ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 9.วันหยุด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 497

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2563 22:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9.วันหยุด
แบบอักษร

เมืองหลันหลิน บ้านตระกูลเมิ่ง

 

บ้านชานเมืองหลันหลิน เหย่เตี๋ยกลับไปเยี่ยมบ้านอยู่ครั้งแต่ก็ไม่สามารถที่จะนอนค้างแรมได้ หากไม่ได้ลาหยุดหรือทางจวนมีหยุดยาวให้ เพราะตอนนี้เหย่เตี๋ยเป็นบ่าวตระกูลหานอย่างเต็มตัวแล้ว การจะทำอะไรที่ไม่คิดถึงหน้าที่ของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างมาก ๆ แต่ครั้งนี้เป็นงานฉลองใหญ่ให้ว่าที่พระชายามู่ตาน ทางจวนตระกูลหานจึงประกาศหยุดยาวให้บ่าวไพร่ทุกคนถึง3วันเต็ม

เนื่องจากครั้งนี้หยุดยาว เหย่เตี๋ยก็เลยมีเวลาเดินดูรอบ ๆ บ้านที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กเพื่อระลึกความหลัง ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เขามาดูท่านแม่และท่านอาทั้ง2คนเพียงเท่านั้น เมื่อส่งยาและของต่าง ๆ ให้กับญาติผู้น้องเสร็จแล้ว เหย่เตี๋ยก็ต้องกลับจวนตระกูลหานทันทีเพราะว่าเหย่เตี๋ยได้ขายตัวเองเป็นบ่าวรับใช้ไปแล้ว... แต่ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ถึง3วัน เหย่เตี๋ยก็เลยเลือกที่จะกลับมานอนที่บ้านเพื่อที่จะดูแลท่านแม่ของเขาและท่านอาทั้ง2คนอย่างใกล้ชิดนั่นเอง

ขณะที่เหย่เตี๋ยเดินดูไปรอบ ๆ บ้าน และได้เห็นแปลงม่อนหลายต้นที่ก่อนหน้านี้ถูกไฟเผาจนวอดวายไปจะเหลือแต่กอ พวกมันได้แตกกิ่งก้านสาขาและผลิดอกออกใบกลับมาเป็นต้นที่สมบูรณ์เช่นเดิม... ที่จริงต้องบอกว่าสมบูรณ์กว่าเดิมเพราะต้นหม่อนในตอนนี้ยังมีใบและกิ่งที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย แต่เหย่เตี๋ยก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก อันเนื่องมาจากว่าเขาได้เลิกทอผ้าไปแล้วนั่นเอง

เหยาเตี๋ยได้ไปเยี่ยมท่านอาทั้ง2ผู้เป็นพ่อแม่ของเหย่ซวินด้วย เพราะละแวกบ้านก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ทำให้ไปมาหาสู่กันโดยง่าย... ปรากฏว่าอาการของทั้งคู่นั้นแย่ลงไปมากกว่าเดิมมาก ๆ และดีไม่ดีทั้งคู่อาจจะอยู่ได้ไม่ถึงปลายปีนี้ก็ว่าได้!! เหย่เตี๋ยได้แต่งงมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ได้ให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการตลอด ท่านหมอก็หาสาเหตุไม่ได้ ท่านหมอได้แต่สันนิษฐานว่าทั้งคู่เป็นโรคไร้เรี่ยวแรง ระบบกล้ามเนื้อมีปัญหา

แต่ก็ยังได้แต่บอกด้วยว่าร่างกายของทั้งคู่ไม่ผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งที่พวกเหย่เตี๋ยได้เห็นนั้นมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหย่เตี๋ยได้แต่คิดในใจว่า... นี่มันเป็นอาการที่มีความผิดปกติทางร่างกายอย่างมาก ที่ท่านอาทั้งคู่ของเขามีสุขภาพร่างกายแย่ลงไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่กินยาอย่างสม่ำเสมอ แบบนี้มาโดยตลอด

“อาซวิน ท่านอาทั้ง2คน ได้กินยาตลอดมิได้ขาดตกบกพร่อง ตามที่ท่านหมอได้สั่งยามาให้ใช่หรือไม่?” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามญาติผู้น้องออกไปในทันที หลังจากดูอาการของท่านพ่อและท่านแม่ของเหย่ซวินแล้ว

“แน่นอนขอรับพี่เตี๋ย ข้าให้ท่านพ่อท่านแม่ กินยาตามที่ท่านหมอสั่งมาทุกประการเลยข้ารับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านพ่อและท่านแม่ของข้านะขอรับ มิใช่เรื่องที่ข้าจะโกหกท่าน” เหย่ซวินตอบออกมาเพื่อยืนยันให้เหย่เตี๋ยว่าตนไม่ได้โกหก เหย่เตี๋ยก็รู้จักนิสัยของเหย่ซวินดีว่าเขาไม่มีทางโกหกอย่างแน่นอน ก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าทำไม? ทางเป็นแบบนี้ไปได้ แต่ก็คิดไม่ออกเลย

