facebook-icon Instagram-icon

นักเขียนเขียนนิยายด้วยความรักและความตั้งใจ

บทที่ 18 : คำข่มขู่ของผู้กุมความลับ

ชื่อตอน : บทที่ 18 : คำข่มขู่ของผู้กุมความลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 260

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2563 04:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 : คำข่มขู่ของผู้กุมความลับ
แบบอักษร

บทที่ 18 

คำข่มขู่ของผู้กุมความลับ 

 

         ทหารเวรยามของตำหนักซูหนี่ว์ค้อมตัวคำนับรับเงินสินบนจำนวนหนึ่งจากผู้เป็นนายในชุดขันทีกำมะลอที่พยายามลักลอบออกจากเคหสถานยามวิกาลอีกครั้ง องค์หญิงลู่ไป่เหอกำชับเหล่าผู้อยู่ใต้โอวาทปิดปากให้สนิท พลางรีบเร่งสาวเท้าก้าวออกไปด้วยกลัวซือกูกู เสี่ยวเฉิง และ เสี่ยวหลินจะจับได้ว่านางไม่ได้รีบเข้านอนเพราะปวดศีรษะอย่างที่กล่าวอ้างเมื่อตอนหัวค่ำ 

         “อีก 3 วันให้หลัง ท่านเสนาบดีกรมโยธาจะจัดพิธีแต่งงานแก่บุตรชาย ช่วงยามซวีจะมีการเฉลิมฉลองจุดพลุมากมายบนฟากฟ้า หากเจ้าสนใจไปชื่นชมความงาม ให้มาพบ ณ ที่ที่เราเคยนัดหมายกันในช่วงยามโหย่ว” 

         ถ้อยคำขององค์ชายจินเย่ว์ที่แอบกระซิบบอกขณะเดินหาหนังสือด้วยกัน ณ เหวินยวนเก๋อ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้องค์หญิงลู่ไป่เหอตัดสินใจฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล ด้วยหมายออกไปเรียนรู้เรื่องราวนอกวังหลวงอีกครั้ง ทั้งที่ครานี้เขาไม่ได้บังคับนางแต่อย่างใด 

         ภาพลักษณ์จอมปลอมของสตรีสูงศักดิ์ตอนนี้ดูสุขุมและสงบนิ่งกว่าครั้งแรก ไม่มีความหวาดหวั่นจนทำให้เหล่าข้าราชบริพารคนอื่นๆรู้สึกผิดสังเกต นางเดินอย่างมาดมั่นในชุดขันทีกำมะลอโดยไม่มีผู้ใดจับได้กระทั่งถึงสะพานศิลาข้ามคลองจินสุ่ย บริเวณนั้นมีองครักษ์หวงมารออยู่เช่นคราวก่อน เขาค้อมศีรษะน้อยๆพอเป็นพิธี จากนั้นก็เดินนำหน้าผ่านประตูเสียเหอเพื่อไปเจอรถม้าคันใหญ่จอดรออยู่ริมกำแพง 

         ไม่ต้องรอให้มีผู้ใดเชื้อเชิญ องค์หญิงลู่ไป่เหอก้าวขึ้นรถม้าอย่างว่องไว ทันทีที่ม่านปิดมิดชิดใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ด้านในก็เผยรอยยิ้มยินดีที่ได้เจอะเจอกัน 

         “ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องมา” องค์ชายจินเย่ว์เอ่ยทักทาย 

         “หม่อมฉันยอมมาเพราะอยากชมพลุ ไม่ได้อยากเจอท่านแต่อย่างใด” สตรีสูงศักดิ์รีบกล่าวราวกับร้อนตัว ทำเอาคนฟังลอบหัวเราะเบาๆในลำคอด้วยนึกเอ็นดูในอากัปกิริยาของนางไม่น้อย 

         “จะด้วยสาเหตุใด แต่เราก็ได้เจอกัน” บุรุษหนุ่มพูดพลางส่งยิ้มให้สตรีที่นั่งข้างกาย อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรแสร้งมองออกไปผ่านผ้าม่านที่ปิดอย่างไร้จุดหมายเพื่อซ่อนความเขินอาย จนทำให้ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อ “เราจะไปหอฝูหลงอีกครั้ง ที่นั่นสามารถชมพลุได้สวยงามที่สุด” 

         เมื่อองครักษ์หวงพารถม้าแล่นออกจากวังหลวงสักพักใหญ่ก็หาสถานที่เปลี่ยวผู้คนจอดพัก ให้องค์หญิงลู่ไป่เหอได้จำแลงกายจากขันทีเป็นคุณชายลู่ไป๋เจี้ยน แล้วจึงค่อยพาทุกคนมุ่งตรงไปยังหอนางโลมชื่อดัง 

         การมาเยือนหอฝูหลงครานี้เปลี่ยนมุมมองของสตรีสูงศักดิ์ที่เคยปรามาสในใจว่าเป็นสถานเริงรมย์ทางเพศให้เป็นอื่น นางเห็นถึงความสามารถของเหล่าหญิงคณิกาอย่างอี้จี้ และ เซ่อจี้ สตรีบางคนชำนาญในการร่ายรำ ขับเพลงคำกลอน เล่นหมากกระดาน และ บรรเลงดนตรี เก่งยิ่งกว่าสตรีในวังหลวงด้วยซ้ำ 

         “ว่าแล้วเชียว...ในที่สุดท่านก็กลับมาเยือนหอฝูหลงอีกครั้ง” อวิ้นเหมยเถ้าแก่เนี้ยยกชายแขนเสื้อขึ้นมาปิดปากหัวเราะ “ติดอกติดใจสาวๆที่นี่แล้วสิท่า...คุณชายน้อย” นางเย้าหยอกสตรีสูงศักดิ์อย่างเป็นกันเอง 

         “ท่านอย่าแกล้งน้องชายข้านักเลย” องค์ชายรองปรามผู้อาวุโส ที่ยังพยายามแหย่คุณชายกำมะลอด้วยการเรียกเหล่าคณิกา 3-4 นางให้มาเต้นรำยั่วยวนรอบๆ “มีห้องว่างหรือไม่?” 

