email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 5 - จุดเริ่มต้นของการรักษา [100%]

ชื่อตอน : Episode - 5 - จุดเริ่มต้นของการรักษา [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Star

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2563 11:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 5 - จุดเริ่มต้นของการรักษา [100%]
แบบอักษร

 

“คนสุดท้ายน้องณิริน รหัสรับน้องหนึ่งสามเจ็ดจ้า” 

เพื่อนๆ ในกลุ่มของฉันเฮกันลั่น จนฉันหูอื้อแทบไม่ได้ยินว่าเมื่อกี้พี่ใบชาเขาเรียกชื่อใคร 

ณิริน หนึ่งสามเจ็ด นี่มันฉันนี่! 

“ลุกเร็วณิริน”วิวกับกระปุกขวาแขนฉันคนละข้างและดันหลังกันให้ฉันลุกเดินไปด้านหน้าแถวแบบงงๆ 

ใช่งงมาก ฉันไม่ได้คิดจะลงแข่ง ไม่ได้ทำโพรไฟล์ส่งรุ่นพี่ แต่ว่าทำไม...มีชื่อฉันได้! 

นี่ฉันอยู่ในเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ตอนถ้วยอัคนีแน่ๆ คืนนี้ฉันจะกลับไปรีวิวหนังเรื่องนี้ 

เนื้อเรื่องมันก็ประมาณว่าไม่ได้ใส่ชื่อตัวเองไปแข่ง แต่ดันเป็นผู้ถูกเลือกเฉย! 

“ปีนี้การประกวดดาวเดือนคณะเราเดือดแน่นอน ต่อไปพี่จะประกาศฝั่งเดือนแล้วนะคะ” 

“นี่แกจะตามหลอกหลอนฉันไปทุกทีเลยสินะ”ฮันนี่บ่นหน้าหงิก 

“…”ฉันไม่เคยอยากเอาตัวเองไปใกล้เธอเลยยัยฮันนี่! 

มีหลายอย่างที่ฉันสงสัยแต่ก็ต้องตามน้ำไปก่อน เพราะตอนนี้พี่เขากำลังประกาศฝั่งเดือนอยู่ แล้วเพื่อนก็กำลังลุ้นกันอย่างสนุกสนาน พอประกาศรายชื่อจบพวกพี่ก็เรียกเราไปบรีฟรายละเอียดการแข่งขันต่อจากนี้ และหลังอธิบายจบฉันก็เดินไปปรึกษาพี่ตาลพี่ประธานคณะอย่างสงสัย 

“พี่ตาลคะ คือณิรินขอดูโพรไฟล์ที่ส่งเข้าประกวดของณิรินหน่อยได้ไหมคะ” 

“ได้สิ นี่ไง!”พี่ตาลส่งเล่มโพรไฟล์ที่มีประวัติของฉันอย่างละเอียด รวมทั้งยังทำออกมาซะดูดีไม่มีที่ติ ออกจะมีความเกินจริงไปบางอันให้ดูมีความน่าสนใจด้วย “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ หรือว่าใส่ข้อมูลผิด ไม่ต้องซีเรียสนะอันนี้แค่ใช้เป็นใบสมัครให้พวกพี่รู้จักตัวตนเราเฉยๆ” 

“พี่พอจะทราบไหมคะ ว่าใครเป็นคนส่งใบสมัครอันนี้” 

“อันนี้เหรอ ก็พวกเพื่อนเราไง!” 

“เพื่อนณิริน?” 

ถึงบางอ้อเลยจ้ะ นี่ไม่ใช่เรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์แต่เป็นเรื่องไอ้เพื่อนจอมยุ่งนี่เอง 

“ใช่ เพื่อนเราเป็นคนเอามาส่งให้พี่เองวันสุดท้ายที่เปิดรับสมัคร ณิรินดูงงๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า” 

“คืออันที่จริง...” 

“ณิริน ดีใจด้วยนะแก”เป็นแอมแปร์ที่เข้ามากระโดดกอดฉันทั้งที่ฉันยังคุยกับพี่ตาลยังไม่จบ “ในที่สุดแกก็ได้เข้าชิงดาวคณะ สุดปังไปเลยว่ะ” 

“แต่ฉันไม่...” 

“เย้ๆ พวกเราดีใจด้วยนะณิริน แล้วก็วันนี้พวกเรานัดกันไปฉลองต่อที่ร้านหมูกระทะให้แกแล้วด้วย”กระปุกเสริมอีกแรง 

“ใช่ วันนี้เราไม่เรียนเต้นไม่มีเรียนการแสดงพอดี ไปฉลองกันนะ ร่างกายฉันต้องการหมูกระทะ” 

“อ้อพี่ตาลคะ เมื่อกี้วิวเห็นพี่ลูกจันทร์ถามหาพี่อยู่ที่ซุ่มคณะนะคะ” 

“ขอบใจนะจ๊ะน้องวิว งั้นพี่ไปก่อนนะสาวๆ เจอกันวันพรุ่งนี้” 

“สวัสดีค่ะพี่ตาล”ทุกคนต่างโบกมือลารุ่นพี่ปีสี่ออกไป 

“ฝีมือพวกแกใช่ไหม”ฉันถามเสียงเข้ม และเริ่มมองไปต้นขบวนนั่นคือลิษา 

“ลิษาเปล่านะ ลิษาไม่รู้เรื่อง ยัยวิวหรือเปล่ายัยวิวเป็นคนทำหรือเปล่า” 

“วิวก็เปล่านะ กระปุกหรือเปล่า กระปุกเป็นคนทำหรือเปล่า!” 

“กระปุกก็เปล่า แอมแปร์เป็นคนทำหรือเปล่า!” 

 “อ้าวกระปุก โบ้ยกันแบบนี้กระปุกไม่น่ารักหรือเปล่า!”แอมแปร์รีบทำหน้าเลิ่กลั่ก “เออพอดีเพิ่งนึกออกว่าซักผ้าไว้เมื่อเช้าลืมตาก ฉันกลับก่อนนะ” 

“เอ่อ ลิษาก็ลืมว่ามีนัดด่วนพอดี” 

“หมูกระทะวันนี้ไว้ก่อนแล้วกันเนอะ แยกย้ายๆ” 

“หยุด”คำเดียวของฉัน ทำเอาทุกคนหันกลับมาที่เดิมสีหน้าบ่งบอกถึงพิรุธที่ปิดไม่มิด 

“แก…จะว่าไปเรื่องนี้มันก็แปลกเนอะ ไหนตอนแรกแกบอกว่าไม่อยากลงประกวด แล้วมีชื่อแกได้ไงวะ” 

“เออนั่นสิ โคตรแปลก”ฉันแกล้งตกใจตามน้ำ เพราะเห็นความพยายามของยัยแอมแปร์ที่กำลังสร้างเรื่องหลอกให้ฉันคิดอย่างอื่นแทนคำด่ามันในตอนนี้ 

“หรือว่าความจริงแล้วมันเป็นเรื่องลี้ลับ ที่อยู่ดีๆ ก็มีรายชื่อโผล่มาโดยที่ณิรินไม่ได้เป็นคนส่ง เหมือนว่ามันมีคนจงใจส่งชื่อณิรินไปแทน” 

“เนื้อเรื่องฟังดูคุ้นๆ”ฉันแกล้งตอบยัยกระปุกที่ก่อนหน้านี้มันเคยบอกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้แฮร์รี่พอตเตอร์พอๆ กับแก๊งราชันเอ็นจิเนียนั่นแหละ “ท้ายเรื่องใช่มีผู้คุมวิญญาณออกมาด้วยป่ะ เพิ่งรู้ว่าตัวเองชื่อแฮร์รี่พอตเตอร์ ว่าไงรอน ว่าไงเฮอร์ไมโอนี่” 

พอโดนฉันตอกกลับพวกมันก็ทำหน้าจ๋อยทันที 

“พวกแกไม่ต้องมาสร้างบทสดเลย พี่ตาลบอกฉันหมดแล้ว!” 

