาในการฝึกซ้อมก่อนการประกวด เราจะมีเวลาสองอาทิตย์นะครับ ขอให้น้องๆ ทุกคนครีเอทโชว์ความสามารถพิเศษแล้วก็ตั้งใจฝึกบุคลิกภาพและการตอบคำถามให้ดี” 

“เชิญพี่เลี้ยงมารับน้องๆ ไปได้ค่ะ” 

แล้วขณะที่แต่ละกลุ่มกำลังวางแผนอยู่นั้น พี่สตาฟก็หวีดกันเสียงหลงจนพวกเราหันไปมอง 

“แหม ตากล้องกิตติมศักดิ์มาว่ะ”เป็นพี่ศิลาที่มีกล้องคล้องคอมาด้วย พี่เบนเลยรีบแซว 

“กูมาถ่ายรูปไปรายงานอาจารย์มันเป็นงานของสโมสรนักศึกษา” 

“อ่อเหรอ คณะมึงไม่มีประกวดดาวเดือนหรือไงถึงมาวนเวียนคณะกูบ่อยจัง” 

“มี แต่กูก็ต้องมาเก็บภาพจากคณะอื่นด้วยไง!” 

“ถ้างั้นขอรูปสวยๆ มุมนี้หน่อยได้ไหมคะพี่ศิลา”แล้วพี่ลิเบียร์ก็โบกไม้โบกมือพร้อมพี่พอใจโดยมีฉันนั่งกุมขมับแล้วล่าสุด 

“ได้สิครับ” 

พี่ศิลาเดินตรงมาที่เรา แต่ก็ถูกพวกฮันนี่กับพี่ช่าพี่ชะเอมดึงตัวไว้ก่อน 

“พี่ศิลาคะ เดินผ่านชะเอมไปได้ไงคะ นี่ค่ะน้องฮันนี่ลูกทีมของชะเอมถ่ายไว้ด้วยสิคะ ตัวเต็งของนิเทศฯ ปีนี้เลยนะคะ” 

“ตัวเต็งเก่ง”พี่ลิเบียร์พูดเสียงดังจนพวกนั้นหันมามองเหยียดๆ “ทานโทษนะจากโพลไหนวะ โพลผีบอกหรือเปล่าไม่เคยได้ยิน” 

“ไม่...”พี่ช่าหันมาพูดคำว่าเสือกใส่พี่ลิเบียร์แบบไม่มีเสียง แต่พูดออกเสียงอีกคำที่สุภาพออกมา “ไม่อิจฉาสิจ๊ะ ลิเบียร์” 

“อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลยนะคะพี่ศิลา ถ่ายรูปให้น้องในทีมชะเอมดีกว่าค่ะ” 

“อ่อครับ”พี่ศิลาหันมามองที่พวกเราเป็นการบอกว่าต้องทำตามมารยาทตรงนี้ก่อน ซึ่งฉันก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว 

“น้องณิรินไม่หึงเลยเหรอ เป็นพี่นะไปคว้าแขนลากมานี่แล้วป่านนี้” 

“หึงอะไรคะ ก็บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน” 

“ใดใดก็คือน้องณิรินนิ่งๆ แต่ยิ่งใหญ่ว่ะ”พี่สองคนออกแรงเชียร์ฉันออกอรรถรสมาก แต่ที่ฉันนิ่งก็คืออยากให้พี่พักก่อน พักการชงก๊อนนนนนน 

“เดี๋ยวฮันนี่ขอไลน์พี่ศิลาไว้หน่อยได้ไหมคะ ฮันนี่อยากได้รูปพวกนี้น่ะค่ะ พี่ศิลาถ่ายรูปสวยมากเลย” 

“ให้ท่าขนาดนี้ จะมีศึกแย่งผู้ของรุ่นพี่รุ่นน้องในทีมเดียวกันป่ะวะ”คราวนี้พี่สองคนก็หันมาเม้าท์กันเองเบาๆ 

“ได้ยินว่ายัยฮันนี่มีแฟนแล้วนี่ แต่อยู่คนละมหา’ลัย เลิกกันแล้วเหรอ” 

“ช่างเขาเถอะค่ะ เรามาคุยเรื่องการฝึกซ้อมก่อนดีกว่า ณิรินไม่เคยประกวดอะไรแบบนี้มาก่อนเลย พวกพี่ๆ อย่าเพิ่งเหนื่อยกับณิรินก่อนนะคะ” 

“สวยขนาดน้องณิรินเนี่ยนะไม่เคยผ่านการประกวด” พี่ลิเบียร์ดูแปลกใจมาก “แต่ไม่ต้องห่วงนะ พวกพี่ใจดีจะสอนให้หมดทุกอย่างเลย ขอแค่เราตั้งใจทำพี่ก็ดีใจแล้ว” 

“ส่วนเรื่องสถานที่ซ้อมพี่จะโทรนัดอีกทีนะ” 

“ได้ค่ะ” 

“แล้วก็พวกการแสดงความสามารถพิเศษ เราก็ลองคิดมาเสนอพวกพี่ได้นะ แล้วเดี๋ยวพวกพี่จะแนะนำเพิ่มเติมให้” 

“โอเคค่ะ” 

“พี่มาแล้วครับ” 

“บอกใครคะพี่ศิลา น้ำเสียงรายงานตัวแบบนี้ไม่น่าใช่ลิเบียร์หรือพอใจนะคะ” 

“ก็บอกทุกคนที่รออยู่แถวนี้ไงครับ” 

“แหม...เบาได้เบานะคะ มีคนอิจฉาตาร้อนอยู่หลายสิบชีวิต” 

“วันนี้พวกพี่ๆ จะซ้อมเลยไหมคะ”ฉันตัดบทและความสนใจคนข้างๆ จากพวกรุ่นพี่ 

“ยังจ้ะ เดี๋ยวค่อยเริ่มวันพรุ่งนี้ดีกว่า” 

“ถ้างั้นวันนี้ณิรินขอตัวก่อนนะคะ” 

“อ้าว ตากล้องมาแล้วไม่อยู่ถ่ายรูปก่อนเหรอน้องณิริน” 

“ไม่ดีกว่าค่ะ เขาคงถ่ายนางแบบคนอื่นจนหนำใจแล้ว” 

“อุ๊ย...ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ” 

ฉันเก็บของไหว้รุ่นพี่ทุกคนและเดินออกมา โดยไม่สนพี่ศิลาที่รีบเดินตามออกมา 

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันภาวนาไม่อยากได้ยินเสียงพี่ศิลา แต่พอเขาเดินตามออกมาแล้วไม่พูดอะไรมันทำให้รู้ว่านี่มันน่าหงุดหงิดยิ่งกว่า ไอ้ความรู้สึกที่ถูกมองจากทางด้านหลังเหมือนถูกวิญญาณคอยทวงส่วนบุญไม่มีผิด จนต้องหยุดเดินแล้วหันไปคุยให้รู้แล้วรู้รอด 

“อะไร มองพี่ด้วยสายตาแบบนั้นอีกแล้ว กลัวนะ” 

“จะตามอีกนานไหม พี่เป็นโรคไม่เข้าใจภาษาคนหรือไงเนี่ย ต้องพูดภาษาไหนพี่ถึงจะรู้เรื่อง” 

“อะไร ใครตาม นี่มันพื้นที่มหา’ลัยนะ”คนลูกเล่นเยอะทำเหมือนว่าฉันหลงตัวเอง 

“งั้นก็เชิญ”ฉันเอียงตัวหลบเป็นการบอกให้เขาเดินนำ แต่คนแผนสูงก็ทำเป็นเช็กรูปในกล้องขึ้นมาซะอย่างนั้น “กวนประสาท!” 