         “ห้องไผ่เขียวว่างสำหรับท่านเสมอ” อวิ้นเหมยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จื่อเหยี่ยน...คุณชายจินเย่ว์ของเจ้ามาหาแล้ว!” 

         เพียงเขาก้าวล้ำเข้ามาในหอฝูหลง อี้จี้สาวก็ลอบชำเลืองมองบุรุษรูปงามผู้นี้มาโดยตลอด ความคิดถึงของนางที่มีต่อเขามากมายจนยอมยุติการเล่นหมากกระดานกับแขกขี้เมาโดยแสร้งทำเป็นแพ้ ก่อนจะตรงรี่เข้ามาหยุดยืนข้างกายเถ้าแก่เนี้ย 

         “พวกท่านตามข้ามาเถิด” นางกล่าวเชิญชวน พลางเดินโยกย้ายส่ายเอวนำทางขึ้นไปยังห้องไผ่เขียว 

         ระหว่างทางขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ของหอฝูหลง อิสตรีในชุดคลุมเบาบางอวดเรือนร่างก็เดินนวยนาดสวนทางลงมา องค์หญิงลู่ไป่เหอจดจำอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ นางคือ เหมยกุ้ย คณิกาหญิง อันดับ 1 ของที่นี่ เห็นไกลๆคราก่อนว่างามแล้ว ยิ่งได้เห็นใกล้ๆครานี้ยิ่งงามนัก มิน่าเล่าองค์ชายหย่งฝูจึงหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น 

         “วันนี้เขามาหรือไม่?” นางถามผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ตรงตีนบันได 

         “เขาไม่มา...เจ้ากลับขึ้นไปเถิด” อวิ้นเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงแกมดุ “เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้รับแขกคนอื่น หากข้ามิได้สั่ง...อย่าได้ออกจากห้องเหมยขาวเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นลูกค้าคนอื่นๆที่หมายปองในตัวเจ้าจะก่อเรื่องก่อราวได้” ด้วยรับเงินจำนวนมากมาจากคุณชายหย่งฝูเพื่อผูกขาดอี้จี้นางนี้แล้ว เถ้าแก่เนี้ยจึงไม่ปรารถนาสร้างปัญหาด้วยการผิดสัญญาให้เสื่อมเสียเกียรติ 

         สีหน้าเหมยกุ้ยแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน นางไม่ได้แยแสเรื่องที่ต้องโดนจองจำในห้องเหมยขาวตลอดเวลา หากแต่หัวใจของอี้จี้สาวเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกินเมื่อไม่ได้เจอหน้าชายที่รักมานานแล้ว องค์หญิงลู่ไป่เหอลอบมองอย่างนึกเวทนา...ด้วยทราบสาเหตุดี 

         ในตอนนี้ผู้เป็นพระราชโอรสของฮ่องเต้เฉินหลงกับพระสนมจิ้งเฟยและพระสนมซูเฟยกำลังถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก เนื่องจาก 3 วันก่อนหน้านี้พวกเขาได้ดื่มสุราเจี้ยนหนานชุนของชุนซือเหิงจนเมามาย ทำให้วันต่อมาขาดเรียนทั้งคู่ ราชครูชุนจิ่นเหิงนำเรื่องไปรายงานองค์ประมุขแห่งต้าเฉิน ส่งผลให้องค์ชายหย่งฝูกับองค์ชายหย่งผิงโดนลงอาญาคัดลอกตำรามากมายหลายวิชาจนกว่าจะครบ จึงจะสามารถออกจากตำหนักอี้ว์ซิ่งกง ยินพวกนางกำนัลคุยกันว่าคงใช้เวลาร่วมเดือนเป็นอย่างต่ำ 

         ส่วนชุนซือเหิงเองก็โดนราชครูชุนจิ่นเหิงผู้เป็นบิดาตำหนิอย่างหนักเพราะไม่รักษาสุราเจี้ยนหนานชุน ที่ฮ่องเต้เฉินหลงพระราชทานเป็นของรางวัลเมื่อคราวแข่งลอยจอกสุราในศาลาซี่ส่าง ส่งผลให้ 2 พระราชโอรสได้รับความเดือดร้อน จึงโดนลงโทษให้คุกเข่าตรงหน้าซ่างซูฝางทุกวัน เป็นเวลา 2 ชั่วยาม จนกว่าองค์ชายหย่งฝูกับองค์ชายหย่งผิงจะได้ออกจากตำหนักอี้ว์ซิ่งกง 

         หลายคนพากันสงสารบุตรชายราชครูชุนจิ่นเหิง ด้วยทราบดีว่าเป็นผู้น้อยไร้ยศถา จึงไม่อาจขัดความประสงค์ของลูกหลานราชวงศ์ได้ ทำดีหรือทำร้ายอย่างไรก็ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง... 