“ตอนนี้ข้าเองก็เริ่มที่จะทำใจได้แล้วขอรับ” เหย่ซวินเอ่ยขึ้นมาหลังจากที่พาเหย่เตี๋ยออกมาจากในตัวบ้านของตัวเองแล้ว

“มันต้องมีทางแก้สิ อย่าพึ่งได้หมดหวังไป” เหย่เตี๋ยเอ่ยบอกและให้กำลังใจญาติผู้น้องออกไปด้วยภายในตัว

“ข้าก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นขอรับ แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ก็บอกแก่ข้ามาว่า... อย่าได้เสียเวลามาดูแลพวกท่านอีกเลย ทั้งคู่อยากให้ข้าเอาเวลาไปฝึกพลังปราณจะดีกว่า... ข้าเองก็ได้แต่นิ่งเงียบเพราะทำอะไรมิได้ขอรับ” เหย่ซวินเอ่ยออกมาอย่างตัดใจเพราะรู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของตัวเขานั้นคงไม่มีทางหายเป็นปกติดีได้อย่างแน่นอน

“ข้าว่าพวกเราอย่าพึ่งตัดใจง่าย ๆ ถึงอย่างไรข้าก็จะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อที่ข้าจะได้มิต้องมาเสียใจในภายหลัง!!” เหย่เตี๋ยบอกกับญาติผู้น้องออกไป เหย่ซวินก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่ตัวเหย่ซวินเองนั้นก็มีสีหน้าไม่ค่อยจะดีใจซักเท่าไหร่ แล้วก็พูดต่อว่า...

“ถ้างั้นท่านก็คงต้องทำงานหนักเพื่อพวกเราเพียงตัวคนเดียวต่อไปสินะขอรับ ข้ารู้สึกว่าข้าเกรงใจท่านจังเลย” เหย่ซวินได้เอ่ยขึ้นทันที เพราะทุกคนวันนี้ค่าหมอ ค่ายา ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่นั้นมาจากเหย่เตี๋ยเป็นหลัก

“เมื่อครู่ข้าเห็นกี่ทอผ้าในบ้านเจ้าด้วย?” เหย่เตี๋ยพูดขึ้นสั้น ๆ ในเชิงคำถามในตัว

“ข้าเองก็ทอผ้าไหมเหมือนเดิมนั่นแหละขอรับ แต่ว่าข้าทอแค่ผ้าไหมธรรมดา ถึงจะมีราคาจะต่ำ แต่ข้าก็ทำใจมิได้ที่ให้ท่านทำงานอยู่เพียงผู้เดียว” เหย่ซวินได้บอกญาติผู้พี่ออกไปแบบไม่ปกปิดเช่นเดียวกัน และการทอผ้าไหมธรรมดานั้นก็ไม่น่าจะมีภัยมาถึงตัวได้

“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้านะ ข้ามิก็บังคับหรอกนะ แค่ถามดูเฉย ๆ เจ้าทอผ้าก็ดีจากนั้นเอามาให้ข้าปักลายก่อนขายนะจะได้มีราคาที่สูงขึ้น” เหย่เตี๋ยเองก็ได้แต่ยอมให้เหย่ซวินที่ยังทอผ้าไหมต่อไปอยู่ ทั้ง ๆ ที่ใจของเขานั้นก็ไม่ได้คิดแบบนี้ แต่ก็ไม่สามารถที่ห้ามได้เช่นกัน

“แล้วทางเจ้านายในตระกูลหานจะมิว่าให้เอาหรือขอรับ?” เยว่ซวินเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงเหย่เตี๋ย

“มิเป็นไร ข้าได้แจ้งต่อฮูหยินใหญ่เอาไว้แล้ว ว่าข้าจะปักลายผ้านอกเวลาทำงานเท่านั้น” เหย่เตี๋ยได้ตอบออกไปทันที เพราะเขาเองก็หาทางออกเอาไว้หลาย ๆ ทางด้วยไม่ประมาท

 

 

บ้านของเหย่เตี๋ย

เหย่เตี๋ยกลับไปที่บ้านก็เห็นเหย่เซียวกำลังเอายาที่ต้มเสร็จแล้วป้อนท่านแม่ของตัวเองอยู่ เหย่เตี๋ยเลยรีบเข้าไปช่วยอีกแรง จนท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้กินยาจนเสร็จและได้นอนพักผ่อนต่อทันที เหย่เซียวนั้นหลังจากที่พ่อแม่ของเขาได้เสียไป เหย่เซียวก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านของเหย่เตี๋ยแทน เพื่อที่จะคอยดูแลท่านแม่ของเหย่เตี๋ยด้วย เพราะเหย่เตี๋ยนั้นได้ทำเพื่อทุกคนนั่นคือการเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อที่จะเอามาจุนเจือสมาชิกในครอบครัวที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

