ปากกานางไม้ / ดอกเอื้องเมืองเหนือ
facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

82. คดีปริศนาตลอดกาล (ตอนพิเศษ 13) จบบริบูรณ์

ชื่อตอน : 82. คดีปริศนาตลอดกาล (ตอนพิเศษ 13) จบบริบูรณ์

คำค้น : ทหารเรือ, ทหาร, นรข, นปข, ตำรวจ, ยาเสพติด, ครู, ดนตรี, หน่วยซีล, รีคอน, นาวิกโยธิน, ตำรวจน้ำ, แม่น้ำโขง, ฝั่งไทย, ฝั่งลาว, ความรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 186

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2563 18:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 6,700
× 0
× 0
แชร์ :
82. คดีปริศนาตลอดกาล (ตอนพิเศษ 13) จบบริบูรณ์
แบบอักษร

82.คดีปริศนาตลอดกาล 

  

               โชคดีว่ามีหมออย่างราชาวดีมาด้วย เธอจึงช่วยดูแลพุดตานที่มีอาการเหมือนคนจะเป็นลมอยู่ที่ศาลานั่งเล่นในวัด ส่วนหัวหน้าคเชนทร์ ผู้พันกรันณ์และผู้กองปกป้องก็นั่งพูดคุยกันเรื่องนี้อยู่ที่ม้านั่งหน้าศาลาเพราะน้องเพลงมั่นใจมากว่าคนที่เจอเป็นคุณลุงคำแสนแน่ๆ หัวหน้าคเชนทร์จึงเอาภาพของคำแสนจากในโทรศัพท์มาให้ลูกสาวดู น้องเพลงก็ยังยืนยันอีกว่าคือคนเดียวกันกับคุณลุงใจดี 

               “บอกเรื่องนี้ให้ทางหน่วยรู้เลยมั้ย” ผู้พันกรันณ์ถามขึ้น เพราะถ้าคำแสนยังมีชีวิตอยู่นั่นย่อมแปลว่าภารกิจของเขายังไม่สำเร็จ 

               “จะรื้อคดีขึ้นมาใหม่เพียงเพราะคำพูดของเด็กสามขวบเนี่ยนะ” หัวหน้าคเชนทร์ไม่อยากจะเอาลูกมายุ่งเกี่ยวกับคดีด้วย 

               “สามขวบนี่แหละโกหกไม่เป็น พยานปากเอกเลยล่ะ” 

               “ถ้าคำแสนยังไม่ตายจริงๆ แล้วศพวันนั้นล่ะครับเป็นใคร จะเป็นไปได้มั้ยครับถ้าเราลองเอากระดูกของคำแสนที่อยู่ในเจดีย์เก็บอัฐิมาเทียบดีเอ็นเอกับข้ามโขง พวกเขาเป็นพ่อลูกกันยังไงดีเอ็นเอก็ต้องเหมือนกันครับ” 

               “ทำแบบนั้นได้ยากครับผู้กอง” ผู้พันกรันณ์บอก “ผมเองก็เคยคิดแบบนี้เลยลองปรึกษากับแก้มดู แก้มบอกว่าเป็นไปได้ยากที่จะหาดีเอ็นเอจากกระดูกของคำแสนเพราะตอนที่เผาศพ ดีเอ็นเอถูกความร้อนทำลายจนเกือบหมดแล้ว ไหนจะเป็นกระดูกที่เก็บมานานเป็นปีๆ อีกยิ่งเป็นไปไม่ได้ ผมว่าทางที่ดีเราควรหาตัวคุณลุงใจดีของน้องเพลงให้เจอก่อนดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจเป็นคนหน้าเหมือน แต่จะหน้าเหมือนหรือเป็นคำแสนตัวจริงเดี๋ยวเราคงได้รู้กัน” 

               ในระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังปรึกษาหารือกันนั้นเด็กๆ ก็ได้ไปปวิ่งเล่นที่ลานวัดกันตามประสา ปานมณฑากลัวว่าลูกๆ จะออกไปนอกเขตวัดก็เลยต้องไปตามหา แต่ทว่าเธอกลับไม่เห็นข้ามโขงอยู่เล่นกับพี่ๆ น้องๆ เลย ดังนั้นจึงได้ตามหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ตั้งเจดีย์เก็บอัฐิของผู้เป็นพ่อ พี่ชายและพี่สะใภ้ปานมณฑาจึงเห็นข้ามโขงมานั่งอยู่ที่หน้าเจดีย์เก็บอัฐิของคำแสนกับฟ้าหยาด 

               “ข้ามโขง มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ลูก” เธอรีบเข้าไปหาลูกชายเพราะข้ามโขงเอาแต่นั่งจ้องภาพของคำแสนกับฟ้าหยาดไม่วางตา ซึ่งหนุ่มน้อยก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ชอบมองภาพของคุณลุงกับคุณป้านัก 

               “คูมแม่ ข้ามโขงอยากเจอคูมลุงกับคูมป้าค้าบ” ข้ามโขงเดินเข้ามากอดเธอ ซึ่งปานมณฑาก็เข้าใจดีในความรู้สึกของลูกชาย มันคงเป็นความผูกพันและสายใยของพ่อแม่ลูกที่ไม่อาจตัดกันขาดแม้ว่าจะตายจากกันไปแล้ว 

               “ถ้าข้ามโขงชอบมองภาพของคุณลุงกับคุณป้า แม่มีภาพของทั้งสองคนเก็บเอาไว้ที่บ้าน ไว้กลับบ้านแล้วแม่จะเอามาใส่กรอบให้ข้ามโขงนะครับ” 

               “คับ” 

               “งั้นข้ามโขงก็กลับไปหาคุณพ่อกับน้องๆ ก่อนเถอะนะ อย่ามาอยู่คนเดียวตรงนี้เลยลูก” เธอบอกให้ข้ามโขงกลับไปหาทุกคนด้วยความสงสารลูก เธอไม่อยากเห็นภาพข้ามโขงเอาแต่นั่งมองเจดีย์เก็บอัฐิของพ่อกับแม่ตนแบบนี้ ภาพนี้มันสะเทือนใจของเธอมาก เธออยากให้ลูกกลับไปวิ่งเล่นอย่างร่าเริงเหมือนเดิมมากกว่า 

               “พี่คำแสน” เธอนั่งลงพูดกับเจดีย์เก็บอัฐิของผู้เป็นพี่ชายเมื่อข้ามโขงวิ่งเข้าไปเล่นกับน้องๆ ที่ลานวัดแล้ว “ป่านสงสารลูก ป่านสงสารข้ามโขงเหลือเกิน พี่คำแสนยังอยู่จริงๆ รึเปล่า...พี่จ๋า ถ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ก็รีบหนีไปให้ไกลเถอะนะ ป่านไม่อยากเห็นพี่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าอีก หนีไปให้ไกลนะคะไม่ต้องเป็นห่วงข้ามโขง ป่านจะดูแลข้ามโขงให้ดีที่สุด จะรักเขาให้มากๆ ข้ามโขงเป็นหัวใจดวงน้อยๆ อีกดวงของป่าน ป่านจะดูแลเขาแทนพี่เอง” พอปานมณฑาพูดจบเธอก็หันไปเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่ข้างเจดีย์เก็บอัฐิองค์อื่นที่อยู่ไม่ไกลกันมาก ชายร่างผอมหน้าตาแบบนี้เธอจำได้... 

               “บุญส่ง...” เขาคือลูกน้องคนสนิทของพี่ชายเธอ เธอก็นึกว่าเขาตายไปแล้วหรือไม่ก็ถูกตำรวจจับ แล้วทำไมบุญส่งถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ ถ้าบุญส่งมาอยู่ที่นี่หรือว่าบางที...พี่คำแสน 

               ปานมณฑารีบวิ่งเข้าไปหาบุญส่งทันที แต่บุญส่งก็รีบเดินหนีเธอไปทางชายป่าด้านหลังวัด วินาทีนี้ปานมณฑาไม่ได้นึกกลัวต่ออันตรายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นเลย หัวใจของเธอเต้นระรัวเมื่อคิดว่าอาจจะได้เจอกับใครบางคนเข้า บางทีเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ก็เป็นได้ 

               “คุณบุญส่ง! คุณบุญส่งคะรอฉันด้วย” เธอวิ่งตามบุญส่งอย่างไม่ลดละจนพลัดหลงเข้ามาในป่าใหญ่ แต่เพราะบุญส่งเดินเร็วมากปานมณฑาก็เลยต้องวิ่งตามเขาจนไม่ทันระวังสะดุดเข้ากันรากไม้ใหญ่เข้า 

               “ว๊าย!!!” เธอร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะคิดว่าคงต้องล้มลงไปกองอยู่กับพื้นแน่ๆ แต่ทว่า...กลับมีมือของใครคนหนึ่งเข้ามากอดรับตัวเธอเอาไว้ วินาทีนั้นปานมณพาทั้งอึ้งทั้งตกใจที่ได้เห็นหน้าของคนที่เข้ามาช่วยรับเธอเอาไว้ ตอนแรกเข้าใจว่าคงโดนผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ เข้าให้แล้ว แต่เพราะมืออุ่นๆ ของเขาที่กอดรับเธอเอาไว้เลยทำให้เธอไม่คิดว่าเขาเป็นผี 

               “มันยังไงกันล่ะเนี่ย ทั้งแม่ทั้งลูกเลยชอบวิ่งตามคนแปลกหน้าเข้ามาในป่าแบบนี้ วันก่อนก็ยัยงูน้อยเพลงพิณ แล้วนี่ยังจะเป็นเราอีก...ยัยเอ๋อ” 

               ยัยเอ๋อ...นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ยินคำนี้จากปากของเขา... ปานมณฑาถึงกับทรุดล้มลงไปกับพื้นด้วยเข่าอ่อนเมื่อเห็นหน้าเขา เป็นเขาจริงๆ ใช่มั้ย เขายังไม่ได้ตายจากเธอไป เขายังอยู่กับเธอตรงนี้... 

               “...พะ...พี่...พี่จ๋า พี่คำแสน” ปานมณฑาโผเข้าไปกอดเขาในทันที หยาดน้ำตาร่วงลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ใช่จริงๆ ด้วย เป็นเขาจริงๆ วันก่อนน้องเพลงคงจะได้เจอกับคุณลุงจริงๆ ถึงได้พูดเป็นตุเป็นตะ 

               “พี่จริงๆ ใช่มั้ย พี่ยังไม่ตาย พี่ยังอยู่กับป่าน” 

               “จำได้มั้ยก่อนที่เราจะจากกัน ตอนที่ป่านพูดไม่ได้ ป่านเคยเขียนข้อความใส่กระดาษฝากให้แม่บ้านเอามาให้พี่ ป่านเขียนว่าไม่ให้พี่ทิ้งป่านไปไหน ป่านขอให้พี่อยู่กับป่านตลอดไปไม่ใช่หรอ” 

               “แต่ว่า...แต่ว่าตอนนั้นพี่ถูกยิง ป่านเห็นว่าพี่ถูกยิง” ปานมณฑาผละออกจากอ้อมกอดของเขาเพื่อมองหน้าเขาให้ชัดๆ เขาคือพี่คำแสนของเธอจริงๆ เขาคือพี่ปราณนต์ของเธอ 

               “อ๋อ” คำแสนก้มลงมามองสร้อยคอที่มีจี้เป็นหินก้อนสีดำรูปร่างแปลกๆ ซึ่งเขาได้มาจากถ้ำในป่าภูเขาควายตอนที่ยังทำค่ายผลิยยาเสพติดอยู่ 

               “เคยได้ยินตำนานเหล็กไหลแห่งป่าภูเขาควายมั้ยยัยเอ๋อ ผู้ที่ครอบครองจะยิงฟันไม่เข้า” 

               “นิทานหรอกเด็ก” 