         โต๊ะไม้ตัวเตี้ยริมระเบียงไม้ของห้องไผ่เขียวได้รับรอง 2 ผู้สูงศักดิ์ในการชมทัศนียภาพยามค่ำคืนอีกครั้ง สุรารสดี อาหารรสเลิศ และ เสียงเพลงไพเราะผสมผสานท่วงทำนองดนตรีจากกู่เจิงไม้ที่ดีดเล่นสายโดยจื่อเหยี่ยน ยังคงชวนให้เคลิบเคลิ้มเฉกเช่นครั้งแรกที่ได้ฟัง 

         หัวใจของอี้จี้สาวโลดแล่นไปกับบทเพลงรักที่กำลังบรรเลง ด้วยหมายสื่อไปถึงบุรุษหนุ่มที่แอบหมายปอง แม้เขาจะไม่เคยเหลียวมองนางเยี่ยงคนรัก แต่การได้พูดคุยหรือพบปะทุกครั้งก็เติมเต็มความหวังให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ชีวิตอันไร้เกียรติของหญิงคณิกาจึงมีคุณค่าขึ้นมาบ้าง 

         “ท่านดูคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้นัก คงมาใช้บริการบ่อยไม่น้อย” คุณชายกำมะลอแอบเหน็บแนมอีกฝ่ายที่กำลังรินสุราจากไหใส่จอก 

         “ค่อนข้างบ่อย” เขายอมรับ 

         “ข้าไม่แปลกใจ...อี้จี้ และ เซ่อจี้ ที่หอฝูหลงงดงามและมากความสามารถนัก คงไม่แปลกที่จะทำให้บุรุษลุ่มหลง” องค์หญิงลู่ไป่เหอกล่าวพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม 

         “หลงใหล กับ หลงรักนั้นต่างกัน” องค์ชายจินเย่ว์กล่าวบ้าง 

         “อย่างไรเล่า?” 

         “ข้าอาจหลงใหลหญิงคณิการูปงามในหอฝูหลงเยี่ยงบุรุษทั่วไป แต่ข้าไม่เคยหลงรักพวกนาง” ชายหนุ่มตอบ “เราสามารถหลงใหลปลาบปลื้มคนจำนวนนับไม่ถ้วนได้ แต่เราสามารถหลงรักคนได้เพียงคนเดียว นั่นคือคนที่ปรารถนาอยู่เคียงข้างกันไปจนถึงวันแก่เฒ่า” 

         ดวงตาสีน้ำตาลขององค์ชายรองจดจ้องดวงหน้าหวานของสตรีสูงศักดิ์อย่างไม่อาจละวางสายตาได้ องค์หญิงลู่ไป่เหอรีบก้มหน้าลงต่ำ มือบางเอื้อมหยิบไหเหล้าขึ้นหมายจะรินสุราใส่จอกตัวเอง ทว่า มือหนากลับคว้าจับข้อมือเล็กๆนั้นไว้อย่างถือวิสาสะ 

         “ไหมันหนัก ให้ข้ารินให้เจ้าเองเถิด” องค์ชายจินเย่ว์กล่าว พลางดึงไหนั้นออกจากมือหญิงสาว แล้วค่อยๆรินเหล้าใส่จอกเปล่าตรงหน้านาง 

         ข้อมือที่โดนเขาสัมผัสเมื่อสักครู่ถูกฝ่ามืออีกข้างกุมจับไว้แน่นอยู่ใต้โต๊ะ สตรีสูงศักดิ์รู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างบอกไม่ถูก มวนท้องเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ภายใน และ ไม่รู้ทำไมบ่อยครั้งจึงรู้สึกใจเต้นแรงยามได้อยู่ใกล้ๆองค์ชายรอง 

         ตอนนั้นเองเสียงพลุก็ลั่นดังขึ้น ท้องนภาที่เคยมืดมิดปรากฏแสงสว่างพร่างพราวระยิบระยับงามจับตา ณ บริเวณเหนือจวนเสนาบดีกรมโยธาที่ตั้งอยู่ไกลออกไป หญิงคณิกาภายในหอฝูหลงส่งเสียงจอแจอย่างตื่นตาตื่นใจยามได้เห็นความงามบนฟ้า ทว่า เวลานี้องค์หญิงลู่ไป่เหอกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง 

         พลุสวยๆไม่ได้ทำให้นางตื่นเต้น เท่ากับดวงตาคู่งามขององค์ชายจินเย่ว์ที่ยังจดจ้องมองมา สตรีสูงศักดิ์ประหม่าจนปั้นสีหน้าไม่ถูก ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อน... 

         ลู่ไป่เหอ...เจ้าเป็นอะไรไป! 

         การชมพลุในค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปโดยที่องค์หญิงลู่ไป่เหอไม่ได้ชื่นชมความงามของมันเลยสักนิดเดียว นางไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านยามอยู่กับองค์ชายจินเย่ว์ได้ จึงทำเพียงดื่มเหล้าเคล้าเสียงดนตรีเท่านั้น 

         ครั้นเห็นสมควรแก่เวลาองค์ชายจินเย่ว์จึงมอบเงินจำนวนหนึ่งในถุงผ้าส่งให้จื่อเหยี่ยนเป็นค่าเสียเวลาสำหรับค่ำคืนนี้ นอกเหนือจากค่าตัวนางที่ต้องจ่ายอวิ้นเหมย เพื่อให้นางเก็บไว้ใช้เป็นการส่วนตัวด้วยเห็นเป็นคนรู้จักกันมานาน ทุกครั้งที่เขามาหอฝูหลงก็จะได้คณิกานางนี้อยู่เป็นเพื่อนพูดคุย และ บำบัดจิตใจอันแสนเหนื่อยล้าด้วยการขับกล่อมดนตรีไพเราะจากกู่เจิงเสมอ 

