Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十五

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 156

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ย. 2563 22:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十五
แบบอักษร

ลานธนู

 

ผ่านไปถึงสองเค่อเหลียนซินก็มาถึงที่หมายได้สำเร็จ วันนี้คนค่อนข้างน้อย ได้ยินท่านพ่อกับท่านเฟยเหิงคุยกันว่ามีการซ้อมรบ พวกทหารถูกเกณฑ์ตัวไปซ้อมกันเกือบหมด ไล่กันไปทุกชั้นยศ โชคดีที่วันนี้พวกพลธนูหยุดซ้อม นางจึงมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกับสหายต่างวัยอย่างอี้เซียวเสวี่ย แต่ดูแล้วคงไม่ง่าย ดูใบหน้าถมึงทึงนั่นสิ

 

"เจ้าสองคนรออยู่ที่ทางเข้า อีกหนึ่งชั่วยามถ้าข้ายังไม่กลับออกมาค่อยเข้าไปตาม"

 

"พ่ะย่ะค่ะ" เมื่อถูกสั่งด้วยใบหน้าที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ก็รีบตกปากรับคำ เหลียนซินพยักหน้าด้วยความพอใจก่อนจะเดินตรงเข้าไป

 

"ท่านเซียวเสวี่ย" ร่างเล็กเอยเรียกมาตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึง วิ่งเข้าไปยืนอยู่ข้างกายคนที่กำลังเลือกคันธนู แต่คงจะเรียกเบาไป อีกฝ่ายถึงได้เฉยชาใส่ไม่ยอมพูดด้วยเช่นนี้ จะทำเช่นไรดี ถ้ายื่นมือไปจับแขนของเขาเอาไว้จะถูกโกรธเหมือนตอนที่เผลอไปจับกัวเจิ้งเหลียงเข้าหรือไม่...

 

"ข้าผิดไปแล้ว ข้ายอมขอโทษแล้ว ต่อไปจะไม่ทำเช่นนั้นอีก จะคิดก่อนทำ ท่านอย่าเมินข้าเลยนะ"

 

"ใครจะกล้าเมินองค์หญิงน้อยกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ" เมื่อถูกตอกกลับมาด้วยถ้อยคำประชดประชันก็ทำเอานางเจ็บจี๊ดขึ้นมาหน่อยๆ ความผิดหลายกระทงจริงนะฝูเจี๋ยเหลียนซิน ความผิดใหม่ไม่ทันคลี่คลาย ความผิดเก่าก็งอกขึ้นมาให้สะสางอีกแล้ว!

 

"ก็ข้าจำเป็นต้องปิดบังสถานะของตัวเองนี่ ท่านก็เห็นว่าพอทุกคนรู้แล้วจะเป็นเช่นไร ไม่ทันไรข้าก็ถูกอัปเปหิออกมานั่งคนเดียวแล้ว" นางทั้งบ่นทั้งสารภาพออกมาพร้อมๆกัน และดูเหมือนคำอธิบายของนางคงพอจะฟังขึ้นอยู่บ้าง ตอนนี้อี้เซียวเสวี่ยยอมหันกลับมามองนางแล้ว!

 

"กระหม่อมก็ไม่ได้ตำหนิอะไร"

 

"ท่านบอกว่าไม่ตำหนิแต่ท่านก็ไม่พอใจในเรื่องนี้"

 

"จะใส่พระทัยไปทำไมพ่ะย่ะค่ะ" ร่างโปร่งเอ่ยตอบพร้อมกับหันไปเล็งเป้าด้านหน้า ลูกธนูพลาดกึ่งกลางเป้าจนไปอยู่ที่ขอบสีขาว เรื่องของนางกวนใจเขาอยู่ นี่อย่างไร เขากำลังโกรธนางอยู่ กำลังประชดประชัน ตกลงว่าใครกันแน่ที่เป็นสตรี แล้วใครที่เป็นบุรุษ!

