Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十四

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 98

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2563 14:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十四
แบบอักษร

เช้าวันต่อมา

 

ศาลาหลุนเหวิน

 

บรรยากาศของเช้าวันนี้ดูจะแปลกไปจนกลายเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วน หนึ่งเพราะการมีองค์รัชทายาทมาร่วมเรียนอยู่ด้วย ทำให้คนอื่นๆเกร็งจนไม่กล้าแม้จะเฉียดเข้าไปใกล้ อีกหนึ่งเป็นเพราะมีหญิงสาวในชุดบุรุษนั่งอยู่ไม่ไกล หลายคนตกใจจนอ้าปากค้างเมื่อสหายร่วมชั้นเรียนกลายเป็นสตรีไปเสียแล้ว ทุกคนที่อยู่ในพิธีแต่งตั้งเมื่อวานนี้ย่อมรู้ดี เหลียนเซี่ยที่แท้ก็คือองค์หญิงน้อยเหลียนซิน น้องสาวแท้ๆขององค์รัชทายาท!

 

ฝ่ายหญิงสาวหนึ่งเดียวที่ถูกจับนั่งแยกออกมาจากกลุ่มเด็กผู้ชายก็ได้แต่ทำหน้าเซ็ง ถอนหายใจยืดยาวด้วยความเบื่อหน่าย เพราะเช่นนี้นางถึงไม่อยากรับตำแหน่ง ไหนใครว่าชีวิตของนางจะเหมือนเดิม ไม่เห็นเหมือนเดิมเลยสักนิด โดยเฉพาะกับอี้เซียวเสวี่ย ตั้งแต่คราวนั้นที่เขาเข้าใจผิดคิดว่านางโกรธ กว่าจะกลับมาพูดคุยกันได้ก็ใช้เวลาตั้งหลายวัน จนมาตอนนี้ก็ดูจะมีปัญหาใหม่เข้ามาอีกเมื่อเขาเงียบใส่นางไปเสียอย่างนั้น มองหน้าแต่ก็ไม่พูดด้วย เมื่อครู่นางเข้าไปทักเขาก็ตอบรับแบบผ่านๆ ตอนที่เดินเข้าไปหาก็ถอยหลังหนี ไม่รู้เป็นอะไรไป

 

"เห้อออ"

 

"นี่ ถอนหายใจแต่เช้าเชียวนะองค์หญิงน้อย" น้ำเสียงร่าเริงดังขึ้นที่ข้างหูทำเอาคนที่นอนหนุนแขนตนเองอยู่บนโต๊ะสะดุ้งตกใจ หันมองก็พบว่าเป็นกัวเจิ้งเหลียงที่ยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดี

 

"ข้าไม่ได้อยากเป็นสักนิด มิน่าท่านพ่อท่านแม่จึงชอบใช้ชีวิตอยู่นอกวัง ท่านดูข้าตอนนี้สิ" หางเสียงสะบัดเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ ใบหน้ายังคงบูดบึ้งยามมองไปที่อี้เซียวเสวี่ยที่หลบสายตานางไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ของวัน น่าหงุดหงิดเสียจริง

 

"องค์หญิงน้อยควรจะดีพระทัย ตำแหน่งของท่านไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ บางคนพยายามแทบตายที่จะยกตนเองให้สูงขึ้น แต่กลับไม่มีโอกาส" แววตาของคนพูดวูบไหวไปชั่วขณะ แน่นอนว่าเหลียนซินนั้นไม่ทันได้มองเห็นมันอยู่ดี แต่น้ำเสียงและคำพูดที่สื่อออกมาฟังดูแปลกพิกลนั่นก็ทำให้นางต้องหันกลับมามองคนข้างกาย ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาเรียวรีคมกริบของอีกฝ่ายที่จ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว

 