         “ท่าน...ทั้ง 2 จะมาอีกเมื่อไร?” จื่อเหยี่ยนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ กระนั้นแท้จริงแล้วปรารถนาเพียงคนๆเดียว คือ บุรุษหนุ่มผู้ครอบครองดวงใจ แต่เกรงไม่งามจึงต้องเอ่ยอ้างถึงทั้งคู่ 

         “เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะรู้เอง” เขาตอบ “ดึกมากแล้ว...ข้ากับน้องชายต้องขอตัวก่อน” พูดพลางดันหลังคุณชายกำมะลอให้เดินนำหน้าออกไปจากห้องไผ่เขียว โดยมีอี้จี้สาวยืนส่งอย่างสำรวม 

         การเป็นคณิกาในหอนางโลมเปรียบเสมือนนักโทษที่ถูกจองจำ จะออกไปไหนมาไหนในที่สาธารณะก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ให้อับอาย จะออกจากงานก็เกรงครอบครัวจะลำบากเพราะหนี้สินรุงรัง ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมด้วยการสร้างความบันเทิงแก่บุรุษมากหน้าหลายตา กว่าจะหลุดพ้นคงต้องรอจนกว่าสังขารของนางจะร่วงโรยไม่เป็นที่ปรารถนาของลูกค้าอีกต่อไป เมื่อนั้นชีวิตคงเป็นอิสระ ทว่า ก็ต้องแลกกับความอ้างว้างโดดเดี่ยวในบั้นปลาย ใครเล่าจะอยากอยู่กินกับภรรยาสูงวัยที่เคยขายเรือนร่างให้ผู้ชายนานับไม่ถ้วน 

         สำหรับชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของนางนั้นต่างออกไป เขาไม่เหมือนบุรุษอื่นๆที่เข้ามาพัวพันด้วยหมายชื่นชมเรือนร่าง แต่เขาเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนญาติ เหมือนทุกอย่างที่เข้ามาทำให้ชีวิตนางสว่างไสว เขาไม่เคยดูหมิ่นในงานของนาง ทุกครั้งที่ได้พูดคุยหยอกล้อกันจึงมีความสุขไม่น้อย บางคราอี้จี้สาวก็เผลอวาดฝันว่าอาจได้อยู่กินกับเขาในภายภาคหน้า ไม่ขอเป็นชายาเอกของคุณชายผู้ทรงเกียรติ แค่ได้เป็นอนุชายาต่ำต้อยก็พอแล้ว นางยอมอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อที่เขาจะได้ไม่ลำบากใจ  

         แม้อากัปกิริยาของจื่อเหยี่ยนจะไว้ท่าทีเฉยเมย แต่ดวงตาของนางที่มององค์ชายจินเย่ว์กลับเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก ด้วยความที่เป็นสตรีเหมือนกัน...องค์หญิงลู่ไป่เหอสามารถสังเกตเห็นได้ ถึงสงสัยก็ไม่กล้าพอจะเอ่ยถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคณิกาสาวกับองค์ชายรอง ขณะที่สตรีสูงศักดิ์กำลังจะก้าวพ้นประตูห้องไผ่เขียว พลัน ใครบางคนที่เดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามนั้นทำให้ปลายเท้าหยุดชะงัก แล้วถอยกรูดดันร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มให้กลับเข้าไปหลบหลังม่านไม้ไผ่อย่างรวดเร็ว 

         ไม่ทันได้เอ่ยถามความใด คำตอบก็ปรากฏแก่สายตาขององค์ชายจินเย่ว์ เขารีบย่อกายลงต่ำ ใช้ร่างตนเองกำบังร่างเล็กๆขององค์หญิงลู่ไป่เหอเพื่อไม่ให้บุรุษผู้นั้นเห็น 

         “ไว้ข้าจะมาหาเจ้าใหม่” 

         “ข้าจะรอท่านทุกลมหายใจ” ‘ไป๋หลาน’ อี้จี้สาวผู้เป็นเจ้าของห้องสนทอง อันเป็น 1 ใน 3 ห้องที่ดีที่สุดของหอฝูหลงกล่าว ใช้อ้อมแขนของนางโอบรัดลำคอ แล้วโน้มศีรษะชายหนุ่มลงมาจุมพิตอย่างดูดดื่มแทนคำบอกลา 

         ท่าทางยั่วยวนอันแสนเร่าร้อนทำเอาแขกคนพิเศษแทบอยากลากนางขึ้นเตียงเพื่อหาความสำราญบนเรือนร่างอีกครั้ง หากไม่ติดว่าจำเป็นต้องกลับตำหนักเฉียงจินก่อนรุ่งสาง... 

         องค์ชายหยางหลง! 