แต่พอจะหันไปอีกทางเพื่อเดินหนี ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากทางกลุ่มผู้ชายที่เตะบอลเล่นอยู่ไม่ไกลจากที่เรายืน จนทำให้ฉันหันไปเห็นลูกบอลที่กำลังลอยมาที่ตัวฉันพอดิบพอดี 

ตุบ! 

“ณิริน!” 

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วพี่ศิลาวิ่งมาคว้าตัวฉันไปกอดไว้แนบอก ฉันรู้สึกได้ถึงแรงอัดจากบอลที่กระแทกเข้าที่หลังพี่ศิลาจนเขาเซเข้ามาใกล้กันสีหน้าเจ็บปวด  

“…!”ไม่มีคำพูดใดกับฉันเพราะพี่ศิลารู้ว่าตัวบังบอลนั้นไว้ได้ แต่เขาหันไปเก็บลูกบอลแล้วก็เดินไปทางรุ่นพี่ปีสองในคณะฉันที่ยืนหน้าซีดอยู่ราวสิบคน แต่มีคนนึงที่เดินออกมาเผชิญหน้ากับพี่ศิลา “ถ้ากูจำไม่ผิด ได้ข่าวว่ามีกฎระเบียบออกมาแล้วไม่ใช่หรือไงว่าห้ามเตะฟุตบอลตามทางเดินที่มีนักศึกษาใช้ด้วย เพราะมันจะไปโดนคนอื่นแบบนี้” 

“คือพวกผมแค่เตะเล่นๆ ขอโทษแล้วกัน”รุ่นพี่คนนึงในคณะฉันตอบพี่ศิลาสีหน้าไม่ได้สะทกสะท้าน ไม่ได้เกรงกลัวและพูดเหมือนอยากจบเรื่องง่ายๆ 

“งั้นลองให้กูเตะบอลอัดมึงเล่นๆ ดูบ้างไหมล่ะ” 

“ก็พวกผมไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษแล้วจะเอายังไงอีก”ฉันเห็นพี่ศิลาขมวดคิ้วเหมือนเริ่มโมโหจึงเดินเข้าไปแตะแขนเสื้อเขาให้ใจเย็น 

“เอายังไงอีก?”พี่ศิลาทวนคำพูดเสียงเย็นชา 

“ไอ้เปรมมึงใจเย็น เราเกือบเตะบอลโดนน้องเขานะเว้ย แล้วเราก็ทำผิดกฎจริง” 

“เออ กูรู้แต่แค่เบื่อพวกบ้าอำนาจ ทำโชว์สาว” 

“มึงว่าใคร” 

“ก็มึงนั่นแหละ!” 

“ที่กูเตือน กูทำในฐานะสโมสรนักศึกษา เพราะถ้ากูจะทำโชว์สาวป่านนี้กูต่อยหน้ามึงไปแล้ว” 

“พี่ศิลา!”ฉันไม่เคยเห็นโหมดเลือดขึ้นหน้าของพี่ศิลาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาไม่ได้หุนหันพลันแล่นเหมือนคนที่จะเข้าไปต่อย แต่เขาจ้องพี่เปรมอะไรนี่ด้วยสายตาแบบที่ฉันไม่เคยเห็น นิ่งสงบแต่ไม่คาดสายตา 

“พี่ผมขอโทษแทนไอ้เปรมด้วยแล้วกันนะ พวกผมจะไม่เตะบอลที่นี่แล้ว”เพื่อนในแก๊งของพี่เปรมพาเพื่อนเขาออกไป ซึ่งพี่ศิลานิ่งไปอยู่พักนึงแล้วก็ลูบไปที่ต้นคอที่ถูกบอลอัดใส่เมื่อกี้ 

“เจ็บมากหรือเปล่า” 

“ไม่ โอ๊ย แต่ก็เจ็บอยู่นะ…” 

พี่ศิลาคนกวนประสาทคนเดิมกลับเข้าร่างแล้ว เขาร้องเหมือนคนที่ไม่ได้โชว์เท่เมื่อห้านาทีก่อน จนฉันประคองไปนั่งที่ม้านั่งใกล้ๆ แล้วเปิดดูรอยแดงที่ต้นคอของเขา  

“สรุปว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ” 

“เจ็บอ่ะ พี่เจ็บมากเลยณิริน” 

ฉันหันไปมองคนที่ทำหน้าเจ็บปลอมร้องโอดครวญในระยะใกล้ พอสบตากันฉันก็รีบขยับออกห่างเมื่อรู้ว่าถูกหลอก 

“กระดูกไหปลาร้าจะหักหรือเปล่าก็ไม่รู้เนี่ย” 

ไหปลาร้าบ้านใครหักแล้วจะมามีแรงนั่งบ่นไม่เลิกอยู่แบบนี้ นี่ก็เว่อร์ 

“อยากหักเหรอ ได้ดิ”ฉันกดลงไปที่รอยแดงแล้วบิดตรงนั้นซ้ำเข้าไปอีก 

“โอ๊ยยยยยยยยยย ณิริน เจ็บจริง เจ็บ พี่เจ็บจริงนะเนี่ย!”แต่คราวนี้หน้าคนเจ็บจริงโอดครวญอย่างทุรนทุราย 

“ก็จะช่วยสงเคราะห์ให้ เห็นว่าอยากกระดูกไหปลาร้าหัก จะไปห้องพยาบาลหน่อยไหม แดงอยู่นะ” 

“อืม แต่พี่เดินไม่ไหวแล้วเนี่ย” 

“เว่อร์ เจ็บที่คอเกี่ยวอะไรกับขา” 

“ไม่เคยได้ยินเหรอว่าการที่เส้นประสาทถูกกดทับ หรืออักเสบมันจะทำให้เป็นอัมพาตได้เลยนะ”ฉันกอดอกฟังแพทย์ปลอมวินิจฉัยอาการตัวเองอย่างน่าเวทนา 

“สาธุขอให้เป็นจริง” 

“เห้ย แค่สันนิษฐาน ถึงกับแช่งเลยเหรอ” 

“ได้ข่าวว่าพี่พูดเองทุกคำเลยนะ” 

“น่าสงสารจังเว้ยไอ้ศิลา ช่วยปกป้องคนอื่นจนเดินไม่ไหว”ฉันมองคนเจ้าบทบาททำหน้าเศร้า “คราวนี้พี่ไม่แสดงนะ พี่เจ็บจริงๆ” 