"เจิ้งเหลียง..." ทันทีที่น้ำเสียงแผ่วเบาถูกเปล่งออกไปก็ทำให้อีกฝ่ายได้สติ ไม่รู้ว่าตนเองเผลอใช้สายตาและสีหน้าแบบไหนออกไปจึงทำให้หญิงสาวตรงหน้าใช้น้ำเสียงเช่นนั้นเอ่ยเรียกกัน เขารีบปรับสีหน้าให้กลับมายิ้มแย้มดังเดิมโดยเร็ว หวังว่าจะยังทันการณ์อยู่นะ

 

"ท่าน..." มือเรียวเล็กเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่าย ทำไมกัน ทำไมแววตาของเขาจึงได้ดูเจ็บปวดนัก แล้วทำไมถึงยังยิ้มได้อยู่อีก ทำไมถึงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้ ภายใต้รอยยิ้มนี้มีน้ำตาซ่อนอยู่อย่างนั้นหรือ

 

ทันทีที่ความอุ่นของฝ่ามือสัมผัสลงที่ข้างแก้มก็ทำเอาคนถูกสัมผัสตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ครั้งสุดท้ายที่ได้รับสัมผัสเช่นนี้มันคือเมื่อไหร่กัน แววตาคู่นั้นมองมาราวกับว่าเข้าใจความรู้สึกของเขา แต่นางจะเข้าใจจริงๆน่ะหรือ ฝูเจี๋ยเหลียนซินน่ะหรือจะเข้าใจในความรู้สึกของเขา

 

"ข้าว่าท่านควรจะกลับไปที่ของตนได้แล้วเจิ้งเหลียง ท่านอาจารย์เดินมานู่นแล้ว" น้ำเสียงที่ฟังดูแข็งกระด้างดังขึ้นทำให้เหลียนซินชักมือกลับด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเพิ่งระลึกได้ว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรด้วยความลืมตัว หันมองบุคคลที่สามอย่างอี้เซียวเสวี่ยก็รู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกไปทั้งนั้น ถูกสายตาแห่งความไม่พอใจนั่นสะกดเอาไว้ให้ต้องนั่งนิ่งอยู่กับที่

 

เซียวเสวี่ยละสายตาจากเจ้าตัวดื้อที่เพิ่งก่อปัญหาขึ้น ทอดมองกัวเจิ้งเหลียงที่อายุเท่ากันด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่ต่างจากที่อีกฝ่ายกำลังมองมา การแข่งขันจ้องตากันได้เริ่มขึ้น สายตาของบุรุษทั้งสองให้ความรู้สึกคล้ายมีประกายไฟแตกออกมา เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นจนเหว่ยหลงที่นั่งอ่านตำราอยู่จำต้องหันมามอง ก่อนที่คิ้วหนาได้รูปจะกระตุกด้วยความหงุดหงิดใจ เจ้าสองคนนั่นไปทำอะไรที่โต๊ะของน้องสาวเขา ขนาดจัดโต๊ะแยกแล้วยังจะตามไปอีกหรือ หึ่ม! น่าตายนัก

 

ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความกรุ่นโกรธแผ่กระจายจนคนทั้งศาลาจำต้องเงียบเสียง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังให้ถูกรำคาญ มองสองขาขององค์รัชทายาทก้าวฉับๆไปหาน้องสาวและสหายร่วมชั้นอีกสองคนที่อยู่ตรงนั้น มีคนกระตุกหนวดเสือเข้าให้แล้ว อยู่ดีไม่ว่าดีแท้ๆ กล้าดีอย่างไรจึงเข้าไปใกล้องค์หญิงน้อยเช่นนั้น ได้ยินมาว่านางเป็นแฝดผู้น้องขององค์รัชทายาท หน้าตาของนางก็อ่อนหวานน่ารักเสียขนาดนั้น ไม่แปลกที่คนเป็นพี่จะหวงแหน

 

