Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十一

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2563 20:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十一
แบบอักษร

ตลอดเกือบหนึ่งชั่วยามที่ลานฝึกธนูนั้นเซียวเสวี่ยยังคงจับจ้องอีกฝ่ายไม่ละสายตาไปที่ใด เห็นเจ้าตัวดื้อนั่นหันมามองเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำก็นึกเป็นห่วงกลัวจะป่วยไข้ แทบไม่ต้องเดาเลยว่าจากที่ดื้ออยู่แล้วจะยิ่งทวีความดื้อรั้นมากขนาดไหน คงได้เห็นคนร้องไห้งอแงเหมือนเมื่อครั้งที่อยู่ด้วยกันกลางตลาดนอกวังหลวงเป็นแน่

 

"จะหนึ่งชั่วยามแล้ว เหตุใดท่านไม่ซ้อมของท่านไปเล่า เอาแต่มองข้าอยู่ได้" คนที่ทนอึดอัดไม่ไหวเอ่ยถามด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ของในมือถูกนำไปเก็บเข้าที่ด้วยถึงเวลาที่ต้องกลับตำหนัก หากผิดเวลาไปอาจจะโดนพี่ชายโกรธเอาได้ น่าเสียดายเวลาจริงๆ นางอุตส่าห์พยายามจะใช้เวลาให้คุ้มค่า แต่ดูเหมือนอี้เซียวเสวี่ยจะทำให้นางต้องเสียสมาธิอย่างหนัก

 

"เจ้าบอกข้ามาตามตรงเถิดเหลียนเซี่ย เจ้าป่วยใช่หรือไม่? "

 

"ป่วยอะไรของท่าน ข้าสบายดี" เหลียนซินขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดเขาจึงเอาแต่ถามนางเช่นนี้ คนป่วยที่ไหนจะมายิงธนูอยู่กลางแจ้งเช่นนี้เล่า

 

"ไหน ให้ข้าดูอีกที" ไม่พูดเปล่าแต่ยังสาวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว คนถูกแตะสัมผัสที่หน้าผากชะงักตัวตกใจอยู่ครู่หนึ่ง บางสิ่งที่อยู่ในอกเต้นโครมครามขึ้นมาจนก้องไปทั้งหู ไม่รู้คนตรงหน้านางจะได้ยินหรือไม่ คิดได้ดังนั้นก็รีบถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว แสร้งทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมา

 

"นี่! ทำไมถึงชอบถึงเนื้อถึงตัวข้านักนะ"

 

"ถึงเนื้อถึงตัว? พูดเหมือนกับเจ้าเป็นสตรีในห้องหอเสียอย่างนั้นแหละ" คำพูดทีเล่นทีจริงของอีกฝ่ายทำเอาเหลียนซินตกใจตาโต สองมือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่ท่าทีของนางกลับทำให้เซียวเสวี่ยเข้าใจไปอีกอย่าง...

 

"ข้าจะกลับแล้ว ขอตัว" ด้วยกลัวว่าจะถูกจับได้ มู่เหลียนซินก็รีบวิ่งหายออกไปจากลานฝึกอย่างรวดเร็ว ใช้ความชำนาญของเส้นทางในการลัดเลาะไปจนถึงห้องสำหรับผลัดเปลี่ยนชุดแล้วกลับตำหนักไป ทิ้งให้คนที่วิ่งตามออกมาต้องร้อนใจอยู่ผู้เดียว

 

เซียวเสวี่ยวิ่งไปทั่วบริเวณเพื่อหาเจ้าตัวดื้อที่วิ่งหนีออกมา เขาไม่คิดว่าจะถูกโกรธที่พูดหยอกเย้าเช่นนั้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะจริงจังกับคำพูดเมื่อครู่ ไม่รู้ป่านนี้จะร้องไห้อยู่ที่ไหน หรือบางทีอาจจะแค่โกรธจนไม่อยากสนทนากับเขาอีก โกรธ ถึงขนาดที่ไม่อยากจะเห็นหน้ากัน

 

"หายไปไหนนะเจ้าตัวดื้อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ...เห้อ ข้าขอโทษ" ร่างสูงถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผิด ทั้งที่ก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับอีกฝ่ายนักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นห่วงความรู้สึกของอีกฝ่าย อีกอย่าง การที่บุรุษจะถูกนำไปพูดเปรียบเทียบว่าเหมือนสตรีเช่นนั้นเป็นใครก็คงไม่พอใจ หรือนี่อาจจะเป็นปมด้อยของเด็กคนนั้นก็ได้ เพราะเจ้าตัวดื้อนั่นดันมีรูปร่างผอมบาง ใบหน้าก็หวานหยดยิ่งกว่าสตรี บางทีเหลียนเซี่ยอาจจะไม่ชอบให้ใครพูดถึงเช่นนั้น..