“อืม มองจากดาวเสาร์ก็ดูออก” 

“ดูออกว่าพี่ไม่แสดง” 

“แสดงอยู่ชัดๆ” 

“โธ่ ณิรินพี่พูดจริงนะ” 

“จะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปณิรินจะกลับแล้วนะ” 

“ไปครับ” 

พี่ศิลารับคำและยอมลุกจากเก้าอี้อย่างว่าง่าย เดินตามกันมาที่ห้องพยาบาล และตอนนี้พี่พยาบาลก็กำลังดูอาการอยู่  

“เดี๋ยวพยาบาลให้ยาแก้ปวด กับยาทาไปนะคะ ถ้ากลับบ้านไปแนะนำให้ประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมได้ค่ะ ห้ามนวดบริเวณที่อักเสบมันจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง แล้วถ้าพรุ่งนี้อาการไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลนะคะ” 

“ห้ามนวด ห้ามกดเพราะจะทำให้อาการแย่ลง”พี่ศิลาตั้งใจทวนประโยคที่ทำให้ฉันรู้สึกผิด 

“ใช่ค่ะ ห้ามเด็ดขาด” 

“โอเคครับ” 

หลังจากที่ได้รับยาฉันก็เดินกลับมาที่ห้องสโมสรนักศึกษาพร้อมกับเขา ไม่ได้มาส่งแต่ฉันก็ต้องมาหาพี่ภณอยู่แล้ว 

“ไหนมึงบอกว่าจะไปถ่ายรูปมาใส่แฟ้มรายงานรับน้องไง แล้วทำไมมากับน้องณิรินได้”พี่ภณถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่าเราเข้ามาในห้องพร้อมกัน 

“ก็ไปถ่ายที่คณะนิเทศฯ เป็นคณะสุดท้ายพอดี แล้วก็เกิดเรื่องนิดหน่อยเลยมาด้วยกัน” 

“เรื่องอะไรอีก มีเรื่องทุกวันเลยนะมึงเนี่ย” 

“กับพวกไอ้เปรม” 

“เชี่ย อีกแล้วเหรอ?”ท่าทางพี่ภณจะรู้อะไรบางอย่าง และที่สำคัญพี่ศิลาคงเคยมีเรื่องกับพี่เปรม “ว่าแต่มีไรวะ” 

“เคยมีเรื่องกันอยู่แล้ว?” 

“ก็เด็กปีนเกลียวที่ไม่เคารพกฎกติกา” 

“ไอ้เปรมมันแข่งบาสในงานกีฬามหา’ลัยแพ้ทีมไอ้ศิลาปีที่แล้วน่ะ แล้วมันก็มีกระแทกกันในสนามอ่ะ”พี่ภณแอบกระซิบ 

“อ่อ แบบนี้นี่เอง เมื่อกี้พวกพี่เปรมเขาเตะบอลที่หน้าคณะแล้วมันพลาดมาเกือบโดนณิริน ดีพี่ศิลาช่วยไว้ค่ะ” 

“พ่อพระเอกนะมึงเนี่ย ว่าแต่ขอดูรูปหน่อย วันนี้มึงไปมากี่คณะ” 

“คณะเดียว” 

“คณะเดียว”พี่ภณทวน “ตอนแรกมึงบอกว่าไปคณะนิเทศฯ เป็นคณะสุดท้าย คณะเดียวไม่เรียกว่าคณะสุดท้ายป่ะ บ้านกูเรียกจงใจ” 

“มึงก็เลิกไปแซวทั้งที่มึงรู้ดีอยู่แก่ใจได้แล้วไอ้ภณ”นี่เป็นเสียงพี่มิวนิคที่นั่งหมุนรูบิครูปทรงแปลกๆ เล่นอยู่ที่โซฟากลางห้อง 

“กูรู้ แต่มันไม่รู้ตัว” 

“ส่งเอกสารเสร็จแล้ว งั้นณิรินขอตัวกลับก่อนนะคะ” 

“เดี๋ยวดิ เดี๋ยวพี่ไปส่ง เก็บของแป๊บ” 

“หยุด”ฉันสั่งห้ามจนพี่อีกสองคนหันมองพี่ศิลาที่กำลังจะรีบไปหยิบของแต่ก็หยุดตามที่ฉันสั่งอย่างว่าง่าย “ณิรินกลับเองได้ค่ะ ไม่รบกวน พี่เข้าใจที่ณิรินพูดเนอะ” 

“อุ้ย ให้กูแปลไทยเป็นไทยให้ไหม”พี่ภณหันไปพูดใส่พี่ศิลาขำๆ “น้องเขาบอกว่า น้องเขากลับเองได้ มึงไม่ต้องเสือก เอาตัวเองให้รอดก่อน” 

“ขอบใจนะไอ้เพื่อนรัก แต่ทีหลังมึงก็ไม่ต้องเสือกครับ กูเข้าใจตั้งแต่น้องเขาพูดแล้ว!” 

“ถ้าเข้าใจก็ไม่ต้องตามมานะคะ แล้วเรื่องวันนี้ขอบคุณที่ช่วยไว้!” 

“ก็ได้ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”พี่ศิลาว่าหน้าหงอย  

ร้านคาฟงคาเฟ่ 

“นี่ฉันจะตกใจเรื่องที่ลิษาพูด หรือหวีดที่พี่ศิลาไปหาแกที่ห้องเรียน หรือจิกหมอนกับเรื่องที่พี่ศิลามาช่วยแกก่อนดีเนี่ย”แอมแปร์ว่าสีหน้าทะเล้นก่อนจะดูดโกโก้ที่สั่งมา “โกโก้มันหวานจังเลยเว้ย!” 

“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลย” 

“แล้วแกคิดว่าไงอ่ะ เรื่องที่ลิษาพูด” 

“เอาจริงๆ ฉันก็เชื่อนะ เพราะก็ไม่รู้ว่าลิษาจะมาหลอกฉันทำไม และที่พี่ศิลาเคยพูดมันก็ตรงกันอ่ะ” 

“ฟังแบบนี้แล้วแกรู้สึกยังไงบ้างวะ” 

“ฉันถึงได้มาปรึกษาแกนี่ไง ไอ้เรื่องที่พี่ศิลาสำนึกผิดมันก็เรื่องนึง ส่วนที่พี่เขาตั้งใจหลอกฉันไว้มันก็อีกเรื่องนึงป่ะวะ” 

“ก็จริง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าที่ผ่านมาพี่เขาก็สำนึกผิดบ้างแล้ว ฉันว่าคนบนฟ้าส่งลิษามาเรียนคณะเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วละมั้ง” 

“แกหมายความว่าไง” 

“ก็หมายความว่า อาการหัวใจกำลังมีคนเยียวยา ไหนบอกหมอสิว่าวันนี้อาการเป็นยังไงบ้าง”ยัยแอมแปร์แกล้งทำท่าใส่หูฟังทิพย์แล้วใช้นิ้วโป้งกดลงที่หัวใจ “โอ้โห วันนี้คนไข้หัวใจเต้นแรงผิดปกตินะคะเนี่ย เหมือนว่ากำลังจะมีความรัก” 

“ไอ้บ้า พูดอะไรเพ้อเจ้อ!” 