“ณิรินเราขอโทษ ที่เราทำไปเพราะถูกพวกนี้สั่ง”เป็นวิวที่เดินเข้ามาสารภาพบาป และชี้ตัวคนร้ายในที่สุด 

“โหไอ้บ้าวิว รับบทนางถูกสั่งแล้วเอาตัวรอดแบบนี้เลยเหรอ?”ลิษาทำหน้าดุใส่ 

“เออจริง อย่าไปเชื่อนะณิริน มันน่ะตัวดีเลย กระปุกแค่เสนอ แต่ยัยวิวนี่เป็นคนทำโพรไฟล์ขึ้นมาจากข้อมูลที่แอมแปร์ให้มาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว” 

“กระปุก เบาได้เบา”แอมแปร์กระตุกแขนเสื้อเพื่อนรัวๆ 

“ทำไมพวกแกทำแบบนี้วะ” 

“เพราะพวกเรารู้ว่าณิรินเหมาะสมกับดาวคณะมากกว่าใครไง”วิวรีบตอบเอาใจ แต่ไม่ทันแล้ว 

“แต่ฉันบอกแล้วว่าไม่อยากประกวด ฉันไม่ชอบขึ้นไปยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนหรือเป็นจุดสนใจ แกก็น่าจะรู้ดีนะแอมแปร์ทำไมแกถึงยุยงเพื่อนเนี่ย” 

“ก็เพราะว่ารู้ว่าแกกลัวไง ฉันเลยยิ่งอยากให้แกข้ามผ่านมันไปให้ได้ เพราะมันอาจจะเป็นผลดีกับตัวแกเองก็ได้นะเว้ย การที่อยู่แต่ในเซฟโซนแบบนี้แล้วเมื่อไรแกจะได้เผชิญกับความจริงว่ะ”แอมแปร์พูดน้ำเสียงจริงจังที่ทำให้ฉันได้ฉุกคิด 

“อย่าทะเลาะกันเลยนะ ความจริงเหตุผลที่กระปุกเสนอให้เพื่อนทำแบบนี้เพราะเราอยากให้คนที่เข้าใจณิรินผิดและต่อว่าเสียๆ หายๆ จากข่าวได้รู้จักณิรินมากขึ้นและรู้ว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างในคลิปเลยสักนิด” 

“ใช่ พวกเราก็เลยคิดกันว่าการประกวดจะทำให้คนอื่นได้รู้จักณิรินมากขึ้น ดูอย่างกับคนในคณะสิ ตอนที่มีข่าวเขาก็ไม่คุยหรือสุงสิงกับพวกเรา แต่พอได้รู้จักตัวตนจริงๆ คนพวกนั้นก็เข้าใจและก็เป็นเพื่อนเราในตอนนี้นะ”ลิษาช่วยเสริม 

“แกคิดดูนะ แค่พวกฉันส่งโพรไฟล์ไปใช่ว่ามันจะผ่านการรับเลือกง่ายๆ ซะเมื่อไร แต่พี่เขาคงเห็นอะไรในตัวแกถึงได้ถูกคัดเลือก เพราะฉะนั้นแกก็ควรจะเชื่อมั่นในตัวเองเหมือนกัน ว่าแกทำมันได้” 

ที่ทุกคนพูดมามันก็มีเหตุผลโดยเฉพาะแอมแปร์ 

“ณิรินลงเถอะนะ กระปุกขอร้อง นะๆ” 

“เออ ลงก็ลง” 

“เย้! ณิรินเจ๋งที่สุดในโลกเลย งั้นวันนี้ไปหมูกระทะกัน เจ้าแม่แห่งวงการหมูกระทะเลี้ยงเองจ้า!”กระปุกเสนอ 

“เจ้าแม่แห่งวงการหมูกระทะพูดมาขนาดนี้มีหรือที่ทุกคนจะปฏิเสธ จริงไหม!”พอไม่มีใครตอบวิวก็รีบเข้ามาลากแขนฉันกับลิษาให้เดินตามกระปุกกับแอมแปร์ที่เดินนำไปก่อนแล้ว 

“เห้ยพวกแก แต่ณิรินมันต้องไปรายงานตัวกับพี่สโมสรนักศึกษาก่อนกลับนี่หว่า” 

“เออ จริงด้วย เกือบลืมมัวแต่คิดเรื่องประกวด” 

“งั้นก็ไปห้องสโมสรนักศึกษากันเลยจ้า!”ลิษาเสนอ 

  

ห้องสโมสรนักศึกษา 

ภายในห้องมีพี่ภณนั่งทำงานอยู่กับพี่พราว โดยลิษาเป็นฝ่ายเดินไปทักทายพูดคุยอย่างสนิทสนม 

“สวัสดีค่ะพี่ภณ พี่พราว” 

“อ้าวน้องลิษา วันนี้มากันครบแก๊งเลยจะไปไหนกันต่อหรือเปล่าเนี่ย” 

“พวกเราว่าจะไปฉลองให้ณิรินน่ะค่ะพี่ภณ”ลิษาตอบอย่างร่าเริง 

“วันเกิดเหรอณิริน” 

“เปล่าค่ะ พวกนี้อยากจะกินกันน่ะค่ะ”ฉันตอบเลี่ยง 

“แต่พราวได้ยินมาว่า ปีนี้คณะนิเทศฯ ดาวเดือนเดือดมากเพราะน้องฮันนี่ กับน้องณิรินติดโพลท็อปไฟว์ทั้งคู่นะ” 

“เห้ยจริงดิ!” พี่ภณเองยังหัวเราะชอบใจ “ปีนี้นิเทศฯ มาแรง อยากไปดูตอนแข่งเลยนะเนี่ย” 

“ดาวเดือนปีนี้เด็ดทุกคณะแน่”พี่พราวการันตี 

หลังจากที่รายงานตัวกับพี่ภณเสร็จ เราก็มาฉลองกันที่ร้านหมูกระทะตามที่คุยกันไว้ ที่นี่อยู่ใกล้ามหา’ลัย ทำให้ส่วนมากก็เป็นเด็กในมหา’ลัยนั่นแหละที่มากัน 

“นี่หมูกระทะในรอบสามปีของฉันเลยนะเว้ย แต่พวกแกให้ฉันมากินผักต้มเนี่ยนะ?” 

“ฉันก็ด้วย ฉันก็ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว ให้กินแต่ผักพวกแกโหดกว่าผู้จัดการส่วนตัวฉันอีกนะเว้ย” 

“ก็เดี๋ยวหุ่นพวกแกเสีย แกต้องประกวดดาวเดือน ส่วนแกก็ต้องถ่ายละคร ออกกล้องเดี๋ยวอ้วนพวกฉันเป็นห่วง” 

“แต่ถ้าพวกแกยังจะตักผักต้มแทนสามชั้นมาให้ พรุ่งนี้ฉันจะไปขอถอนรายชื่อการประกวดจริงๆ ด้วย” 

“ทำดีณิริน เราต้องประท้วง เสียเงินเท่ากันก็ต้องกินให้คุ้มสิ!” 

“โอเค งั้นเชิญพวกแกกินตามสบายเลยเพื่อน แต่ถ้าน้ำหนักขึ้นอย่ามาบ่นก็แล้วกัน”ยัยวิวขู่อย่างรู้ทัน 

“กระปุกยกสามชั้นชิ้นนี้ให้เลย”กระปุกคีบสามชั้นที่สุกทองน่ากินมาให้ฉันกับลิษาทันที 

“ฟินมากอ่า!”พอมันหมูสามชั้นจิ้มน้ำจิ้มชุ่มๆ แล้วเข้าปากก็แทบจะร้องไห้ออกมา 

“เห้ยแก นั่นพวกพี่ราชันฯ นี่หว่า”วิวที่ลุกไปตักซีฟู้ดมาเพิ่มกวักมือให้พวกเราหันไปทางเข้าร้าน พวกพี่เขามากันเกือบพร้อมหน้าพร้อมตาขาดแต่พี่รามไปคนเดียว “เฮียแกก็มาด้วยลิษา” 

“เป็นไปได้ไงเนี่ย โอเอ็มจีมาก เฮีย!”ลิษาตะโกนเรียกพี่ชายทำให้พวกพี่เขาเดินมาทักทาย “มาได้ไงเนี่ย” 

“ไอ้พวกนี้มันอยากกินหมูกระทะ” 

 “พี่ศิลา พี่ศรันย์ พี่มิวนิค สวัสดีค่ะ”เพื่อนฉันรีบทักทายอีกสองคนที่เพิ่งเจอในวันนี้ 

“ดีครับน้องๆ ว่าแต่เราใจตรงกันเลยนะครับน้องณิริน น้องลิษา”พี่ศรันย์เป็นฝ่ายเข้ามาทักทาย “ไม่คิดว่าร้านหมูกระทะวันนี้จะมีนางฟ้ามากินด้วย” 

“น้อยๆ หน่อยมึง”พี่ศิลาเอ่ยปากปรามเสียงเข้ม 

“แต่จะว่าไป ไหนๆ ก็มีแค่เรางั้นรวมโต๊ะกับน้องเขาเลยดีไหมพวกมึง” 

“พราวว่าศรันย์ต้องถามน้องๆ มากกว่านะ ไม่ใช่มาถามพวกเรากันเอง” 

“ยินดีเลยค่ะ”กระปุกกับวิวรีบตอบโดยไม่ปรึกษากันสักนิด “เดี๋ยวกระปุกช่วยยกโต๊ะค่ะพี่ศรันย์” 

“เห็นไหม น้องๆ เขาน่ารักจะตาย”พี่ศรันย์พูดด้วยสีหน้าพอใจ 

สุดท้ายก็กลายเป็นว่ามารวมโต๊ะกันเฉย และขณะที่พี่ศรันย์กำลังจะเดินมานั่งเก้าอี้ใกล้ฉัน พี่ศิลาก็รีบตัดหน้าเดินมานั่งแทนต่อหน้าต่อตา 

“อะไรของมึงเนี่ย กูจะนั่งตรงนี้” 

“มึงบอกว่าวันนี้จะเลี้ยง โน่นที่มึงไปนั่งหัวโต๊ะนู่น” 

“ไอ้ห่าศิ!” 

“มึงเถียงกันไปนะ กูไปตักอาหารดีกว่า รำคาญ”พี่ภณเดินไปพร้อมพี่พริบพราว โดยที่ฝั่งโต๊ะฉันมียัยวิวกับกระปุกเขินจนกินอะไรไม่ลงไปแล้ว 

“มึงแม่ง!”พี่ศรันย์ทำหน้างอแงแต่ก็ยอมไปนั่งหัวโต๊ะแต่โดยดี “ผู้ร้ายปากแข็ง!” 

