Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十三

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2563 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十三
แบบอักษร

ว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ สำหรับเหลียนซินแล้วนางเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เป็นที่สุด ก่อนหน้านี้นางยังมีความสุขกับการซ้อมยิงธนูในทุกวันอยู่เลย มาตอนนี้กลับต้องมายืนเป็นหุ่นให้เหล่านางกำนัลจับแต่งเนื้อแต่งตัว แต่งหน้าทาปากสีชาดดูฉูดฉาด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวนางนางเลยสักนิด เหมือนนางกำลังเป็นใครอีกคน คนที่ต่อไปนี้จะต้องแบกภาระต่างๆ เอาไว้ นางไม่เชื่อคำพูดท่านพ่อที่ว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิม เห็นกันอยู่ว่ามันไม่มีทางเหมือนเดิมได้เลยสักนิด

 

"เหลียนเอ๋อร์ อารมณ์ดีแต่เช้าเชียวนะลูก" เสิ่นเตี๋ยชิงที่เพิ่งแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จแกล้งเอ่ยเย้าบุตรสาว อารมณ์ดีอะไรกัน เหลียนเอ๋อร์ของนางหน้าบูดหน้าบึ้งขนาดนั้นแล้ว แต่หากจะพูดกันตามตรง วันนี้บุตรสาวของนางงดงามมากจริงๆ ดูสง่างามเหมือนบิดาของนางไม่มีผิด หากสามีมาเห็นคงจะเอ่ยชมไม่หยุดปาก

 

"ท่านแม่..."

 

"หึๆ เสด็จปู่ไม่ได้จะจับเจ้าไปฆ่าไปแกงเสียหน่อย คิดในแง่ดีหมดวันนี้เจ้าก็จะเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องถูกกักบริเวณอีก ไม่ดีใจรึ"

 

"ก็ดีใจเจ้าค่ะ" เหลียนซินเอ่ยตอบมารดาเสียงอ่อย เมื่อแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จจึงเดินไปหามารดา ทิ้งตัวนั่งลงข้างกันก่อนจะกอดอีกฝ่ายเอาไว้อย่างออดอ้อน เตี๋ยชิงสวมกอดลูกน้อยกลับไป นางก้มลงมองที่ศีรษะเล็กที่แนบซบอยู่ที่ต้นแขน น่าเสียดายที่บุตรสาวยังไม่ถึงวัยปักปิ่น บนศีรษะจึงมีเพียงปิ่นขนาดเล็กไม่กี่อันที่เอาไว้ยึดเส้นผม ส่วนปิ่นอันใหญ่ที่ใช้เป็นหลักนั้นคงต้องรอไปอีกสามปีทีเดียวจึงจะปักได้

 

"ป่านนี้พิธีคงเริ่มแล้ว เราไปกันเถิด"

 

"เจ้าค่ะ" ร่างเล็กตอบรับพลางขยับกายลุกขึ้น คนเป็นแม่คว้ามือเย็นเฉียบของลูกมากุมเอาไว้แล้วพาออกเดินไปด้านนอกด้วยกัน เข้าไปยืนประจำที่เพื่อรอขันทีประกาศชื่อ มองด้านตรงข้ามที่มีสามีอย่างมู่หยางเฉินและบุตรชายยืนอยู่ก็อดยิ้มชื่นชมไม่ได้ ความหล่อเหลาดูท่าจะถ่ายทอดทางสายเลือดได้อย่างดีเยี่ยม ท่าทางสง่าและองอาจก็เช่นกัน แม้ลูกๆ จะอายุแค่สิบขวบปีก็เถิด แต่ในแววตาของลูกชายคนโตนั้นกลับไม่มีความประหม่าหรือกังวลอยู่เลย มีแต่ความมั่นคงแน่วแน่เท่านั้นที่ฉายออกมา

 

"บัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรแล้ว สายเลือดโอรสสวรรค์ไม่อาจตัดขาด คุณชายมู่ มู่เหว่ยหลง และคุณหนูมู่ มู่เหลียนซิน ให้กลับมาดำรงตำแหน่งพระราชนัดดาตามที่ควรจะเป็น พร้อมทั้งเปลี่ยนสกุลมาใช้สกุลฝูเจี๋ยแทนสกุลเดิมเพื่อให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล เชิญองค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยรับราชโองการ" สิ้นเสียงของขันทีเฒ่ารอบๆ ลานพิธีพลันเงียบลงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมพัดผ่านไปอย่างแผ่วเบา ผู้เป็นพี่ชายอย่างเหว่ยหลงเดินนำไปก่อน ตามด้วยน้องสาวที่พยายามนิ่งอย่างสุดชีวิต อดทนไม่แสดงความประหม่าออกไปอย่างที่ภายในกำลังรู้สึก