               “เออ นิทานหลอกเด็ก ลองเข้าอินเตอร์เน็ตไปค้นหาดู” คำแสนตอบแล้วนั่งจ้องหน้าเธอด้วยความคิดถึงไม่ต่างกัน เขาแอบดูเธออยู่เสมอ หลายปีมานี้เธอดูมีความสุขมาก หัวหน้าคเชนทร์ดูแลเธอเป็นอย่างดีจนเขาคิดว่าเธอคงไม่ต้องการพี่ชายคอยดูแลต่อไปอีกแล้ว ไหนจะเรื่องที่เธอเลือกสามีกับลูกจนทิ้งอนาคตนักดนตรีระดับโลกของตัวเองไปอีก 

               “จ้องหน้าป่านทำไม” 

               “อยากดูให้ชัดๆ คนที่ทิ้งอนาคตนักดนตรีเพราะหลงผัว เอาเพลงของพี่ไปเล่นจนโด่งดังเลยนะไหนล่ะส่วนแบ่ง ขอค่าลิขสิทธิ์เพลงหน่อย” คำแสนยื่นมือมาหาเธออย่างแกล้งเย้าน้องสาวที่เขารักมาก แต่ปานมณฑากลับดึงเอามือของเขามากอดเอาไว้แทนเพราะความคิดถึงและเป็นห่วงพี่ชาย 

               “พี่รอดมาได้ยังไง แล้วคนที่ป่านจัดพิธีศพให้นั่นล่ะ” เธออยากรู้เรื่องนี้มากที่สุด นี่มันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อีกจนเธออดคิดไม่ได้ว่าหรือเธอจะกำลังฝันอยู่กันแน่ตอนนี้ 

               “ก็อย่างที่บอก...เหล็กไหลทำให้กระสุนยิงไม่เข้าแต่ก็เกือบจมน้ำตายเหมือนกัน ดีว่ามีงูมาช่วยลากขึ้นจากน้ำแล้วเจอกับบุญส่งเข้าส่วนเรื่องศพ...บุญส่งเป็นคนจัดการให้ มันเป็นแผนการหนีที่พี่เตรียมเอาไว้มานานแล้วโดยการไปตามหาคนที่มีรูปร่างคล้ายกับพี่มา อาจฟังดูโหดหน่อยแต่เพื่อความอยู่รอดบุญส่งเลยฆ่าผู้ชายคนนั้นโดยยิงที่อกเขาตรงจุดที่พี่ถูกไอ้เชนทร์ยิง จากนั้นก็ทำลายใบหน้าให้ดูยากว่าเป็นใครเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่...” 

               “พี่ฆ่าคนอีกแล้ว” 

               “นั่นเป็นศพสุดท้าย มันจะไม่มีอีกแล้ว” คำแสนรีบบอกเธอเมื่อปานมณฑาทำท่าจะร้องไห้ออกมาอีก ปานมณฑาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ชายของเธอถึงได้ฆ่าคนง่ายๆ เหมือนผักเหมือนปลาแบบนี้ เขาไม่รู้หรอว่ามันบาป 

               “พี่ตั้งใจว่าจะหนีไปฝรั่งเศสแต่ว่า...” คำแสนเงียบไปสักพักก่อนจะพูดออกมาอีก “ข้ามโขงทำให้พี่ไปไหนไม่ได้ พี่ขอบใจป่านกับไอ้เชนทร์มากนะที่รักข้ามโขงแล้วก็ดูแลข้ามโขงมาเป็นอย่างดี พี่คงเอาข้ามโขงมาเลี้ยงเองไม่ได้ พี่ยกข้ามโขงให้ป่านแล้วกัน” 

               “เรื่องข้ามโขงป่านดูแลข้ามโขงดีอยู่แล้ว เขาเป็นลูกของป่านนะว่าแต่พี่เถอะ พี่จะเอายังไงต่อไป ตอนนี้พี่เชนทร์กับผู้พันสงสัยกันแล้วว่าพี่อาจจะยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะตามล่าพี่อีกพี่รีบหนีไปเถอะนะ หนีไปให้ไกล” 

               “พี่หนีไปไหนไม่ได้ป่าน...พี่ทิ้งลูกไม่ได้ ป่านเองก็มีลูกถ้าให้ป่านทิ้งลูกไปป่านทำได้มั้ย ยิ่งวันนี้พี่เห็นข้ามโขงมากราบแม่ของเขา เห็นเขาหลบออกมานั่งจ้องหน้าแม่ของเขานานๆ พี่ก็อดสงสารลูกไม่ได้ ข้ามโขงเป็นเด็กน่ารักมากเหลือเกิน พี่อยากอยู่ดูลูกไปนานๆ อยากเห็นเขาโตขึ้นมาเป็นคนดี พี่จะคอยดูแลเขาอยู่ห่างๆ ป่านไม่ต้องห่วงพี่หรอกนะ เรื่องไอ้เชนทร์พี่เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว” 

               “ยังไง จะฆ่าใครอีกคะ” 

               “ไม่ฆ่าใครแล้ว เอาน่า คอยดูเถอะ รับรองเลยว่าพี่จะไม่ฆ่าใครอีก” คำแสนยิ้มบอกเธอแล้วยีผมของเธออย่างเอ็นดูเมื่อปานมณฑาน้ำตาซึมไม่หยุด 

               “ที่พี่มาปรากฎตัววันนี้ก็เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของข้ามโขง เป็นวันครบรอบวันจากไปของฟ้าด้วย มันเป็นวันที่เราพ่อแม่ลูกได้มาอยู่ใกล้กันมากที่สุดแล้ว ถึงพี่จะเป็นคนเลวแต่พี่ก็มีหัวใจนะ เวรกรรมที่พี่ก่อมันทำให้พี่ต้องสูญเสียทุกคนไปต่อไปพี่จะไม่ทำบาปอีก เพื่อป่าน เพื่อแม่แล้วก็เพื่อข้ามโขง นอกจากข้ามโขงพี่ก็ยังอยากอยู่ดูแลหลานด้วย เจ้าเพลงรักพูดเก่งเหลือเกิน ช่างพูดแล้วก็ป่วงเหมือนแม่ ส่วนน้องเพลง...ดูแลยัยหนูของพี่ให้ดีนะ หลานสาวคนนี้ลุงคำแสนหวงมากอย่าให้ไอ้เด็กลูกผู้พันกรันณ์นั่นมาเข้าใกล้หลานพี่ เดี๋ยวจะหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กแล้วที่สำคัญ...พี่อยากอยู่ใกล้ๆ แม่ อยากดูด้วยว่าต่อไปป่านจะทำอะไรป่วงๆ ให้ลูกเห็นอีกรึเปล่า” เขาบอกพลางเช็ดน้ำตาให้กับเธอ บุญส่งที่ล่อป่านมณฑาออกมาที่นี่จึงเดินไปดูต้นทางให้ที่ทางเข้าป่า เผื่อผู้พันกรันณ์กับหัวหน้าคเชนทร์มาเขาจะได้ไหวตัวทัน 

               “ตอนนี้พี่คำแสนอยู่ที่ไหน แล้วหลายปีที่ผ่านมาล่ะพี่หายไปไหนมา” 

               “ไม่บอกหรอก คุยกับเมียทหารเดี๋ยวไม่ปลอดภัย” คำแสนยังคงยิ้มให้เธออย่างเอ็นดู ดูสิ โตจนเป็นคุณแม่ลูกสามแล้วก็ยังขี้แยเหมือนเดิมเลย ก็เป็นซะอย่างนี้ไงเขาเลยตัดใจทิ้งเธอไปไม่ได้เสียที 

               “ป่าน พี่ต้องไปแล้วนะ” เขาพูดขึ้นมาอีกเมื่อบุญส่งส่งสัญญาณมาว่าตอนนี้เหมือนหัวหน้าคเชนทร์จะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าปานมณฑาไม่ได้อยู่ที่วัดด้วย “พี่มาที่นี่ก็แค่อยากมาเจอลูก ป่านดูแลข้ามโขงให้พี่นะพี่ยกข้ามโขงให้ เขาเป็นลูกของป่านแล้วช่วยดูแลเขาแทนพี่ที แล้วต่อไปพี่คงไม่ได้มาหาป่านอีก” 

               “พี่คำแสน...” ปานมณฑายิ่งน้ำตาร่วงเมื่อได้ยินแบบนี้ ถึงแม้ว่าใจจริงเธอเองก็อยากให้เขาหนีไปให้ไกลเพื่อความปลอดภัย แต่พอคิดว่าจะไม่ได้เจอกับพี่ชายอีกมันก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ 

               “พี่จ๋า...ทำไม ทำไมเราถึงกลับมาอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทำไมกัน” เธอเข้าไปกอดพี่ชายแล้วก็ร้องไห้ออกมา สุดท้ายแล้วเธอกับแม่ก็ต้องอยู่กันสองคน ถึงจะตามหาพ่อเจอแต่พ่อก็ต้องมาตายจาก แม้แต่พี่ชายก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก “ทำไมครอบครัวของเราถึงเป็นแบบนี้ ป่านอยากให้พี่กลับมาอยู่ด้วย มาช่วยกันดูแลลูกๆ หลานๆ พี่จ๋า...ป่านทั้งอยากให้พี่ไปแล้วก็ไม่อยากให้ไป พี่ไม่อยู่แล้วใครจะดูแลป่าน” 

               “ป่านก็มีคนคอยดูแลอยู่แล้วนี่” คำแสนบอกเธอ “ถึงพี่จะไม่ชอบขี้หน้ามันแต่พี่ก็วางใจมันที่สุด มันคือคนที่ดูแลปกป้องป่านได้ แค่พี่รู้ว่าป่านอยู่กับมันพี่ก็ไม่ห่วงอะไรอีกแล้วล่ะ ฟังพี่นะ” เขาผละปานมณฑาออกจากอ้อมกอดแล้วจับประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ ไล้ปลายนิ้วเพื่อปาดน้ำตาให้ “ในวันที่ป่านมีความสุข พี่จะไม่มาหาป่านแต่พี่จะคอยเฝ้าดูป่านอยู่ห่างๆ แต่ถ้าวันใดที่ป่านมีความทุกข์หรือมีใครมารังแกป่าน เมื่อนั้นพี่จะกลับมาปกป้องป่านอีกครั้ง ไม่เอานะไม่ขี้แย เป็นแม่คนแล้วป่านต้องโตเป็นผู้ใหญ่ให้มากกว่านี้แล้วก็ต้องเข้มแข็ง” 

               คำแสนทำใจแข็งต่อหน้าน้องสาวทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าการบอกลามันทำให้เจ็บปวด ปานมณฑาอยากมีพี่ชายมาโดยตลอด แล้วพอมีเขาเธอก็เลยติดเขา ห่วงหาแต่เขา พอถึงวันจะต้องจากกันเธอก็เลยเสียใจมากแบบนี้ 

