email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4 สามี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 324

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2563 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 สามี
แบบอักษร

บทที่ 4 

 

สามี 

 

 

อู๋เซียวใบหน้าเรียบเฉยพยักหน้าเบาๆ คราหนึ่ง มองนางด้วยหางตา ถอยเท้าออกห่างจากนางหนึ่งก้าว  

 

“ มือ ” 

 

ไฉ่ไฉ่กะพริบตาปริบๆ ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตนเองบนมือของเขาแต่โดยดี เห็นนางเป็นสุนัขหรือไรอยากจะขอมือก็ขอ ส่วนนางก็ไม่อาจขัดได้... 

 

อู๋เซียวจับฝ่ามือนางหงายขึ้นวางจอกสุราหินลงบนฝ่ามือของไฉ่ไฉ่ เงยหน้าขึ้นสบตาเอ่ยออกมาด้วยความไร้ยางอายและไร้จิตสำนึก 

 

“ หน้าที่เจ้า ” 

 

“ หะ หา ” 

 

“ ก่อนหน้านี้จอกใบนี้หาใช่หิน เจ้าต้องทำให้มันกลับสู่สภาพเดิมของมัน ” 

 

“ แล้วไฉนเป็นข้าเล่า! ” 

 

“ เจ้ามีสายปราณและเป็นภูตสุรา สุรากับจอกสุราไม่คิดว่าเหมาะสมกันหรอกหรือ ” 

 

ไฉ่ไฉ่ขมวดคิ้วอ้าปากค้าง มองจอกสุราในมือด้วยแววตาว่างเปล่าล่องลอย นางมาเขาฉางกู่ก็เพราะว่าถงถงเอ่ยว่าหากนางอยากมีบุรุษหน้าขาวเป็นของตนเองก็สามารถพบเจอได้ที่เขาฉางกู่ ตั้งแต่นางเหยียบเข้าเขาฉางกู่มายังไม่เจอบุรุษหน้าขาวสักคนกลับต้องมาเจอบุรุษหน้าดำ ทั้งยังต้องอกสั่นขวัญหาย ยามนี้นางต้อง... มาทำหน้าที่อะไรก็ไม่รู้อีกหรือ! 

 

ไฉ่ไฉ่กัดริมฝีปากรวบรวมความกล้าทั้งหมดตั้งแต่บรรลุจนมีร่างมนุษ์ ปิดตากลั้นใจเอ่ยออกมา 

 

“ ทำไมข้าต้องทำด้วยเล่า ” 

 

หากเขาต้องการพึ่งพานางก็หาใช่มาทำตัววางท่าทั้งยังข่มขู่นางเช่นนี้ ภูตที่กำเนิดพร้อมสายปราณเช่นนางนั้นมีไม่มากทั้งยังไม่ง่ายที่จะพบ หากเขาอยากให้นางช่วยก็ควรเอ่ยบอกดีๆ แล้วถามความสมัครใจของนางไม่ใช่หรือไร... ไร้สามัญสำนึกจริงๆ!  

 

อู๋เซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตนย่อมเห็นความหวาดกลัวและความหวั่งเกรงฉายชัดอยู่บนใบหน้าของนางได้อย่างชัดเจน รู้ดีว่าหากบีบคั้นมากเกินไปก็สามารถทำให้กระต่ายฟันทู่ย้อนกลับมากัดตนได้ หมุนกายกลับนั่งลงบนขั้นบันได ต่อรองออกมา 

 

“ ข้าไม่รั้งเจ้าไว้หากเจ้าอยากไปข้าก็ไม่ห้าม แต่หากเจ้าอยากจะอยู่เพื่อฟื้นฟูจอกสุรา สิ่งที่เจ้าต้องการก็ลองเอ่ยบอกข้ามา ” 

 

ไฉ่ไฉ่เม้มปากครุ่นคิด ถูกแล้วนางออกไปไม่ได้อีกทั้งยังไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือ หากนางไม่มีประโยชน์ต่อเขากระดูกของนางคงเป็นหนึ่งในกองกระดูกขาวโพลนเหล่านั้น ย่นหน้ามองบุรุษที่กำลังเหยียดขามองมาด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ในเมื่อเขายอมถอยให้นางครึ่งของครึ่งก้าว นางเป็นสตรีหน้าตางดงาม จิตใจกว้างขว้างจะไม่ถือสาอสูรป่าเถื่อนเช่นเขาก็แล้วกัน 

 

“ ข้าอยากได้... กระต่าย กระต่ายสีน้ำตาลตัวนั้น ” 

 

อู๋เซียวเลิกคิ้ว ย้อนคิดไปเล็กน้อยเอ่ยถามออกมา 

 

“ บุรุษหน้าขาว ” 

 

ไฉ่ไฉ่ค้อนตามองเขาเล็กน้อยหันหน้าไปอีกทางด้วยความกระอักกระอ่วน พยักหน้ารับเล็กน้อย เขาได้ยินหมดเลยหรือไร!  