“แหมแก สาบานป่ะว่าไม่รู้สึกอะไรแล้ว เมื่อก่อนแกไม่ได้แค่ชอบแต่รักพี่เขาขนาดนั้น ซึ่งถึงแม้ว่าเรื่องที่ไม่ดีมันก็มี แต่ความทรงจำที่ดีก็ไม่ได้หายไปสักหน่อย แล้วดูดิพี่เขากลับมาตามวอแววนเวียนขอโทษทุกวัน มันต้องมีคิดบ้างแหละวะ” 

“ไม่รู้สึกเว้ย!” 

เออมันก็มีบ้างแหละที่หวั่นไหว แต่ก็ยังเกลียดสิ่งที่เขาเคยทำเอาไว้  

“เออ เชื่อก็ได้” 

“แต่ฉันก็คิดว่าจะเริ่มเปิดใจฟังพี่ศิลามากขึ้น คิดไปคิดมาถ้าหากไม่ฟังเขาอธิบาย ฉันจะเยียวยาแผลในใจได้ยังไง” 

แอมแปร์เหล่มองอย่างไม่เชื่อหู และแอบยิ้มมุมปากที่เดาได้ว่ามันคิดอะไรอยู่ 

“ก็ฉันคิดว่ามันอาจจะมีผลต่อการรักษาไง ฉันมานี่เพื่อรักษาตัวด้วยนะเว้ยเผื่อแกจะลืม” 

“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยสักคำ” 

“ก็สายตาแกมันฟ้องอ่ะ” 

“เออ ฉันดีใจนะเว้ยที่เห็นแกกำลังจะมูฟออน ขอแค่อย่ามูฟออนแบบรำหน้านาคก็พอ” 

“อะไรวะ มูฟออนรำหน้านาค” 

“ก็ปากบอกว่าจะมูฟออน แต่ใจก็ยังยึดติดเรื่องในอดีตไง ก็เหมือนพวกรำหน้านาคก้าวไปหน้าสองถอยหลังสี่อะไรทำนองนั้น” 

โห ตามไม่ค่อยทันเพราะไม่อยู่ประเทศไทยมาสามปี แต่ก็พอจะเข้าใจที่มันยกตัวอย่าง 

“ฉันก็ไม่ได้เชื่อใจเขาขนาดนั้นนะเว้ย แต่ฉันคิดว่าถ้าเปิดใจรับฟังมากขึ้นมันอาจจะทำให้ฉันดีขึ้น หวังว่าการที่เชื่อเซนต์ตัวเองครั้งนี้มันจะไม่พลาดอีก” 

“ฉันก็ไม่ได้เชียร์ให้แกเชื่อพี่ศิลาร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่ถ้าพูดตามที่ตาเห็นและที่ฟังแกเล่ามาตอนนี้ พี่ศิลาเขาดูเป็นคนละคนจากตอนนั้น เขาคือพี่ศิลาที่อายุยี่สิบเอ็ดไม่ใช่คนที่อายุสิบแปด ฉันว่าเขาน่าจะโตพอที่จะคิดอะไรได้แล้วนะ แล้วอีกอย่างประสบการณ์ก็ทำให้ฉันเชื่อว่าแกคงจะตัดสินใจทำอะไรด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์” 

“ก็หวังว่านะ เพราะฉันก็อยากจะรักษาอาการบ้าๆ นี่ให้หายสักที จะลองกลับไปล้างแผลใส่ยาใหม่หวังว่ามันจะยังไม่สายไปนะ”ฉันพูดจบก็สังเกตได้ว่าเพื่อนสนิทดูหงอยๆ กว่าทุกวัน “ว่าแต่แก ทำไมมันดูไม่กระตือรือร้นเลยวะ ฉันอุตส่าห์พามาเลี้ยงร้านโปรดทำหน้าเหมือนโดนบังคับ แล้วปกติแกจะสั่งอาหารเต็มโต๊ะ วันนี้บอกกินไม่ค่อยลงเฉย อกหักไง๊?” 

“อกหักอะไร ไม่มี๊ สวยๆ แบบนี้อกหักได้ไง!” 

“เสียงสูงเหินทะลุหลังคาไปแล้ว มีอะไรก็เล่ามา” 

“อันที่จริงก็มีนิดหน่อย”จากที่มันทำหน้าลังเล ก็เข้าโหมดจริงจัง 

“ฉันรอฟังอยู่” 

“แกจำพี่เมฆที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ป่ะ คนที่ฉันเจอวันมาสอบตรง” 

“อ่อ ที่แกตกหลุมรักจนภาวนาให้มาเป็นเนื้อคู่อะนะ จำได้ดิ เออจะว่าไปฉันลืมอัปเดตข่าวนี้ไปได้ไงวะ” 

“คือฉันคิดว่าพี่เขาไม่ชอบผู้หญิงว่ะ” 

“ทำไมอ่ะ” 

“ก็อย่างวันแรกที่รับน้องฉันก็เห็นพี่เขาอยู่กับเพื่อนผู้ชายคนนึงเล่นกันมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง แล้วต่อมานะเพื่อนในคณะฉันแบบโคตรสวยเข้าไปขอไลน์พี่เขาพี่เขาไม่ให้เว้ย แต่พี่เขาดันให้เพื่อนเก้งอีกคนที่โคตรหล่อในผับเฉย แล้วล่าสุดเมื่อเย็นตอนรับน้องฉันก็เห็นรุ่นพี่ผู้หญิงปีสามแซวว่าเขาเป็นผัวเมียกับท็อปเพื่อนสนิทอีก แต่เขาก็ปฏิเสธแบบน่ารักๆ ตามสไตล์ ฉันเลยไม่แน่ใจ แอบเศร้าว่ะ” 

“แล้วในโซเชียลอ่ะ พี่เขามีอะไรที่แสดงออกป่ะ” 

“ไม่มีอ่ะ เขาก็ถ่ายรูปปกติ”ว่าแล้วมันก็เปิดรูปต่างๆ ของพี่เขาให้ฉันดู ซึ่งมันก็ใช่ประกอบกับการตัดสินใจยากมาก 

“แล้วแกเคยไปคุยกับพี่เขาอีกป่ะ ความรู้สึกแกบอกว่าไง” 

“ตั้งแต่รับน้องถ้าเจอกัน ฉันก็หาเรื่องคุยกับเขาปกติ เขาก็คุยทั่วๆ ไป” 

“แล้วเพื่อนเก้งแกอ่ะ ไม่ได้ถามต่อเหรอว่าได้คุยกับพี่เขาต่อไหม”  

“ไม่อ่ะ เพราะตอนแรกฉันก็เคยบอกมันว่าปลื้มพี่เขา ถ้าหากไปถามเรื่องพี่เขาอีกมันก็ยังไงๆ ป่ะ ถ้าเกิดมันคุยกับพี่เขาจริงฉันกลัวมองหน้ามันไม่ติดอีก ต้องเรียนคลาสเดียวกันอีกตั้งสี่ปีนะเว้ย” 