 

นางไม่ได้สังเกตมาก่อนเลยว่าวันนี้ลานพิธีถูกตกแต่งสวยงามขนาดไหน เพราะตั้งแต่มาถึงนางก็ก้มหน้าก้มตามองแต่พื้นเท่านั้น ลานพิธีกว้างใหญ่ระยะทางที่เดินก็มากตามไปด้วย ทุกย่างก้าวพาให้รู้สึกแข้งขาสั่นน้อยๆ เดินแล้วเหมือนตัวจะลอยอย่างไรอย่างนั้น มองด้านข้างและตกหน้าที่มีเสด็จปู่และบรรดาขุนนางอยู่ก็ยิ่งตื่นเต้น เหงื่อออกเต็มฝ่ามือไปหมด สุดท้ายจึงกลับมาวางสายตาไว้ที่แผ่นหลังของพี่ชายฝาแฝด

 

ทำไมพี่ชายของนางถึงดูเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้นะ ทั้งที่ขนาดตัวแทบไม่ต่างกัน แต่แผ่นหลังกว้างนั่นกลับมองแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเหมือนทุกครั้งที่นางได้สวมกอด ได้เกิดมาเป็นฝาแฝดของพี่ใหญ่ช่างเป็นโชคของนางโดยแท้ วันหนึ่งนางจะเป็นอย่างพี่ใหญ่ให้ได้ จะรีบเติบโตให้ทัน ไม่เป็นภาระให้พี่ใหญ่ต้องคอยดูแลอีกแล้ว

 

สองขาเรียวเล็กก้าวเดินอย่างมั่นคงมากขึ้นจนนางไม่รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ ชุดสีขาวสะอาดตาของสองพี่น้องพลิ้วไหวไปตามสายลม รู้ตัวอีกทีก็คงจะเป็นตอนที่คุกเค่าลงไปคำนับที่พื้นแล้วรับราชโองการนั้นมา ม้วนผ้าสีเหลืองถูกยื่นให้นางและพี่ชาย รับมาแล้วก็คำนับกล่าวขอบพระทัยเสด็จปู่อีกครั้งก่อนที่นางจะเดินไปนั่งในที่ที่เสด็จปู่จัดเตรียมไว้ให้ นั่งอยู่กับหลานสาวคนอื่นๆ ที่เอาแต่นิ่งเหมือนตุ๊กตาไร้ความรู้สึก น่าขนลุกพิกล

 

"ต่อไปเป็นพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท ตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ว่างเว้นมานานได้กลับมามีเจ้าของอีกครั้ง ฮ่องเต้ได้ทรงเลือกคนที่เหมาะสมเอาไว้แล้ว คนผู้นี้เป็นผู้มีทั้งคุณธรรมและความสามารถ เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรง องค์ชายน้อยมู่เหว่ยหลงรับราชโองการ! "

 

"กระหม่อม ฝูเจี๋ยเหว่ยหลงรับราชโองการ"

 

"ขอแต่งตั้ง องค์ชายน้อยฝูเจี๋ยเหว่ยหลง ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหนิง นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

 

"ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี" หลังจากหมอบคำนับเสร็จเหว่ยหลงจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ชุดคลุมสีแดงที่ประดับไปด้วยลวดลายมังกรห้ากงเล็บอันเป็นสัญลักษณ์ของไท่จื่อถูกสวมใส่ให้กับผู้เข้ารับตำแหน่ง คนที่นั่งอยู่จุดบนสุดมองลงมาที่หลานชายอย่างภาคภูมิใจ ตราแผ่นดินที่หลายของเขาเคยหยิบในวันนั้น วันนี้มันกำลังจะถูกวางลงบนมือของเจ้าตัวแล้ว วางลงไปแล้วกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งก็คงอีกไม่นาน...