 

อู๋เซียวหัวเราะอยู่ในลำคอเบาๆ ยามที่กระต่ายตัวนั้นดื่มน้ำก็ทำให้น้ำในบึงกระเพื่อมไหว ก่อนที่นางจะโผล่ ตนก็ถึงกระต่ายตัวนั้นก่อนนางอยู่นาน ดังนั้นวาจาที่นางเอ่ยออกมา ทุกคำตนล้วนได้ยิน 

 

“ สามีของเจ้า ” 

 

อู๋เซียวสะบัดมือเล็กน้อย กระต่ายสีน้ำตาลก็ถูกเขาหิ้วหูยาวปุกปุยไว้ พลางออกแรงเล็กน้อยโยน ‘ สามี ’ ไปทางนาง มุมปากยกยิ้มลูบคางไปมามองนางที่รีบวิ่งมารับสามีตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทางรีบร้อน ดวงตากวาดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าเอ่ยอีกครา  

 

“ กว่าสามีเจ้าจะพร้อมใช้งานก็คงนานหลายร้อยปี และไม่รู้ว่านานเท่าใดกว่าจอกใบนั้นจะฟื้นคืน แต่หากเจ้า ‘ รอไม่ไหว ’ หรือ ‘ ต้องการ ’ ข้ายินดีช่วยเหลือ ” 

 

ไฉ่ไฉ่ที่กำลังลูบปลอบใจบุรุษหน้าขาวขนปุยสีน้ำตาลในอ้อมแขนพลันต้องชะงัก เงยหน้าขึ้นมองสายตาพราวระยับของเขาด้วยความงุนงง  

 

“ เจ้าก็ไม่ได้น่าเกลียดแม้จะผอมไปหน่อย แต่ก็พอมองได้ แต่ที่ข้าชอบเอี๊ยมของเจ้านะสดใสไม่เลว ” 

 

อู๋เซียวเอ่ยจบก็ยันกายลุกขึ้นเดินผ่านโถงกลางไปยังตำหนักด้านข้างด้วยฝีเท้ารื่นเริง ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย พยายามเงี่ยหูฟังเสียงวี้ดว้ายที่นางจะร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่ได้เสียงร้องของนาง ผินหน้าหันกลับมองก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นนางกำลังถอดอาภรณ์ตัวนอกที่เปียกชื้นออกด้วยใบหน้านิ่งเฉยซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ นาง... ไม่ขัดเขินหรอกหรือ หรือว่า...  

 

อู๋เซียวหรี่ตาลงเล็กน้อยจับจ้องนางด้วยแววตารู้ทันมุมปากยกยิ้มขึ้น สตรีร้อนแรงตนก็เคยพบมาไม่น้อย นางเป็นจิ้งจอกแดงในคราบกระต่ายขาวหรือไม่... น่าสนใจ 

 

ไฉ่ไฉ่ลูบเอี๊ยมสีแดงของตนเองด้วยความภูมิใจ นางก็คิดเช่นเขาเอี๊ยมตัวนี้งดงามที่สุดแล้ว นางออกมาตามหาบุรุษหน้าขาวเป็นของตนเองย่อมต้องมีชุดออกศึกที่งดงามเช่นของถงถง!  

 

ฮึ... ในตำหนักซือชิงล้วนมีหูตาของนางอยู่มากมาย ภูตน้อยเฝ้าตำหนักที่ไปแอบมองผ่านช่องประตู เฝ้ามองดูการทำศึกของถงถงก็ล้วนมีนางเป็นแม่ทัพนำศึก ดังนั้นการสยบบุรุษหน้าขาวนางล้วนแตกฉานกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าผู้ใด!  

 

พลันเท้าที่สวมแต่เพียงถุงเท้าก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กระทบโดน นางก้มหน้ามองก้อนกลมๆ ดำๆ ที่กลิ้งขลุกขลุกมาโดนเท้าก็ไล่สายตามองตามก็พบว่า... บุรุษหน้าขาวของนางกำลัง... 