“บ่นอะไรของมึง” 

“นั่งกันดีๆ อย่าตีกันนะพวกมึง กูไปช่วยไอ้ภณตักดีกว่า”พี่มิวนิคที่นั่งเฝ้าสองคนไม่ให้มีเรื่องกันก็ต้องยอมแพ้ไปอีกราย เพราะสองคนนี้เอาชนะกันเป็นเด็กๆ 

“กระปุกขอถ่ายรูปพี่สองคนหน่อยได้ไหมคะ” 

“ได้สิครับ”พี่ศรันย์ตอบรับรวดเร็วก่อนจะยิ้มหวานให้โทรศัพท์มือถือ และตามด้วยฝั่งพี่ศิลาที่ฉันไม่กล้าหันไปมองข้างๆ ว่าเขาทำหน้าแบบไหน 

“พวกพี่น่ารักจังเลยค่ะ ไม่หยิ่งเลย แล้วก็ไม่คิดว่าจะเจอพวกพี่ที่ร้านหมูกระทะด้วย” 

“นั่นสิ ไหนเฮียบอกว่าไม่ชอบปิ้งย่าง ไม่ชอบให้กลิ่นติดตัวไง” 

“เฮียเคยพูดแบบนั้นเหรอ ไม่เห็นจะจำได้เลย” 

“ใครไม่ชอบแต่พี่ชอบนะครับ กินง่ายอยู่ง่าย ถ้าหากใครอยากเข้ามาดูแลก็ได้ พี่ยินดี” 

“มันเจ้าชู้น่ะ” 

“แหม มึงไม่เจ้าชู้เลยนะไอ้คุณศิลา เรื่องดีๆ โยนกูหมดเลยนะครับ” 

 “ถ้าไม่บอกจะคิดว่าพี่สองคนหึงกันเองนะคะเนี่ย โมเมนต์จิ้นเว่อร์”เลือดสาววายของวิวทำงานจนมันยิ้มเขิน “ฉันมองไม่เห็นโมเมนต์คู่นี้มาก่อนเลยวะ เคมีดีเว่อร์ เมื่อก่อนจิ้นแต่รามศิลา ตอนนี้กลายเป็นศิลาศรันย์ นิยายเรื่องใหม่ต้องมาแล้วป่ะ” 

“ฮาๆ ชอบว่ะวิว รออ่านเลย ชื่อเรื่องว่าคู่กัดที่รัก”ลิษาหัวเราะเมื่อเห็นพี่ชายทำท่าขนลุกใส่เพื่อนสนิท ซึ่งพี่ศรันย์เองก็ทำใส่กันไม่ต่าง “จะว่าไปเฮียก็เหมาะกับพี่ศรันย์นะเนี่ย ใครผัวใครเมียดี” 

“ลิษา!”พี่ศิลาดุน้องสาวเสียงเข้ม 

“ต้องศรันย์ศิลาสิครับถึงจะถูก” 

“อะไรของมึง ต้องศิลาศรันย์ถูกแล้ว” 

ทั้งคู่เถียงกันเป็นเด็กๆ ของจริงเห็นไหม 

“สรุปยอมรับแล้วว่าได้กัน?” 

“ลิษา”ทั้งคู่หันมาดุจนเพื่อนๆ ขำกันยกกลุ่ม ยกเว้นฉัน 

 “ว่าแต่วันนี้พี่รามไม่มาเหรอคะ”กระปุกรีบถามหาเมนตัวเอง ด้วยความหวังว่าอาจจะได้เจอ 

“ไอ้รามเหรอ มันติดภารกิจนิดหน่อยน่ะ” 

“เสียดายจัง” 

“แต่ไม่ต้องห่วงนะ มองหน้าพี่แทนก็ได้หล่อกว่าไอ้รามเยอะ ไอ้รามมันก็แค่ทำเป็นนิ่ง ทำให้ดูลึกลับน่าสนใจ แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย พี่หล่อกว่าตั้งเยอะ” 

“อ้าวไอ้ราม ไหนว่าไม่มาไง!”พี่ศิลาแกล้งเรียกชื่อบุคคลที่สาม แต่นั่นก็ทำให้พี่ศรันย์รีบหันไปมองหน้าเลิ่กลั่กเลย 

“ไอ้ห่าศิ เสียมูดหมดนึกว่าแม่งมาจริง!” 

“ไอ้กากเอ๊ย” 

“นี่จิตใจพวกมึงจะนั่งจีบสาว ไม่ไปช่วยพวกกูตักอาหารจริงๆ สินะ”พี่ภณที่เดินมาพร้อมกับของในมือบ่นเสียงรำคาญ 

“พี่ศิลากับพี่ศรันย์เขาไม่ได้จีบสาวค่ะ แต่จีบกันเอง”วิวรีบตอบ 

“อะไรกันครับเนี่ย ไม่อยู่แป๊บเดียวพวกมึงเปิดตัวกันแล้ว หว่ากูกับไอ้มิวก็ตกกระป๋องแล้วดิ” 

“เปิดตัวบ้านมึงสิ ไหนน้ำจิ้มกูอ่ะ” 

“รอสักครู่นะครับไอ้คุณศิลา ไอ้มิวกำลังยกน้ำจิ้มตามมา แล้วนี่จะให้กระผมย่างให้แล้วเคี้ยวให้ด้วยไหมครับ” 

“เสือก!” 

“แกฉันจะไปตักหมูเพิ่ม แกเอาอะไรไหม”แอมแปร์สะกิดถาม 

“ฉันไปช่วยถือ” 

ฉันลุกตามแอมแปร์มาเหมือนมันมีอะไรอยากถามมากกว่าจะไปตักหมูจริงๆ 

          “แกกับพี่ศิลานี่ยังไงวะ ความสัมพันธ์คืบหน้าป่ะ?” 

         “คืบนงคืบหน้าอะไร ก็แค่เจอตอนที่พี่เขาก็แวะไปหาลิษา หรือไม่ก็เจอเวลาไปรายงานตัวกับพี่ภณ ก็อย่างที่ฉันเคยเล่าถ้าเขาทักฉันก็ตอบแต่ส่วนมากฉันก็ตัดบทแกก็รู้” 

         “แล้วมาเจอที่นี่ นั่งข้างกันด้วย แกโอเคป่ะเนี่ย” 

         “ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ แต่ก็ไม่ได้ดีใจที่เจอ” 

         “แสดงว่าถ้าเจอกันก็ไม่รู้สึกอะไรเลย” 

         “มันบอกไม่ถูกว่ะ ก็นั่งด้วยได้เพราะฉันก็ไม่ได้สนใจเขาอยู่แล้วป่ะ” 

          การที่เราบังเอิญเจอกันบ่อยขึ้น เริ่มทำให้ฉันสามารถควบคุมปฏิกิริยาได้ดีขึ้นทุกครั้ง เหมือนฉันกำลังฝึกจิตให้นิ่งทุกครั้งที่เจอพี่ศิลา 

         “เออ ไม่ต้องบอกฉันหรอก เก็บไว้ทบทวนกับตัวเองก็พอ”พูดจบแอมแปร์มันก็เดินไปตักสิ่งที่มันชอบ ส่วนฉันก็เลือกดูแล้วก็ตักเพิ่มไปสองจานแต่พอวางที่คีบก็ถูกพี่ศิลารั้งจานจะไปถือแทน 

          “พี่ช่วย” 

         “เอามา ถือเองได้” 

          “ให้พี่ช่วยเถอะนะ พี่อยากช่วย”พี่ศิลายกยิ้มให้กันเหมือนลืมไปแล้วว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนโดนฉันด่าว่าอะไรไปบ้าง 

          “ไม่เข็ดหรือไง” 

          “เข็ดเรื่อง?”เขาทำหน้าคิดแล้วก็ยิ้มให้กันเจื่อนๆ “ถึงพี่ยังหาคำตอบมาให้ไม่ได้ แต่พี่ก็อยากพิสูจน์ว่าพี่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นะ” 

          “น่ารำคาญ”ฉันบ่นพึมพำ 

         “ก็นั่งด้วยกัน ให้พี่ถือไปให้นะ” 

         “ไม่ต้องยุ่ง!”ฉันรั้งจานกุ้งกับปลาหมึกเอาไว้ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย 

          “แต่พี่จะยุ่ง” 

         “อยากยุ่งมากใช่ไหม ได้ดิ!”ขณะที่เรายื้อแย่งจานของสดอยู่ฉันก็ปล่อยมือดื้อๆ จนน้องกุ้งน้องหมึกในจานเทราดใส่เสื้อช็อปพี่ศิลาทั้งจานจนคนมองเต็มไปหมด “เอ้า ไหนบอกจะเอาไปถือ เอาไปราดตัวทำไมเนี่ย ทำหกก็ช่วยเก็บด้วยนะคะพี่ศิลา” 

          ฉันไม่สนแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ โดยที่พี่ๆ นั่งหากจากที่ตักอาหารก็คงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของเขา 

         “ไหนว่าจะไปตักอะไรเพิ่มไง ไม่เห็นได้อะไรเลย” 

         “อืม พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะวิว” 

         “อุบัติเหตุเหรอครับ แล้วน้องณิรินเป็นอะไรหรือเปล่า”พี่ศรันย์รีบถามอย่างเป็นห่วงฉันเลยส่ายหน้า 

          “พราวว่าคนที่เป็นน่าจะเป็นศิลานะ ดูนั่นสิ!” 

