Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十二

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 106

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2563 14:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十二
แบบอักษร

"คุณหนูใหญ่ มีคนมาขอพบเจ้าค่ะ" เรียวขาเล็กชะงักกึกทั้งที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล นางแทบจะถอนคำพูดเมื่อครู่ทิ้งไปทันที โชคดีอะไรกัน นี่มันโชคร้ายชัดๆ มีคนขอพบนาง เป็นนางจริงๆ ไม่ใช่พี่ใหญ่ ท่านพ่อ หรือท่านแม่ เป็นนาง!

 

"คะ ใครหรือ" เหลียนซินเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัว เหลือบมองใบหน้าถมึงทึงของพี่ชายก็ให้รู้สึกเสียวสันหลังยิ่งนัก ตอนนี้คงได้แต่อ้อนวอนสวรรค์ ขอให้คนที่มาหานางเป็นหนึ่งในคนรู้จัก เป็นญาติพี่น้องกันเอง อย่าให้เป็นคนที่นางคิดเลย อี้เซียวเสวี่ยคงไม่คิดสั้นถึงขนาดตามมาหานางถึงที่นี่ใช่หรือไม่

 

"คุณชายกัวเจิ้งเหลียงเจ้าค่ะ"

 

"กัวเจิ้งเหลียง? ขอพบทำไม" เมื่อเห็นคนน้องยืนหน้าซีดหลังได้คำตอบเช่นนั้น คนเป็นพี่ชายอย่างมู่เหว่ยหลงจึงเป็นฝ่ายถามกลับไป ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง วันนี้มันอะไรกันนัก ทั้งอี้เซียวเสวี่ย ตอนนี้ก็มากัวเจิ้งเหลียง สองคนนั่นจะอยากพบน้องสาวของเขาทำไมกัน ถึงแม้น้องสาวของเขาจะยังเล็ก แต่หากพูดกันตามตรงก็ใกล้วัยปักปิ่น ใกล้วัยที่จะต้องออกเรือน ไม่ผิดหากเขาจะกังวลไว้ก่อน

 

"พะ พี่ใหญ่ ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ"

 

"กลับเข้าห้องไป เจิ้งเหลียงอยากพบเจ้า แต่พบพี่แทนก็คงจะไม่เป็นไรกระมัง พบพี่ก็เหมือนพบน้อง" น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นก่อนที่ตัวคนพูดจะเดินลิ่วๆไปที่หน้าตำหนัก เหลียนซินกำลังจะเดินตามพี่ชายออกไปก็ต้องชะงักเท้า โดนสั่งให้อยู่ในห้อง หากตามออกไปไม่ใช่แค่นางที่จะเดือดร้อน กัวเจิ้งเหลียงก็จะเดือดร้อนไปด้วย ถึงจะไม่รู้สาเหตุที่เขามาหานางถึงนี่ก็เถิด

 

ร่างเล็กตัดใจเดินกลับเข้าห้องของตนไปในที่สุด ส่งสาวใช้ไปคอยแอบดูอยู่ห่างๆ ห่วงทั้งพี่ชายห่วงทั้งสหายร่วมชั้นเรียน ถึงอีกฝ่ายจะดูแปลกคนไปบ้างแต่นางคิดว่ากัวเจิ้งเหลียงก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ภาวนาอย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย

 

ในขณะที่อยู่คนด้านในตำหนักได้แต่นั่งรอฟังข่าว ด้านนอกตำหนักกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าอึดอัด มู่เหว่ยหลงตวัดสายตาอันแข็งกร้าวมองอีกฝ่าย ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งคงมีเพียงดวงตาที่สะท้อนความรู้สึกไม่พอใจ ผิดกับกัวเจิ้งเหลียง คนผู้นั้นเอาแต่ยิ้มหน้าระรื่น ดูไม่ได้ตกใจอะไรที่ได้พบแฝดคนพี่แทนที่จะเป็นแฝดคนน้องดังที่ตนเองตั้งใจเอาไว้

 

"คารวะคุณชายมู่ ไม่สิ ว่าที่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหนิง"

 

"บอกจุดประสงค์ของเจ้ามา มาหาเหลียนเซี่ยถึงนี่คงไม่ได้มาเพื่อทักทายกระมัง? " กล่าวพลางปรายตามองก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ รินน้ำชาขึ้นจิบเพื่อลดความคุกรุ่นในจิตใจ ยิ่งเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็ยิ่งโมโห ฝ่ายเจิ้งเหลียงเมื่อเห็นเจ้าของตำหนักไม่สนใจจะเชิญให้นั่งเขาก็ไม่ได้นั่ง ยกยิ้มที่มุมปากกับทีท่าที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ต้อนรับ เอาเถิด ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากนักหรอก

 

"ข้าแค่เห็นว่า นาง หายหน้าหายตาไปนาน คุณหนูมู่เหลียนซิน คนติดตามคนสนิทของเจ้านั่นน่ะ นางคงจะเหงาไม่น้อยที่ต้องอุดอู้อยู่ในตำหนัก เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ? "

 