"หากจะมีเรื่องกันก็ถอยออกไปให้ไกล อย่าได้เข้าใกล้น้องสาวของเปิ่นกง" ฝูเจี๋ยเหว่ยหลงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอสมควร กัดฟันข่มโทสะเอาไว้เมื่อเห็นกัวเจิ้งเหลียงนั่งห่างจากแฝดคนน้องไม่ถึงคืบ อยากจะจับอีกฝ่ายโยนออกไปให้ไกล ถ้าทำได้ก็คงใช้เท้าถีบไปแล้ว กล้าดีอย่างไรมาใกล้ชิดน้องรอง อี้เซียวเสวี่ยนี่ก็อีกคน เขาเริ่มจะไม่ถูกชะตากับคนผู้นี้เสียแล้ว ก็ดูสิ เหลียนเอ๋อร์น้อยของเขาจ้องมองเจ้าคนสกุลอี้นี่ด้วยแววตาเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นยิ่งหงุดหงิด!

 

"กระหม่อมไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเสียหน่อย แค่มาพูดคุยกับองค์หญิงน้อย กลัวว่านางจะเหงา" กัวเจิ้งเหลียงเอ่ยตอบด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ขยับกายลุกขึ้นและถอยหลังออกห่างจากร่างเล็กของเหลียนซิน รู้แจ้งแก่ใจดีว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาแหย่หนวดเสือ เพราะดูแล้วหากทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้งมากกว่านี้คงมีแต่จะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี

 

"หึ กระหม่อมขอตัว" เซียวเสวี่ยที่ฟังคำพูดของเจิ้งเหลียงจบก็แค่นหัวเราะออกมา ปรายตามองหญิงสาวหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่กลางวงล้อมของบุรุษสามคน เมื่อเห็นสีหน้านางไม่ดีนักจึงยอมล่าถอย ไม่อยากให้นางต้องมาลำบากใจเพราะเขา บางทีนางอาจจะไม่ได้ต้องการให้เขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกก็เป็นได้ เหอะ ขาสองข้างของเขามันไม่รักดีเองที่ก้าวเดินมาหานางโดยที่ไม่ยอมหยุดฟังคำสั่งของสมองเลยสักนิด

 

เหลียนซินที่นั่งมองอยู่ได้แต่มองตามอีกฝ่ายไปจนเห็นเขานั่งลงที่โต๊ะของตน ละสายตากลับมาก็เห็นว่าพี่ชายกำลังจดจ้องมาที่นางด้วยใบหน้าที่ดูดุอย่างที่ไม่เคยเป็น โชคดีที่ท่านอาจารย์เดินเข้ามาพอดี นางรีบใช้โอกาสนี้เข้าไปกอดแขนพี่ชายเอาไว้ ดัดเสียงให้เล็กลงเพื่อออดอ้อนให้อีกฝ่ายใจเย็น มือเล็กส่งสัญญาณให้กัวเจิ้งเหลียงถอยกลับไปนั่งที่ของตน ทุกอย่างจะได้จบเสียที

 

"พะ พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์มาถึงแล้ว อย่ามีเรื่องกันเลยนะเพคะ"

 

"ครั้งนี้ถือว่ารอดตัวไปได้ อย่าปล่อยให้ใครเข้าใกล้เช่นนี้อีก เข้าใจหรือไม่" ฝูเจี๋ยเหว่ยหลงค่อยๆหลับตาลง ข่มความรู้สึกต่างๆเอาไว้ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาช้าๆ สบตาน้องสาวด้วยแววตาจริงจังยามที่เอ่ยคำสั่งออกมา

 

"เพคะ" เมื่อเห็นว่าหากไม่รับปากก็คงไม่จบเรื่องจึงเอ่ยรับปากออกไปในที่สุด เอาเถิด ใครที่ว่าก็ไม่ได้เจาะจงว่าใครเสียหน่อย

 