          พี่ศิลาในสภาพถอดเสื้อช็อปแขวนไหล่ จนเห็นเสื้อยืดสีขาวที่เปรอะน้ำกุ้งเต็มไปหมด เดินกลับมาพร้อมกับกุ้งในจานตามมาติดๆ ก่อนจะกระแทกลงที่โต๊ะฝั่งฉัน 

          “ไปจับกุ้งมาเหรอเฮีย? ฮาๆ” 

          “เออ มึงลงไปตกกุ้งในบ่อมาเองเลยเหรอวะ”ส่วนนี่คือพี่ศรันย์ที่หัวเราะเยาะชอบใจที่เห็นเพื่อนหน้ามุ่ย 

         “มึงแพ้กุ้งแต่ไปตักกุ้งเนี่ยนะ?”พี่มิวนิคทำหน้าสงสัย 

         “หุบปากเลยพวกมึง กูไปตักมาให้น้องณิริน!” 

          เออ พี่ศิลาแพ้กุ้ง ฉันลืมคิดไปเลย รู้แบบนี้จะตักให้เต็มจานไปเลย! 

          “งั้นณิรินแกแกล้งพี่ศิลาเหรอวะ” 

         “อะไรยัยวิว ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย จริงไหมคะพี่ศิลา”พี่ศิลาฝืนยิ้มเจื่อนๆ มาให้กันเหมือนพูดไม่ออก 

         “นี่ถ้าไม่รู้ว่าสองคนนี้เคยเรียนที่เดียวกัน วิวจะคิดว่าพี่ศิลาจีบเพื่อนวิวแล้วนะคะเนี่ย นั่งก็ข้างกัน พอยัยณิรินเดินไปตักอาหารพี่ศิลาก็ตามไป” 

          สัญชาตญาณนักเขียนนี่มันน่ากลัวใช้ได้เลยนะ เดาเป็นเรื่องเป็นราว 

         “ที่แกพูดมาก็มีเหตุผลนะเว้ย เฮีย ณิริน หรือว่าทั้งสองคน…” 

         “แกแต่งนิยายมากไปป่ะเนี่ย แล้วแกก็เชื่อเหรอลิษา บอกแล้วไงว่าอุบัติเหตุ”ฉันรีบแก้ตัว 

         “มึงรู้จักน้องณิรินมาก่อนเหรอวะไอ้ศิลา ไม่เห็นเล่าให้พวกกูฟังเลย”พี่ศรันย์และคนอื่นมองหน้าเราสองคนอย่างสงสัย 

         “ถ้าเพื่อนไม่เล่า แสดงว่าเพื่อนให้อยากให้รู้ไงมึง” 

         “ไอ้เชี่ยมิว มึงพูดแบบนี้ก็ด่ากูเลยก็ได้นะ” 

         “มึงเสือก”พี่ศิลาเป็นคนตอบแทน 

         “ไอ้สัสนี่ ความลับเยอะนะมึง!” 

         “เรื่องของกูป่ะ” 

         “สองคนนี้รู้จักกันมาอยู่แล้วเหรอ ทำไมพราวว่าบรรยากาศระหว่างสองคนดูแปลก ไม่ค่อยคุยกันเลย ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย” 

         “ไม่แปลกหรอกค่ะพี่พราว แอมแปร์ก็รู้จักกับพี่ศิลายังไม่ค่อยคุยเลย” 

         “สงสัยพี่คงรู้สึกไปเอง”พี่พราวยิ้มกลบเกลื่อน แต่สายตายังจับผิด 

         “กินกันต่อดีกว่านะคะ หมูไหม้หมดแล้ว!” 

“แสบนะเรา!” 

เสียงพี่ศิลาพูดรอดฟัน แต่ฉันก็ทำเป็นไม่ได้ยินและนั่งกินกับเพื่อนๆ ต่อย่างสนุกสนาน 

จนเสียงคนข้างๆ ก่อกวนตลอดเวลา ทั้งที่พยายามจะทำไม่สนใจแต่ก็เริ่มรำคาญแล้วเหมือนกัน 

“กินเยอะระวังอ้วนนะ…ลิษา” 

“อ้วนแล้วมันไปหนักหัวเฮียเหรอ ชอบมาพูดตอนคนกิน” 

“เปล่า ตอนอ้วนก็น่ารักดี”รัศมีการตอบของพี่ศิลามันหันมาทางฉันชัดเจน จนคนที่ถูกจ้องอย่างฉันหันไปมอง 

ซึ่งไอ้คนกวนประสาทยิ้มมุมปากก่อนหันกลับไปกินหมูกระทะกับเพื่อนท่าทางอารมณ์ดีหลังจากที่เห็นว่าฉันเริ่มหงุดหงิดแล้ว 

“ณิรินอิ่มแล้วเหรอ” 

“อืม กินไม่ลงแล้ว ไปหาผลไม้กินดีกว่า!” 

คราวนี้พี่ศิลาไม่ได้ตามมา แต่หลังจากที่ฉันตักผลไม้ไปนั่งทานที่โต๊ะ พี่ศิลาก็ข้ามฝั่งมาหยิบแตงโมชิ้นสุดท้ายไปหน้าด้านๆ 

“ไร้มารยาท” 

“ทำไมอ่ะ ทีเมื่อก่อนยังซื้อขนมมาเผื่อพี่ทุกวัน” 

 “ก็ตอนนั้นยังไม่ฉลาดไง” 

“ฉลาดจะตาย แถมน่ารักด้วย”ไม่พูดเปล่าเขายังเอานิ้วมาหยิกแก้มกันจนฉันปัดทิ้งอย่างหงุดหงิด 

“พี่ศิลา!” 

ฉันขึ้นเสียง จนเพิ่งสังเกตว่าคนอื่นกำลังสนใจเรื่องที่เราพูดอยู่ด้วย แต่พอหันไปทุกคนก็ทำเป็นหันไปคุยกันเรื่องอื่นแต่ไม่เนียนเลยสักนิด 

“พวกแกกินเสร็จแล้วใช่ป่ะ เช็กบิลเลยไหม”ฉันพาล แต่ว่าเพื่อนที่เหลือก็พยักหน้าตอบเมื่อเห็นพายุกำลังจะเข้า 

“อืม” 

แอมแปร์จัดการเรียกพนักงานมา แต่แล้วพี่ศรันย์ก็เรียกพนักงานไปรวมบิลจ่ายให้ สรุปพี่เขาเลี้ยงทั้งสองโต๊ะเลย ป๋าไม่ไหว! 

“ขอบคุณพี่ศรันย์มากเลยนะคะที่เลี้ยงพวกเราด้วย” 

“ยินดีครับ” 

“พวกเราขอตัวกลับเลยนะคะ สวัสดีค่ะ” 

“ลิษากลับบ้านเลย ห้ามไปเถลไถลเข้าใจไหม”พี่ศิลาสั่งการน้องสาวขณะที่เดินมาส่งที่รถ 

“รู้แล้วน่า ลิษาไม่ใช่เฮียนะ แล้วก็หัดกลับไปกินข้าวกับอาม่าบ้าง อาม่าถามถึงหลานชายสุดที่รักมาเป็นอาทิตย์แล้ว” 

“ก็ช่วงนี้มันยุ่ง เดี๋ยววันศุกร์เข้าไปจะได้นอนบ้านช่วงวันหยุดด้วย ขับรถดีๆ นะ” 

“โอเคค่ะ”เป็นลิษาที่ถึงรถก่อน “ไปก่อนนะพวกแก เจอกันพรุ่งนี้ บาย” 

“บาย”ตามด้วยกระปุกกับวิวที่กลับทางเดียวกันที่ขึ้นต่อ 

จากนั้นก็เป็นฉันกับแอมแปร์ที่จอดรถไว้ไกลสุด แต่ขณะที่กำลังจะเปิดประตูรถแอมแปร์เพื่อขึ้นไปนั่ง พี่ศิลาก็โผล่มาดันประตูรถปิดเกือบหนีขา 

“ตกใจหมด โผล่มาอย่างกับผี” 

“แอมแปร์พี่ขอยืมตัวเพื่อนหน่อยนะ เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง” 

“ไม่ไป!”แล้วคิดว่าฉันจะสู้แรงผู้ชายได้เหรอ ความซวยคือพี่ศิลาจอดรถใกล้แอมแปร์ไปอีก ยังไม่ทันจะขัดขืนก็โดนจับยัดเข้ารถอีกจนได้ 

“พี่ศิลาจะพายัยณิรินไปไหนคะ” 

“ณิรินทำเสื้อพี่เลอะ ก็ต้องซื้อใช้”เขาตอบแอมแปร์ไปเท่านั้นก็รีบขึ้นรถแล้วขับออกมาจากร้านหมูกระทะอีกแล้ว 

“ณิรินไม่ได้ทำ มีแต่พี่นั่นแหละที่ทำตัวเอง” 

“แต่เราตั้งใจแกล้งพี่ ดูสภาพพี่ดิ” 

“ถ้างั้นพี่ก็เอาเงินไปก็ได้ แล้วก็ช่วยจอดรถด้วย” 

“ไม่จอด จนกว่าพี่จะได้เสื้อตัวใหม่” 

“ทำไมพี่วอแว วุ่นวายขนาดนี้เนี่ย เมื่อก่อนไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย” 

“แล้วชอบแบบไหนมากกว่ากันอ่ะ” 

“ถามว่าเกลียดแบบไหนมากกว่ากันน่าจะถูก!” 