 

“ สตรี! หากยังไม่สั่งสอนสามีของเจ้าให้ขับถ่ายเป็นที่ ข้าจะโยนสามีเจ้าออกจากตำหนักให้ปลากินเสีย ” 

 

อู๋เซียวยามนี้ใบหน้าเขียวคล้ำดำมืด นิ้วอันสั่นเทาด้วยความอดกลั้นชี้ไปยัง ‘ สามี ’ ของนางที่กำลังขับถ่ายเรี่ยราดในตำหนัก ตำหนักนี่แม้จะรกร้างแต่ตนก็รักษาสภาพมันให้ดีที่สุด แม้แต่กองกระดูกในตำหนักที่ตนกินก็จัดเรียงวางให้เรียบร้อย แต่เจ้ากระต่ายโง่ตัวนี่...  

 

“ เข้าใจหรือไม่! ” 

 

อู๋เซียวตวาดเสียงดังด้วยความดุดัน ตวัดนิ้วเป็นวงกลมชี้ไปทางนาง พลันเส้นผมของไฉ่ไฉ่ก็ถูกพลังเวทย์ดึงรั้งอีกครา 

 

“ เข้าใจแล้วนายท่าน เข้าใจแล้ว... ” 

 

ไฉ่ไฉ่เอ่ยเสียงอ่อยมองเส้นผมตนเองที่หลุดร่วงทั้งน้ำตา ฮือ... ผมนางหลุดไปกี่กระจุกกันแล้ว หัวนางโล้นเตียนแล้วหรือยัง  

 

อู๋เซียวเหลือบมองผิวกายผุดผ่องขาวกระจ่างที่ตัดกับเอี๊ยมสีแดงสดใสของนางหลายๆ ครา ดึงสายตากลับมุ่งหน้าไปยังเรือนของตนเอง  

 

ไฉ่ไฉ่ถอนหายใจยาว วาดฝ่ามือเหนือเจ้าก้อนดำๆ รูปร่างคล้ายยาลูกกลอน สะบัดนำพวกมันพุ่งออกไปนอกตำหนัก มองดูปลาเล็กปลาน้อยที่พากันกรูเข้าตอดกิน ‘ ยาลูกกลอนแบบพิเศษ ’ ไฉ่ไฉ่สยิวกายคราหนึ่ง ลอบสัญญากับตนเองในใจ วันหน้านางจะไม่กินปลาก็แล้วกัน...  

 

 

ไฉ่ไฉ่อุ้มสามีตัวน้อยเดินผ่านไปยังเส้นทางของ ‘ นายท่านคนใหม่ ’ มองเส้นทางที่เชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นๆ มากมาย ยามที่เงยหน้าขึ้นมองแทนที่จะเห็นท้องฟ้ากว้างสีครามกลับมองเห็นสายน้ำและฝูงปลาเล็กใหญ่ที่พากันแหวกว่าย นับว่างดงามน่าแปลกตา 

 

ไฉ่ไฉ่มองเส้นทางเล็กน้อยก่อนจะมุ่งเดินไปยังเส้นทางที่ดูเหมือนจะมีคนเดินผ่านบ่อยที่สุด ตะไคร่เขียวครึมไม่ได้เกาะหนาเท่ากับเส้นทางอื่นๆ ทำให้ยังพอมองเห็นสีของพื้นดินได้ นางเดินตามทางไปเรื่อยๆ ก็หยุดอยู่ที่เรือนหลังหนึ่งที่ประตูเปิดอ้าไว้ ยามที่ก้าวผ่านธรณีประตู เดินเข้าในเรือนได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องแปลกใจ มองนายท่านที่กำลังเปลือยท่อนบนในมือถือผ้าขาวผืนน้อย... 

 

อู๋เซียวหันมองสตรีที่ยืนนิ่งอุ้มกระต่ายสีน้ำตาล เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดั่งจะเอ่ยถามนางด้วยท่าทาง  

 

“ นะ... นายท่าน ห้องของข้าเล่า ” 

 

“ ไม่มี ” 

 

อู๋เซียวพาดผ้าขาวกับไหล่ก้าวเดินเข้าไปหาไฉ่ไฉ่ด้วยฝีเท้าไม่รีบร้อน หยุดอยู่ตรงหน้ามองดูนางที่เปลี่ยนอาภรณ์แห้งสนิทตัวใหม่ ไหวไหล่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  

 

“ ตำหนักรกร้าง เรือนต่างๆ ย่อมไม่อาจเปิดออก แต่เรือนนี้เป็นเรือนของข้า ” 

 