“ตัดใจไหมอ่ะ ถ้างั้น”ฉันแกล้งเสนอ 

“แต่มันก็ยังไม่ชัวร์นะแก” 

“ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แกอยากให้ฉันพูดยังไงไหนเล่าสิ” 

“ฉันก็สับสนว่ะ ควรทำยังไงดีวะ เพราะที่ผ่านมาชอบใครเขาก็หนีไปมีแฟนเป็นผู้ชายทั้งนั้นเลย อีกอย่างถึงเขาจะไม่ได้ชอบผู้ชายเขาจะชอบฉันเหรอวะขนาดคนที่สวยกว่าฉันไปขอไลน์พี่เขายังไม่สนใจเลย” 

“ถ้าแกยังไม่ชัวร์ก็อย่าเพิ่งนอยด์ดิวะ นี่มันปีไหนสมัยไหนแล้ว เรื่องเพศมันไม่สำคัญเท่าความรู้สึกนะเว้ย ฉันเคยดูรายการนึงที่เกย์กับผู้หญิงรักกัน เกย์กับทอมรักกัน ทอมกับผู้ชาย คือมันเป็นไปได้หมดอ่ะ แล้วทั้งเรื่องเพศหรือเรื่องรูปลักษณ์นี่มันไม่ควรมาเป็นปัจจัยหลักของการเลือกคู่ป่ะ สิ่งที่เราต้องโฟกัสมันคือความรู้สึกของคนสองคนสิวะ” 

“แล้วพี่เขาจะคิดแบบนั้นเหรอวะ” 

“ฉันก็ไม่รู้ว่ะ แต่ที่แน่ๆ ที่แกต้องรู้คือพี่เขาโสดชัวร์ไหม ถ้าโสดแกก็สืบเลยว่าพี่เขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร หาเรื่องที่แกกับพี่เขาชอบในบทสนทนา ไม่แน่นะพี่เขาอาจจะชอบผู้หญิงแต่แค่ไม่ได้ชอบการเข้าหาแบบโจ่งแจ้งก็ได้!” 

“ก็จริง ขอบใจนะเว้ยที่ช่วยฉันคิด เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามีเพื่อนเป็นศิราณี นี่ฉันคิดว่าจะไปทิ้งเรื่องในเพจ Movie on Time เพื่อเขาจะหาหนังมาแชร์ให้ฉันแก้กลุ้มได้” 

“อืม ถามฉันก็เหมือนถามเขานั่นแหละ” 

“ทำไมวะ แกคิดว่าเขาจะตอบเหมือนแกเหรอ” 

“ก็ฉันรู้จักแกดีกว่าใครไง ถ้าแกเชื่อเขาแกก็ต้องเชื่อฉันมากกว่าอยู่แล้ว ถูกไหม!” 

“เออก็จริง” 

“แต่จะว่าไปแกก็น่าจะทำเพจอะไรแบบนี้นะ แกก็ชอบดูหนังแถมยังให้คำปรึกษาก็ดี น่าสนุกดีออก” 

“ฉันไม่เก่งเท่าแอดมินรินหรอก” 

“เออก็จริง!” 

ขอโทษนะแอมแปร์ ที่ฉันไม่บอกแกเรื่องเพจนั่น ไม่ใช่ว่าฉันอยากโกหกแกนะ แต่ฉันแค่อยากเก็บเรื่องนี้ให้มันเป็นเรื่องพิเศษของฉันในแบบที่มีใครได้รู้ก็แค่นั้นเอง 

 

สามวันผ่านไป 

วันนี้เป็นวันหยุดซึ่งมีฉันมีนัดกับคุณลุงหมอพอดี โดยมีพี่พฤกษ์มาเป็นเพื่อน แต่รออยู่ด้านนอก 

“จากสถิติเหมือนว่าชั่วโมงการนอนหลับสนิทจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนะณิริน” 

“ณิรินก็รู้สึกว่านอนหลับได้มากขึ้นค่ะ แต่ก็ยังฝันร้ายมากกว่าคืนที่นอนปกติ” 

“…”ลุงหมอดูรายละเอียดอยู่ 

“ลุงหมอคะ คือณิรินได้รับรู้เรื่องราวของคนคนนั้นมาเพิ่มขึ้น ทำให้ณิรินเริ่มรู้สึกเปิดใจ และอยากลองรับฟังเรื่องราวทั้งหมดของเขา กับสิ่งที่เขาอยากจะพูด ลุงหมอว่ามันจะเป็นผลดีไหมคะ” 

“ถ้าตัวณิรินพร้อมจะรับฟังจริง ลุงว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีนะ เพราะจากที่ดูอาการนอนไม่หลับหรือตื่นจากฝันร้ายมันก็ไม่หนักเท่าช่วงที่อยู่ที่เกาหลี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าพึ่งเร่งรัดตัวเองมากเกินไป ลองประเมินตัวเองถ้าอันไหนที่มันมากไปลุงกลัวว่าเราจะยิ่งกดดันตัวเองจนอาการแย่ลงน่ะ” 

“ได้ค่ะ แต่ณิรินรู้สึกว่าตั้งแต่กลับมาได้ออกจากเซฟโซน ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เข้าประกวดดาวเดือน ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนในคณะ และได้เผชิญหน้ากับเขา มันทำให้ณิรินสลัดความกลัวที่จินตนาการออกไปได้เยอะเลยค่ะ” 

“บางสิ่งบางอย่างถ้าเราไม่เผชิญหน้า เราก็จะไม่มีวันได้รู้ว่ามันจะเป็นยังไง ลุงดีใจนะที่เห็นณิรินมีอาการที่ดีขึ้น” 

“ขอบคุณลุงหมอด้วยนะคะ ที่คอยให้คำแนะนำแล้วก็ให้คำปรึกษาณิรินทุกเรื่องเลย” 

“ก็เราเป็นหลานลุงนี่ รักษาคนอื่นหายมาเยอะแล้วก็ต้องรักษาหลานให้หายให้ได้สิ” 

“งั้นณิรินกลับเลยนะคะ” 

“อืม ฝากความคิดถึงถึงคุณพ่อคุณแม่เราด้วยนะ” 

“ได้ค่ะ” 

หลังจากออกจากห้องตรวจ และจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายพี่พฤกษ์ก็มาส่งฉันที่ห้างสรรพสินค้าเพราะว่าฉันมีนัดกับเพื่อนต่อ 

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง ไปงานกินเลี้ยงที่โรงเรียนเก่าให้สนุกนะคะ” 

“แล้วเราจะกลับยังไง หรือพี่จะไม่ไปดี” 

“ไปเป็นไรค่ะ แอมแปร์มาด้วย เดี๋ยวใช้มันไปส่ง” 

“โอเค งั้นไปเที่ยวกับเพื่อนให้สนุกนะครับ” 

“โอเคค่ะ ถ้าดื่มก็อย่าขับรถนะคะพี่พฤกษ์” 

หลังจากที่มาถึงก็พบว่าเพื่อนสุดที่รักยังไม่มีใครเสด็จมาสักคน ฉันเลยไลน์ไปบอกว่าจะเดินในร้านหนังสือค่าเวลา 

เลือกดูหนังสือเกี่ยวกับบทความเรื่องการใช้ชีวิต การให้กำลังใจอยู่สองสามเล่มก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครจ้องจนต้องหันไปมอง 

พี่ศิลา! 