“โห ไม่อ่อนโยนเลย”เขาแกล้งทำหน้าเศร้าแต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดรถเลย 

“น่ารำคาญ!” 

แล้วใช่จ้ะ ฉันโดนลากมาในตลาดข้างมหา’ลัย โดยพี่ศิลาจับมือกันไม่ยอมปล่อย 

“ปล่อยได้แล้ว ไม่หนีไปไหนหรอกมาขนาดนี้แล้วป่ะ” 

“เราน่ะตัวดีเลย” 

“พี่ศิลา!” 

จนมาถึงร้านเสื้อยืดสีพื้นที่อยู่กลางตลาด 

“เลือกให้หน่อยดิ” 

“มันไม่มีลาย พี่ก็แค่เลือกสีจะลีลาเพื่อ?” 

“ก็เราซื้อให้ เลือกสีให้พี่หน่อยนะ นะครับ” 

ด้านหน้าเป็นโทนสีพื้นขาว ดำ เทา และจากนั้นก็เป็นสีพาสเทล ฉันจะหยิบสีขาวให้เรื่องมันจบแต่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ 

“มีสีเขียวสะท้อนแสงไหมคะ” 

“มีค่ะ เหลือตัวสุดท้ายพอดี” 

“เอาสีเขียวสะท้อนแสงค่ะ” 

“เห้ยพี่ เอาสีขาวครับ”พี่ศิลาหันมามองค้อน เหมือนอยากจะว่าก็ว่าไม่ได้เพราะเป็นคนบอกให้ฉันเลือกให้เอง 

“ก็บอกให้เลือกให้ เลือกแล้วก็ไม่เอา”ฉันบ่นหลังจ่ายเงินค่าเสื้อให้แล้วเรียบร้อย 

“ก็ที่ให้เลือกคือสีที่โชว์ไหม เอาสีเขียวสะท้อนแสงจะให้พี่ใส่ไปฟลูมูนปาร์ตี้หรือไง” 

“จะใส่ไปไหนก็เรื่องของพี่สิ หมดธุระแล้วใช่ไหม ขอตัว!” 

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” 

“ไม่ต้อง” 

“ไม่เหนื่อยหรือไง” 

“เหนื่อยอะไร” 

“ก็เราปฏิเสธพี่มาร้อยครั้ง พี่ก็ตื๊อเราไปร้อยหนึ่งครั้งแบบนี้” 

“ถามตัวเองเถอะ คนอะไรพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง หน้าด้าน!”ฉันบ่นขณะที่ถูกลากแขนเดินกลับไปที่รถจนได้ และใช่สุดท้ายก็ต้องยอมให้คนเอาแต่ใจไปส่ง แต่เขาดันยังไม่ออกรถและพูดอย่างคนชนะ 

“สุดท้ายก็ต้องยอม ทีหลังก็ยอมง่ายๆ แต่แรกไปเลยจะได้ไม่เปลืองแรง” 

“ตรรกะพี่พังป่ะถามจริง การที่คนเขาไม่อยากให้ยุ่ง พี่ต้องไม่หน้าด้าน แล้วก็ไม่ทำตัวน่ารำคาญกับเขา ไม่ใช่มาบอกว่าสุดท้ายก็ต้องยอม น่าจะยอมง่ายๆ” 

“ก็พี่บอกแล้วไงว่าจะพิสูจน์ตัวเอง พี่อยากขอโทษเรา” 

“นี่ณิรินโคตรไม่เข้าใจพี่เลยนะ เมื่อไรจะเลิกตื๊อสักทีเนี่ย ไม่เหนื่อยหรือไง” 

“ก็ไม่นะ อยู่ใกล้เราก็มีความสุขดี” 

“แต่ณิรินไม่มีความสุขเลยสักนิด”ฉันจ้องหน้าเขา 

“งั้นเรามาทำอะไรที่มีความสุขกันดีกว่า” 

จู่ๆ พี่ศิลาก็ถอดเสื้อเผยให้เห็นซิกซ์แพ็กจนฉันรีบยกมือปิดตา และหันไปอีกฝั่ง 

“ทำบ้าอะไรของพี่เนี่ย ถอดเสื้อทำไม!” 

“เปลี่ยนเสื้อไง เหม็นกลิ่นกุ้งกลิ่นปลาหมึกจะตายอยู่แล้ว คิดว่าพี่จะทำอะไรเหรอ” 

“ไม่ได้คิด แต่ควรจะบอกให้คนอื่นหันไปก่อนไหม ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะถอดก็ถอด” 

“ก็ตั้งใจจะโชว์ จะบอกก่อนทำไม”พี่ศิลาพูดเสียงติดตลก 

“ไอ้คนทุเรศ!” 

“เปลี่ยนเสร็จแล้ว”ถึงฉันจะยกมือลงแต่ก็ไม่กล้าหันไปมองเขาอีก หน้านี่ร้อนไปหมด ก็ชีวิตปกติใครจะเคยเห็นหุ่นผู้ชายขนาดนี้กันเล่า 

“อ่ะ” 

“อะไร เอาออกไป”ก็พี่ศิลาไงโยนเสื้อช็อปกับเสื้อยืดมาใส่ตักฉันเฉยเลย 

“เสื้อไง” 

“รู้แล้วว่าเสื้อ แต่โยนไปที่อื่นสิ มาโยนให้ณิรินทำไม” 

“ก็จะให้เอาไปซักให้ ก็โยนถูกคนแล้วป่ะ” 

“ก็ซื้อให้ใหม่แล้ว อย่ามาเยอะ” 

“ซื้อใหม่ก็ส่วนซื้อใหม่ แต่ที่ทำเลอะก็ต้องซักมาคืน ถึงจะยุติธรรม” 

“แล้วทีพี่ทำคนอื่นเสียใจ เขายังเรียกร้องอะไรคืนมาไม่ได้เลย มันยุติธรรมตรงไหนเหรอ”พูดจบฉันก็โยนเสื้อเขากลับไปให้เจ้าของ และสงสัยว่าคำพูดของฉันคงไปแทงใจดำไม่มากก็น้อย ทำเอาคนที่พูดมากเมื่อกี้ถึงกับเป็นใบ้ไปในทันที 

“แล้วจะให้พี่ทำยังไงอ่ะ เราบอกพี่มาสิ พี่ยอมทำทุกอย่างเลยนะ”เขาพูดน้ำเสียงแบบยอมทำตาม และยอมตามใจ 

“เลิกยุ่งไง”จนฉันหันกลับมานั่งดีๆ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากรู้ว่าเขาจะทำสายตาแบบไหนใส่กัน 

“ยกเว้นข้อนี้พี่ทำไม่ได้”พี่ศิลาตอบเสียงอ่อย คิดไว้ไม่มีผิดว่าเขายังดึงดันกันต่อ ฉันถอนหายใจแล้วพูดตัดรำคาญ 

“ไปส่งสักทีสิ อยากกลับไปพักจะแย่อยู่แล้ว!” 

 

00.00น. 

เพจMovie on Time 

‘สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะคะ แอบเห็นมีบางคนบอกว่าจะไปแจ้งตำรวจตามหาคนหายแล้ว ขอบคุณนะคะที่คิดถึงกัน พอดีช่วงนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจนแอดมินยังอยู่ในช่วงปรับตัว และก็มีเรื่องราวก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน จนแอดมินรู้สึกว่าเป็นนีโอ ในเรื่อง The Matrix เลยจ้า หลบกระสุนที่โหมกระหน่ำแบบไม่หยุดยั้ง แต่ว่าวันนี้แอดมินไม่ได้มารีวิวเรื่อง The Matrix นะคะ’ 

‘ช่วงนี้แอดมินไปเจอเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้นึกถึงเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างถึงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเรา ก็คงจะมีใครลิขิตเอาไว้ให้เป็นแบบนั้น แม้เราจะอยากหนีมันขนาดไหน แต่สุดท้ายก็ต้องวนมาเกิดขึ้นจนได้ สิ่งที่ทำให้เราตั้งหลักได้คือสติ พอมีสติแล้วเราจะมองเห็นว่าเมื่อไรก็ตามที่เราคิดหนีแสดงว่าเราจะก้าวผ่านความกลัวนั้นไม่ได้ ซึ่งความกลัวในใจแต่ละคนไม่ผิด ใครที่ยังไม่พร้อมเผชิญการหลบหลีกก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเกิดถึงเวลาแล้วความรู้สึกลึกๆ บอกให้เราเผชิญหน้ากับมันนั้นก็คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงสนามเพื่อสู้กับความกลัว’ 

ฉันหมายถึงเรื่องที่มีปัญหากับฮันนี่ เรื่องการประกวดและก็หมายถึงเรื่องพี่ศิลาด้วย 

‘วันนี้แอดมินขอแนะนำเรื่อง Harry Potter ภาค 4 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี 