 

"หึ่ย! ถ้าไม่สำคัญจะใส่ใจทำไมกันเล่า! " เมื่ออีกฝ่ายทำเฉยใส่นางก็ยิ่งหมดความอดทน อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวจะไม่ทนแล้วนะรู้ไหม!

 

"กระหม่อมไม่มีค่าขนาดนั้น" แม้ในใจจะเต้นกระหน่ำไปกับคำพูดนั้นแต่ฝ่ายชายก็ยังเลือกที่จะใช้น้ำเสียงไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เมื่อคำพูดถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง พร้อมๆกับลูกธนูในมือที่พลาดเป้าเป็นลูกที่สอง เหลียนซินที่มองอยู่ก็หมดความอดทนแล้วจริงๆ นางเดินกระทืบเท้าปึงปังเข้าไปหาอีกฝ่าย เมื่อเห็นเขาหันกลับมามองก็กลายเป็นว่าคนสองคนยืนจ้องหน้ากันนิ่ง ก่อนที่ครู่ต่อมาร่างกายผอมบางจะพุ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายจนคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหงายหลังล้มลงไปทั้งคู่

 

ตุบ!

 

"โอ๊ย! ทำอะ..."

 

"ก็ท่านมัวแต่โกรธอยู่ได้! ข้าขอโทษ ข้าแค่คิดว่าเขากำลังจะร้องไห้ก็เลยอยากปลอบ ไม่ทันได้ตระหนักว่ามันไม่เหมาะสม รู้แล้วว่าทำตัวไม่ดี ไม่ระมัดระวังตัว ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว หายโกรธข้าได้หรือไม่เล่า" เอ่ยถามไปน้ำตาก็พาลจะไหลไป พี่ใหญ่ยังไม่ง้อยากเช่นนี้เลย นางไม่รู้จะง้อเช่นไรแล้วนะ วิธีสุดท้ายก็คือเข้าไปกอดนี่แหละ!

 

"องค์หญิงน้อย รีบลุกขึ้นเร็วเข้าพ่ะย่ะค่ะ" เซียวเสวี่ยรีบมองซ้ายมองขวา โชคดีที่ไม่มีใคร ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงเสียหายเพราะถูกคำครหานินทาเป็นแน่

 

"ไม่เอา ข้าไม่ลุกจนกว่าท่านจะหายโกรธข้านั่นแหละ"

 

"ลุกก่อน ไหนใครบอกจะระมัดระวังตัว ตอนนี้องค์หญิงน้อยกำลังทำตัวไม่เหมาะสมอยู่! " เมื่อถูกขึ้นเสียงใส่บ้างร่างบางก็ถึงกับน้ำตาตก การกอดไม่ได้ผล ทั้งยังถูกว่าเสียงดังอีกต่างหาก อี้เซียวเสวี่ยโกรธนางมากกว่าเก่าเสียอีก

 

เหลียนซินรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วลุกออกจากตัวของอีกฝ่าย เห็นคนที่ลุกตามขึ้นมาจ้องมองมาที่นางก็กลัวจะถูกว่าให้อีกจึงรีบหันหลังกลับ นางไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยถูกโกรธนานๆ เพราะถ้าเป็นคนในครอบครัวหากทะเลาะกันก็จะรีบปรับความเข้าใจ จะใช้เหตุผลในการพูดคุย เมื่อเข้าใจกันแล้วก็กลับมารักใครกันเหมือนเดิม แต่นี่กลับไม่ใช่ การใช้เหตุผลใช้ไม่ได้กับอี้เซียวเสวี่ย เขาไม่ฟัง เขาโกรธมากกว่าเดิมเสียอีก บางทีอาจต้องรอให้เขาใจเย็น แต่ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทะเลาะกันข้ามวันน่ะสิ...