         หัวใจขององค์หญิงลู่ไป่เหอเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะความหวาดกลัวว่าจะโดนเห็นแล้วจับได้ ทำให้นางตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกจนองค์ชายจินเย่ว์ต้องใช้แขนข้างหนึ่งโอบกระชับร่างเล็กๆไว้ 

         “ไม่ต้องกลัว” เขากระซิบข้างหูหญิงสาวที่พยายามผ่อนความกลัวด้วยการซุกใบหน้าแอบซ่อนกลางแผงอกอีกฝ่าย 

         รอจนพระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวาเดินลงบันไดหายจากชั้น 2 ได้สักพัก องค์ชายจินเย่ว์จึงรีบพาองค์หญิงลู่ไป่เหอออกจากหอฝูหลงไปอย่างรวดเร็ว 

         “โอ้ย! หม่อมฉันนึกว่าจะโดนเสด็จพี่หยางหลงจับได้เสียแล้ว” สตรีสูงศักดิ์ยกมือทาบอก ทั้งที่นั่งรถม้าออกมาไกลเกือบครึ่งทางแล้วแต่ยังหวาดหวั่นไม่สร่าง 

         กลัวเหลือเกิน...หากผู้เป็นเชษฐาเห็นนางลอบหนีออกมาเที่ยวนอกวังหลวงยามวิกาล ที่สำคัญคือ สถานที่ที่มายังเป็นหอนางโลม นางแทบไม่อยากคิดถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับจากผู้เป็นบิดากับมารดาเลยว่าจะหนักหนาถึงขั้นใด 

         “แต่หม่อมฉันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าคนอย่างเสด็จพี่หยางหลงจะมาเที่ยวหาความสำราญจากหญิงคณิกาด้วย” องค์หญิงลู่ไป่เหอยังนึกประหลาดใจ นึกว่ามีเพียงองค์ชายหย่งฝูเท่านั้นเสียอีกที่หลงใหลได้ปลื้มในตัวอี้จี้แห่งหอฝูหลง 

         “หึหึ...” เสียงหัวเราะในลำคอของชายหนุ่มทำให้สตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ข้างๆในรถม้าถึงกับเหลียวมองด้วยความสงสัย 

         “มีเรื่องใดตลกนักหรือ?” 

         “ข้าก็แค่นึกขำ ใครจะไปล่วงรู้ ว่า...อี้จี้ 3 นางแห่งหอฝูหลงจะถูกครอบครองโดยองค์ชายแทบทั้งสิ้น” ถ้อยคำนั้นสร้างความหงุดหงิดใจแก่คนฟังยิ่งนัก 

         ใช่! หลงลืมเสียสนิท นอกจากองค์ชายหย่งฝู องค์ชายหยางหลงได้ครอบครองหญิงคณิการะดับสูง ยังมีองค์ชายจินเย่ว์อีกที่เป็น 1 ในนั้น 

         “คราหน้าท่านไม่ควรใช้หม่อมฉันเป็นเครื่องมือเพื่อพบจื่อเหยี่ยน ให้องครักษ์หวงไปกับท่านเพียง 2 คนก็ได้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก 

         “เจ้าคิดว่าข้าหลอกใช้เจ้ามาบังหน้าเพื่อไปหาจื่อเหยี่ยนอย่างนั้นหรือ?” องค์ชายจินเย่ว์ถึงกับย่นคิ้วถาม 

         “หรือไม่ใช่...ท่านเป็นคนพูดเองว่าได้ครอบครอง 1 ใน 3 อี้จี้แห่งหอฝูหลง เท่าที่หม่อมฉันสังเกตท่านกับนางดูสนิทสนมกัน ฉะนั้นหากท่านคิดถึงและอยากมาหานาง ไยต้องพาหม่อมฉันมาด้วยเล่า” 

         “หากข้าไม่พาเจ้าออกมา เจ้าจะได้รู้จักความรักมากขึ้นหรือไม่ และ ข้าคงไม่รู้ว่าเจ้าสนใจเรื่องของข้าถึงเพียงนี้” ถ้อยคำนั้นเรียกสีเลือดปรากฏบนใบหน้าขาวผ่องของสตรีสูงศักดิ์ 

         “ใครสนใจเรื่องของท่านกัน...” วาจาตัดพ้อหยุดชะงักเมื่อร่างสูงโปร่งที่นั่งข้างๆโน้มลงมาเข้าใกล้ “ท่านจะทำอะไร?” นางร้องถามพลางเอนหนี แขน 2 ข้างของชายหนุ่มกางกั้นขนาบข้างลำตัวเล็กๆของหญิงสาว 

         ใบหน้าหวานเอียงอายหลบปลายจมูกโด่งที่เฉียดผ่านพวงแก้ม องค์ชายจินเย่ว์ค่อยๆถอนกายออกห่าง เมื่อหยิบห่อผ้าไหมสีทองที่วางไว้ด้านหลังสตรีสูงศักดิ์มาไว้ในมือเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายปรากฏรอยยิ้มหลังได้เย้าแหย่อีกฝ่าย 

         “รีบเปลี่ยนชุด” เขาเอ่ยบอก วางห่อผ้าไว้ตรงเบื้องหน้าหญิงสาว ร้องสั่งให้องครักษ์หวงหยุดรถม้าตรงข้างทาง จากนั้นจึงก้าวออกไปรอข้างนอก 

         ทั้งที่ตัวห่างไกลกันแล้ว แต่ใจขององค์หญิงลู่ไป่เหอกลับยังเต้นระส่ำภายในอก นางไม่มั่นใจว่าความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดจึงประหม่าและอ่อนไหวยามอยู่ใกล้เขาบ่อยครั้ง สตรีสูงศักดิ์พยายามรวบรวมสติ แล้วผลัดเปลี่ยนชุดคุณชายลู่ไป๋เจี้ยนให้กลับกลายเป็นขันทีกำมะลออีกครั้ง 