คำกล่าวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญทำเอาเหว่ยหลงตกตะลึง คนผู้นี้รู้ความลับของน้องสาวเขาแล้ว ตาคมกวาดมองรอบๆให้แน่ใจว่ามารดาของเขาจะไม่ผ่านมาได้ยินเข้า เมื่อเห็นว่าปลอดผู้คนจึงตีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม รินน้ำชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะตอบออกไป

 

"นางจะเหงารึไม่ก็ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า หมดเรื่องแล้วก็กลับไปเสีย"

 

"อะไรกัน ข้ามาเพื่อพบหญิงงาม หน้านางก็ยังไม่ทันเห็น จะกลับได้อย่างไร" เจิ้งเหลียงยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า เขาส่ายศีรษะเล็กน้อยและไม่ยอมกลับออกไป เขายังไม่เจอคนที่ต้องการพบเลยนี่ จะกลับได้อย่างไรกัน เสียเที่ยวกันพอดี

 

"ข้าไม่ให้พบ กลับไปได้แล้ว" น้ำเสียงของมู่เหว่ยหลงเริ่มกดต่ำลง ถ้วยชาในมือถูกบีบจนแทบปริร้าว และแน่นอนว่านั่นไม่ได้รอดพ้นสายตาของกัวเจิ้งเหลียงเลยสักนิด วันนี้คงไม่ใช่วันของเขา อย่างไรคงต้องกลับก่อน เอาไว้วันไหนว่างๆค่อยมาใหม่ก็ไม่สาย อ่อ ต้องเป็นวันที่พี่ชายฝาแฝดจอมหวงนี่ไม่อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้เจอ

 

"หึ ก็ได้ๆ ข้ากลับก็ได้ ไหนๆก็จะกลับแล้ว ขอแสดงความยินดีกับเจ้าอีกครั้งกับตำแหน่งที่กำลังจะได้รับ ข้าขอตัวก่อน" ร่างหนาค้อมตัวนำมือมาประสานกันด้านหน้า ทำความเคารพอีกฝ่ายก่อนจะกลับออกไป จะว่าไปเขาเห็นสาวใช้นางหนึ่งแอบมองเหตุการณ์อยู่หลังเสาตั้งนานสองนานแล้ว คงจะเป็นคนของคุณหนูมู่ไม่ผิดแน่ หึ นางคงกำลังเป็นห่วงเขา

 

คิดได้ดังนั้นรอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้นอีก เมื่อเดินออกมาจากตัวตำหนักก็เหลือบไปเห็นหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดอยู่ ใบหน้าหวานที่ชะโงกมองเขานั่นแทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคือใคร แม้จะเห็นอยู่ไกลๆแต่ก็จำได้ดี มู่เหลียนซิน เด็กคนนั้นกำลังมองมาที่เขา สีหน้าที่เป็นกังวลของนางค่อยๆคลายลง ก่อนจะส่งยิ้มบางๆมาให้ อ่า รอยยิ้มนั่นมีผลกับใจเขามากเกินไปแล้ว มาทำให้ใจเต้นแรงเช่นนี้ก็แย่น่ะสิ

 

"ไม่เสียเที่ยวแล้ว..." ร่างหนาอดที่จะหลุดยิ้มออกมาไม่ได้ ดวงตายังคงจับจ้องคนที่อยู่ในตำหนัก สองขาเดินถอยหลังไปเรื่อยๆจนภาพของฝ่ายค่อยๆหายไป หายไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ดูเหมือนจะเผลอไปรู้สึกกับคนที่ไม่ควรรู้สึกเสียแล้วกัวเจิ้งเหลียง คิดพลางแค่นหัวเราะในลำคอออกมาพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความระอาใจ

 

ด้านในตำหนักหานอี้

 

"นี่เขาพูดเช่นนี้กับพี่ใหญ่จริงๆรึ! " เหลียนซินที่เพิ่งได้ฟังสาวใช้เล่าเหตุการณ์แต่ต้นจนจบก็ต้องถามซ้ำด้วยความตกใจ เจิ้งเหลียงต้องเสียสติไปแล้วเป็นแน่ถึงได้พูดเรื่องความลับของนางออกมา ไหนจะที่เรียกนางว่าหญิงงามนั่นอีก เจ้าคนบ้านี่ ตอนพบกันก็ไม่เห็นจะเป็นคนมีนิสัยกวนประสาทเช่นนี้ แล้วเหตุใดเวลาคุยกับพี่ใหญ่ของนางเขาจึงเลือกที่จะใช้คำพูดเช่นนั้น

 

นางรู้ว่าพี่ชายของนางหวงนางยิ่งกว่าอะไร วันนี้กัวเจิ้งเหลียงทำบุญมาดีจึงได้รอด ไม่เช่นนั้นสิ่งที่แตกคงไม่ใช่ถ้วยชาที่พี่ใหญ่เขวี้ยงทิ้งหลังจากอีกฝ่ายกลับออกไป แต่อาจจะเป็นศีรษะของแขกไม่ได้รับเชิญนั่นแหละที่จะแตกจนได้เลือด

 

"แล้วนี่พี่ใหญ่อยู่ที่ใด ห้องสมุนไพรรึ"