"ดี เช่นนั้นก็ไปนั่งที่ได้แล้ว เสร็จจากนี่พี่ต้องไปเรียนรู้งานจากเสด็จปู่ เจ้าฝึกธนูเสร็จก็รีบกลับตำหนักเสีย พี่จะให้คนคอยติดตามไว้สองคน"

 

"แต่...ก็ได้เพคะ" ริมฝีปากบางเบาะคว่ำลงน้อยๆด้วยความขัดใจ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ หากไม่ยอมคงได้ต่อรองจนเพิ่มขึ้นมาเป็นสิบคน แบบนั้นนางคงไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรกันพอดี เหลียนซินเดินคอตกกลับมานั่งที่ของตนเอง แฝดคนพี่เมื่อเห็นน้องสาวนั่งลงเรียบร้อยก็กลับไปที่ของตน

 

เมื่อท่านอาจารย์นั่งประจำที่การเรียนจึงเริ่มต้นขึ้น ร่างเล็กมองไปที่แผ่นหลังกว้างของคนที่นั่งเยื้องออกไปทางขวามือ อี้เซียวเสวี่ยดูเหมือนจะโกรธนาง ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปนางเห็นสายตาคู่นั้นที่ตัดพ้อออกมาอย่างชัดเจน ต้องเป็นเพราะนางเผลอไปแตะเนื้อต้องตัวเจิ้งเหลียงเข้าเป็นแน่ แต่เขาจะโกรธนางเพราะเรื่องนั้นได้อย่างไร จะบอกว่าเป็นห่วงชื่อเสียงเกียรติยศของนางเช่นนั้นหรือ...อืม ก็อาจจะใช่ เป็นนางเองที่ไม่ห่วงตนเอง ลืมไปเสียสนิทว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม คราวนี้จะง้อเช่นไรดีเล่า

 

ยังไม่ทันที่จะคิดหาวิธีได้เสียงของท่านอาจารย์ก็ดังขึ้น คงต้องพักเรื่องอี้เซียวเสวี่ยเอาไว้ก่อน นางสะบัดหน้าไปมาสองสามครั้งก่อนจะกลับมาตั้งใจเรียนเหมือนอย่างเคย เวลาผ่านไปหลายชั่วยามช่วงเวลาในการคัดตำราในวันนี้ก็สิ้นสุดลง เหลียนซินขยับข้อมือด้วยความปวดเมื่อยเมื่อส่งกระดาษให้ผู้เป็นอาจารย์เสร็จ อยู่ๆก็สั่งให้คัดตัวอักษร เมื่อยข้อมือจะแย่ ใจอยากจะตวัดให้มันเสร็จๆ แต่หากทำเช่นนั้นคงได้ชื่อเสียงป่นปี้ องค์หญิงน้อยเหลียนซินร่ำเรียนมาหลายปี คัดอักษรทีลายมือเหมือนลายเท้า!

 

"เสร็จแล้วก็รีบกลับตำหนัก ห้ามไปเถลไถลที่อื่น" เมื่อเดินมาจนถึงหน้าศาลาก็ถูกแฝดคนพี่กำชับซ้ำเป็นครั้งที่สอง สองในสิบของคนที่ติดตามพี่ชายก้าวมายืนอยู่ด้านหลังของนาง ดูหน้าตาแล้วคงจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่

 

"เพคะ ไว้ใจน้องรองได้เลย"

 

"อืม" เมื่อพี่ชายพยักหน้ารับนางก็รีบส่งยิ้มกว้างสมทบไปทันที รอจนอีกฝ่ายขึ้นรถม้าไปแล้วนางจึงรีบเดินทางไปที่ลานธนูอย่างรวดเร็ว ใช้ทางลัดเพื่อให้ไปถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางไม่ชอบนั่งรถม้า มันเมื่อย! ถ้าให้เลือกขอขี่ม้าไปยังดีเสียกว่า คราวหลังคงต้องขอให้ท่านพ่อสอนบ้างแล้ว

 

 

ความคิดเห็น