อู๋เซียวกางแขนออกกวาดมองรอบด้าน มุมปากยกยิ้มเอ่ยอีกครา 

 

“ หากอยากจะนอนก็ต้องมาอยู่เรือนข้า ไม่เช่นนั้นก็ไปนอนที่โถง ” 

 

ไฉ่ไฉ่กะพริบตาปริบๆ มองดูมัดกล้ามเนื้อและรูปร่างของนายท่านผู้นี้ตาค้าง มองรอยแผลเป็นเล็กใหญ่ทั่วร่างของเขาด้วยอย่างเหม่อลอย วาจาเมื่อครู่ที่เขาเอ่ยนั้นไม่ค่อยจะเข้าหัวนัก แม้เขาจะหน้าดำแต่รูปร่างกลับ... ดูดีกว่า บุรุษหน้าขาวของถงถงไม่น้อย  

 

อู๋เซียวที่เห็นนางใจลอย ดวงตาหรี่ลงครุ่นคิด เอ่ยถามออกมา 

 

“ ว่าอย่างไร จะนอนกับข้าหรือจะนอนที่โถง ” 

 

“ นอนกับท่าน ” 

 

ไฉ่ไฉ่นางยังคงไม่รู้ตัวว่าหลุดพูดอะไรออกไป ดวงตากระพริบปริบๆ หลุบมองลายเส้นสายกล้ามเนื้อที่เห็นเด่นชัดตั้งแต่หน้าท้องลากยาวไปจนถึง... ไฉ่ไฉ่หรี่ตามองขอบกางเกงที่ปิดบังกล้ามเนื้อด้านล่างรำไรจนไม่อาจเห็นความแข็งแกร่งของพวกมันได้อย่างชัดเจน มุ้ยปากเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจนัก เขาใส่กางเกงต่ำกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือ... 

 

“ ข้าไม่ชอบ ‘ สามี ’ ของเจ้า หากอยากจะนอนในเรือนก็ทิ้งมันไว้ด้านนอก ” 

 

ไฉ่ไฉ่ได้สติกลับมาเมื่อได้ยินคำว่าสามี หลุบตามองกระต่ายน้อยในอ้อมแขน ถอยเท้าห่างออกไปก้าวหนึ่งส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม  

 

อู๋เซียวเห็นท่าทางของนางก็ไม่พอใจขึ้นมารู้สึกเสมือนโดนลูบคม จ้องมองกระต่ายในอ้อมแขนนางด้วยแววตาอาฆาต ตนเป็นจระเข้ยักษ์มีญาณตบะเกือบพันปีทั้งยังมีร่างมนุษย์ที่แข็งแกร่งองอาจ แต่นางกลับเลือกกระต่ายตัวน้อยอ่อนแอที่แม้แต่ร่างมนุษย์ก็ยังไม่มีแทนตนงั้นหรือ กัดกรามแน่นเอ่ยออกมาเสียงเรียบเฉย 

 

“ สามีเจ้านั้นโง่เง่า หากทำเรือนของข้าเลอะเทอะเจ้าจะทำอย่างไร ” 

 

“ ไม่ยากเสียหน่อย หากเขาทำเลอะเทอะข้าจัดการเอง... ” 

 

“ กิน? ” 

 

ไฉ่ไฉ่อ้าปากค้างมองนายท่านที่กำลังยียวนนาง ภาพฝูงปลาที่พากันตอดกินยาลูกกลอนแบบพิเศษย้อนผ่านเข้ามา หลุบตามองสามีตัวน้อยในอ้อมแขนที่กำลังหันหน้าซุกอกนางหันก้นไปทางเขา ทั้งตัวสั่นระริกสองเท้าที่ปุกปุยด้วยขนตะกุยตะกายสาบเสื้อ พยายามมุดเข้าในเสื้อของนางด้วยความหวาดกลัว  

 

ไฉ่ไฉ่ยามนี้อยากจะให้สามีของนางเข้าใจในภาษามนุษย์เหลือเกิน ยิ่งอยากจะเอ่ยบอกเขาว่านางก็กลัวคนผู้นี้เช่นกัน... 

 

อู๋เซียวมองกระต่ายโง่ที่ตะกุยจนทบอาภรณ์ของนางนั้นคลายออก แม้จะพอใจที่เห็นผิวกายของนางเผยเร้นแต่กลับไม่พอใจนักเมื่ออุ้งเท้าปุกปุยสกปรกนั้นแตะสัมผัส ตนยังไม่ได้สัมผัสแต่เดรัจฉานที่แม้แต่ขับถ่ายให้เหมาะสมยังไม่อาจทำได้แต่กลับแตะต้องได้งั้นหรือ นี่จะหยามมากเกินไปแล้ว!  