“วันหยุดก็ไม่เว้น!”ฉันกลอกตามองบนเมื่อเห็นว่าใครที่ยืนพิงชั้นหนังสือมองกันอย่างจงใจ “ตามจองล้างจองผลาญยิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวร แล้วลิษา...” 

จู่ๆ ก็นึกออกว่ามันต้องเป็นแผนของไอ้เพื่อนตัวแสบแน่เลย 

“ลิษากับวิวเพิ่งนึกออกว่าตอนเย็นติดงานเลี้ยงที่โรงเรียนเก่าเลยฝากพี่มาแทน ส่วนแอมแปร์กับกระปุกก็ฝากพี่มาบอกว่าติดธุระด่วน น่าจะมาไม่ทันแล้ว สรุปก็คือเหลือเราสองคน” 

“ซื้อหวยไม่ถูกเนี่ย!”ฉันกดเข้าไลน์ด่าเข้ากรุปรัวๆ จนพวกมันรีบส่งสติกเกอร์มาขอโทษขอโพยกันใหญ่แต่ฉันก็ไม่กดอ่านเพราะยังโมโหอยู่ “วันจันทร์จะไม่คุยด้วยสักคนเลยคอยดู!” 

“แล้ววันนี้อ่ะ จะคุยกับพี่ไหมเนี่ย” 

ฉันค้อนให้คนตรงหน้าก่อนจะเดินไปจ่ายเงินค่าหนังสือ โดยมีคนเดินตามโวยวายเป็นเด็ก 

“พี่หิวแล้วอ่ะ ไปหาอะไรกินกัน ตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้ทานอะไรเลย” 

“....” 

“อย่าทำหน้าดุสิ พี่กลัวแล้วครับ”พี่ศิลายกมือจะมาแตะที่แก้มแต่ฉันปัดออก “ไม่หิวเหรอ พี่หิวจนแสบท้องแล้วเนี่ย” 

พี่ศิลาเปลี่ยนมาทำหน้าเศร้าแล้วใช้มือลูบท้องอ้อนกันเป็นเด็ก 

เด็กโค่งน่ะสิไม่ว่า! 

“ณิรินอยากทานส้มตำ” 

“ห้ะ?”พี่ศิลาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง “หมายความว่า...” 

“ณิรินอยากทานส้มตำ ถ้าพี่ไม่อยากก็ไม่ต้องตามมา” 

ฉันคิดว่าศิลาคงยังไม่เชื่อว่าฉันไม่ปฏิเสธ เขาเลยยืนนิ่งอยู่สักพักก่อนวิ่งตามมา 

“เอาตำปูปลาร้า ยำหมูยอไข่เค็มใส่ปลาร้า พริกเยอะๆ รสจัดๆ แล้วก็คอหมูย่าง ขนมจีน น้ำเปล่าสองขวดค่ะ” 

“ใส่ปลาร้าหมดเลยเหรอ คือพี่ไม่ทานปลาร้าน่ะ”และพอฉันสั่งอาหารเสร็จพี่ศิลาก็ทำหน้าจ๋อย 

“แต่ณิรินสั่งเผื่อแล้วนะคะ ถ้าพี่ไม่อยากทานด้วย แยกโต๊ะก็ได้นะคะ ณิรินไม่ติด” 

“เดี๋ยวลองชิมดูก็ได้” 

หลังจากพนักงานไป พี่ศิลาก็ทำหน้าเหมือนกังวลว่าจะทานสิ่งที่ฉันสั่งได้หรือเปล่า 

และใช่ ฉันแกล้งสั่งสิ่งที่รู้ว่าพี่ศิลาไม่ทาน แต่ว่าฉันอยากทานมาก 

“แค่ณิรินให้พี่มานั่งด้วยก็ดีใจแล้ว” 

ดีใจหรือเสียใจเดี๋ยวก็รู้! 

และหลังจากที่อาหารมา หน้าพี่ศิลาก็ดูจะเสียใจมากกว่า เขาทั้งกินปลาร้าไม่เป็นและกินเผ็ดไม่ได้ แต่ก็ฝืนลองจนกินน้ำหมดขวดภายในสองคำ แล้วเหงื่อก็แตกจนเริ่มสงสาร 

หลอก แค่นี้ยังไม่สงสารหรอกจ้า 

“ยำอร่อยมากเลยนะคะ เดี๋ยวณิรินตักให้” 

“รู้ว่าพี่กินไม่ได้ ตักให้เก่งเลยนะ” 

“พอเหวี่ยงใส่ก็บอกว่าไม่ฟัง พอทำดีด้วยก็หาว่าแกล้ง สรุปต้องทำตัวยังไงดี งงไปหมด” 

“กลิ่นปลาร้าไม่แรงมากพี่ยังไหวนะ แต่เผ็ดขนาดนี้พี่ไม่สู้จริงๆ”ปากพี่ศิลาแดงไปหมด เหมือนทนรสเผ็ดไม่ไหวแล้ว 

แต่ฉันทานเผ็ดได้เลยทานต่อ พี่ศิลาเลยสั่งปีกไก่ทอดมาล้างปากหลังจากที่จิ้มคอหมูย่างไปหมดจานคนเดียวเลย 

“กินเผ็ดมากไม่ดีนะ เดี๋ยวแสบท้องหรอก” 

“ก็ณิรินอยากทาน ไม่ได้ทานมาตั้งหลายปี” 

“แล้วทานเสร็จ มีแพลนไปไหนต่อ” 

“แล้วที่พี่คิดไว้ จะพาณิรินไปไหนอ่ะ”พี่ศิลาทำหน้าหายเผ็ดในทันที 

“อย่างแรกเลยไปไหว้พระไหม นี่ใช่ณิรินจริงป่ะเนี่ย ยอมไปกับพี่ง่ายๆ แบบนี้พี่ชักกลัวแล้วนะ”พี่ศิลามองกันอย่างสงสัย 

“คิดว่าผีเข้าเหรอ? ไม่เชื่อก็ไม่ต้องไปก็ได้นะ” 

“เชื่อๆ งั้นไปสวนสนุกไหม” 

“โปรแกรมหลอกเด็กหรือไง อยากไปสวนสนุกตอนบ่ายสามเนี่ยนะ เคยมีคนบอกพี่ไหมว่ามันไม่สร้างสรรค์” 

“มี ก็พูดว่าพี่อยู่นี่ไง!”สายตาของเขาบ่งบอกว่าฉันเป็นคนแรก 

“ก็มันไม่สร้างสรรค์จริงๆ อ่ะ” 

“แต่พี่เคยสัญญาว่าจะพาเราไปนี่” 

อ่อ ก็คิดอยู่ว่าคนอย่างพี่ศิลาเนี่ยนะจะอยากไปสวนสนุก ที่เขาอยากไปเพราะมันคือแผนที่เรานัดกันเอาไว้หลังสอบเสร็จที่ไม่ได้ไปตามสัญญาเมื่อสามปีก่อน! 