 

ท่านแม่เคยสอนว่าคนเราถ้าทะเลาะกันต้องรีบปรับความเข้าใจ อย่าให้ข้ามวันเด็ดขาด เพราะความรู้สึกที่เสียไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยนั้นจะไม่สามารถเรียกให้ย้อนกลับคืนมาได้ แต่จะให้นางทำเช่นไร หากกลับตำหนักตอนนี้ก็ไม่ได้พบเขาอีกแล้วจนกว่าจะถึงเช้าวันถัดไป แล้วนางควรจะทำเช่นไรดี

 

"องค์หญิงน้อย! กระหม่อมได้ยินเสียงดังจึงเข้ามาดู ทรงปลอดภัยดีใช่หรือไม่" ทหารสองนายที่ทำหน้าที่ติดตามรีบเอ่ยออกมาทันทีที่วิ่งว่าถึง พูดจบแล้วจึงพึ่งจะสังเกตเห็นผู้เป็นนายยืนน้ำตานองหน้า เคยฝึกแต่ในสนามรบ ไม่ได้ถูกฝึกให้มารับมือกับน้ำตาของสตรีเสียด้วย สองชีวิตพากันนิ่งเงียบลงก่อนจะหันไปมองคนด้านหลัง ดาบในฝักถูกชักออกมาอย่างพร้อมเพรียง รอคำสั่งว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป

 

"ไม่มีอะไรทั้งนั้น พวกเจ้ารีบเก็บดาบแล้วไปรอด้านนอก ข้าจะไปผลัดชุดแล้วกลับตำหนัก"

 

"พ่ะย่ะค่ะ" เมื่อเห็นคนของตนกลับออกไปแล้วนางก็เดินออกไปบ้าง ต้องเดินลัดไปอีกทางเพื่อนเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อนกลับตำหนัก ไม่อย่างนั้นท่านแม่อาจจะสงสัยเอาได้

 

"เหลียนซิน! " เซียวเสวี่ยที่เห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะเดินกลับออกไปก็ตะโกนเรียกรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ ความปากไวทำให้เผลอเรียกชื่อออกไปโดยไม่ตั้งใจ แต่ลึกๆก็ไม่ได้รู้สึกผิดที่เรียกขานนางเช่นนี้ ทั้งที่ไม่เหมาะสมแต่กลับรู้สึกดีที่ได้เอ่ยเรียกด้วยชื่อของนาง ชื่อที่เป็นชื่อของนางจริงๆ ไม่ใช่ชื่อที่พี่ชายนางคิดขึ้นมาเพื่อหลอกทุกคนให้คิดว่านางเป็นบุรุษ

 

"..."

 

"ข้าไม่ได้โกรธอะไร...ตั้งแต่ถูกท่านสวมกอดแล้ว เมื่อครู่ที่เผลอเสียงดังใส่ก็เพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นแล้วเข้าใจผิด เป็นสตรีย่อมเสียหายมากกว่าบุรุษ อย่าร้องไห้ไปเลย"

 

"ฮึก ไม่โกรธแล้วจริงๆนะ"

 

"ตอนนั้นไม่โกรธ แต่ตอนนี้จะโกรธถ้าไม่หยุดร้องไห้" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด คนฟังหันกลับมามองด้วยความดีใจ ยิ่งเห็นแล้วว่าแววตานั่นสะท้อนความรู้สึกผิดออกมาก็ยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายหายโกรธกันแล้ว ทั้งยังรู้สึกผิดจากใจจริงที่เผลอตะคอกใส่นาง สิ่งที่เขากล่าวมานางจะถือว่าเป็นเหตุผลที่ดี และนางก็จะรับมันเอาไว้ด้วยความเต็มใจ

 

"เช็ดน้ำตาให้ข้าก่อน แล้วข้าจะยกโทษให้"

 

"แต่..."