ซึ่งหลายๆ คนก็รู้จักเรื่องนี้และเป็นแฟนตัวยงกับภาพยนตร์หรือหนังสือเรื่องนี้ หากใครยังไม่เคยดูแนะนำดูตั้งแต่ภาค1-ภาค7.2 เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ส่วนวันนี้แอดมินขอยกภาค4 ให้เข้ากับเรื่องราวและความรู้สึกในตอนนี้นะคะ’  

‘’ซึ่งภาคนี้แฮร์รี่ อายุได้สิบสี่ปี ขึ้นเป็นนักเรียนชั้นปีที่สี่ในโรงเรียนเวทมนตร์ฮอกวอดส์ เขาได้มีโอกาสเข้าไปดูการแข่งขันควิดดิชคัพ ทำให้ได้มีโอกาสดูการโชว์ฝีมือของวิกเตอร์ ดรัม ซีกเกอร์มือฉมังของทีมบัลแกเรีย เมื่อโรงเรียนโบซ์บาตงจากฝรั่งเศส และเดิร์มสแตรงที่ดรัมเรียนอยู่ เดินทางมาถึงฮอกวอดส์ เพื่อร่วมการประลองเวทไตรภาคี ซึ่งได้ฤกษ์จัดขึ้นพอดีในปีนี้ การคัดเลือกตัวแทนที่จะเข้าแข่งขันจึงเริ่มขึ้น การแข่งขันจะคัดเลือกผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบเจ็ดปี เพราะการแข่งขันมีอันตราย ผู้ที่อยากประลองจะต้องส่งชื่อของตนเองลงในถ้วยอัคนีและถ้วยจะเลือกผู้ที่ เหมาะสมเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียน แต่แล้วแฮร์รี่ กลับถูกถ้วยอัคนีเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกวอดส์อีกหนึ่งคน ทั้ง ๆ ที่อายุไม่ถึง 17 ปี และเขาไม่ได้เสนอชื่อตัวเอง ใครเป็นคนเสนอชื่อเขา และมีเจตนาอย่างไร มาร่วมกันลุ้นระทึกได้ใน แฮร์รี่พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี’ 

ฉันโพสต์เนื้อหาและโปสเตอร์รูปลงไม่กี่นาทีข้อความก็เด้งเข้ามาอย่างมากมายภายในไม่กี่นาที ซึ่งฉันนั่งอ่านและนั่งตอบเหมือนทุกๆ ครั้ง เป็นความสุขนึงที่ทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้ง 

วันต่อมา 

เอาอีกแล้ว วันนี้ฉันถูกคนมองตั้งแต่หน้ามหา’ลัย และซุบซิบจนต้องรีบวิ่งไปหากลุ่มเพื่อนอีกตามเคย จนมารู้จากกระปุกว่ามีคนแชร์รูปที่พี่ศิลาจับมือฉันเดินตลาดเมื่อคืนนี้จนได้ 

‘ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย ว่าหนุ่มวิศวกรรมศาสตร์ อักษรย่อศิลา ประธานชมรมดนตรีพ่วงตำแหน่งสโมสรนักศึกษาช่วงนี้แวะเวียนไปคณะนิเทศศาสตร์อยู่บ่อยๆ ตอนแรกก็เข้าใจว่าไปหาน้องลิษา แต่ไปๆ มาๆ ก็มีรูปจับมือถือแขนกับน้องดาวเด่น อักษรย่อณิริน หลุดมาแบบนี้ ใครก็ได้บอกทีว่ามันแค่พี่น้องที่รู้จักกันเฉยๆ หรือว่าหนึ่งในราชันเอ็นจิเนียของเรากำลังจะสละโสดแล้วกันแน่นะ’ 

“ถ้าจะเขียนชื่อเต็มยศพร้อมคณะขนาดนี้จะใส่คำว่าอักษรย่อทำไมวะ” 

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ทำไมแกไปจับมือออกสื่อกับพี่เขาได้เนี่ย”แอมแปร์หันมาจ่อไมค์คนแรกหลังจากที่วิวอ่านข่าวจากเพจดังของมหา’ลัย 

“สรุปณิรินกับเฮียเป็นอะไรกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย” 

“คนรู้จักไง” 

“แล้วเมื่อวานตอนแรกเราเห็นณิรินจะกลับบ้านกับแอมแปร์ ไหงไปเดินจับมือกับพี่ศิลาที่ตลาดได้อ่ะ”กระปุกถามต่อ 

“ก็ฉันทำเสื้อพี่เขาเลอะ พี่เขาก็เลยให้ไปซื้อเสื้อชดใช้ไง” 

“ต้องจับมือกันด้วย?” 

“อย่าเรียกว่าจับมือเลยวิว เรียกว่าโดนลากถึงจะถูก เราไม่เต็มใจไปเลยสาบานได้” 

“แต่ชาวบ้านสามอย่างวิวว่าพี่ศิลาเขายังไงๆ กับณิรินอยู่นะ” 

“ชาวบ้านสี่อย่างฉันก็อยากรู้ว่า...นอกจากพี่เขายังไงๆ กับแกแล้ว ก็คือแกยังไงๆ กับพี่เขาวะ”เป็นแอมแปร์ที่จ้องฉันด้วยสายตาจับผิด 

 “ยังไงอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ เชื่อสิ” 

“จะไม่ชาวบ้านอย่างเราสงสัยได้ไง ก็คอนโดเฮียอยู่ใกล้กว่าตลาดอีกนะ เฮียขับรถกลับไปเปลี่ยนชุดที่คอนโดก็จบแล้วป่ะ ทำไมต้องลากณิรินไปตลาด ทำเหมือนหาเรื่องไปส่งด้วย!” 

“เออ...ทำไมวะ!”ฉันเองก็สงสัยและเพิ่งรู้ว่าคอนโดพี่ศิลาอยู่ใกล้ๆ “คงอยากแกล้งกันแหละ ลิษาก็รู้ว่าพี่ชายนิสัยเสียแค่ไหน” 

“ทั้งสองคนแอบคบกันอยู่ใช่ไหม อย่าคิดโกหกวิวนะ วิวรู้วิวเห็น” 

“จะบ้าเหรอ ไม่ใช่!” 

 “แล้วชาวบ้านห้าอย่างกระปุกก็อยากรู้ว่า ณิรินมีอะไรปิดบังเราอยู่ป่ะเนี่ย ระหว่างแกกับพี่ศิลามันแบบย้อนแย้งซับซ้อนเว่อร์ เดี๋ยวก็เงียบใส่กัน เดี๋ยวก็ตีกัน เดี๋ยวก็แอบไปหวาน มันยังไงแน่เนี่ย ตามไม่ทัน” 

“ขอคิดก่อนนะ เราเริ่มคุ้นๆ อะไรบางอย่าง”ลิษาเริ่มทำหน้าประมวลความคิดจับต้นชนปลายเรื่องราวจนฉันร้อนตัว 

“เออเล่าก็ได้ คือฉันกับพี่ศิลาเราเคยสนิทกันมาก่อน แต่มีความหลังฝังใจกันนิดหน่อย”ฉันเล่าน้ำเสียงจริงจังจนพวกมันทำหน้าตั้งใจฟัง “คือเมื่อก่อนบ้านฉันกับบ้านศิลาอยู่ใกล้กัน แล้วพี่ศิลาก็ชอบมาเล่นกับฉันทุกวัน จนวันนึงพี่เขาดันตัดหนังยางตอนฉันโดดเล่นอยู่กับเพื่อน ฉันเสียใจหนักมากจากนั้นฉันก็ย้ายบ้านทำให้เราไม่ได้เจอกันหลายสิบปี...” 

“บ้านแกไม่ได้อยู่ใกล้พี่ศิลา ที่สำคัญแกโดดยางไม่เป็นเพราะตอนเด็กแกอ้วน แล้วแกก็เพิ่งย้ายไปเกาหลีสามปีก่อน”แอมแปร์ทำหน้าระอา 

“เมื่อก่อนพี่ศิลาชื่อเจี๊ยบ ส่วนแกชื่อน้อยหน่าสินะ”เป็นวิวที่กลอกตาบนใส่ตามอีกคน 

“กระปุกอุตส่าห์ตั้งใจฟัง นี่มันปีสองพันยี่สิบแล้วนะยังมีคนเล่นมุกแฟนฉันอีกเหรอเนี่ย ขอความจริง!” 