“ไม่เอาอ่ะ ณิรินนึกออกแล้วว่าเราไปที่ไหนกันดี” 

 

Inter School Bangkok 

ฉันกับพี่ศิลากลับมาที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด ไม่ได้มาที่นี่ตั้งสามปีนิดๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ทั้งสิ่งแวดล้อม อาคาร สนามกีฬา เห็นแล้วอิจฉาเด็กรุ่นนี้ รุ่นฉันไม่เห็นมีอะไรพัฒนาเลยตอนอยู่  

“เห้ย สนามบาสเปลี่ยนสีใหม่ เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่หมดเลยด้วย เท่ว่ะ”พี่ศิลาพูดอย่างตื่นเต้น ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน แล้วหยิบบาสที่ถูกทิ้งอยู่ข้างสนามมาเดาะและชู้ตบาสลงห่วงตามประสาคนรักกีฬา “ตอนรุ่นพี่นะทำเรื่องขอทำสีสนามใหม่ตั้งหลายปีไม่เคยได้” 

จากนั้นพี่ศิลาก็ชู้ตบาสเล่นอย่างสนุก ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อก่อนที่ตามดูเขาเล่นบาสที่สนามนี้ทั้งตอนเช้าก่อนเรียน พักกลางวัน แล้วก็หลังเลิกเรียน ชีวิตฉันสิงสถิตที่ข้างสนามนี้เป็นประจำ 

ตุบ ตุบ ตุบ 

“ณิรินรับนะ”พี่ศิลาโยนบาสใส่กันแบบไม่ตั้งตัว ดีที่รับไว้ทัน 

“เห้ย ทำอะไรของพี่เนี่ย!” 

“ลองชู้ตไหม” 

“ไม่อ่ะ เล่นไม่เป็น”ฉันโยนบาสคืนเขา แต่แล้วมันก็ถูกโยนกลับมาอย่างรวดเร็ว “พี่ศิลา!” 

“กินเสร็จแล้วก็ต้องออกกำลังกายสิ” 

“ณิรินวิ่งเกือบทุกวันที่บ้าน” 

“บาสก็สนุก เดี๋ยวพี่สอนให้”พี่ศิลารั้งแขนฉันไปที่ใกล้แป้นบาสเพื่อจะสอนกันจริงจัง แล้วเขาก็เดินมาซ้อนหลังพร้อมกับสอนวิธีการโยนทำแต้ม โดยการจับมือฉันให้ทำตามที่เขาบอก “จับบาสแบบนี้นะ แล้วก็ตั้งบาสไว้ประมาณนี้เพื่อให้สายตาเรามองเห็นห่วง ย่อเข่านิดนึงแล้วก็ชู้ต” 

หูฉันฟังพี่ศิลาบ้าง แอบมองที่เขาโน้มตัวเอาหน้ามาแนบกันบ้าง ฉันเลยโยนไปแบบมั่วๆ ไม่ได้โฟกัสเลย โยนไปตามแรงที่พี่ศิลาช่วยส่งมานั่นแหละ ลูกบาสมันกระเด้งไปใกล้ห่วงแต่ไม่เข้า  

“ก็บอกว่าเล่นไม่เป็น ไม่อยากเล่นแล้ว”ฉันขยับตัวออกห่าง 

“ถอดใจแล้วเร็วจัง ลองอีกที”พี่ศิลาทำเหมือนจะยัดลูกบาสใส่มือกันอีกรอบ 

“ไม่เอา ไม่เล่น”และเป็นฉันที่ผลักลูกบาสกลับไปเต็มแรงเพื่อแสดงเจตนารมณ์ แต่ถูกพี่ศิลาแกล้งปล่อยมือจนลูกบาสจนมันตกไปที่พื้น ส่วนตัวฉันก็เป็นฝ่ายถลาเข้าไปกอดเข้าเต็มตัว 

คุ้นๆ เหมือนเหตุการณ์ที่ฉันแกล้งเขาที่ร้านหมูกระทะไม่มีผิด ซึ่งพอตั้งตัวได้ก็รีบถอยออกมาจากกอดของพี่ศิลาที่ยืนยิ้มมุมปากที่แกล้งกันได้ 

“เชิญพี่เล่นไปคนเดียวเลย แดดร้อนจะตาย”ฉันพูดแก้เก้อจากนั้นก็ปล่อยให้เขาเล่นบาสอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองก็เดินไปนั่งข้างสนามอย่างที่เคยนั่ง และถ่ายรูปรอบๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก และไม่ถึงสิบนาทีพี่ศิลาก็เดินมาหากัน 

“ไหนน้ำวิตามินซีพี่ล่ะ ปกติทุกวันจะมีน้ำเย็นๆ มาให้พี่ที่นี่สามเวลาเลยนะ” 

“มีแต่น้ำก๊อก กินไหมเดี๋ยวเปิดให้”  

“โห ไม่อ่อนโยนเลยอ่ะ หัวใจศิลาเจ็บปวด” 

“ลำไย”ฉันบ่นที่เห็นเขาเอามือทาบหัวใจทำท่าเจ็บปวดรวดร้าว แล้วเดินนำออกมาที่ตู้กดน้ำด้านนอก และกดน้ำเปล่ามาดื่มดับกระหายเพราะอากาศร้อนจัด 

“ป้อนพี่บ้างสิ” 

“พี่เป็นง่อยเหรอ”ฉันถามสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ก็ยื่นขวดน้ำไปที่ริมฝีปากของเขา พี่ศิลายิ้มอย่างดีใจและรีบดื่มน้ำที่ฉันป้อนให้  

ถ้าเป็นเมื่อก่อนโมเมนต์แบบนี้ฉันคงจำไปจนตาย แต่มาถึงวันนี้ได้คิดเหรอว่าฉันจะทำดีกับเขาโดยไม่หวังผล เพราะขณะที่เขาดื่มไปสักพักฉันแกล้งบีบปลายขวดจนน้ำที่เหลือพุ่งใส่หน้าพี่ศิลาจนสำลัก ฉันหลุดขำยกใหญ่ที่เอาคืนเหตุการณ์เมื่อกี้ได้หลังจากที่เจ็บใจมาหลายนาที ส่วนคนโดนแกล้งใช้มือรูดน้ำบนหน้าออกก่อนจะมองกันค้อนๆ 

“ขอโทษ ณิรินถือไม่ถนัดน่ะ” 

“เอาคืนพี่ใช่ไหม ดูออก!” 

“พี่อ่ะคิดมาก”ฉันตบบ่าเขาแล้วเป็นฝ่ายเดินหนีอย่างอารมณ์ดี 

“ตัวแสบ!” 