         หลังแต่งกายเรียบร้อยดีแล้ว ฝ่ามือบางจึงเอื้อมเปิดผ้าม่านหมายเรียกองค์ชายจินเย่ว์ให้กลับขึ้นรถม้า ทว่า ภาพตรงหน้ากลับทำให้องค์หญิงลู่ไป่เหอถึงกับเข่าอ่อน สีหน้าซีดเผือดไร้เลือด หัวใจที่เต้นดังเมื่อแรกเริ่มแผ่วลงจนแทบหยุดนิ่ง 

         ตรงเบื้องหน้าไม่ได้มีเพียงองค์ชายจินเย่ว์กับองครักษ์หวง ทว่า ยังมีบุรุษผู้ทำให้นางหวาดหวั่นในความผิด เขากำลังใช้กระบี่ที่ชักออกจากฝักเพียงครึ่ง จ่อลำคอของพระราชโอรสองค์รองของฮ่องเต้เฉินหลงกับฉิงเอ๋อหวงกุ้ยเฟย แม้ผู้อารักขาอยากปกป้องนายของตนเพียงใดก็ไม่อาจกระทำได้ถนัด เพราะยศศักดิ์อันต่ำต้อยกว่า ด้วยอีกฝ่ายเป็นถึงพระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวา 

         องค์ชายหยางหลง! 

         “ลู่ไป่เหอ!!!” ผู้เป็นเชษฐาตวาดเสียงดังกร้าวอย่างโกรธา 

         โดนจับได้เสียแล้ว!!! 

         สภาพของสตรีที่แอบหลงรักในชุดขันทีกำมะลอนั้นแทบทำให้องค์ชายหยางหลงบ้าคลั่ง โชคดีนักตอนนั้นเขากำลังยืนรอให้องครักษ์อี้นำรถม้าของตำหนักเฉียงจินมารับตรงหน้าหอฝูหลง ก่อนนึกเอะใจสงสัยรถม้าคันหนึ่ง ซึ่งจอดรอใครบางคนอยู่ก่อนตรงหน้าประตูทางเข้าหอนางโลม แม้รถม้าคันนั้นไม่ได้หรูหรา ทว่า ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์เฉินตรงดุมล้อรถม้าก็ทำให้ยิ่งประหลาดใจนัก 

         เหตุใดรถม้าของวังหลวงจึงมาจอดอยู่หน้าหอฝูหลง และ ผู้ใดคือเจ้าของรถม้าคันนี้ องค์ชายหยางหลงไม่คุ้นหน้าสารถีหนุ่มที่กำลังนั่งคุมบังเหียนรอผู้เป็นนายสักเท่าไร แต่กระบี่ที่เหน็บเอวชายผู้นั้นห้อยพู่ไหมตราองครักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ นั่นหมายความว่าใครบางคนที่เขาน่าจะรู้จักลอบออกจากวังยามวิกาลมาเที่ยวหาความสำราญที่หอนางโลม 

         องค์ชายหย่งฝู หรือ องค์ชายหย่งผิงกระนั้นหรือ? 

         ตอนนั้นเองคำตอบก็ปรากฏแก่สายตา บุรุษ 2 คน กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากหอฝูหลง ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าคันนั้นอย่างเร่งรีบราวกับหวาดกลัวใครพบเห็น เพียงแวบเดียวเท่านั้นพระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวาก็จำได้ทันที อีกฝ่าย คือ องค์ชายจินเย่ว์ ไม่มีทางผิดตัวแน่ แต่ชายรูปร่างเล็กราวอิสตรีที่มาด้วยกันสะกิดใจให้เขานึกสงสัยยิ่งนัก จนต้องสั่งให้องครักษ์อี้เร่งฝีเท้าม้าตามอีกฝ่ายไปไม่ให้คาดสายตา 

         วาดหวังไว้ว่าอาจได้เบาะแสความผิดของอนุชาต่างมารดาคนใหม่เพิ่มเติมเพื่อนำไปฟ้องฮ่องเต้เฉินหลง แม้ไม่ใช่องค์ชายคนแรกที่ลอบออกจากวังหลวงไปเที่ยวเล่นหาความสำราญยามวิกาล ทว่า การละเมิดกฎมณเฑียรบาลอาจทำให้องค์ชายจินเย่ว์ไม่เป็นที่โปรดปรานจนเกินหน้าเกินตา เฉกเช่นองค์ชายหย่งฝูกับองค์ชายหย่งผิงที่โดนเขาปล่อยข่าวเข้าหูผู้เป็นบิดาเรื่อยๆจนทำให้เป็นที่ชิงชังของบุพการียิ่งนัก พอองค์ชายหยางหลงเห็นรถม้าคันนั้นจอดเลียบข้างทางทำพิรุธลับๆล่อๆก็ให้องครักษ์อี้ชะลอรถม้าบ้าง  

         แน่นอนว่าองค์ชายจินเย่ว์รู้เรื่องโดนสะกดรอยตามจึงตั้งท่าจะกลับขึ้นรถม้าเพื่อหลบหนี องค์ชายหยางหลงจึงไม่รอช้ากระโจนเข้าไปประชิดติดตัวอีกฝ่ายที่ตั้งท่าจะขัดขืน และ ร้องบอกใครบางคนในรถม้าให้ทราบถึงการมาของเขา จึงต้องชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งแล้วจ่อลำคอเพื่อข่มขู่ ตอนนั้นองครักษ์หวงตั้งท่าจะปรี่เข้ามาช่วยผู้เป็นนาย แต่ก็โดนองครักษ์อี้รุดเข้าขวางกลางเสียก่อน สถานการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ล่อลวงให้คนในรถม้าตายใจเผยตัวตนออกมาเมื่อสมควรแก่เวลา 