               “พี่ไม่ได้ตายจากไปไหน พี่ก็อยู่ใกล้ๆ ป่านนี่แหละแค่ป่านจะมองไม่เห็นพี่ก็เท่านั้น อ้อ! พี่ฝากนี่ไปให้ข้ามโขงด้วยนะ ถือซะว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากพ่อ” คำแสนส่งผ้าคลุมไหล่สีครีมของฟ้าหยาดให้กับปานมณฑา ซึ่งเหมือนกันกับผืนสีน้ำเงินที่เขาใช้คล้องคออยู่ขณะนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีสร้อยคอจี้พญานาคทำจากทองคำด้วย “ผ้าคลุมไหล่ผืนนี้เป็นของฟ้าหยาด เป็นอีกผืนที่พี่เก็บเอาไว้ป่านเอาไปห่มให้ข้ามโขงนะข้ามโขงจะได้รู้สึกเหมือนกับมีแม่ฟ้าของเขาคอยโอบกอดเอาไว้ บอกเขาด้วยว่าพี่กับแม่ฟ้าของเขารักเขามากที่สุดในชีวิต เขาคือหัวใจทั้งดวงของพี่กับฟ้า ฟ้าเขารักลูกมาก เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาลูกเอาไว้แต่เพราะพี่...เพราะพี่ที่ทำให้เขาต้องจากไปฟ้าก็เลยไม่ได้เห็นหน้าลูก ส่วนสร้อยเส้นนี้พี่สั่งทำขึ้นมาเพื่อจะขอฟ้าแต่งงานหลังจากที่เราหนีไปด้วยกันได้แล้ว น่าเสียดายที่พี่ไม่มีโอกาสนั้น ป่านเอาสร้อยเส้นนี้ไปให้ข้ามโขงแล้วกันนะ ถ้าข้ามโขงโตขึ้นอย่างไรเสียเขาก็ต้องรู้อยู่ดีว่าเขาไม่ใช่ลูกของป่าน เมื่อวันนั้นมาถึงป่านค่อยบอกเขาไปว่าสร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยที่พ่อทำขึ้นเพื่อขอแม่ของเขาแต่งงาน ก่อนหน้านี้พี่ให้บุญส่งเอาพิณตัวหนึ่งไปไว้ที่บ้านให้แล้ว พิณของข้ามโขง ป่านช่วยสอนข้ามโขงดีดพิณด้วยนะ ฟ้าเขาอยากให้ลูกเล่นพิณเป็นเหมือนพี่” 

               “ได้ ป่านจะทำตามที่พี่คำแสนบอกทุกอย่าง แต่ว่า...พี่จ๋า เราจะได้เจอกันอีกมั้ย” 

               “มันต้องมีซักวันแหละที่เราจะได้กลับมาเจอกันอีก ป่านรู้เอาไว้แค่ว่าพี่ยังมีชีวิตอยู่ พี่ยังปลอดภัยและพี่ก็คอยจับตาดูแลป่านกับลูกๆ หลานๆ อยู่แค่นี้ก็พอ โชคชะตาไม่ได้กำหนดให้เราต้องเกิดมาอยู่ด้วยกันแต่โชคชะตาก็ไม่อาจทำลายความรักความห่วงใยที่เรามีให้กันได้ พี่ยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหน ยังเป็นพี่คำแสน พี่ปราณนต์ของป่านตลอดไป หากโชคชะตาเห็นใจเรา เราก็คงจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง...พี่รักป่านนะ ยัยเอ๋อจอมป่วงของพี่” คำแสนจรดหน้าผากลงมาแตะกับหน้าผากของปานมณฑาแล้วพยายามเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ก่อนที่บุญส่งจะรีบวิ่งเข้ามาหา 

               “นาย ฟ่าวไปเถาะหัวหน้าเชนทร์กับหมู่เผิ่นกำลังนำหาครูป่านแล้ว” 

               “ป่าน!!! ป่านอยู่ไหน!” สิ้นคำของบุญส่งก็มีเสียงของหัวหน้าคเชนทร์ดังตามมา ป่านมณฑาก็ยิ่งร้องไห้กอดคำแสนแน่นเพราะจากกันคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ 

               “พี่จ๋า ฮื่ออออ พี่...พี่ต้องกลับมาหาป่านนะ พี่อย่าทิ้งป่านไปตลอดชีวิต สัญญานะ สัญญาว่าพี่ต้องกลับมาหาป่าน ป่านรักพี่นะพี่คำแสน” 

               “พี่สัญญา พี่จะกลับมาหาป่านในสักวัน พี่ต้องไปแล้วนะ” คำแสนก้มลงมาจูบหน้าผากของเธอเบาๆ เขากระซิบอะไรบางอย่างกับเธอก่อนจะผละเธอออกจากอ้อมกอด เสียงของหัวหน้าคเชนทร์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ปานมณฑาหันไปมองตามเสียง แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีพอเธอหันกลับมาหาคำแสนอีกครั้งก็ปรากฎว่าคำแสนกับบุญส่งได้อันตรธานหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอยแล้ว ปานมณฑาถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาเพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ หากว่าคำแสนกับบุญส่งวิ่งไปก็ยังพอจะเห็นทิศทางที่วิ่งหนีอยู่บ้าง แต่นี่...แค่เสี้ยววินาทีเขาหายไปได้ยังไงกัน 

               “ป่าน!!!” ปานมณฑารีบเช็ดน้ำตาออกเมื่อเห็นหัวหน้าคเชนทร์กำลังวิ่งเข้ามาหา เธอเก็บสร้อยใส่กระเป๋าเอาไว้แล้วคลี่ผ้าคลุมไหล่ออกมาคลุมตัวเสมือนว่าผ้าผืนนี้เป็นผ้าของเธอเอง 

               “ป่าน!!! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” หัวหน้าคเชนทร์ที่เพิ่งวิ่งมาถึงตัวเธอเข้ามากอดเธอทันทีด้วยความโล่งใจ ก่อนหน้านี้เธอยังอยู่กับลูกๆ อยู่เลยจู่ๆ ก็หายตัวมาเขาก็นึกว่าเธอจะเป็นอะไรไปเสียอีก แล้วนี่ทำไมเธอถึงร้องไห้กัน 

               “ร้องไห้ทำไม แล้วมาทำอะไรที่นี่” พอหัวหน้าคเชนทร์ถามย้ำ และมีผู้พันกรันณ์กับผู้กองปกป้องจ้องตามอย่างจับผิดปานมณฑาคิดว่าเธอคงโกหกอะไรได้ไม่มากก็เลยพูดไปตามตรง ตามที่คำแสนกระซิบบอกเมื่อก่อนหน้านี้ 

               “ป่านมาตามหาพี่คำแสน” 

               “ว่ายังไงนะ” ทุกคนว่าขึ้น 

               “ป่านสงสัยว่าพี่คำแสนอาจจะยังไม่ได้ตายจริงๆ ป่านคิดว่าพี่คำแสนอาจจะตามมาแอบดูป่านกับข้ามโขงป่านก็เลยลองมาตามหาดู น้องเพลงก็พูดอยู่ว่าเคยได้เจอคุณลุงมาแล้ว ป่านอยากเจอพี่คำแสนบ้าง ป่านคิดถึงพี่คำแสน แต่ว่า...ป่านก็หาพี่ไม่เจอ ทำไมพี่คำแสนถึงไม่มาให้ป่านเจอเหมือนน้องเพลงบ้าง ถ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่ทำไมถึงไม่ออกมาเจอป่าน พี่ไม่รักป่านไม่อยากเจอป่านบ้างหรอ พี่เชนทร์...ตามหาพี่คำแสนให้ป่านที พี่คำแสนยังไม่ตายใช่มั้ยตามหาพี่คำแสนให้ป่านที” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะกอดสามี ปานมณฑารู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเล่นละครได้เนียนเท่านี้มาก่อนแล้วหัวหน้าคเชนทร์ก็เชื่อเธอสนิทใจด้วย แต่ระหว่างที่เขากอดเธออยู่ ผู้พันกรันณ์ก็ชี้ให้เขาดูที่พื้นดินซึ่งมีรอยเท้าขนาดใหญ่ของผู้ชายอยู่สองรอย รอยเท้านั้นอยู่ใกล้กับปานมณฑาแต่ว่า...รอยเท้ามีเพียงแค่ที่พื้นตรงนี้แต่ไม่มีร่องรอยการเดินไปยังที่อื่นอีกเลย หากว่ามีใครคนอื่นอยู่กับปานมณฑาเมื่อก่อนหน้านี้จริง มีทางเดียวที่เขาจะจากไปแบบไม่ทิ้งรอยเท้าเอาไว้ได้ก็คือการหายตัวไปเท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้อยู่แล้ว 

               “แล้วทำไมป่านถึงออกมาตามหาที่นี่” 

               “ป่านเห็นมีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาทางนี้ ป่านนึกว่าเป็นพี่คำแสนเลยวิ่งตามมาแต่พอมาถึงป่านก็ไม่เจอใครแล้ว เห็นแต่รอยเท้านี่ ป่านคิดว่าต้องเป็นของพี่คำแสนแน่ๆ” เรื่องรอยเท้านี่ก็เป็นอีกเรื่องที่คำแสนกระซิบบอกเธอเพราะคำแสนอ่านเกมออกว่าตนจะต้องถูกสงสัยเรื่องนี้แน่ๆ 

               “พี่คำแสนอยู่ที่นี่จริงๆ ใช่มั้ยคะ พี่เชนทร์ ผู้พัน ผู้กอง ช่วยหาพี่คำแสนให้ป่านทีป่านอยากเจอพี่ พี่ของป่านอาจจะยังไม่ตายก็ได้” คำขอร้องอ้อนวอนของปานมณฑาเป็นเสมือนคำท้าทายที่คำแสนฝากมาถึงพวกเขา พวกเขาเองก็ไม่มั่นใจหรอกว่าคำแสนยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า แต่ถ้าหากคำแสนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ คำแสนก็คงเป็นคนร้ายที่ปั่นพวกเขาได้อย่างแสบสันที่สุด ตลอดชีวิตราชการของพวกเขา ไม่เคยมีคนร้ายคนไหนจะรอดพ้นเงื้อมือของพวกเขาไปได้และไม่เคยมีคนร้ายคนไหนจะอ่านเกมของพวกเขาออกจนทะลุปรุโปร่งแบบนี้มาก่อน ถ้าคำแสนมาเป็นตำรวจหรือทหารเขาคงเป็นหน่วยรบที่เก่งมาก แต่พอเขามาอยู่ในคราบของผู้ร้าย ก็นับว่าเขาเป็นผู้ร้ายที่เจ้าหน้าที่ประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

               ฝากไว้ก่อนเถอะมึง! หัวหน้าคเชนทร์กับผู้พันกรันณ์ได้แต่นึกอย่างเจ็บใจหากว่าคำแสนแอบมาพบกับปานมณฑาจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเธอได้เจอกับพี่ชายจริงๆ เธอต้องไม่บอกพวกเขาอยู่แล้วเพราะเธอเองก็ต้องอยากช่วยเหลือพี่ชาย แล้วพวกเขาก็คาดคั้นอะไรกับเธอไม่ได้ด้วยเพราะพวกเขาไม่มีหลักฐาน บางทีเรื่องทุกอย่างที่เธอพูดมันอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ 

               หัวหน้าคเชนทร์กอดประคองพาปานมณฑากลับไปหาทุกคนที่วัดในขณะที่ผู้พันกรันณ์กับผู้กองปกป้องกลับยังอยู่สำรวจพื้นที่โดยรอบๆ ป่าต่อเพื่อหาสิ่งผิดปกติ แต่นอกจากรอยเท้าที่พวกเขาเห็นในตอนแรกพวกเขาก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัยอีกเลย 

  

 

 

               หลักกลับจากวัดปานมณฑาก็พยายามตั้งสติให้มากขึ้น ทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อตั้งสติได้แล้วเธอก็คิดว่าการที่พี่ชายของเธอตัดสินใจทำแบบนี้เขาทำถูกแล้วล่ะ ให้เขาหนีหายไปเสียดีกว่าต้องออกมาให้เจ้าหน้าที่ตามไล่ล่าอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เขาอาจจะไม่โชคดีเหมือนเดิมอีก อย่างน้อยเธอก็โล่งใจแล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี พี่คำแสนไม่เคยผิดคำพูดกับเธอ เขาบอกว่าเขาจะอยู่กับเธอตลอดไปเขาก็อยู่ เขาบอกว่าจะคอยดูแลปกป้องเธอเขาก็คอยดูแลปกป้องเธอจริงๆ และวันนี้เขาก็ยังบอกเธออีกว่า...สักวันเธอกับเขาจะได้กลับมาเจอกันและอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เธอเชื่อว่าจะมีวันนั้นจริงๆ และเธอก็จะอดใจรอ ตราบใดที่ข้ามโขงยังอยู่กับเธออย่างนี้พี่คำแสนของเธอไม่กล้าทิ้งเธอกับลูกๆ หลานๆ ไปไหนหรอก 