เราเดินเที่ยวรอบโรงเรียนไปตามมุมต่างๆ เห็นภาพตัวเองที่เคยเล่นสนุกกับแอมแปร์แล้วก็คอยตามพี่ศิลาไปทุกที และพี่ศิลาก็โม้นั่นโม้นี่ตลอดทาง 

“เมื่อก่อนนะพี่โดดเรียนมานอนที่อัฒจันทร์อย่างบ่อย เพื่อนบางคนมันก็ปีนอัฒจันทร์ออกนอกรั้วไปข้างนอกก็มี พีคสุดคือเกือบถูกอาจารย์จับได้เพราะหลังๆ อาจารย์ฝ่ายปกครองรู้ทันมาแอบติดกล้องเอาไว้” 

“เกเร” 

“อืม โคตรเด็กเลวอ่ะ”พี่ศิลาพูดเอง โดยที่เดินมานั่งเล่นอยู่ที่บนอัฒจันทร์นี้ ฉันเองก็เดินขึ้นไปนั่งอยู่ข้างๆ เขา โดยเรามองสนามหญ้าฟุตบอลที่ไร้ผู้คนอยู่พักใหญ่ 

“แล้วจำได้ป่ะ พี่เคยพาเรามาบนนี้รอบนึง” 

“ใครจะลืม เกือบโดนรุมทำร้ายขนาดนั้น”พูดแล้วก็เหมือนเห็นอดีตเลย “ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้มาแล้ว ตอนนั้นที่ณิรินกับแอมแปร์ถูกพวกพี่มาตังทำร้าย พี่รู้เรื่องด้วยหรือเปล่า มันอยู่ในแผนของพี่ด้วยไหม” 

“ไม่ได้อยู่ ตอนนั้นพี่รู้จากไอ้กัปตันว่าเห็นพวกมาตังขึ้นไปที่ห้องยิมที่ห้องณิรินเพิ่งเรียนเสร็จ พี่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เลยขึ้นไปดู” 

“อ่อ” 

“แล้วเรานึกยังไงถึงอยากกลับมาที่นี่” 

“ก็เรื่องทั้งหมดมันเกิดที่นี่ มันก็ควรจะจบที่นี่จริงไหม” 

 

Adaysiix 

อันนี้ขอโพสต์ยาวนิดนึงนะคะ  

แต่ถ้าอยากเห็นถึงความรู้สึกไรท์ที่แต่งและเข้าใจศิลาและณิริน 

ในแบบฉบับที่ไรท์ต้องการสื่อออกไปน่าจะทำให้รีดเดอร์เข้าใจเราไม่มากก็น้อย 

จุดมุ่งหมายของณิรินคือการเผชิญหน้าความจริง ถึงช่วงแรกมันจะยากหน่อย 

แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาการที่ได้เจอ ได้เห็นศิลาวนเวียนอยู่รอบๆ ตัว 

มันก็คล้ายยาชาที่ทำให้ณิรินค่อยๆ รับฟังและเปิดใจ 

ซึ่งคนที่ถูกหลอกคงไม่แค่ยอมฟังง่ายๆ การกระทำเท่านั้นที่จะทำให้เธอเชื่อ 

อันที่จริงเรื่องของณิรินนุ่นแอบเอาความเรียลที่เจอมาแต่ง นุ่นมีความฝังใจกับแฟนคนแรกมาสิบปี 

แต่ไม่ได้ถูกหลอกเพราะรองเท้านะคะ แต่ก็หนักพอสมควร 5555  

และเมื่อไม่นานเรามีโอกาสได้เจอกัน ทั้งที่เตรียมใจแล้วว่าต้องเจอ  

ตอนแรกคิดว่าจะไม่อยากเจอหน้าเขา และคงทำเฉยๆ หรือไม่รู้จักไป 

แต่พอเจอกันกลายเป็นรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเฉยเลย 

มันก็ไม่ได้เกลียดอย่างที่จินตนาการเอาไว้  

คือสิ่งที่พิมพ์มาจะบอกว่าตอนที่นุ่นแต่งณิริน นุ่นจินตนาการว่าณิรินเคยรักศิลามาก 

และที่อาการของณิรินยังไม่หายเพราะณิรินเสียใจและเสียความรู้สึกกับคนที่รักมากๆ  

เพราะฉะนั้นลึกๆ แล้วณิรินยังรู้สึกดีที่ได้เห็นศิลาวนเวียนอยู่ ถึงจะรู้สึกว่าเกลียดสิ่งที่เขาทำไว้เมื่อสามปีก่อน 

แต่เชื่อว่ามันก็ยังมีเรื่องราวในความทรงจำส่วนที่ดีบางอย่างที่ยังอยู่กับณิรินเสมอ 

ส่วนศิลาเขาจะบอกตลอดว่าเขาสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ณิริน เหมือนณิรินเป็นพลังบวกให้เขาเสมอ 

ความรู้สึกก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกที่มีให้น้องเพราะเขาเพิ่งได้คบกับณิรินจริงๆ จังๆ เพียงหนึ่งเดือน 

แต่ณิรินเป็นคนเดียวที่ทำให้เขาสบายใจและเป็นตัวเองที่สุด อย่างที่เขาเคยบอกไว้ที่อัฒจันทร์ 

ก่อนที่น้องจะรู้ความจริง และจากไปโดยที่เขาไม่ได้ขอโทษหรืออธิบาย เขาก็เลยคิดว่าเป็นน้องจนถึงตอนนี้ 

การที่น้องสวยขึ้นไม่ได้เป็นส่วนตัดสินใจให้ศิลามาตามขอโทษ แต่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำอยู่แล้วไม่ว่าน้องจะกลับมาในลุคไหน 

เพราะเขาเองก็ฝังใจในเรื่องนี้เหมือนกันถึงได้เปลี่ยนจากเด็กเกเรที่ไม่สนใจอะไรจนมาเป็นสโมสรนักศึกษาผู้รักษากฏระเบียบ 

เรื่องความรักนุ่นว่ามันไม่ตายตัวนะคะ บางคนรู้สึก ว่าเอ๊ะ ทำไมเป็นแบบนี้ ไม่เป็นแบบนี้  

มันมีโอกาสเป็นไปได้หลายแบบเลยค่ะ คิดว่าไม่มีแบบไหนที่ผิด  

เพราะเวลาฟังคลับฟรายเดย์นี่ก็แบบเอ๊ะเรื่องคนอื่นบ่อยว่าทำไมยอมกลับไปวะ 555 

แต่อันนี้เป็นส่วนที่นุ่นแต่งแล้วก็รู้สึกอินไปกับมัน ไม่ได้หยิบเรื่องตัวเองมาแต่งหมดนะคะ ออกตัวก๊อน 

ที่อินคือเราแค่แต่งในสิ่งที่เราอยากอ่าน เพราะถ้าแต่งแล้วตัวเองยังไม่อยากอ่านคนอื่นคงไม่อิน 

นุ่นตั้งใจในทุกงานที่เขียนนะคะ ขอบคุณทุกแรงกำลังใจและสนับสนุน <3 

ความคิดเห็น