 

"ข้าไม่ชอบที่ทุกคนทำตัวห่างเหิน ไม่ชอบคำพูดพวกนั้นที่คนอื่นๆใช้ยกย่องข้า ท่านก็เป็นอีกคนที่คิดจะตีตัวออกหากจากข้าใช่หรือไม่"

 

"ข้าเปล่า เอาอย่างนี้ เรามานั่งคุยกันดีๆ ข้าจะเช็ดน้ำตาให้ แต่เจ้าต้องหยุดร้องก่อน ดีหรือไม่" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงปลดปล่อยน้ำตาออกมาไม่หยุดก็เกิดความกังวลเกรงว่าจะปวดตาเอาได้ สุดท้ายจึงยอมทำตามความต้องการของนางด้วยการยอมกลับมาพูดคุยกันเช่นเดิม

 

มองจนแน่ใจว่าปลอดผู้คนจึงเข้าไปประคองนางให้นั่งลงที่เก้าอี้ด้านในกระโจมใหญ่ เขาเดินไปล้างมือจนสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง มือเขาสกปรกเดี๋ยวจะเลอะใบหน้านวลเนียนของนางเอาได้ เซียวเสวี่ยบรรจงใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มทั้งสองข้างให้นาง ยังไม่ทันอ้าปากพูดนางก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

 

นางระบายความรู้สึกที่ทนอัดอั้นตันใจมานานให้เขาได้ฟัง ไล่เรียงตั้งแต่ความกดดันที่ต้องมารับตำแหน่งไปจนถึงเรื่องในครอบครัว ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกผิด เขาก็แค่น้อยใจจึงประชดออกไปเช่นนั้น ไม่เข้าใจตนเองสักนิดว่าเหตุใดจึงกลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้ ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้นเพียงเพราะเห็นนางไปสนิทกับใครอื่น และทั้งที่เขาโตกว่า แต่นางกลับกลายเป็นคนที่มีเหตุผลมากกว่า บางทีนี่อาจเป็นข้อดีของการมีครอบครัวดีๆ นางได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ผิดกับเขา...แค่คำว่าครอบครัวก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร

 

"คนอื่นจะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ได้ แต่ท่านอย่าเปลี่ยนไปเลยนะ" เหลียนซินเอ่ยขอร้องด้วยสีหน้าเศร้าหมองจนคนมองทำใจปฏิเสธไม่ลง เขาพยักหน้ารับเบาๆ มองสตรีตรงหน้าที่คิดมาตลอดว่าเป็นน้องชายคนหนึ่ง ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนเสียใหม่ แต่จะให้อยู่ในตำแหน่งใด ในเมื่อเขาเริ่มตระหนักได้ว่าไม่ได้มองนางเป็นน้องสาวเลยสักนิด บางที่อาจจะไม่ได้มองนางเป็นน้องมาตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ

 

"แต่ต้องยกเว้นยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสื่อม..."

 

"เสื่อมเสียเกียรติยศ ข้ารู้แล้ว จำได้ขึ้นใจแล้ว ส่วนท่าน คราวหลังหากโกรธกันก็ห้ามเมินเฉยใส่ข้าอีก ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง อย่าให้ข้ามวัน เข้าใจหรือไม่"

 

"หึ ใช้อำนาจเอ่ยสั่งข้าเสียแล้ว เมื่อครู่ใครกันที่ร้องไห้งอแง อ้อ มีคนโถมตัวมากอดข้าจนล้มด้วยนะ" เซียวเสวี่ยแสร้งยกมือขึ้นกอดอกลอยหน้าลอยตาพูด จะว่าไปในใจก็รู้สึกเบิกบานไม่น้อย เขินอายอยู่นิดหน่อย...ก็เพิ่งเคยถูกสตรีอื่นนอกจากมารดาสวมกอดนี่

 

"ข้าก็ใช้กับพี่ใหญ่ประจำ ท่านไม่ใช่คนแรกเสียหน่อย" ริมฝีปากเล็กขยับบ่นอุบอิบเสียงเบา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านั่นมันคนในครอบครัว นางจะเอาวิธีนั้นมาใช้กับคนอื่นไม่ได้! ตอนที่ลงมือทำนางคิดอะไรอยู่กันแน่ คิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว อยากจะทุบหัวตัวเองเสียจริง

 

"เจ้าว่าอะไรนะ ข้าได้ยินไม่ถนัด"

 