               “คิดอะไรอยู่” หัวหน้าคเชนทร์เดินเข้ามาถามเธอด้วยสีหน้ามู่ทู่ตั้งแต่อยู่ที่วัดแล้ว เพราะรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกคนร้ายกระตุกหนวดเขากับผู้พันกรันณ์ก็เลยรู้สึกเสียเซลฟ์กันไม่น้อย 

               “คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยค่ะ” เธอตอบแล้วก็มองไปยังโต๊ะอาหารมื้อเย็น ซึ่งเย็นวันนี้ที่บ้านของเธอจัดงานฉลองวันเกิดให้กับข้ามโขงที่ใต้ถุนบ้าน มีผู้กองปกป้องมาร่วมงานด้วยแล้วพุดตานก็ยังได้จัดเลี้ยงอาหารให้กับพนักงานทุกคนที่โรงทอผ้าด้วยอีก งานวันเกิดวันนี้ก็เลยค่อนข้างคึกคัก เด็กๆ ทั้งหกคนสนุกสนานกันมากทั้งของเล่น ของขวัญ ขนมแล้วก็อาหารโปรดมากมายที่พ่อๆ แม่ๆ และคุณยายจัดให้  

               “คิดไปเรื่อยเปื่อยนี่คิดอะไร” 

               “ก็เรื่องทั่วๆ ไปค่ะ” 

               “เดี๋ยวนี้ริอาจมีความลับกับผัวหรอ” คนหน้ามู่ทู่คาดคั้น ปานมณฑาก็เลยหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดูสามีที่ถูกพี่ชายของเธอเล่นงานปั่นประสาท พี่เมียกับน้องเขยคู่นี้ดูเป็นไม้เบื่อไม้เมากันดีเหลือเกิน 

               “ป่านอาจจะเล่นละครตบตาไอ้รันได้ แต่ป่านเล่นละครตบตาพี่ไม่ได้ วันนี้ไปเจอไอ้คำแสนมาใช่มั้ย” 

               “แหมคุณทหาร...จะกล่าวหาอะไรก็ต้องมีหลักฐานสิคะ แบบนี้ถือว่าเข้าข่ายปรักปรำเมียรึเปล่า ใจร้ายจังเลยแบบนี้เมียไม่ยอมนะ” เธอแสร้งทำเสียงอ่อนเสียงหวานว่าแล้วเข้ามากอดคลอเคลียสามีอย่างยั่วเย้า หัวหน้าคเชนทร์ก็เลยดึงเอาเธอเข้ามากอดแนบตัว มือแกร่งกดสะโพกกลมกลึงของเธอเข้าแนบชิดกับเขาจนปานมณฑารู้สึกได้ถึงพี่งูยักษ์ของเขาที่แนบอยู่กับหน้าท้องของเธอตอนนี้ 

               “ริเป็นผู้ร้ายปากแข็งช่วยผู้ร้ายหลบหนีหรอ” 

               “อย่าปรักปรำดิฉันสิคะ...หัวหน้าขา ฉันสูญเสียพี่ชายไปนะ หัวหน้าควรจะปลอบใจดิฉันไม่ใช่ปรักปรำ” 

               “ป่าน บอกพี่มาไอ้คำแสนอยู่ที่ไหน” 

               “ป่านไม่รู้” ก็เธอไม่รู้จริงๆ นี่ 

               “มันยังไม่ตายใช่มั้ย” 

               “ป่านก็คิดแบบนี้เหมือนกันค่ะ พี่เชนทร์ไปตามหาพี่คำแสนให้ป่านที” 

               “ป่าน” หัวหน้าคเชนทร์ล่ะจนคำพูดกับเธอจริงๆ เรื่องที่เธอบอกว่าไม่รู้ว่าคำแสนอยู่ที่ไหนก็คงจะเป็นเรื่องจริงเพราะคำแสนคงไม่บอกเรื่องที่อยู่กับเธอหรอก แต่เรื่องที่คำแสนอาจจะยังไม่ตายเรื่องนี้เขาก็ยังฟันธงอะไรไม่ได้ ก็จริงอย่างที่เธอว่าเขาไม่มีหลักฐาน ไม่มีร่องรอยอะไรเลยแม้แต่น้อย อุตส่าห์ให้ผู้พันกรันณ์มาช่วยสืบหาแต่เขาก็ไม่มีอะไรเป็นเบาะแสเลย 

               “พี่จะทำยังไงกับป่านดี” 

               “แล้วพี่เชนทร์อยากให้ป่านตอบพี่เชนทร์ว่าอะไรล่ะคะ เพราะน้องเพลงบอกว่าเคยเจอกับคุณลุงพวกเราก็คิดกันไปแล้วว่าพี่คำแสนอาจจะยังมีชีวิตอยู่ ป่านเองก็มีความหวังเพราะป่านก็ไม่ได้อยากให้พี่คำแสนตาย ถ้าพี่คำแสนยังไม่ตายจริงๆ แล้วป่านจะรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ว่า...ถ้าสมมติว่าป่านรู้จริงๆ ว่าพี่คำแสนอยู่ที่ไหน พี่เชนทร์คิดว่าป่านจะยอมบอกพี่เชนทร์หรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างจริงจัง ไม่ได้ยั่วยวนกวนประสาทอีก 

               “ป่านขอพูดด้วยความสัตย์จริง ป่านไม่รู้ว่าพี่คำแสนอยู่ที่ไหนแต่ว่า...ต่อให้ป่านรู้ป่านก็คงไม่บอกพี่เชนทร์หรอกค่ะ พี่เชนทร์ก็รู้ว่าป่านรักพี่คำแสนมาก ป่านไม่อยากให้พี่ของป่านถูกสามีของป่านไล่ล่า พี่เชนทร์เข้าใจความรู้สึกของป่านบ้างสิคะ จะให้ป่านชี้เป้าบอกให้เจ้าหน้าที่ไปตามล่าและฆ่าพี่ชายของตัวเองแบบนั้นป่านทำไม่ได้ กลับกัน สมมติว่าพี่เชนทร์เป็นคนร้ายแล้วพี่คำแสนเป็นเจ้าหน้าที่ ป่านก็คงไม่มีวันชี้เป้าบอกให้พี่คำแสนไปตามไล่ล่าสามีของป่านเหมือนกัน ในทางกฎหมายพี่คำแสนเป็นผู้ร้ายที่มีความผิดและสมควรได้รับโทษ แต่ในสายสัมพันธ์พี่คำแสนเป็นพี่ชายแท้ๆ ของป่านและป่านก็รักพี่คำแสนมาก ป่านทรยศพี่ไม่ลง พี่เชนทร์จ๋า...ถ้าสมมติว่าพี่คำแสนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ พี่เชนทร์คิดว่าตอนนี้พี่คำแสนเขาจะมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอ เมียรักก็ตายจากเพราะปกป้องเขาเรื่องนี้คงเป็นตราบาปที่ติดอยู่ในใจของพี่คำแสนตลอดไป ลูกเพียงคนเดียวต้องเป็นกำพร้าจนต้องมาอยู่กับอา อยากมาหาลูก อยากกอดลูกก็ทำไม่ได้ หัวอกของคนเป็นพ่อถ้าพี่เชนทร์ได้เห็นลูกแต่เข้ามากอดลูก มาบอกรักลูกไม่ได้ไปตลอดชีวิตพี่เชนทร์จะรู้สึกยังไง” หัวหน้าคเชนทร์หันกลับไปมองยังสองแฝดน้อยของตัวเองที่ตอนนี้กำลังเป่าลูกโป่งเล่นอยู่กับผู้กองปกป้อง จากคำถามของปานมณฑา ถ้าเขากอดลูก มาอยู่กับลูกไม่ได้ไปตลอดชีวิตเขาคงใจขาดกันพอดี แค่ไม่เห็นหน้าลูกวันเดียวเขาก็ห่วงหามากแล้ว 

               “มีน้อง มีแม่แต่ก็มาหาไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้ ถึงจะไม่ได้จากตายแต่การจากเป็นแบบนี้มันทรมานนะคะ พี่คำแสนอาจจะไม่ได้รับโทษทางกฎหมาย แต่ทุกการกระทำของคนเราย่อมมีผลของการกระทำมารองรับ พี่คำแสนก็ต้องชดใช้กรรมที่เขาก่อไปตลอดชีวิต ต้องสูญเสียทุกๆ อย่างไป ออกมาพบปะกับใครก็ไม่ได้แล้วก็ต้องคอยระวังพวกเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่มีใครจะมีความสุขกับชีวิตแบบนี้หรอกนะคะพี่เชนทร์ ตอนนี้พี่คำแสนกำลังรับโทษตามเวรกรรมที่เขาก่อแล้วแต่ถ้าพี่เชนทร์คิดว่าพี่คำแสนยังไม่ตายและอยากจะตามไล่ล่าพี่คำแสนต่อเพราะมันเป็นหน้าที่ พี่เชนทร์ก็ทำเถอะนะคะ ป่านห้ามพี่เชนทร์ไม่ได้แล้วป่านก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่...อย่ามาถามหาเบาะแสอะไรจากป่านเลย การถามหาเบาะแสกับป่านมันก็เหมือนกับการที่พี่เชนทร์บังคับให้ป่านฆ่าพี่คำแสนซึ่งป่านทำไม่ได้ พี่เชนทร์กับผู้พันแล้วก็หน่วยงานของพี่เชนทร์ไปตามหาพี่คำแสนกันเอาเองเถอะนะ” 

               “เฮ้อ!!!” หัวหน้าคเชนทร์ถอนหายใจออกมาเมื่อได้ฟังที่ปานมณฑาพูดแล้วเขาก็ติดตาม มันก็ถูกของเธอ ถ้าคำแสนยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้คำแสนก็คงใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขหรอก ข้ามโขงน่ารักออกขนาดนี้คำแสนคงหลงลูกหนัก แต่ต่อให้หลงยังไงก็คงมาเจอลูกไม่ได้ แล้วปานมณฑาก็คงไม่ใจดำชี้ช่องบอกให้เขาตามไปฆ่าพี่ชายของเธอเองหรอก ต่อให้เป็นเขา เขาก็คงไม่ชี้ช่องบอกให้ใครไปฆ่าคนที่เขารักเหมือนกัน 

               “ถ้าสมมติว่าคำแสนยังไม่ตายแล้วพี่ออกไล่ล่าคำแสน หรืออาจจะฆ่าคำแสนตายในอนาคตป่านจะโกรธพี่มั้ย” 

               “ถ้าพี่เชนทร์ทำไปตามหน้าที่และตามกระบวนการทางกฎหมายป่านก็คงจะแค่เสียใจมากแต่คงไม่โกรธพี่เชนทร์หรอกค่ะ หรือต่อให้ป่านเป็นผู้ร้ายที่พี่เชนทร์จำเป็นต้องวิสามัญเอง ป่านก็จะทำใจยอมรับมัน” 

               “ไม่มีวันที่พี่จะฆ่าป่านหรอก” หัวหน้าคเชนทร์กอดเธอไว้แนบอกของเขา อย่าว่าแต่ฆ่าเลย ต่อให้ทำให้เธอเสียใจสักเพียงนิดเขาก็ทำไม่ลง “พี่ขอโทษนะที่คาดคั้นป่านแบบนี้ พี่ขอโทษที่ลืมคิดถึงความรู้สึกของป่านเพราะจ้องแต่จะทำตามหน้าที่ของตัวเอง เอาเป็นว่าหากคำแสนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ พี่จะตามสืบหาเบาะแสเอง พี่จะไม่เอาป่านมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว” 