ตอนบ่ายหลังจากที่เอายาให้ท่านป้าของตนกินเสร็จแล้ว เหย่ซวินก็มาชวนเหย่เซียวก็เข้าป่ากัลปพฤกษ์พร้อมด้วยเกาทัณฑ์ของตนทันที เขากะว่าจะไปหาล่าไก่อสูรออกมาจากป่าสักตัวเพื่อที่จะได้ เอามาทำกับข้าวเย็นกินฉลองร่วมกันสักมื้อ เพราะไหน ๆ เหย่เตี๋ยก็ได้หยุดงานมาพักอยู่ที่บ้านตั้ง3วันเลยทีเดียว นาน ๆ ทีจะได้กินข้าวร่วมกันด้วยก็เลยอยากจะหาอะไรที่ล่าง่าย ๆ ออกมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารเย็นของวันนี้ด้วย

ส่วนเหย่เตี๋ยนั้นก็เอาผ้าไหมที่เหย่ซวินพึ่งจะทอเอาไว้จนเสร็จแล้วมาปักลายต่อในทันที อย่างน้อยก็จะทำให้ขายได้เงินมากขึ้นด้วย เหย่เตี๋ยนั่งปักผ้าไหมอยู่ข้าง ๆ ท่านแม่ของตัวเองที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ เพื่อท่านแม่ของตนนั้นจะเรียกใช้อะไรขึ้นมานั่นเอง

“นั่นเตี๋ยเอ๋อหรือ?” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยที่ได้สติก็เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นลาง ว่าผู้ที่นั่งปักผ้าข้างตนในตอนนี้นั้น เป็นลูกชายผู้เป็นชิงที่มีความกตัญญูรู้คุณยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ทุกคนมีความสุข แม้ก็กระทั่งยอมขายอิสระของตัวเอง

“ขอรับ ข้าเองท่านเอง พอดีว่าข้าได้วันหยุด3วัน ข้าก็เลยกลับมาดูแลที่บ้านด้วยตัวเองบ้างน่ะขอรับ” ซื่อหมิงเข้าไปหาผู้เป็นแม่แล้วจับมือนางเอาไว้ ก่อนที่จะค่อย ๆ เอ่ยตอบออกไป

“แล้วหน้าที่การงานเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้ถามบุตรชายต่อไปอีก ด้วยความเป็นห่วง

“ก็ดีขอรับ เรียกว่าดีมาก ๆ ก็ได้ ที่จวนตระกูลหานนายท่านหานชงกับฮูหยินใหญ่ ตลอดจนว่าที่พระชายามู่ตาน พวกท่านทุกคนใจดีกับข้ามากขอรับ ท่านแม่อย่าได้เป็นห่วงไปเลย” เหย่เตี๋ยได้เล่าให้ท่านแม่ของตัวเองฟังถึงเจ้านายคนตระกูลหานที่มีน้ำใจต่อเขา

“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะ... แต่ว่าแม่มีเรื่องนึงที่อยากจะขอเจ้า...!!” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้เอ่ยออกมาอย่างไม่เต็มปากสักเท่าไร และยังไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะขอออกมา

“ว่ามาสิขอรับ ข้ารอฟังอยู่” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยขึ้น ตอนนี้เขาได้หันกลับไปปักผ้าต่อแล้ว

“คือแม่อยากให้เจ้ากลับมาทอผ้า แค่ทอผ้าไหมธรรมดาก็ได้ แม่มิอยากให้เจ้าทิ้งมันไปเลย” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยพยายามเกลี้ยกล่อมลูกชายของตัวเองขึ้นมาทันที

“เหตุใดท่านแม่จึงอยากให้ข้านั้น กลับทอผ้าต่อหรือขอรับ!? ทั้ง ๆ ที่ข้าก็มิได้ทอผ้านานแล้วตั้งแต่มีเรื่องในครั้งก่อนนั้น!!” เหย่เตี๋ยถามออกไปตรง ๆ เพราะก่อนหน้านี้แม่ของเขานั้น แทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวเรื่องนี้เลย

“ก็เพราะว่า...มันเป็นอาชีพของต้นตระกูลของพวกเรายังไงล่ะ!! เจ้าจะยอมให้สูญหายที่รุ่นของเจ้าเช่นนั้นหรือ?” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามลูกชายออกไปทันที

“ก็กลัวขอรับ... แต่ข้ามิชอบให้คนที่หวังผลประโยชน์จากเรา มาคอยเอารัดเอาเปรียบพวกเรานี่ขอรับ” เหย่เตี๋ยก็ตอบออกไปตามความจริงทุกอย่างเช่นกัน เหตุการณ์ที่ค่อยจะดีเกี่ยวกับผ้าไหมในคืนนั้นมันยังติดตาเหยาเตี๋ยอยู่ไม่ใช่น้อยเลย

“เจ้าจงรับปากแม่นะว่า...เจ้าจะมิทิ้งการทอผ้า แม่จะได้นอนตายตาหลับ” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้เอ่ยขึ้นปิดท้าย

“อย่าได้เอาเรื่องมิเป็นมงคลมาพูดกัน้ลยขอรับ ถ้าท่านแม่อยากให้ข้ากลับมาทอผ้าไหมต่อ ข้าเองก็มิขัดขอรับ” เหย่เตี๋ยตอบท่านแม่ของเขาออกไปทันที จากนั้นก็วางมือจากการปักผ้า เพื่อที่จะมาประคองท่านแม่ของตัวเองนอนลงไป เพราะท่านแม่ของเหย่เตี๋ยเองก็มีทีท่าว่าเหมือนจะไข้ และมีอาการหอบขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเหย่เตี๋ยก็ปล่อยให้ท่านแม่ของเขานอนพักต่อเรื่อย ส่วนเขาก็ออกไปหาเหย่ซวินในทันที เพราะได้ยินเสียงของเหย่ซวินและเหย่เซียวคุยกันอยู่ ซึ่งน่าจะหมายความว่าทั้งคู่ได้ออกมาจากป่ากัลปพฤกษ์แล้ว

 

“เหย่ซวินเจ้าอยู่ที่นี่พอดีเลย” เหย่เตี๋ยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเหย่ซวินที่กลับออกมาจากป่า ได้นำเครื่องมือออกมานั่งแยกเส้นไหมอยู่หน้าบ้านของตัวเองแล้ว

“มีอะไรหรือขอรับพี่เตี๋ย?” เหย่ซวินเองได้เอ่ยถามออกไปในทันที...

“ข้าจะมาบอกเจ้าว่า ข้าตัดสินแล้วว่าจะกลับมาทอผ้าไหมเช่นกัน แต่ข้าคงนาน ๆ จะได้จับที เพราะอยู่จวนตระกูลหาน ข้าต้องทำงานให้นายท่านของข้า ซึ่งคงทำงานนอกที่มิใช่งานของจวนตระกูลหานมิสะดวก” เหย่เตี๋ยบอกกับญาติผู้น้องออกไปทันที เหย่ซวินก็ยิ้มอย่างดีใจขึ้นมาอีกคน

“หากมิสะดวกที่จะทอผ้าไหมล่ะก็ เช่นนั้นท่านก็ปักลายผ้าที่ข้าทอก็ได้นี่ขอรับ ทำช่วงก่อนนอนก็ได้นี่ขอรับ ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาพักของท่านแล้ว!!” เหย่ซวินเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มออกไปในทันที

“ใช่... ที่เจ้าว่ามาก็ถูก... เหตุข้าลืมไปว่า... เวลาก่อนนอนนั้นข้าสามารถปักผ้าขายได้ เพราะเป็นนอกเวลาทำงานของข้า” เหย่เตี๋ยเอ่ยออกไปพร้อมยิ้มออกมาได้เช่นกัน... และเหย่เตี๋ยจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อต่อชีวิตคนทั้งสามคนที่เขารักให้ได้ ในตอนนี้เหย่เตี๋ยคิดแค่นั้นจริง ๆ

เย็นวันนั้นเหย่เตี๋ยก็ได้กินข้าวกับครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้ง6คนเลย ไก่อสูรที่ล่ามาได้ถูกนำไปทำอาหารหลายอย่าง เพื่อนำมากินกันในมื้อเย็นของวันนั้น เหย่เตี๋ยเองก็ได้เล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในตระกูลหานที่ตนอยู่ให้ทุกคนในโต๊ะอาหารฟัง

หลังจากนั้นก็คุยเรื่องต่าง ๆ ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเรากันอย่างความสุข และก็ได้แยกย้ายกันกลับเข้าบ้านของตัวเองไปนอน...

ช่วงเวลาวันหยุดทั้ง3วันถึงจะผ่านไปรวดเร็ว แต่เหย่เตี๋ยก็ได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าและพอใจเป็นอย่างมากนั่นเอง

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和21203

เหย่เตี๋ยกับช่วงเวลาก่อนที่จะได้เจอกับซื่อหมิงก็มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายเข้ามาในชีวิตครับ

ถ้าไรท์พิมพ์ผิดเป็นซื่อหมิงขออภัยนะครับ บางทีมันเบลอกับเรื่องหลักครับ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น