         ในตอนแรกองค์ชายหยางหลงคิดว่าชายร่างเล็กที่มากับองค์ชายจินเย่ว์คงเป็นขันทีสักคนจากตำหนักอี้ว์ซิ่งกงที่ติดตามมาจึงต้องเปลี่ยนชุดกลับคืนก่อนกลับเข้าวังหลวง ทว่า ทันทีที่เห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดๆ หัวใจของพระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวาก็แทบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม 

         องค์หญิงลู่ไป่เหอ...สตรีที่เขารักมากเกินน้องสาว! 

         “ลู่ไป่เหอ! เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงออกมานอกวังหลวงเยี่ยงนี้” เขาร้องถามด้วยความโกรธจัด 

         “เสด็จพี่...” สตรีสูงศักดิ์หวาดกลัวความผิดจนไม่อาจสรรหาคำพูดใดมาแก้ต่างได้ ในเมื่อตัวตนของนางคือหลักฐานชั้นเยี่ยมต่อการกระทำผิดครั้งนี้ 

         “พี่เห็นเจ้าออกมาจากหอนางโลม เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เป็นถึงกู้หลุนกงจู่ แต่กลับไปเที่ยวเล่นในสถานที่โสมมเยี่ยงนั้น มันสมควรหรือไม่!” เขาตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด พลางกระแทกคมกระบี่เข้าที่ลำคอผู้เป็นอนุชาต่างมารดา ผิวขาวๆปรากฏโลหิตสีแดงซึมออกจากบาดแผล “จินเย่ว์! เจ้ากล้ามากนัก ล่อลวงลู่ไป่เหอออกมา ข้าอยากจะฆ่าเจ้าให้ตายตอนนี้เสียเลย!!!” นั่นหาใช่เพียงคำขู่ องค์ชายหยางหลงตั้งท่าจะกดคมกระบี่เข้าไปให้ฝังลึกในลำคอของพระราชโอรสองค์รองของฮ่องเต้เฉินหลงกับฉิงเอ๋อหวงกุ้ยเฟย 

         “เสด็จพี่! อย่าทำองค์ชายรองเพคะ” องค์หญิงลู่ไป่เหอร้องบอกอย่างขวัญเสีย กระวีกระวาดลงจากรถม้ามายื้อข้อมือผู้เป็นเชษฐาไว้ “น้องผิดเอง...น้องเป็นคนออกมากับองค์ชายรองเอง เขาไม่ได้ล่อลวงน้องแต่อย่างใดเพคะ” 

         “เหตุใดเจ้าจึงกล้าทำผิดกฎมณเฑียรบาลเยี่ยงนี้ ไม่คำนึงถึงพระเกียรติของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่เลยใช่หรือไม่” องค์ชายหยางหลงร้องถามด้วยความผิดหวัง โดยไม่ยอมละวางคมกระบี่ออกจากลำคอองค์ชายจินเย่ว์ง่ายๆ 

         “น้องผิดเองเพคะ น้องไม่ทันคิดถึงเรื่องนั้น” หญิงสาวสำนึกผิดทันควัน 

         ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆในเรื่องนี้จริงๆ องค์หญิงลู่ไป่เหอตระหนักดีว่าการกระทำของตัวเองเป็นเรื่องไม่สมควรมาโดยตลอด แต่ก็ยังยอมล่วงละเมิดกฎมณเฑียรบาล เพียงเพราะปรารถนาออกไปเจอโลกนอกวังหลวงที่ไม่สามารถสัมผัสได้ง่ายๆกับองค์ชายจินเย่ว์ 

         ชายผู้ทำให้นางได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆที่ไม่เคยพบเห็นหรือเคยคิดได้มาก่อน 

         น้ำตาใสๆที่ไหลหยาดอาบดวงหน้าหวานทุเลาโทสะในใจองค์ชายหยางหลงให้เบาบางลง กำอาวุธในมือแน่นแล้วตัดใจดึงกระบี่ออกจากลำคอองค์ชายจินเย่ว์ 

         “หากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทราบความจะเสียใจเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่...” 

         “ไม่นะเพคะ! น้องขอ…น้องไม่อยากให้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทราบ น้องไม่อยากทำให้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ผิดหวังในตัวน้อง เสด็จพี่อย่านำความนี้ไปกราบทูลเสด็จพ่อกับเสด็จแม่เลยนะเพคะ” สตรีสูงศักดิ์วิงวอนทั้งน้ำตา 

         “เอาเถิด...ในเมื่อเจ้าสำนึกผิด พี่ก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย” องค์ชายหยางหลงจำนนอย่างเสียไม่ได้ เพราะลึกๆไม่อยากให้สตรีที่รักโดนตำหนิและโดนลงอาญา 

         “ขอบพระทัยเสด็จพี่เพคะ” 

         “ใกล้ล่วงเข้ายามอิ๋นแล้ว มาเถิด...พี่จะไปส่งเจ้ากลับวังหลวง” เขาพูดพลางฉุดข้อมือขององค์หญิงลู่ไป่เหอให้เดินตามไปยังรถม้าของตัวเอง 

         ทว่า 

         ข้อมือนางอีกข้างกลับโดนเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยองค์ชายจินเย่ว์ที่กระหยิ่มยิ้ม 