               “ขอบคุณนะคะที่เข้าใจป่าน ผัวป่านน่ารักที่สุดในโลกเลย” ปานมณฑายิ้มหวานอย่างน่ารักพร้อมกับเขย่งปลายเท้าขึ้นไปจูบที่ปลายคางของเขา หัวหน้าคเชนทร์ก็ยิ่งกอดเธอแน่นแล้วก็ตีก้นของเธอเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว 

               “พี่น่ะน่ารักอยู่แล้ว แต่ป่านทำตัวไม่น่ารักเลย” 

               “ไม่น่ารักแล้วรักรึเปล่าล่ะคะ” 

               “รักหมดใจแล้วทูนหัว” 

               “คิกๆๆ” ปานมณฑาหัวเราะอย่างชอบใจแล้วกอดเขาอย่างมีความสุข พี่เชนทร์ของเธอน่ารักที่สุดในโลกเลย เธอดีใจที่เขายอมรับฟังเหตุผลของเธอและเข้าใจความรู้สึกของเธอ เขาเป็นผู้ใหญ่ที่แยกแยะอะไรได้และมอบแต่สิ่งที่ดีให้กับเธอเสมอ นอกจากเป็นสามี เป็นพ่อของลูกแล้วยังเป็นพ่อพระของเธออีกด้วยนะเนี่ย 

               “เดี๋ยวคืนนี้ป่านให้รางวัลค่ะ” 

               “ยันเช้าเลยนะ” 

               “น้องป่านสู้ตายเจ้าค่ะ” เธอหัวเราะอีกอย่างมีความสุข หัวหน้าคเชนทร์ก็ยิ่งกอดเธอแน่นแล้วตีก้นของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู หลงเสน่ห์ในความน่ารักของแม่งูน้อยของเขา เป็นผัวเมียกันมันก็ต้องแบบนี้สินะ มีอะไรก็ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผลไม่ใช่เก็บงำความรู้สึกแล้วก็เอาไปคิดเองเออเองจนเกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน 

               “เฮ้ย!!! สองคนนั้นน่ะจะกอดกันอีกนานมั้ย” เสียงผู้พันกรันณ์ร้องถามมาจากโต๊ะอาหารจนพุดตานหัวเราะและส่ายหน้าให้ในความหลงกันของสามีภรรยาคู่นี้ “ได้เวลาเป่าเค้กลูกแล้วนะ ถ้าอยากพลอดรักกันต่อก็ขึ้นไปทำบนห้อง ตรงนี้มีเด็กเยอะระวังกันหน่อสิ” 

               “มึงหงุดหงิดอะไรของมึง” หัวหน้าคเชนทร์ถามกลับขณะจูงมือปานมณฑากลับมาที่โต๊ะ ผู้พันกรันณ์ก็เลยปรายตามาทางปานมณฑาบ่งบอกให้รู้ว่าเขาหงุดหงิดเรื่องที่ตามหาเบาะแสของคำแสนไม่เจอเลย ไม่มีคดีไหนที่เขาไขไม่ได้ ไม่มีภารกิจไหนที่เขาทำไม่สำเร็จ แต่คดีของคำแสนนี่มันช่างเป็นการลูบคมความสามารถของเขาจริงๆ 

               “กูหงุดหงิดเพราะกูทำหมาหลุดออกจากกรงแล้วกูตามไล่จับมันไม่ได้เพราะกูไม่มีเบาะแส” 

               “อุ๊ย! ผู้พันเลี้ยงหมาด้วยหรอคะ ว้า หมาหลุดออกจากกรงแบบนี้ฉันเลยอดเห็นหมาของผู้พันเลยค่ะน่าเสียดายจัง” ปานมณฑาเอาคืนเรื่องที่เขาแกล้งเธอเมื่อเช้านี้ งานนี้ทำเอาผู้พันหนุ่มโกรธฮึ่มๆ ในใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ยัยเด็กนี่ช่างร้ายเหมือนกับพี่ชายอะไรอย่างนี้ 

               แล้วเสียงร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับข้ามโขงก็ดังขึ้นในเย็นวันนั้น เค้กชิ้นใหญ่ที่ตกแต่งเป็นรูปการ์ตูนสวยถูกใจเด็กๆ กันมาก ถ้าตัดเรื่องของคำแสนออกไปวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนมีความสุขกันมากเพราะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า ข้ามโขงอธิษฐานขอให้ได้เจอกับคุณลุงพ่อทูนหัวของตัวเองอีกครั้งก่อนจะเป่าเค้กวันเกิด แล้วพอเป่าเค้กเสร็จปานมณฑาก็เอาผ้าคลุมไหล่ของฟ้าหยาดมาห่มให้กับลูกชาย เสมือนว่าวันนี้ข้ามโขงมีอ้อมกอดของฟ้าหยาดคอยโอบกอดเอาไว้แล้วเธอก็เอาพิณที่คำแสนให้บุญส่งแอบเอามาให้มาให้กับข้ามโขง พ่อของข้ามโขงนั้นเล่นพิณเก่งมาก ข้ามโขงเองก็น่าจะเล่นพิณได้เก่งเหมือนกับพ่อคำแสนส่วนสร้อยคอจี้พญานาคเธอจะรอให้ข้ามโขงโตก่อนแล้วค่อยมอบให้เขา ข้ามโขงจะได้รู้ว่าพ่อกับแม่แท้ๆ ของเขานั้นรักกันมากแค่ไหน 

  

 

 

               ครอบครัวของปานมณฑากับผู้พันกรันณ์อยู่เที่ยวที่ฝั่งลาวหลายวันก่อนจะเดินทางกลับ แต่ก่อนกลับนั้นปานมณฑาได้ชวนราชาวดีแวะซื้อของฝากก่อน ซึ่งของฝากที่ว่าก็อยู่ในตลาดย่านแหล่งขายทอง เครื่องเงินและเครื่องประดับต่างๆ คุณแม่ทั้งสองถูกใจเครื่องเงินกันมากก็เลยอยู่ดูกันเสียนานจนพ่อๆ ทั้งสองที่ต้องคอยดูแลลูกๆ ได้แต่ถอนหายใจให้ ผู้หญิงกับเครื่องประดับนี่เป็นของคู่กันจริงๆ ราชาวดีได้ผ้าไหมสวยๆ จากบ้านของปานมณฑาไปเป็นของฝากให้กับแม่ของสามีแล้วเธอก็เลยอยากได้สร้อยน่ารักๆ ไปให้ขวัญตา น้องสาวของสามีด้วยอีกคน ส่วนปานมณฑานั้นกำลังดูเครื่องประดับสำหรับนางรำเพื่อให้ลูกสาวตัวน้อยได้ใส่เวลาที่ต้องไปงานรำบวงสรวงแทนคุณป้าระรินที่ตอนนี้ท้องโตออกไปร่ายรำเหมือนกับเมื่อก่อนไม่ได้ กว่าคุณแม่ทั้งสองจะได้ของฝากสวยๆ ที่ถูกอกถูกใจกันคุณพ่อทั้งสองที่รออยู่ก็แทบจะนั่งหลับคาม้านั่งในตลาดแล้ว แต่ในจังหวะที่ปานมณฑาจะเดินเข้าไปหาสามีนั้นจู่ๆ ก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาชนเธอเข้าอย่างจังจนปานมณมณฑาแทบจะล้มลงไปกับพื้น หัวหน้าคเชนทร์จึงรีบเข้ามากอดรับเธอเอาไว้ 

               “ขอโทษครับ ขอโทษครับเป็นอะไรรึเปล่า” ชายคนนั้นรีบเอ่ยขอโทษอย่างรู้สึกผิดจริงๆ หัวหน้าคเชนทร์จึงโบกมือบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่แล้วพอเขาหันมามองหน้าชายคนนี้ดีๆ เขาก็ต้องตกใจ ไม่เพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ผู้พันกรันณ์กับปานมณฑาก็ด้วย 

               “...พี่คำแสน...” ปานมณฑาเรียกชื่อชายคนนี้ออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นหน้าตาของเขา ในขณะที่ชายคนนี้กลับทำสีหน้างง 

               “เออ...ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ พอดีผมมัวแต่มองหาร้านทองเจ้าประจำน่ะครับเลยไม่ทันได้มองทาง คุณผู้หญิงเป็นอะไรรึเปล่า” สำเนียงพูดภาษาไทยชัดเจนบ่งบอกว่าเขาน่าจะเป็นคนไทยที่ข้ามมาฝั่งนี้ แต่หน้าตาของเขานี่สิกลับเหมือนคำแสนราวกับแกะแม้แต่แววตาก็ยังดูดุเหมือนกันด้วย 

               “คูมลุงใจดี!” เพลงพิณที่นั่นดูดน้ำหวานอยู่กับเรนเจอร์ร้องขึ้นเมื่อเห็นหน้าชายคนนี้ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคำแสน 

               “อ้าว ยัยหนูน้องเพลงพิณ” ชายคนนี้หันมายิ้มให้เพลงพิณราวกับเคยรู้จักกันมาก่อนหัวหน้าคเชนทร์ก็เลยรีบคว้าตัวลูกสาวไปหาเมื่อเพลงพิณทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาชายคนนี้ ถึงหน้าตาชายคนนี้จะเหมือนคำแสนมากแต่เขาก็ไม่ใช่คำแสน 

               “ทำไมคุณถึงรู้จักลูกสาวผม” หัวหน้าคเชนทร์ถามอย่างไม่ไว้ใจแล้วส่งเพลงพิณให้กับปานมณพา จากนั้นเขากับผู้พันกรันณ์ก็เข้ามาขวางไม่ให้ชายคนนี้เข้าใกล้ลูกเมียของพวกเขาอีก 

               “อ๋อ คุณคือคุณพ่อของน้องเพลงหรอครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายคนนี้รีบบอก “ผมชื่อสมภพ เป็นคนไทย ผมมีกิจการร้านขายทองแล้วก็เครื่องประดับที่ฝั่งไทยครับ เมื่อเดือนก่อนผมได้ทำบุญที่ร้านของตัวเองแล้วได้ติดต่อนางรำไปรำบวงสรวง น้องเพลงพิณเป็นหนึ่งในนางรำที่ไปรำครับ น้องรำสวยมาก ผมไม่เคยเห็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ไหนจะรำได้สวยเหมือนผู้ใหญ่แบบนี้ สมกับเป็นเด็กปั้นของครูระรินจริงๆ” คราวนี้หัวหน้าคเชนทร์หันมามองทางปานมณฑาทันทีเพราะเวลาที่เธอกับครูระรินพาลูกไปรำเขาไม่ได้ไปด้วยทุกงาน 

               “เดือนก่อนน้องเพลงมีรำที่ร้านทองจริงๆ ค่ะ เป็นงานที่ใหญ่มากแล้วก็มีนางรำไปกันเยอะ” ปานมณฑาพอจะนึกออก แต่เธอก็จำได้ว่าไม่เคยเห็นหน้าชายคนนี้มาก่อน ก็เขาหน้าตาเหมือนพี่ชายเธอขนาดนี้ถ้าเธอเคยเห็นเธอต้องไม่มีทางลืมแน่ๆ 

               “ครับ น่าเสียดายครับที่งานวันนั้นคนมาเยอะแล้วผมก็มันแต่วิ่งรับแขกเลยไม่ทันได้มาทักทายน้อง” ชายคนนี้บอกอีก แต่หัวหน้าคเชนทร์ก็ยังไม่ไว้ใจเขา ถึงแม้ว่าชายคนนี้จะรู้แม้กระทั่งว่าลูกสาวของเขาเป็นนางรำเด็กปั้นของครูระรินก็ตาม 

               “แล้วคุณเคยเจอกับลูกของผมอีกมั้ย” 

               “เคยครับ เมื่อราวๆ หลายวันก่อนมั้ง ตอนนั้นผมเอาทองไปส่งลูกค้าแถวๆ สถานีเรือรัตนวาปีครับแล้วบังเอิญเจอน้องเพลงเล่นอยู่กับพี่ๆ ผมเอ็นดูน้องมากก็เลยให้สร้อยข้อมือน้องไปแล้วก็ฝากให้พี่ๆ ของน้องเพลงด้วย ไม่ทราบว่าคุณพ่อน้องทราบมั้ยครับ” 