 

“ อย่า! อย่าตีเขานะ ” 

 

ไฉ่ไฉ่ร้องออกมาเสียงดัง มองดูสามีของนางที่ยามนี้ถูกนายท่านหิ้วหูยาวไว้ด้วยมือข้างเดียว ญาณตบะของเขาและนางนั้นห่างกันหลายขั้นจริงๆ ด้วย นางไม่ทันได้ขยับกายเขาก็คว้าเอาสามีของนางไปรังแกเสียแล้ว!  

 

“ ห้ามมันเข้าห้องนอน แม้แต่ขนก็ไม่ได้ หากข้าเห็นขนแม้แต่เส้นเดียวปลิวผ่านเข้ามา ข้าจะโยนมันออกไปนอกตำหนักให้ฝูงปลากัดแทะ ” 

 

“ เข้าใจแล้วๆ ข้าจะดูแลเขาเอง นายท่านไม่ต้องกังวล ข้าใช้หัวของข้าเป็นหลักประกันรับรองว่าเขาจะไม่ดื้อไม่ซน ทั้งยังขับถ่ายเป็นที่ไม่ให้นายท่านต้องระคายใจแน่นอน ” 

 

“ ดี ” 

 

อู๋เซียวโยนสามีที่หิ้วไว้คืนนางไป หันกายกลับมุ่งตรงไปยังห้องด้านใน ไฉ่ไฉ่ชะเง้อคอมองดูแผ่นหลังกว้างขวางทั้งยังมีกล้ามเนื้อเรียงตัวงดงาม รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างเอวสอบ... ถอดถอนใจมองดูสามีขนปุยของนาง เอาเถอะ... ยามที่เขามีร่างมนุษย์จะต้องน่าเอ็นดูมากเป็นแน่ 

 

วันนั้นทั้งวันไฉ่ไฉ่ก้มหน้าทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งอกตั้งใจสั่งสอนสามีของนางด้วยความอดทน ยามที่ไฉ่ไฉ่เห็นมันกระโดดออกไปขับถ่ายนอกเรือนก็อยากจะยกมือปาดน้ำตาด้วยความภาคภูมิใจ นอกจากนางหน้าตาจะงดงาม จิตใจกว้างขวางแล้ว นางยังสามารถสั่งสอนเขาให้เรียนรู้แตกฉานได้อย่างรวดเร็ว นางนับว่ามีพรสวรรค์สูงส่งยิ่ง เก่งกาจเหลือเกิน!  

 

ไฉ่ไฉ่ลอบชมเชยตนเองด้วยความปลาบปลื้มใจ โดยไม่ได้สังเกตสายตากดดันของอู๋เซียวที่จ้องมองสามีขนปุยของนางเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณของสัตว์ย่อมยอมสยบให้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์กระต่ายที่ตื่นตระหนกง่าย เมื่อมีสายตาของนักล่าที่ดุดันจับจ้องตลอดมามีหรือที่จะอดทนอยู่เฉยได้ไหว มีแต่ต้องกระโดดหนีไปให้ไกลก็เท่านั้น...  

 

ไฉ่ไฉ่ที่โล่งใจได้ไปเปลาะหนึ่งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ล้วงจอกสุราหินออกจากแขนเสื้อนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กกลางโถง ชูมันขึ้นพิจมองอย่างพิจารณา นิ้วมือหมุนจอกใบน้อยไปมาขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนสะบัดนิ้วชี้เบาๆ สุราใสกระจ่างหยดจากปลายนิ้วของไฉ่ไฉ่ไหลลงสู่จอกสุราหิน  

 

สายปราณแฝงอยู่ในร่างจริง หากเป็นอสูรก็คงแฝงอยู่ในโลหิตหรือเส้นขน แต่นางมีร่างเดิมเป็นสุรา สายปราณของนางจึงเป็นโลหิตในคราบของสุรา แต่สุราในจอกนี่หากให้เปรียบแล้วก็เป็นเหมือนหยดเหงื่อ ไม่ได้เข้มข้นและมีปราณฟื้นฟูอัดแน่นเท่าโลหิต 

 

พลันไฉ่ไฉ่ที่กำลังใจลอยก็ได้สติเมื่อปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนและเปียกชื้น เงยหน้าขึ้นมองก็พบว่านิ้วของนางอยู่ในปาก... ของเขา 

ความคิดเห็น