 

งานเลี้ยงเฉลิมฉลองยามค่ำคืนเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของใครหลายคน แน่นอนว่าต้องมีคนคิดเช่นนั้น ฮ่องเต้ทรงไม่เลือกโอรสเลยสักคน แต่กลับไปเลือกเอาหลานนอกคอกมารับตำแหน่ง ทรงทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการหักหน้าบรรดาองค์ชายและองค์ชายน้อยอย่างถ้วนหน้า

 

แต่ที่น่าแปลกคือวันนี้องค์ชายน้อยฝูเจี๋ยจิ่นเซวียนคู่ปรับของสองแฝดดูจะสงบเสงี่ยมยิ่งกว่าที่เคยเป็น ยิ่งได้เห็นหน้าของเหลียนซินก็ยิ่งตกใจ คนที่เคยคิดว่าเป็นแค่คนติดตามแสนต่ำต้อยนั่นแท้จริงคือน้องสาวของเหว่ยหลง นางกลายมาเป็นหนึ่งในญาติของเขา พี่ชายของนางกลายเป็นผู้กุมอำนาจในวังหลวง เป็นรองก็เพียงฮ่องเต้เท่านั้น เช่นนี้แล้วสองคนนั่นจะคิดเอาคืนที่เคยถูกเขากลั่นแกล้งหรือไม่...

 

"องค์ชายน้อย องค์หญิงน้อยเหลียนซินให้นำขนมมาให้เพคะ"

 

"ให้ข้า!? " เอ่ยถามด้วยใบหน้าประหลาด ทั้งตกใจทั้งฉงนใจไปในคราวเดียวกัน เด็กชายมองจานขนมที่มีก้อนแป้งสีขาววางอยู่บนนั้น หากไม่กินก็ไม่ได้ สุดท้ายจึงหยิบเข้าปากไปหนึ่งชิ้น หลับตาปี๋ด้วยคิดว่าคงถูกแกล้งไม่ผิดแน่ ท่าทีนั้นที่เขาแสดงออกมาทำเอาเหลียนซินกลั้นขำไม่อยู่ หลุดหัวเราะออกมาจนต้องรีบนำมือมาปิดปากไว้

 

จิ่นเซวียนที่กลืนขนมลงท้องไปแล้วก็ลืมตาขึ้นมา ไม่ได้มีรสผิดแปลกไปอย่างที่คิด ทอดมองคนที่กลั้นขำจนหน้าแดงก็รู้สึกอับอาย คว้าขนมอีกสองสามชิ้นเข้าปากแก้ขัดเขิน ขายขี้หน้ายิ่งนัก ถูกสตรีหัวเราะเยาะเสียได้ แต่เอาเถิด ก็ดีว่าถูกเกลียดเอานั่นแหละ หากยังคงชังน้ำหน้ากันคงได้ถูกองค์รัชทายาทเล่นงานเป็นแน่ เรื่องนี้คงต้องเอาไปเล่าให้เซียวเสวี่ยฟังเสียแล้ว

 

"เสด็จปู่ ขนมหนวดมังกรเพคะ หลานทำเองกับมือ" หลังจากได้แกล้งอดีตศัตรูที่ตอนนี้คงกลายมาเป็นสหายได้สำเร็จ เหลียนซินก็สำรวมกิริยาแล้วลุกขึ้นอีกครั้ง นางฝึกทำขนมเอาไว้ ปรึกษากับพี่ชายให้ช่วยชงชาสมุนไพรรสขมฝาดเล็กน้อยที่ช่วยดับความหวานของขนมหวานที่นางทำขึ้น ตั้งใจจะใช้แทนคำของคุณจากใจให้เสด็จปู่ เพราะจะให้ของมีค่าก็คงกลายเป็นของไร้ค่า ในเมื่อก็ทรงมีทุกอย่างอยู่แล้ว จะปักผ้าแบบที่สตรีทำกันฝีมือของนางก็ยังไม่เข้าขั้น ทำได้แต่ก็ไม่ได้ถึงกับดีเยี่ยมอะไร กลัวจะขายหน้ามากกว่า สุดท้ายจึงออกมาเป็นขนมกับชาหนึ่งกาเช่นนี้

 

"ไม่ต้อง" เสียงแหบแห้งของชายสูงวัยเอ่ยขึ้นในตอนที่นางกำนัลกำลังจะตรวจพิษ รับขนมไปชิมรสพร้อมกับจิบชาที่หลานสาวบรรจงรินให้ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากกับท่าทีเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นหลานสาวแสนแสบรั้นซนในมุมนี้ เด็กๆ โตกันเร็วจริงๆ