               “ทราบครับ” หัวหน้าคเชนทร์ตอบแล้วบอกให้ปานมณฑาเอาสร้อยข้อมือทั้งสามเส้นนั้นออกมาก่อนจะยื่นไปคืนชายคนนี้ “สร้อยแต่ละเส้นน้ำหนักทองหนึ่งบาท สามเส้นก็สามบาทรวมๆ ราคาแล้วก็เกือบแสน ขอบคุณนะครับที่เอ็นดูลูกสาวผมแต่ผมคงรับเอาทองของคนแปลกหน้ามาไม่ได้ ถึงคุณจะเป็นเจ้าภาพเคยจ้างลูกสาวผมไปรำก็ตามแต่ของราคาแพงแบบนี้มันเกินกว่าที่คนเอ็นดูกันเขาจะให้กันเฉยๆ” 

               “คุณพ่ออย่าคิดมากเลยครับ เวลาที่ผมชอบใครผมก็ให้ทองแบบนี้แหละครับ นางเอกหมอลำที่ผมปลื้มได้มากกว่านี้อีก” 

               “โทษทีผมมันคนคิดมาก คุณเอ็นดูลูกสาวผมเพราะเขารำสวยเลยอยากให้ทองผมพอเข้าใจได้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าคุณเกิดเอ็นดูอะไรลูกชายทั้งสองคนของผมด้วยถึงได้ให้ทอง ลูกชายผมเขารำกันไม่เป็นนะ” 

               “ผมก็เอ็นดูเด็กๆ ไปตามประสาแหละครับ” 

               “เอ็นดูกันก็เลยให้ทองมาตั้งสามบาทเนี่ยนะ” หัวหน้าคเชนทร์ถามกลับอีก แต่ดูจากการแต่งตัวของชายคนนี้แล้วก็ดูท่าว่าเขาคงจะมีฐานะอยู่ไม่ใช่น้อย ซ้ำที่มือก็ยังถือถุงใส่เครื่องประดับอีก ท่าทางน่าจะเป็นพ่อค้าทองจริงๆ แล้วก็บังเอิญหน้าตาเหมือนคำแสนมากราวกับเป็นคนๆ เดียว 

               “คุณเอาทองของคุณคืนไปเถอะ ผมไม่เชื่อใจในเจตนาของคุณ อีกอย่างที่จี้ของสร้อยข้อมือก็คือหินปฐวีธาตุ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ของหาได้ง่ายๆ ถ้าเอาไปวางขายคงได้ราคาดีมากๆ อย่าเที่ยวเอามาแจกให้เด็กสามขวบใส่เลย แล้วทีหลังก็ไม่ต้องว่าจ้างลูกสาวของผมไปรำแล้วเพราะผมจะไม่ให้เขาไป” 

               “โธ่คุณพ่อครับ ผม...” 

               “พูดไม่รู้เรื่องหรอ” คุณพ่อจอมหวงลูกว่าขึ้นพร้อมกับเปิดชายเสื้อเชิ้ตที่สวมทับเสื้อยืดออกให้ชายรายนี้ดูปืนพกที่ซ่อนอยู่ที่เอวเป็นการขู่ ซึ่งพอเห็นแบบนี้แล้วชายคนนี้ก็ถึงกับหน้าถอดสี พอรับทองทั้งสามเส้นคืนไปแล้วเขาก็รีบกล่าวคำลาและเดินจากไปทันที หัวหน้าคเชนทร์ก็เลยอุ้มเพลงพิณขึ้นมาถาม 

               “น้องเพลง คุณลุงคนเมื่อกี้นี้รึเปล่าคะที่ให้สร้อยข้อมือน้องเพลงมา” สาวน้อยเอียงคออย่างน่ารักอย่างพยายามนึกก่อนจะพยักหน้าออกมา 

               “ใช่ค่ะ คูมลุงใจดีคนเมื่อกี้ให้สร้อยน้องเพลง” 

               “น้องเพลงเคยเจอคุณลุงมาก่อนมั้ยลูก” 

               “ไม่ค่ะ คูมลุงหน้าดุเหมืองพี่ข้ามโขงเยย ไหนคูมพ่อกับคูมแม่บอกว่าคูมลุงไปสวรรค์แย้วไงคะ ทำมายคูมลุงถึงมาอยู่นี่” งานนี้ทำเอาหัวหน้าคเชนทร์กับผู้พันกรันณ์ได้แต่มองหน้ากันอย่างคิดหนัก พอมองไล่หลังไปก็เห็นชายเจ้าของร้านทองคนดังกล่าวเดินเข้าไปในร้านทองร้านใหญ่ที่สุดในตลาดนี้ ท่าทางดูเป็นเจ้าของกิจการค้าทองและเครื่องประดับจริงๆ หรือว่าความจริงแล้วคนที่เพลงพิณเจอจะเป็นชายคนนี้ ไม่ใช่คำแสน 

               “ป่าน คราวหลังถ้าจะพาน้องเพลงไปรำอีกพี่จะไปด้วยนะ บอกตรงๆ เลยว่าพี่ไม่ชอบแบบนี้เลย มีที่ไหนเอ็นดูเด็กถึงกับให้ทองมา ทองนะไม่ใช่ขนมที่จะได้แจกกันเป็นว่าเล่นแบบนี้” 

               “ป่านเองก็รู้สึกกลัวๆ เขาเหมือนกันค่ะ ต่อไปป่านคงไม่กล้าให้ลูกไปรำแล้ว ถ้าไปก็คงต้องให้พี่เชนทร์ไปเป็นเพื่อน” ปานมณฑาก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกันก่อนจะรับเอาเพลงพิณไปอุ้มและกอดเอาไว้ แต่พอเธอฉุกคิดถึงคำพูดของพี่ชายเมื่อวันก่อนได้ 

               “...เรื่องไอ้เชนทร์พี่เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว” 

           “ยังไง จะฆ่าใครอีกคะ” 

           “ไม่ฆ่าใครแล้ว เอาน่า คอยดูเถอะ รับรองเลยว่าพี่จะไม่ฆ่าใครอีก” 

               หรือว่านี่จะเป็นทางหนีทีไล่ที่เขาพูดถึง ใช้ผู้ชายคนที่หน้าตาเหมือนกันมาเล่นละครตบตาทุกคนเพื่อให้เข้าใจว่าคนที่เพลงพิณเจอคือชายคนนี้ไม่ใช่เขา ถ้าหากว่านี่เป็นเรื่องจริงพี่ชายของเธอก็ดูฉลาดสุดๆ ปานมณฑาคิดแล้วก็ต้องแอบอมยิ้มออกมา งานนี้สามีของเธอกับผู้พันกรันณ์ได้หัวหมุนกันแน่ๆ 

               “มึงคิดว่าไงวะ” หัวหน้าคเชนทร์หันมาถามผู้พันกรันณ์หลังจากที่ปานมณฑากับราชาวดีพาลูกๆ ขึ้นไปรออยู่บนรถแล้ว 

               “ไม่รู้สิ กูว่ากูสับสนว่ะ ไอ้หมอนี่มันก็พูดเป็นตุเป็นตะเลย หรือน้องเพลงจะเจอมันจริงๆ” 

               “กูก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” หัวหน้าคเชนทร์ตอบแล้วก็ยังคงมองชายคนดังกล่าวอยู่เมื่อชายคนนั้นกำลังเจรจาซื้อขายทองอยู่กับร้านทองขนาดใหญ่อย่างมืออาชีพ ไม่ได้ดูเป็นการแสดงเลย ตอนที่ครูระรินยังออกรับงานรำบวงสรวงอยู่ครูระรินก็มีแฟนคลับคอยติดตามไม่ใช่น้อย เจ้าภาพบางคนถูกหวยจากพิธีรำบวงสรวงก็เคยซื้อทองมาให้นางรำอย่างครูระรินเหมือนกัน บ้างก็ให้เป็นเงิน บ้างก็ไปร่วมทำบุญด้วยกัน ถ้าจะมีคนมาเอ็นดูนางรำตัวน้อยๆ อย่างลูกสาวเขาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือว่าเขาจะคิดมากไปจริงๆ 

               “แม่งเอ้ย! ตั้งแต่เป็นทหารมากูไม่เคยรู้สึกว่าภารกิจไหนมันจะแปลกแล้วก็พิศดารได้เท่านี้มาก่อนเลย มันเหมือนกูกำลังวิ่งไล่ตามคนร้ายอยู่ กำลังจะจับคนร้ายได้แต่แล้วกูก็กลับมายืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นเหมือนเดิม ยังสงสัยเหมือนเดิมว่าตกลงแล้วคำแสนมันตายจริงๆ รึเปล่า แล้วเบาะแสที่มีก็หายวับไปกับตาด้วย เหมือนมีคนมาลูบคมกูเลยว่ะ” 

               “กูก็ไม่ต่างจากมึงหรอก เอาวะ! คดีนี้อายุความยังอีกหลายสิบปี ถ้ามึงกับกูไม่ตายซะก่อนซักวันก็คงจะหาคำตอบได้ อีกอย่างข้ามโขงก็อยู่กับกู ถ้าไอ้คำแสนมันยังอยู่ยังไงมันก็ต้องมาหาลูกมัน” 

               “ก็หวังว่ากูจะไม่ทันแก่หัวขาวซะก่อนนะ” 

               หลังจากที่รถตู้ของโรงทอผ้าพุดตานขับพาทั้งสองครอบครัวนายทหารออกไปจากตลาดแล้วพ่อค้าทองคนดังกล่าวก็เดินเลี่ยงไปทางด้านหลังตลาดในทันทีซึ่งมีชายสองคนยืนรออยู่ด้วยท่าทีสบายๆ 

               “โหนาย ผมเกือบเอาตัวไม่รอดแน่ะ” สมภพว่าพร้อมกับยื่นถุงเครื่องทองให้กับผู้เป็นนายซึ่งมีหน้าตาเหมือนกันกับเขาราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน จะต่างกันก็ที่บุคลิก น้ำเสียงและท่าทาง 

               “มึงซ้อมมาตั้งนานจะพลาดได้ไง ไม่เสียแรงที่กูส่งมึงไปแปลงโฉมให้เหมือนกู” คำแสนแสยะยิ้มแล้วก็ส่งถุงเครื่องทองให้กับบุญส่ง แต่ก็ยังคงถือสร้อยข้อมือทั้งสามเส้นของลูกๆ หลานๆ เอาไว้ ถ้าหัวกน้าคเชนทร์ไม่ยอมรับเดี๋ยวเขาจะแอบเอาไปให้ปานมณฑาเอง เขาคิดว่าเธอน่าจะรู้ว่านี่มันคือแผนของเขา 

               “วันนี้มึงทำได้ดีมาก ส่วนนี่คือค่าจ้าง ปิดปากให้เงียบล่ะ” คำแสนยื่นสร้อยคอทองคำขนาดห้าบาทให้กับชายคนนี้ก่อนจะเดินจากไป ชายคนนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้ทองสร้อยใหญ่มาเป็นค่าจ้างซึ่งมันคุ้มกับค่าเหนื่อยของเขามากๆ จึงไม่ทันได้ระวังบุญส่งที่ยังยืนอยู่กับเขา แล้วพอเขาเผลอมีดเล่มใหญ่ของบุญส่งก็ปักเข้ามาที่ขั้วหัวใจจนเขาขาดใจตายในทันที จากนั้นบุญส่งก็จัดการลอกผิวหนังปลอมที่ใช้สำหรับการปกปิดใบหน้าเพื่อการปลอมตัวออกจากชายคนนี้จนหมดจนเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงซึ่งไม่ได้มีเค้าเหมือนกับคำแสนเลยแม้แต่น้อย บุญส่งจัดการกับศพอย่างเรียบร้อยและไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ เอาไว้ก่อนจะคว้าสร้อยคอทองคำคืนแล้วตามคำแสนไป 