 

"เจ้าค่ะ" เมื่อได้คำตอบจากสาวใช้นางก็พยักหน้ารับรู้ เตรียมจะลุกไปหาอีกฝ่าย ไปช่วยทำให้แฝดคนพี่อารมณ์เย็นลงอีกสักหน่อย

 

"เอ่อ... คุณหนู แหวนปานจื่อนั่น"

 

"หืม? " ตากลมโตก้มลงมองแหวนที่นิ้วโป้งของตนเอง คราวแรกก็ไม่ได้คิดว่าแปลกอะไร แต่พอก้าวเท้าจะเดินต่อไปกลับตกใจจนตาแทบถลน แหวนยิงธนู! นางลืมถอดไปเสียสนิท พี่ใหญ่ต้องเห็นเข้าแล้วเป็นแน่ คนช่างสังเกตเช่นนั้นไม่มีทางไม่เห็น ยิ่งของที่นางไม่เคยใส่แต่ถูกนำมาใส่ด้วยแล้ว

 

"ขะ ขอบใจที่ช่วยเตือน แต่ข้าว่าไม่น่าทัน" ริมฝีปากบางเบะคว่ำลงเล็กน้อยในตอนที่รีบวิ่งออกไป การที่ถูกจับได้แต่ไม่ถูกดุเช่นนี้มันน่ารู้สึกผิดกว่าเสียอีก ไม่สบายใจเอาเสียเลย วันนี้นางจะตามติดพี่ชายเป็นลูกลิงเลยคอยดู!

 

"พี่ใหญ่! " ทันทีที่เห็นเป้าหมายหันหลังต้มยาอยู่ในห้องก็วิ่งไปสวมกอดจากด้านหลังทันที อีกฝ่ายใช้มือข้างซ้ายที่ว่างอยู่ลูบไปมาเบาๆที่แขนเรียวเล็กที่ประสานกันอยู่รอบเอวของเขา อีกมือยังคงนำตัวยาใส่ลงในหม้อจนเสร็จ เหลียนซินทิ้งหน้าผากวางลงบนลาดไหล่กว้าง ถูไถไปมาอย่างออดอ้อนจนคนพี่เผยรอยยิ้มออกมา ไม่ว่าจะหงุดหงิดแค่ไหน แค่มีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ เข้ามาออดอ้อนเสียหน่อย เท่านี้ก็ทำให้ใจภูผาอ่อนยวบลงได้แล้ว

 

"เป็นอะไร"

 

"พี่ใหญ่ ข้าแอบออกไปด้านนอกมาเจ้าค่ะ" คนผิดสารภาพออกมาด้วยตนเอง

 

"หึ พี่รู้แล้ว พี่เป็นคนเสนอให้ท่านพ่อนำไปพูดกับเจ้าเอง"

 

"อะ อ้าว เช่นนั้น..."

 

"ท่านพ่อกับท่านแม่ เจ้าสาม ทุกคนรู้อยู่แล้ว" คนเป็นพี่เฉลยพร้อมกับกลับหลังหันมามอง มือน้อยยอมปล่อยจากพี่ชายครู่หนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาแล้วนางก็สวมกอดเอาไว้ตามเดิม เหว่ยหลงยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นน้องสาวที่เริ่มทำหน้าเง้าหน้างอ น่าเอ็นดูจริงๆ โดนหลอกเข้าเสียแล้วเจ้ารองของพี่ใหญ่

 

"หงึ ข้าก็กังวลแทบตาย หึ่ย ที่แท้ก็ถูกท่านพ่อแกล้งเอา"

 

"พี่ใหญ่ ให้เจ้าไปลานธนูได้ แต่ต้องไปหลังจากเรียนหน้าที่ของสตรีเสร็จแล้ว อีกไม่กี่วันจะถึงวันสำคัญ ความรู้ทั้งหมดที่เจ้าเรียนจะต้องถูกนำมาใช้ ไม่เรียนไม่ได้ เข้าใจหรือไม่"

 

"ก็แค่เรียนงานบ้านงานเรือน ข้าทำได้แน่เจ้าค่ะ"

 

"พี่ใหญ่ก็รู้ว่าเจ้าทำได้" เหว่ยหลงลูบศีรษะเล็กก่อนจะกอดน้องสาวของตน เขารู้ว่านางเก่ง แม้จะดื้อซนไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เรื่องได้ราว ตามคำทำนายในวัยเด็ก น้องสาวของเขาหยิบป้ายคำสั่งทหาร ถูกทำนายว่าอาจได้เป็นถึงแม่ทัพนายกอง เมื่อก่อนอาจดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่มาตอนนี้เขาเองก็ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว แม้จะอายุเพียงสิบหนาวแต่นางกลับมีความสามารถถึงขนาดนี้ แทบจะไม่ด้อยไปกว่าเขาที่เป็นบุรุษเสียด้วยซ้ำ บางทีคำทำนายอาจจะเป็นจริงก็ได้ เรื่องของอนาคตสวรรค์เป็นคนลิขิต คงต้องรอดูกันต่อไป...

 

 

 

ความคิดเห็น