"ขะ ข้าบอกว่า ข้าจะกลับแล้ว! " ร่างเล็กกุลีกุจอลุกจากเก้าอี้ แต่ก็ยังช้าเกินไป วงแขนแข็งแรงกักตัวนางเอาไว้ เซียวเสวี่ยขังนางเอาไว้ในอ้อมแขน ก้มหน้าลงมาใกล้จนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

 

"อย่าไปกอดใครเช่นนี้อีก เจ้าจะใช้กับคนในครอบครัวก็ใช้ไป แต่หากใช้กับชายอื่น...คนที่ไม่ปลอดภัยจะเป็นเจ้าเอง"

 

"ทะ ท่านได้ยินนี่! แล้วจะแกล้งไม่ได้ยินทำไม"

 

"แค่อยากรู้ว่าจะคิดได้เองบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ใช่คนรักหรือคนในครอบครัวก็อย่าไปกอดใครเช่นนั้น แม้แต่กับข้าก็ด้วย คนถูกกอดเขาไม่ได้บริสุทธิ์ใจเหมือนเจ้า" พูดจบก็คลายวงแขนออก เห็นนางเขินอายจนหน้าแดงแล้วอยากจะแกล้งต่อ แต่หากนางกลับออกไปช้าเดี๋ยวพวกทหารจะพากันเข้ามาตามอีก

 

"เข้าใจแล้วน่า พรุ่งนี้ท่านต้องสอนข้าใช้หน้าไม้เป็นการไถ่โทษที่ทำให้ข้าร้องไห้ เตรียมตัวให้พร้อมด้วยล่ะ" เมื่อหลุดออกมาได้ก็รีบถอยออกห่างจากคนตรงหน้าทันที ไม่รู้จะเอ่ยอะไรแก้ขัดเขินเลยยกเรื่องฝึกยิงหน้าไม้ขึ้นมาอ้าง พูดจบแล้วก็วิ่งหายออกไปจากลานฝึกทันที จะว่าไป ที่เมื่อครู่เซียวเสวี่ยบอกว่าคนถูกกอดไม่ได้บริสุทธิ์​ใจนั่นมัน...รวมเขาด้วยรึเปล่านะ

 

--------------

 

เกร็ดความรู้: องค์รัชทายาทใช้คำแทนตนเองว่าเปิ่นกง หรืออาจใช้อีกคำว่ากู 孤 (ไม่ใช่กูที่เป็นคำไทยนะอันนั้นไม่เกี่ยว555)​ นิยายบางเรื่องใช้คำทับศัพท์​โดยใช้คำว่า เปิ่น ที่แปลว่าตัวข้า ตามด้วยไท่จื่อ ซึ่งเป็นตำแหน่ง อันนี้ก็ใช้ได้แหละแต่มันจะทะแม่งๆหน่อย การใช้เปิ่นกงเป็นการย้ำสถานะว่าเป็นเจ้าของวัง (องค์รัชทายาทเป็นเจ้าของวังบูรพา ดังนั้นบางครั้งจึงมีการเรียกขานองค์รัชทายาทด้วยคำว่า วังบูรพา แทนได้ด้วยค่ะ)​

 

เกร็ดภาษาไทย : ไรท์เห็นหลายคนใช้ผิดบ่อยๆ คำว่าตีตัวออกห่าง คำนี้คือคำที่ใช้กันผิดนะคะ ที่ถูกคือตีตัวออกหาก ค่ะ คนไทยพอพูดเพี้ยนก็เขียนเพี้ยนตามไปด้วยเลยผิดกันเกือบหมดเลย^^"

 

ในตอนนี้คำแทนตัวของเหลียนซินใช้คำว่าข้าทั้งหมด เป็นการสื่อว่านางพยายามจะทำให้ถูกอย่างเหมือนเดิม เหมือนตอนไม่มีตำแหน่งเข้ามานะคะ ไม่ต้องแปลกใจว่าจะไมคนพี่ใช้เปิ่นกงแล้วคนน้องยังแทนตัวเองตามปกติ

 

ความคิดเห็น