               “เรียบร้อยแล้วครับนาย” บุญส่งคืนสร้อยให้กับคำแสน ขณะที่คำแสนยืนมองแม่น้ำโขงเบื้องหน้าอยู่ เพราะเขาแต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปและสวมหมวกกับแว่นตาดำจึงไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร 

               คำแสนมองข้ามแม่น้ำโขงกลับไปที่ฝั่งไทยแล้วก็แสยะยิ้มเมื่อนึกถึงน้องสาว ยัยเอ๋อ พี่ขอโทษนะที่ต้องฆ่าคนอีกแล้ว ตอนแรกพี่ก็ไม่คิดที่จะฆ่ามันหรอกแต่ไอ้หมอนี่มันเป็นคนปากสว่าง ถ้าพี่ปล่อยมันไปมันคงเอาเรื่องของพี่ไปบอกคนอื่น แล้วเพราะต้องซ้อมบทละครให้มันทำให้มันรู้เรื่องราวส่วนตัวของครอบครัวเรามากจนเกินไปพี่จึงไม่อาจปล่อยมันเอาไว้ได้ พี่กลัวว่ามันอาจจะไปทำร้ายป่านหรือไปยุ่งกับลูกหลานของพี่ พี่หวังว่าเราจะเข้าใจพี่นะ เส้นทางชีวิตของเราสองคนพี่น้องมันเป็นเส้นขนานที่ยากจะมาบรรจบกันได้ เหมือนเราสองคนที่ต้องอยู่กันคนละฝั่งของแม่น้ำโขง แต่พี่ก็ยังหวังอยู่นะว่าสักวันเราสองคนจะได้กลับมาเจอกันและอยู่ด้วยกันอีกครั้ง พี่ชายคนนี้จะคอยตามดูแลน้องสาวอย่างป่านตลอดไป... 

               “กลับกันเถอะ” คำแสนหันมาบอกบุญส่งแล้วหย่อนสร้อยคอทองคำลงไปในขันของขอทานรายหนึ่งที่นั่งขอทานอยู่หน้าตลาดอย่างไม่คิดเสียดาย เขาครึ้มอกครึ้มใจที่ได้เห็นสีหน้าของหัวหน้าคเชนทร์กับผู้พันกรันณ์เมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนคงจะเหวอกันไม่น้อย คงจะเจ็บใจกันสุดๆ ที่สุดท้ายแล้วปริศนาของคดีเขาก็ยังไม่ได้ไขจนกระจ่าง ไอ้น้องเขยตัวดี คิดลองดีกับพี่เมียมันก็ต้องเจอแบบนี้แหละ 

  

 

 

               จนแล้วจนรอดหัวหน้าคเชนทร์ก็ยังไขปริศนาคดีของคำแสนไม่ได้ แม้ว่าตอนที่อยู่ฝั่งลาวเขากับผู้พันกรันณ์จะแอบออกไปสืบหาความจริงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งแล้วก็ตามแต่ก็ไม่เคยได้เบาะแสอะไร ผู้พันกรันณ์เองแม้จะเจ็บใจกับเรื่องนี้มากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องพาลูกเมียกลับบ้านเพราะเขาต้องกลับไปประจำการที่แม่สอดตามเดิม เรื่องคดีของคำแสนมันถูกปิดไปแล้ว การจะรื้อคดีขึ้นมาสืบใหม่เขาก็ต้องมีหลักฐานและเบาะแสที่มากเพียงพอ หลักฐานที่ได้ก็ต้องมีที่มาที่ไปด้วย แต่เพราะเขากับหัวหน้าคเชนทร์ไม่มีทั้งเบาะแสแล้วก็หลักฐานอะไรที่จะใช้ในการรื้อคดีได้พวกเขาก็เลยต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนและหวังว่าในไม่ช้านี้หากคำแสนไม่ได้ตายจริงๆ เดี๋ยวก็คงจะโผล่หางออกมาให้เห็นเอง 

               “พี่เชนทร์ยังสืบเรื่องของพี่คำแสนอยู่อีกหรอคะ” ปานมณฑาถามสามีอย่างยิ้มแย้มเมื่อเขาเดินขึ้นมาบนบ้านหลังจากออกเวรในตอนดึก ส่วนเด็กๆ ปานมณฑาเพิ่งส่งเข้านอนไปเมื่อก่อนหน้านี้ ตั้งแต่กลับมาจากฝั่งลาวเธอก็เห็นสามีคร่ำเคร่งกับเรื่องคดีนี้ไม่ได้หยุดโดยที่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยเพราะเธอเองก็ไม่ได้เบาะแสของพี่ชายเหมือนกัน แต่เธอก็รู้ดีว่าพี่ชายของเธอเขาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลหรอก แต่อยู่ใกล้ๆ เธอนี่แหละเพราะวันก่อนเธอพบว่าสร้อยข้อมือของเด็กๆ ที่หัวหน้าคเชนทร์คืนให้ชายเจ้าของร้านขายทองไปมันได้กลับมาอยู่ในกล่องไวโอลินของเธอ ซึ่งปานมณฑาก็รู้ดีว่าเรื่องของชายเจ้าของร้านทองคนนั้นคงเป็นแผนการของพี่ชายเธอ สุดท้ายพี่ชายของเธอก็เอาทองมาคืนให้อยู่ดี ดังนั้นเธอจึงซ่อนทองทั้งสามเส้นนี้เอาไว้ให้ลูกๆ เอง 

               “หรือว่ามันจะตายแล้วจริงๆ” ปานมณฑาหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินแบบนี้ จะว่าไปก็อดสงสารสามีไม่ได้เหมือนกัน 

               “ความจริงยังไงก็ยังคือความจริงอยู่วันยันค่ำค่ะ พี่เชนทร์เชื่อเรื่องโชคชะตามั้ยคะ” เธอถามเขาพลางขึ้นไปนั่งกอดเขาบนตักอย่างออดอ้อน 

               “แน่นอนพี่เชื่อ” 

               “ถ้าพี่เชนทร์กับพี่คำแสนเป็นคู่ปรับกันจริงๆ ซักวันก็คงได้เจอกันอีกค่ะ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง บางทีอาจเป็น...ชาติหน้าก็ได้นะคะ” 

               “เออดี จองเวรกันไปเรื่อยๆ” 

               “ชาติหน้าอาจได้เป็นเพื่อนรักกันก็ได้ค่ะ ส่วนป่าน ป่านก็จะเป็นน้องสาวของพี่คำแสนให้พี่คำแสนยกน้องสาวแสนสวยให้เพื่อนรักอย่างพี่เชนทร์ แฮปปี้เอนดิ้งสุดๆ” 

“ยัยเด็กป่วงช่างมโน” หัวหน้าคเชนทร์ว่าขำๆ แล้วหอมแก้มเธออย่างผ่อนคลาย ถึงเขาจะเครียดกับงานมากแค่ไหนแต่พอได้อยู่กับเธอแล้วความเครียดของเขาก็มลายหายไปจนหมด อยู่กับเธอแล้วมีเรื่องให้ต้องขำตลอด “แม่งูน้อยของพี่” เขาจูบหน้าผากของเธออีกครั้ง 

“พี่เชนทร์อย่าเครียดเรื่องพี่คำแสนเลยนะคะ สมมติว่าตอนนี้พี่คำแสนมีชีวิตอยู่จริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครแล้ว หลายปีมานี้พี่เชนทร์ก็ทราบนี่คะว่าไม่ได้มีคดีร้ายแรงไหนที่โยงไปถึงพี่คำแสนเลย ไม่แน่ป่านนี้ถ้าพี่คำแสนยังอยู่จริงๆ เขาอาจจะโกนหัวบวชเป็นพระไถ่บาปให้กับทุกคนอยู่ก็ได้ส่วนเรื่องคดีในอดีต...ไม่มีใครหนีกฎแห่งกรรมไปได้หรอกค่ะ ลำพังแค่ไม่ได้เจอลูกก็ทรมานมากแล้ว พี่เชนทร์ปล่อยวางเรื่องนี้เถอะนะคะ เอาไว้...ได้เบาะแสอะไรขึ้นมาใหม่ค่อยไปสืบหา ไม่ใช่ไปสืบหาทั้งๆ ที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยมันจะหักโหมตัวเองเปล่าๆ ป่านกับลูกเป็นห่วงพี่เชนทร์ เรากลัวพี่เชนทร์โหมงานหนักจนไม่สบาย พวกเราแม่ลูกต้องการพี่เชนทร์นะคะ เราอยากให้พี่เชนทร์อยู่กับเรานานๆ ถ้าไม่มีพี่เชนทร์แล้วป่านกับลูกจะอยู่กับใคร พี่เชนทร์ยิ่งแก่ๆ อยู่” 

               “กำลังจะซึ้งเลย ทำไมมาปิดท้ายว่าพี่แก่แบบนี้ล่ะ” เขาหยิกแก้มนวลอย่างหมั่นเขี้ยวอีก ปานมณฑาเลยรีบกอดคอหอมแก้มของเขาคืน เธอซุกไซ้จมูกหอมซอกคอของเขาแล้วก็ตามด้วยจุ๊บปากเขาอีกที 

               “แก่ยังไงก็รักค่ะ” เธอยิ้มหวานให้เขา “องคุลีมาลเคยทำบาปมามากก็ยังกลับตัวกลับใจเป็นคนดีบวชพระบรรลุธรรมได้ แต่ถึงจะบรรลุธรรมแล้วสุดท้ายก็ยังหนีกฎแห่งกรรมที่เคยทำไม่ได้อยู่ดี” ปานมณฑาไม่พูดเปล่าแต่ยังทำมือร่ายโบกไปมาใส่หน้าสามีด้วยจนเขาต้องจับมือของเธอเอาไว้แล้วขมวดคิ้วใส่อย่างงงๆ 

               “โบกมือใส่หน้าพี่ทำไม” 

               “อ้าว ก็ร่ายมนต์ใส่พี่เชนทร์ให้พี่เชนทร์คล้อยตามไงคะ โอม จงเชื่อป่าน จงเชื่อป่าน จงเชื่อป่าน เพี้ยง!!!” 