“ตอนเด็กณิรินอ้วนเหรอ แล้วก็ย้ายไปต่างประเทศเมื่อสามปีก่อน”ลิษาพึมพำอะไรบางอย่าง 

“พวกแกมัวแต่ถามอยู่ได้ สายแล้วเดี๋ยวเช็กชื่อไม่ทัน คลาสอาจารย์เปรมสุดานะเว้ย”ฉันทำทีเก็บของแล้วลุกเดินไปที่ห้องเรียน โดยมียัยขี้สงสัยสามคนเดินมาจ้องเอาคำตอบไม่หยุด 

แล้วในห้องเรียนวันนี้ ก็ทำเหมือนฉันเป็นดาราที่ถูกเพื่อนในห้องสัมภาษณ์ไม่หยุดจนอยากจะอัดเสียงเปิดสำหรับคนที่เข้ามาถามรอบใหม่ 

“สรุปสั้นๆ เลยนะ มันเป็นอุบัติเหตุฉันทำเสื้อพี่เขาเลอะ ก็เลยไปซื้อชดใช้ เรื่องมันมีแค่นั้น จบ” 

“รอบที่แล้วก็บังเอิญ รอบนี้ก็อุบัติเหตุ ไม่มีอะไรแน่นะ” 

“ฉันไม่มี แต่พี่เขาฉันก็ไม่รู้ พวกแกไปถามพี่เขาเองก็แล้วกัน”เมื่อตอบจนเหนื่อยแต่เพื่อนไม่เชื่อ ก็เลยกวนตีนมันไปเลย นี่แค่ช่วงพักเบรกระหว่างเรียนยังถูกถามเยอะขนาดนี้ แล้วถ้าที่แคนทีนตอนเที่ยงจะไม่โดนรุมเลยเหรอเนี่ย 

“พวกแกวันนี้ฉันไม่กินข้าวเที่ยงนะ ไม่อยากตอบคำถามแล้ว พวกรุ่นพี่ต้องมารุมถามอีกแน่” 

“แล้วอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวลิษาซื้อมาให้” 

“เอาขนมปังโฮลวีทกับนมอัลมอนด์แล้วกัน” 

 

Sila Say: 

ห้องสโมสรนักศึกษา 

“ไอ้ศิ กูถามมึงตรงๆ เลยนะ สรุปคือมึงกับน้องณิรินนี่ยังไงวะ”ภณเป็นคนเริ่มเรื่องขณะที่มันเปิดรูปในมือถือที่เป็นข่าวขึ้นมาที่โต๊ะทำงานของผม แล้วกดปิดจอโน้ตบุ๊กที่ผมพิมพ์งานค้างไว้ให้เลี่ยงตอบไม่ได้ 

“ยังไงอะไร” 

“ก็รอบที่แล้วมึงบอกเด็กไอ้ศรันย์ว่าน้องณิรินเป็นเด็กมึง ส่วนเมื่อวานมึงก็กันซีนไอ้ศรันย์สุดๆ แถมยังไปมีรูปคู่เดินจับมือกันที่ตลาดนี่อีก แล้วกูก็เพิ่งรู้ว่ามึงรู้จักกับน้องเขามาก่อนมันยังไงกันแน่” 

“ถามเยอะขนาดนี้กูตอบไม่ทันแล้วเนี่ย” 

“ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อ เพื่อนมึงไม่ได้โง่”ไอ้มิวนิคที่ปกติเอาแต่อ่านหนังสือก็เออออกับคู่จิ้นของมันจ้องเอาคำตอบผมให้ได้ 

“มึงพูดมาเลย ถ้าเจ้าที่แรงกูจะได้ไม่ยุ่ง!”แล้วนี่ก็ไอ้ศรันย์ที่เดินมานั่งบนโต๊ะผม กอดอกจ้องกันไม่คาดสายตา จนผมหันไปหาตัวช่วยอย่างไอ้รามที่ปกติมันจะหาทางออกดีๆ เวลาที่ผมจนปัญญาแต่คราวนี้มันก็ดันมองผมด้วยสายตารอคำตอบเหมือนกัน 

“นี่พวกมึงว่างเหรอ ไม่มีงานทำไง๊ เอาเอกสารที่กูไปช่วยพิมพ์ก็ได้นะ” 

“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลยมึง ถ้ามึงไม่ตอบกูก็จะไม่จบ สรุปคือมึงจีบน้องณิริน?” 

“กูไม่ได้จีบ” 

“งั้นกูจีบนะ” 

“ไม่ได้!” 

“อะไรของมึงวะ มึงบอกไม่จีบน้องณิรินแต่พอไอ้ศรันย์จะจีบมึงก็ไม่ยอม จงอธิบายความหมายของประโยคนี้ให้กูฟังที งงในงงเว้ยมึงเข้าใจป่ะไอ้มิว”ภณหันไปถามคนที่มีไอคิวร้อยแปดสิบ 

“หรือว่าณิรินคือคนที่ทำให้มึงฝังใจสมัยม.ปลาย ที่มึงเคยเล่า”ไอ้มิวนี่มันฉลาดจริงๆ แหละ 

“แต่ลักษณะเด็กคนนั้นที่มันเคยเล่าไม่เห็นเหมือนน้องณิรินเลยนะเว้ย”ส่วนไอ้ภณก็ยังแย้งด้วยความลังเล 

“มึงอย่าลืมว่าสามปี อะไรก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น”และไอ้รามที่นานๆ จะมีส่วนร่วมก็วิเคราะห์จนไอ้ภณดีดนิ้วเห็นด้วย 

“รับบทใบ้หรือไงมึง พวกกูวิเคราะห์กันหมดทุกคนแล้ว ตอบมาสักทีลีลาฉิบหาย!”ไอ้ศรันย์เองก็คาดคั้นไม่หยุด “สรุปว่าน้องณิรินคือคนที่มึงเคยทำให้น้องเขาเสียใจถูกไหม” 

“เออ”จำเลยยอมจำนนแต่โดยดี 

“เชี่ย จากเด็กอ้วนที่ถูกบูลลี่และโดนกระทำจนช้ำใจ กลายเป็นนางฟ้าผู้เลอโฉมได้ขนาดนี้ ขนลุกสัส” 

“อย่าว่าแต่พวกมึงตกใจ กูก็ช็อก” 

“โห น้องเขาต้องเกลียดมึงขนาดไหนวะ ถึงได้เปลี่ยนแปลงตัวเองราวกับคนละคนขนาดนี้”ไอ้มิวนิควิเคราะห์ได้โคตรแทงใจดำโคตรๆ เลย 

“แต่ที่รู้ๆ คือน้องเขาไม่อยากเจอมึงเลยอ่ะ เพราะครั้งแรกที่กูลืมเอกสารจนให้น้องตามมาเอาที่ห้องสโมฯ น้องเขาทำหน้าเหมือนอยากนัดรับที่อื่นแทน ตอนแรกก็นึกว่าเขินใครในกลุ่มเรา ที่แท้เพราะไม่อยากเจอหน้ามึงนี่เอง” 

“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” 

“ไหนมึงว่าไม่จีบ แล้วไอ้ที่หน้าเสียคือ?” 

“กูก็แค่รู้สึกแย่ป่ะ พวกมึงก็รู้ว่ากูรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ขนาดไหน” 

“พวกกูรู้ แต่น้องเขารู้หรือยัง” 

“กูก็พยายามจะบอก แต่แค่หน้ากูน้องเขายังไม่อยากจะเห็นเลย” 

“เป็นกูก็ไม่อยากเห็น เลวสัส” 

“เออ โคตรเหี้ยอ่ะ” 

“เออ กูรู้แล้ว ก็พยายามจะแก้ไขตัวเองอยู่นี่ไง กูไม่ได้รู้สึกสบายใจมาตลอดสามปีเหมือนกันแหละ เหมือนทำลายชีวิตคนดีๆ ทำให้น้องสาวที่แสนดีต้องเสียใจ” 

“แค่น้อง?” 

“เออ น้อง”ผมย้ำศรันย์ ผมมองณิรินเป็นน้องที่แสนดีมาตลอดจริงๆ นะ แต่ผมมันเหี้ยเอง 

“ถามน้องเขายังว่าอยากมีพี่แบบมึงไหม” 

“ไม่ต้องถามกูก็ตอบได้ไม่อยากเลยวะไอ้ราม ฮาๆ” 

“ไอ้ราม ไอ้ภณ ปกติกูอย่างข้างพวกมึงตลอดเลยนะ” 

“ก็เรื่องนี้มึงผิดจริง” 

“แล้วพวกมึงจะให้กูทำยังไง ไหนลองเสนอมาดิ๊ กูไปขอโอกาสแก้ตัวน้องเขาก็ปิดโอกาส ไปขอโทษเขาก็ไม่ยอมฟัง หาเรื่องคุยน้องเขาก็ตัดบทกูทุกรอบ นี่กูไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย” 

“ไอ้กากเอ๊ย!” 

“โง่สัส” 

“ไหนมึงลองเสนอมาดิไอ้คนฉลาด”ผมถามไอ้ศรันย์ 

“อย่างแรกเลยนะถ้าน้องเขาอยากจะปิดโอกาสจริง เขาจะมาเรียนที่เดียวกับมึงป่ะ” 

“...” 

“แล้วเรื่องที่มึงทำ มันขอโทษแล้วหายง่ายๆ เหรอไอ้ฟาย ตื๊อไปสิ ง้อไปสุดๆ ผู้หญิงยังไงก็แพ้ลูกตื๊อ ยิ่งถ้าเขายิ่งเคยชอบมึงกูว่ายังไงน้องเขาก็ยังต้องหวั่นไหวบ้างแหละ” 

“ใช่เหรอมึง” 

“แล้วไอ้ที่ผู้หญิงพูดว่าไม่อยากเจอ มึงรู้ไว้เลยว่าปากเขาไม่ตรงกับใจ”ไอ้ศรันย์พูดอย่างมั่นอกมั่นใจ “กูไปเป็นไลฟ์โค้ชเรื่องความรักดีไหมเนี่ย ฉลาดขนาดนี้” 

“กูว่ามึงไม่น่าเป็นไลฟ์โค้ช แต่มึงเป็นคนหลงตัวเอง โอ๊ย โง่แล้วเสือกโชว์!” 