         “เห็นทีจะไม่ได้...ลู่ไป่เหอต้องกลับกับข้าเท่านั้น!” พระราชโอรสองค์รองของฮ่องเต้เฉินหลงกับฉิงเอ๋อหวงกุ้ยเฟยกล่าวราวกับท้าทายอำนาจอีกฝ่าย 

         “อย่าโอหังจนเกินไป เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับข้า!” องค์ชายหยางหลงร้องบอกเสียงดัง โทสะที่จางหายค่อยๆหวนคืนกลับมาประหนึ่งเชื้อเพลิงที่สุมเข้าไปในกองไฟใกล้มอดดับ “ข้าไม่เอาความลู่ไป่เหอก็จริง แต่ไม่ใช่กับเจ้า...อย่าได้หลงลืมความผิดของตัวเอง หากยังอวดดีเรื่องที่เจ้าลักลอบออกไปเที่ยวยังหอนางโลมยามวิกาลจะทราบถึงเสด็จพ่อในย่ำรุ่ง” 

         “เสด็จพี่คงลืมไปกระมัง ว่าหาใช่ข้าคนเดียวที่ออกมาเที่ยวยังหอนางโลมในค่ำคืนนี้” แน่นอนว่าบุคคลที่องค์ชายจินเย่ว์พาดพิงถึงไม่ใช่องค์หญิงลู่ไป่เหอ ดวงตาสีน้ำตาลคู่งามจดจ้องมองคนร่วมกระทำความผิดอีกคนที่ยืนหน้าชาไปชั่วขณะ 

         “นี่เจ้า...” องค์ชายหยางหลงกำหมัดแน่น 

         มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเห็นตัวเองที่หอฝูหลงแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรให้ฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวาทราบเช่นกัน มิเช่นนั้นเขาต้องโดนตำหนิที่ไม่รักษาพระเกียรติของบุพการีในฐานะองค์ชายใหญ่แห่งต้าเฉิน 

         “เจ้ากล้าข่มขู่ข้ากระนั้นหรือ!” 

         “ข้าจะกล้าข่มขู่เสด็จพี่ได้อย่างไร” องค์ชายจินเย่ว์กล่าวด้วยสีหน้าท่าทางสบายๆ ต่างจากอีกฝ่ายที่กลายเป็นผู้เสียเปรียบเสมอกัน “ข้าเพียงต้องการแจ้งให้เสด็จพี่ทราบ ลู่ไป่เหอปลอมตัวออกมากับข้าในฐานะขันทีแห่งตำหนักอี้ว์ซิ่งกง หากไม่กลับเข้าไปในวังหลวงพร้อมข้า ทหารเวรยามก็จะสงสัย และ การที่จู่ๆเสด็จพี่พาขันทีของตำหนักอี้ว์ซิ่งกงออกไปไหนมาไหนตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้ในยามวิกาล คงโดนสืบความกันวุ่นวายเสียหน่อย เช่นนี้แล้วเสด็จพี่น่าจะตระหนักได้ว่าลู่ไป่เหอควรกลับกับผู้ใด!” 

         หากไม่มีชนักปักหลังไว้เช่นกัน องค์ชายหยางหลงคงจัดการสั่งสอนอนุชาต่างมารดาเสียให้เข็ดหลาบ ทว่า ก็ไม่กล้าเสี่ยงทำเรื่องราวให้วุ่นวายจนอาจสาวความผิดมาถึงตัวเอง จำยอมปล่อยมือสตรีที่รักให้กลับไปกับองค์ชายจินเย่ว์อย่างแค้นเคืองใจ 

         “ก็ได้! ข้าจะยอมเจ้าสักครั้ง แต่ข้าจะตามหลังเจ้าไปจนกว่าจะถึงวังหลวง”  

         “แล้วแต่เสด็จพี่เถิด” องค์ชายจินเย่ว์ตอบ พลางนำหญิงสาวกลับขึ้นรถม้าของตัวเอง ส่งผลให้องครักษ์หวงรีบฟาดแส้บังคับอาชาพาทั้งคู่กลับสู่พระราชวัง 

         สัญชาตญาณบางอย่างบ่งบอกในความรู้สึกขององค์ชายหยางหลง ว่าอนุชาต่างมารดาผู้นี้ตั้งตนเป็นศัตรูอย่างชัดเจน และ สัมผัสได้ถึงความสนิทสนมระหว่างองค์หญิงลู่ไป่เหอกับองค์ชายจินเย่ว์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้ เขาจึงไม่วางใจปล่อยนางไปกับศัตรูหัวใจตามลำพัง สั่งองครักษ์อี้พารถม้าแล่นตามไปติดๆ ครั้นเห็นว่ารถม้าอีกคันเลี้ยวเข้าสู่ประตูเทียนอานมุ่งตรงสู่เขตพระราชฐานชั้นนอกเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเบาใจว่าสตรีที่รักกลับวังหลวงอย่างปลอดภัย 

         แม้เรื่องในคืนนี้จะจบลงโดยที่พระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้เฉินหลงกับฮองเฮาหลันฮวาไม่สามารถเอาผิดองค์ชายจินเย่ว์จนต้องอาญาได้ ทว่า เขาจะไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายกำเริบเสิบสานตั้งตนเป็นศัตรูอย่างท้าทายในอำนาจแน่นอน 

         ความแค้นระหว่างเราได้เริ่มขึ้นแล้ว! 

ความคิดเห็น