               “ยัยป่วงเอ้ย!” หัวหน้าคเชนทร์จนคำพูดกับความป่วงของเธอแล้ว สุดท้ายก็หัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลายอีกครั้ง เขาอยู่กับเธอแล้วสบายใจที่สุดเลย 

               “อ่ะๆ ก็ได้ เรื่องของคำแสนพี่จะพักเอาไว้ก่อนก็ได้เพราะขืนสืบต่อก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี ถ้าคำแสนตายไปแล้วจริงๆ ก็ขอให้ไปที่ชอบๆ แต่ถ้ายังไม่ตายก็ขอให้อย่าก่อเรื่องอีกแล้วถ้าพี่ได้เบาะแสของมันพี่ค่อยตามล่ามันใหม่โอเคมั้ย” 

               “นั่นไง! มนต์ธิดานาคีของป่านได้ผลจริงๆ ด้วย” ปานมณฑายิ้มร่าที่สามารถเกลี้ยกล่อมสามีให้ปล่อยวางเรื่องของพี่ชายเธอได้ รอยยิ้มของเธอมีแววเจ้าเล่ห์ออกมาให้ได้เห็นเพราะเชื่อแน่นอนว่าสามีของเธอคงจะไม่ได้เบาะแสอะไรของพี่ชายเธออีกแล้ว สืบไปก็เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร เดี๋ยวเธอจะซื้อยาแก้โรคประสาทส่งไปให้ผู้พันกรันณ์ด้วยเพราะรายนั้นยิ่งประสาทเสียกว่าสามีของเธออีกที่ตามจับพี่ชายของเธอไม่ได้ ป่านนี้คลั่งจนถูกพี่หมอแก้มลากเข้าโรงพยาบาลบ้าแล้วมั้ง 

               “เดี๋ยวนี้มีเล่นของใส่ผัวด้วย” 

               “อ่ะแน่นอน” แล้วปานมณฑาก็โบกมือทำท่าร่ายมนต์ใส่เขาอีก “โอม จงรักป่าน จงหลงป่าน จงเป็นทาสรักของป่าน เพี้ยง!” พอเธอร่ายมนต์จบเท่านั้นแหละหัวหน้าคเชนทร์ก็ลุกขึ้นแล้วช้อนอุ้มเธอเอาไว้ในอ้อมแขนทันที 

               “งื้ออออ พี่เชนทร์ทำอะไรคะ จะอุ้มป่านไปไหน” 

               “โดนเมียทำของใส่ ตอนนี้รักเมีย หลงเมีย เป็นทาสรักของเมียแล้วก็เลยจะอุ้มเมียไปจัดการต่อในห้องนอน” 

               “งั้นป่านจะท่องมนต์นี้ใส่พี่เชนทร์ทุกวันเลย” 

“อย่าเลย ขนาดไม่ท่องพี่ก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว ขืนท่องพี่ได้เอวเคล็ดกันพอดี” ปานมณฑาหัวเราะคิกคักออกมาแล้ววาดแขนขึ้นไปกอดรอบคอของเขา เธอเอื้อมตัวขึ้นไปจูบแก้มของเขาอย่างยินยอมพร้อมใจให้เขาพาไปจัดการต่อในห้องนอน ดวงตาคู่สวยหวานฉ่ำทอดมองแต่สามีผู้เป็นที่รัก เธอตกหลุมรักเขาทุกวัน หลงเขาจนโงหัวไม่ขึ้น ยิ่งเขาทำดีกับเธอ ทำทุกๆ อย่างก็เพื่อเธอเธอก็ยิ่งรักเขา ดีใจเหลือเกินที่ชาตินี้ได้เกิดมาเจอเขา มารักเขาแบบนี้ 

“พี่เชนทร์จ๋า” เธอเรียกเขาเสียงหวานกระเส่าเมื่อเขาวางเธอลงนอนไปกับเตียงโดยที่สองแขนของเธอยังคงกอดคล้องคอของเขาอยู่ “ป่านรักพี่เชนทร์มากเหลือเกิน นอกจากลูกพี่เชนทร์คือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของป่านเลยนะคะ” ดวงตาคู่สวยสบมองกับเขา ความรักใคร่ถูกส่งมอบให้กันผ่านทางสายตา หัวใจเชื่อมโยงผูกรักให้แก่กันและกันจนแนบแน่น 

“ป่านก็คือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตพี่ เป็นของขวัญวันเกิดที่ถูกใจพี่ที่สุด” เขาบอกเธอก่อนจะโถมตัวลงไปหาแล้วเริ่มปฏิบัติการฉกและกินแม่งูน้อยแสนสวยจอมขี้อ้อนคนนี้ ของขวัญวันเกิดที่ถูกใจพี่ที่สุด อย่างนั้นหรอ ปานมณฑาคิดตามก่อนจะนึกไปถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เธอมาที่นี่ใหม่ๆ จุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของเธอกับเขามันเริ่มขึ้นในงานฉลองวันเกิดของเขา เธอแกล้งวางยาจัดฉากให้เขานอนกับครูระรินแต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นว่าเธอต่างหากที่ถูกเขาตลบหลังเอาไปนอนแทนที่ครูระรินจนต้องแต่งงานกันเพื่อกลบข่าวฉาว แล้วความดีของเขาก็เอาชนะใจเธอได้ในที่สุด นั่นสินะ...เธอเป็นของขวัญวันเกิดที่ถูกใจเขาที่สุดจริงๆ ด้วย 

ในขณะที่หัวหน้าคเชนทร์ใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับปานมณฑาในห้องนอน ที่ห้องนอนของข้ามโขงก็ได้มีใครคนหนึ่งแอบลอบเข้ามา ซึ่งเมื่อมาถึงเขาก็จัดการถอดสายกล้องวงจรปิดในห้องนอนของข้ามโขงออกชั่วคราว ไว้เดี๋ยวก่อนไปค่อยใส่สายกล้องคืนให้เหมือนเดิม เพราะความเป็นห่วงลูกๆ ของหัวหน้าคเชนทร์เขาก็เลยติดกล้องเอาไว้ในห้องนอนของลูกทุกคนเพื่อคอยดูว่าเด็กๆ เข้านอนกันแล้วรึยัง พอจัดการกับกล้องวงจรปิดเสร็จเขาก็ล็อกห้องนอนให้เรียบร้อยก่อนจะเดินเข้าไปหาข้ามโขงที่กำลังหลับอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆ และมีตุ๊กตายอดมนุษย์ที่หนุ่มน้อยชอบวางอยู่ที่หัวเตียงหลายตัว ที่โต๊ะข้างหัวเตียงมีกรอบรูปใส่ภาพของเขากับฟ้าหยาดเอาไว้ด้วย คงเป็นภาพที่ปานมณฑาให้ข้ามโขงมา คำแสนนั่งลงที่ข้างเตียงนอนของลูกก่อนจะโน้มตัวลงมาจูบแก้มลูกชายเบาๆ ด้วยความรัก แม้จะอยากมาหาลูกบ่อยๆ แต่เขาก็ทำไม่ได้เพราะเดี๋ยวหัวหน้าคเชนทร์จะสงสัยเอาแต่ถ้าจะแอบมาแบบนานๆ ทีก็คงไม่ใช่ปัญหา 

คำแสนเพิ่งจะสังเกตว่านอกจากผ้าห่มแล้วที่ตัวของข้ามโขงก็ยังมีผ้าคลุมไหล่ของฟ้าหยาดห่มอยู่ด้วย คาดว่าปานมณฑาคงจะเอาผ้าคลุมไหล่ของฟ้าหยาดที่เขาให้มาห่มให้ลูก ข้ามโขงจะได้รู้สึกเหมือนกับมีแม่ฟ้าคอยกอดอยู่ 

               “หลับฝันดีนะลูก พ่อกับแม่อยู่กับข้ามโขงตรงนี้แล้ว” เขากระซิบบอกลูก มือข้างหนึ่งลูบผมของข้ามโขงเบาๆ ส่วนแขนอีกข้างก็กอดลูกเอาไว้ “ถึงตัวของแม่ฟ้าหยาดจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แต่ก็ถือว่าผ้าคลุมไหล่ผืนนี้เป็นตัวแทนของแม่นะ พ่อกับแม่จะอยู่กับข้ามโขงเสมอ” คำแสนกอดซบลูกอย่างแสนรักและห่วงใย และเพราะความห่วงใยนี้ทำให้เขาหนีไปไหนไม่ได้แล้วความน่ารักของลูกชายก็ทำให้เขาอดใจไม่ไหวจนต้องหาทางลอบเข้ามาหา เขาจูบแก้มของลูกอีกครั้งแล้วก็มองไปยังทิศของห้องนอนปานมณฑาที่ขณะนี้คงจะกำลังพลอดรักอยู่กับสามีตามประสาคู่รัก คำแสนแสยะยิ้มออกมาราวกับผู้มีชัยเมื่อนึกถึงน้องเขยขึ้นมา ไอ้คเชนทร์...มึงไม่มีวันจะจับกูได้หรอก ต่อให้มึงจะเป็นทหารเก่งมาจากไหนก็ตาม และต่อให้มึงจะสืบคดีไขปริศนาเก่งมากแค่ไหน แต่สำหรับคดีของกูแล้วมึงจะไม่มีวันสืบได้สำเร็จ กูจะอยู่เป็นโจทย์ปัญหาที่มึงไม่มีวันแก้ได้ไปตลอดชีวิต กูจะสอนให้มึงได้รู้ว่าเป็นแค่น้องเขย อย่าริมาลองดีกับพี่เมียอย่างกู! 

  

 

จบบริบูรณ์ 

  

******************************************** 

สุดท้ายแล้วพี่เชนทร์ก็ยังตามจับพี่คำแสนไม่ได้อยู่ดี 55555555 

ในที่สุดก็จบบริบูรณ์แล้วค่า สำหรับเรื่องราวความรักของหนุ่มทหารเรือ ถึงแม้ว่าไรท์จะไม่ได้เจาะลึกที่เนื้อหาของทหารเรือแบบจัดเต็มก็ตาม เพราะอย่างที่ไรท์เคยบอกว่าไรท์ถูกนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ขอให้แก้พล็อตเรื่อง ทั้งๆ ที่ยังมีเรื่องของหน่วย นรข. อีกหลายเรื่องมากที่อยากจะเขียน เอาเป็นว่า เรื่องราวของทหารหน่วย นรข. แบบจัดเต็มนั้นไรท์ขอไปแก้มือใหม่ในเรื่องของพี่เรนเจอร์แล้วกันนะคะ เพราะอิพี่เรนเจอร์จะมาทำภารกิจร่วมกับหน่วย นรข. ซึ่งไรท์ปรึกษากับพี่ทหารหน่วย นรข. แล้วว่าจะสามารถเขียนถึงพวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน รับรองว่าจะไม่โดนบอกให้แก้พล็อตเรื่องอีกแล้วค่ะ (สาธุ!!!) มีที่ปรึกษาดี 

ส่วนเรื่องราวของพี่คำแสน เหมือนจบแบบครึ่งๆ กลางๆ ใช่มั้ยคะ นั่นล่ะค่ะ เพราะพี่คำแสนจะไปมีบทบาทมากในเรื่องของพี่เรนเจอร์ พี่ข้ามโขงจะรู้ความจริงตอนไหน รู้แล้วจะโกรธพ่อเชนทร์มั้ย จะรับได้รึเปล่าที่เป็นลูกของผู้ร้าย พี่เพลงรักช่างพูดจะเนื้อหอมขนาดไหน น้องเพลงพิณพอโตแล้วจะสวยแค่ไหน รออ่านเวอร์ชั่นตอนโตของทุกคนนะคะ 

ในเรื่องของพี่เรนเจอร์จะมีพระนางหลายคู่ค่ะ ทั้งคู่พี่เรนเจอร์ คู่พี่ซีล คู่พี่รีคอน อันแน่นในเล่มเดียวกัน แฝดสองบ้านมาเจอกันคงป่วนน่าดู (มีคนแอบจิ้นพี่ซีลกับพี่เพลงรักด้วย อ๊ายยยยย เขิน) 

คำถามสำคัญ : แล้วจะลงให้อ่านตอนไหน ? ไรท์ขอลงตำนานรักน้ำตกอาถรรพ์ให้จบก่อนนะคะ ส่วนจะเขียนควบคู่กับเรื่องสไนเปอร์ หรือเขียนหลังสไนเปอร์อันนี้ขอคิดอีกทีก่อนค่ะว่าสังขารไรท์จะไหวแค่ไหน (ไรท์อายุตั้ง 1 พันปีนะคะ แก่แล้ว 555) 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกๆ ท่านค่ะที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่ส่งมาให้นางไม้มีเเรงใจในการปั่นนิยาย มาช้าบ้าง ไม่ตรงเวลาบ้างต้องขออภัยค่ะ แต่ก็จะพยายามปั่นนิยายแนวป่วงๆ ให้ได้ติดตามกันตลอดไปนะคะ ขอบคุณมากๆ อีกครั้งค่ะ 

*************************** 

ปล. นิยายเรื่องนี้ไรท์ส่งพิสูจนท์ตัวอักษรแล้วนะคะ พิสูจน์ตัวอักษรเสร็จจะทำเล่ม + อีบุค เลยเด้อ 

*********************** 

ปะๆๆ ลงใต้กัน 

ความคิดเห็น