 

"ทำได้ดีแล้ว" มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบอย่างแผ่วเบาที่ศีรษะของหลานรัก เหลียนซินมองแววตาที่ฉายแววเอ็นดูนั้นก็น้ำตาคลอขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งที่นางดื้อมาตลอด ทั้งที่เสด็จปู่ก็รู้ทุกเรื่องที่นางทำ ปัญหาที่นางก่อ แต่ตอนนี้กลับมาพูดชื่นชมเช่นนี้ แปลว่าวันนี้นางทำตัวดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ หากนางทำตัวดีกว่านี้เสด็จปู่ก็จะยิ่งดีพระทัยใช่หรือไม่

 

"หึๆ ชานี่ของพี่ชายเจ้าน่ะสิ บอกพี่ใหญ่เจ้าด้วยว่าชารสชาติดี กลิ่นสมุนไพรก็ไม่ฉุน ทำได้ดีมาก ทั้งสองเรื่อง"

 

"เพคะ หลานจะบอกพี่ใหญ่ให้" เจ้าตัวเล็กยิ้มกว้างอีกครั้ง ส่งยิ้มให้พี่ชายที่นั่งอยู่ไม่ไกล ซึ่งก็ได้รอยยิ้มตอบกลับมา พี่ชายนางเก่งทั้งเรื่องเรียนและเรื่องสมุนไพร ต่อไปคงเอาตัวรอดได้ นางได้ยินมาตลอดว่าวังหลวงโดยเฉพาะวังหลังนั้นคู่กับยาพิษ ใครตำแหน่งสูงกว่ามักถูกกำจัด ตำแหน่งรัชทายาทก็อันตรายเช่นกัน หวังว่าคงไม่มีใครโง่เง่าจนคิดวางยาพี่ชายนางหรอกนะ ท่านยายเป็นเซียนโอสถ ท่านแม่เป็นหมอยา คิดเอาเองเถิดว่าพี่ชายนางจะเก่งในเรื่องนี้ขนาดไหน

 

เหลียนซินถอยกลับไปนั่งที่ของตน งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนดึกดื่นจึงได้เลิกรา ของขวัญแสดงความยินดีมากมายถูกขนใส่รถม้าเพื่อนำไปเก็บที่ตำหนักหานอี้ มู่หยางเฉินประคองภรรยาที่ดูจะเมาเล็กน้อยเข้าห้องไป น้องชายคนเล็กของครอบครัวหลับปุ๋ยไปตั้งแต่งานเพิ่งเริ่ม คงจะเหนื่อยจากการถูกจับแต่งตัวไม่ต่างกัน รอให้รู้ความมากกว่านี้ก็จะได้ฐานันดรที่แท้จริงกลับคืนเหมือนพี่ๆ

 

สามพี่น้องตัดสินใจนอนอยู่ในห้องของน้องคนเล็กด้วยกัน เจ้าตัวน้อยได้นอนตรงกลาง มีพี่คนรองนอนด้านในสุด และพี่คนโตนอนด้านนอกสุด ป้องกันไว้ไม่ให้ใครเผลอละเมอจนตกเตียง ใบหน้าของเด็กชายวัยสี่ขวบเปื้อนยิ้มเมื่อถูกพี่ชายพี่สาวสวมกอด นึกหงุดหงิดอยู่บ้างที่กลิ่นเครื่องหอมที่เส้นผมของพี่ๆ ฟุ้งกระจายไปหมด ดีที่ผลัดเปลี่ยนชุดและถอดเครื่องประดับประดาออกกันแล้ว

 

หากนอนกันทั้งที่ยังไม่ชำระร่างกายมีหวังคงนอนไม่หลับ ไม่รู้นางกำนัลพวกนั้นใส่เครื่องหอมอะไรลงไปที่ชุดพวกนั้น กลิ่นถึงได้ติดผิวขนาดนี้ เขาชอบกลิ่นหอมของไม้กฤษณาอ่อนๆ แบบที่ใช้กันตามปกติมากกว่า กลิ่นแบบเดียวกับท่านพ่อ กลิ่นที่กลายเป็นกลิ่นประจำของคนในครอบครัวของเขา

 

 

ความคิดเห็น