คำสันนิษฐานของไอ้ศรันย์ทำให้ผมรู้สึกเสียเวลาที่ฟังมันพูดจนจบ 

“แล้วถ้าเกิดว่าน้องเขาไม่รู้ว่าไอ้ศิลาเรียนที่นี่แต่แรกละวะ”มิวนิคก็ตั้งข้อสันนิษฐานมาใหม่  

“...”จนผมตั้งใจฟังต่อ 

“เพราะมึงบอกเองว่าน้องเขาไม่เล่นโซเชียล มันก็เป็นไปได้ที่น้องเขาไม่ได้ตามเรื่องของมึงเลย จนไม่รู้ความเคลื่อนไหวของมึง และที่มาเรียนที่นี่ก็อาจจะอยากมาเรียนกับเพื่อนก็ได้” 

“เป็นไปได้ว่ะ แอมแปร์ติดที่นี่ณิรินก็เลยกลับมาเรียนที่เดียวเพื่อน” 

“แล้วที่ไม่ยอมรับการขอโทษ อาจจะชังหน้ามึงจนรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ก็ได้นะเว้ย เรื่องที่มึงทำไว้เป็นเรื่องเล็กซะเมื่อไร กูว่ามึงเจอศึกใหญ่แล้วว่ะเพื่อน” 

“แหม ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จากปากมึงนะไอ้มิว ช่วงนี้มีความรักเหรอวะ” 

“กูแค่สันนิษฐานความน่าจะเป็น ไม่ใช่สันนิษฐานหลงตัวเองอย่างมึงไอ้รันย์!” 

“งั้นกูควรทำไงวะ” 

“กูว่าคำตอบนี้ มึงน่าจะตอบตัวเองได้ดีกว่าพวกกูไหม”เป็นรามที่เดินมาหยุดที่โต๊ะทำงานของผม “เพราะถ้าพวกกูบอกให้มึงหยุด มึงจะหยุดได้จริงเหรอ”  

พูดจบมันก็เดินออกไปคนแรก จากที่ผมถามมัน มันก็ถามผมกลับเฉย 

แล้วคำตอบก็คือผมคงไม่หยุด ผมอยากเจอณิรินมาตลอดสามปีจะเลิกง่ายๆ ได้ยังไงวะ 

“ความเห็นกูนะ ถ้ามันเป็นเรื่องที่คาใจกูจะทำทุกอย่างให้มันหายคาใจ”ศรันย์ตบไหล่ออกความคิดเห็นก่อนจะเดินตามรามออกไปอีกคน 

“ส่วนกูอะไรที่เคยผิดพลาด ถ้ามีโอกาสกูจะแก้ไขให้มันถูกต้อง”ภณคือคนแบบนั้นเสมอ 

“มึงเองก็ตัดสินใจไว้แล้วนี่ แต่ถ้าอยากได้กำลังใจจากพวกกู กูก็จะแปลคำตอบของไอ้พวกนั้นให้ว่า มึงจงทำในสิ่งที่มึงอยากทำ พวกกูจะซัพพอร์ตมึงเองไอ้กาก!”มิวนิคสรุปคำตอบก่อนจะเดินออกไปพร้อมภณ 

จากนั้นเสียงข้อความในไลน์ก็ดังขึ้น เป็นภาพลิษากับเพื่อนอีกสองคนนั่งทานข้าวอยู่ที่แคนทีนปกติ แต่ไม่มีณิริน 

Saran: รุ่นน้องวิศวะที่ไปแดกข้าวที่ตึกนิเทศฯ บอกว่าไม่เห็นน้องณิรินลงมากินข้าวกับเพื่อนในกลุ่ม ทั้งที่เมื่อเช้ามาเรียน 

Pon: กูเดาว่าคงเป็นเพราะข่าว! 

Saran: ยัง ยังเงียบอยู่อีก ต้องให้กูบอกไหมว่าควรทำยังไงต่อ 

Me: ผมส่งรูปตึกคณะนิเทศฯ ให้พวกมันดูเป็นคำตอบ! 

เออใช่ ผมวิ่งมาแหละ วิ่งมาแบบไม่สนใจสายตาของใครเลย แล้วเดินไปแวะซื้อของกินที่คิดว่าณิรินน่าจะชอบซึ่งก็บังเอิญเจอน้องสาวตัวเองพอดีเลยด้วย 

“เฮีย มาทำอะไร ช่วงนี้ทำไมเจอบ๊อยบ่อย” 

“ณิรินอยู่ที่ไหน” 

“ตอบมาเลยนะ เฮียกับณิรินนี่มันยังไง ไหนเล่าสิ!” 

“อย่าเพิ่งถามให้มากความ ณิรินอยู่ไหน ตอบมาเร็วๆ” 

“ห้องดีห้าศูนย์สาม” 

เท่านั้นที่อยากรู้! 

เพราะผมมีคำตอบอยู่แล้วว่าควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ ถ้าหากว่าผมทำให้ณิรินโกรธผมก็จะขอโทษจนกว่าณิรินจะหายโกรธ ถ้าทำผิดผมก็จะยอมรับ จนกว่าณิรินจะให้อภัย ถ้าน้องไม่ให้อภัยผมก็จะทุกอย่างเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผมทำผิดพลาดให้มันถูกต้อง 

ผมเดินมาถึงห้องที่ลิษาบอกและหมุนประตูนั้นเข้าไปอย่างไม่ลังเล 

“ณิริน!”ผมเรียกเด็กผู้หญิงที่อยู่ในจินตนาการมาตลอด เด็กแว่นตัวกลมที่ยืนมองกระจกไปนอกห้องเรียนอย่างโดดเดี่ยว ต่อให้ใครจะคิดยังไงแต่สำหรับผมเธอคือเด็กอ้วนที่ใจดี และมีรอยยิ้มอบอุ่นในความทรงจำของผมเสมอมา ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอซ่อนตัวอยู่แบบนี้เสมอเลยสินะ  

แต่เด็กคนนั้นดันกลายเป็นหญิงสาวที่สวยจนผมเองก็รู้สึกหวั่นไหวขนาดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็จริงว่าเมื่อก่อนผมคิดกับเธอแค่น้อง ตอนนี้ก็ยังคิดกับเธอแบบนั้นแต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าถ้าอยู่ใกล้เธอแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกมันจะคิดเกินเลยไปมากกว่านี้หรือเปล่า 

ณิรินหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ว่าคนที่เรียกชื่อคือผม 

“พี่ศิลา มาทำไมเนี่ยกรวดน้ำให้เมื่อเช้าแล้วยังไม่พอเหรอ ต้องการอะไรอีก” 

“พี่ก็มาหาเรานั่นแหละ” 

“ใครขอร้อง?”ใบหน้าสวยที่ขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจค่อยๆ คลายปมในขณะที่ผมเดินเข้าไปใกล้ 

“ไม่มีใครขอ พี่มันโง่เอง ขอโทษที่คิดช้าไป” 

“พูดเรื่องอะไร กินยาไม่ได้เขย่าขวดเหรอ?” 

“พี่ขอโทษ ที่พี่ปล่อยให้เราต้องโดดเดี่ยวแบบนี้มาตลอดสามปี” 

“...” 

“ต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่จะอยู่เคียงข้างและไม่ปล่อยให้เราโดดเดี่ยวแบบนี้อีกแล้ว” 

 

Adaysiix 

โอ้โห คำพูดหนึ่งประโยคทำเอาหัวใจพองโตไปเลยแม่  

มีใครให้น่ารักกว่านี้อีกไหมคะ ทางนี้ให้อภัยแทนน้องแล้ว 55555 

จุดเริ่มต้นของณิรินกำลังเริ่มขึ้นทั้งการประกวดดาวเดือน และการที่เฮียพยายามจะเข้าใจน้อง 

เฮียศิลาคนขี้ตื๊อ ที่ถือคติตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก และเป็นผู้ที่ดึงตัวตนของณิรินคนเดิมกลับมาอย่างไม่รู้ตัว 

คือมีบางคอมเมนต์บอกว่าทำไมเมนต์บอกว่าทำเฮียมันยังทำตัวขี้เล่น แหย่น้องดูไม่สำนึกเลย 

นุ่นขออธิบายว่า ไม่ใช่ว่าเฮียไม่สำนึกหรือจะมาแค่หยอกยัยน้องนะคะ  

แต่เพราะนิสัยเฮียเป็นคนที่พอจะอ่านเกมคนเป็น และรู้ว่าถ้าการมาจริงจังและจะอธิบายลูกเดียวทั้งที่น้องยังโกรธมาตลอดสามปี 

น้องคงไม่ยอมฟังแน่ๆ นางเลยทำนิสัยให้เป็นพี่ศิลาคนเดิมของณิรินเมื่อสามปีก่อนเพื่อจะได้เข้าใกล้น้องน่าจะดีกว่า 

ซึ่งรีดเดอร์อาจจะรู้ว่าน้องมีอาการอะไรเลยรู้สึกว่าทำไมเฮียกล้ามาแหย่ แต่เฮียมันไม่รู้ค่ะ มันเลยคิดว่าวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด 

เรื่องนี้แต่งยากมากแต่ท้าทายดีค่ะ เพราะตัวละครค่อนข้างมีเรื่องราวในใจต่างกัน แต่พยายามเข้าถึงทุกตัวละครให้ได้มากที่สุดค่ะ 

ขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ ฝากกดหัวใจและกดติดตามกันด้วยน๊า <3 

ความคิดเห็น