 

ตำหนักหานอี้

 

เหลียนซินที่กลับมาได้ทันเวลาก็รีบเข้าไปในห้องเก็บตำรา ตำราไม้ไผ่ม้วนหนึ่งกางอยู่เบื้องหน้า แต่ดวงตาคู่งามดุจตากวางนั้นหาได้สนใจสิ่งนั้นไม่ สองมือเล็กนั้นทาบอยู่ที่แก้ม ร้อนไปหมด นางคงตากแดดมากเกินไป มืออีกข้างทาบอยู่ที่อก อืม หัวใจเต้นรัวเร็วเพียงแค่นึกไปถึงความใกล้ชิดของตนกับใครคนนั้น... ให้ตายเถิด! นี่มันความรู้สึกอะไรกัน

 

"เหลียนเอ๋อร์ ที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง" เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้นที่หน้าประตู เรียกความสนใจจากเหลียนซินให้ต้องหันไปมอง เป็นท่านแม่นั่นเอง นี่นางใจลอยไปถึงไหนกัน แค่เสียงคนเดินเข้ามาใกล้ก็ไม่ได้ยินเสียแล้วหรือ

 

"แม่ให้คนตามตัวเจ้าก็หาไม่พบ ที่แท้ก็มาแอบอยู่ที่นี่ ตามแม่มา เสด็จปู่ของเจ้าให้คนมาวัดตัว จะได้ตัดชุดได้ทันใส่ในงานรับตำแหน่งของพี่ชายเจ้า" ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรท่านแม่ของนางก็เดินนำออกไปก่อน ร่างเล็กถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน คำว่าตัดชุดก็คือชุดที่เป็นทางการ ชุดที่หนักๆ เครื่องประดับเยอะๆ ชุดที่ใส่แล้วให้ความรู้สึกเหมือนมีใครเอาก้อนหินมาถ่วงร่างเอาไว้

 

"เอาเถิด อย่างน้อยท่านแม่ก็ไม่ได้ซักไซ้ถามว่าหายไปที่ใดมา โชคดีจริงๆ ที่เข้ามาอยู่ที่นี่" นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนจะรีบตามผู้เป็นมารดาออกไป และก็เป็นไปตามคาดเมื่อตัวอย่างชุดที่วางอยู่ในห้องโถงนั้นดูท่าจะหนักน่าดู ยังดีที่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ไม่เช่นนั้นแม้แต่บนเส้นผมก็คงเต็มไปด้วยของเหล่านั้น ทั้งเงินทั้งทองทั้งหยก ปะปนกันจนเกรงว่าหากใส่เดินอยู่นอกวังก็คงจะถูกฆ่าเพื่อเอาของมีค่า

 

"อ่านตำราสนุกดีหรือไม่เหลียนเอ๋อร์" ทันทีที่นั่งลงก็ถูกบิดาเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจนดูเหมือนเสแสร้ง และแน่นอนว่าความผิดปกตินี้ทำเอาท่านั้นหันมามองกับท่านพ่อสลับกันไปมาด้วยความข้องใจ ตัวเองเป็นคนหาหนทางให้นางแอบออกไปข้างนอกแท้ๆ ท่านพ่อนะท่านพ่อ

 

"สนุกเจ้าค่ะ สนุกตรงที่อ่านไม่เข้าใจเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว" ตอบพลางหัวเราะกลบเกลื่อนความมีพิรุจที่ผู้เป็นบิดาได้ทิ้งเอาไว้ ดีหน่อยที่น้องชายคนเล็กไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเพราะมัวแต่สนใจตำราภาพอยู่

 

"หึ จริงสิ ชิงชิง ชุดของเหลียนเอ๋อร์พี่ว่ามันดูหนักเกินไปรึไม่ แค่เสด็จพ่อจะคืนตำแหน่งองค์หญิงน้อยให้ต้องใส่ชุดที่มีเครื่องประดับเยอะเช่นนี้เลยหรือ"

 

"คืนตำแหน่งอะไรกันเจ้าคะ!? "

 

"เสด็จปูของเจ้าจะคืนตำแหน่งให้เจ้าพร้อมกับพี่ชายเจ้า ชุดนี่ถึงได้ดูอลังการเช่นนี้อย่างไรเล่า มันเป็นธรรมเนียม เจ้าทนเอาหน่อยนะเหลียนเอ๋อร์"

 

"ท่านแม่ แต่ว่าข้า... "

 

"แม่กับท่านพ่อของเจ้าช่วยกันพูดแล้ว แต่เสด็จปู่ของเจ้าไม่ยอมท่าเดียว บอกเอาไว้ว่าอย่างไรเสียเจ้าก็มีสายเลือดเดียวกัน ทรงยอมปล่อยบิดาเจ้าแล้ว แต่เจ้ากับพี่ใหญ่ของเจ้านั้นเลี่ยงไม่ได้"

 

"เสด็จปู่ไม่อยากเห็นเจ้ากับพี่ชายลำบาก ตำแหน่งนั้นก็แค่สิ่งภายนอกที่เพิ่มเติมขึ้นมา เรื่องอื่นๆ เจ้าไม่ต้องกังวล ทุกอย่างยังเหมือนเดิม" มืออุ่นหนาลูบลงเบาๆ ที่ศีรษะของบุตรสาวคนเดียว เสิ่นเตี๋ยชิงทอดมองสามีปลอบโยนลูกด้วยความสงสาร เหลียนซินก็เหมือนนาง รักอิสระ ด้วยนิสัยเช่นนั้นย่อมไม่ต้องการอยู่ในกฎเกณฑ์ของวัง แต่ใครเล่าจะขัดผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินได้

 

ไม่นานนักร่างของเด็กหญิงก็ถูกจับวัดตัวด้วยเชือกยาวสีขาว วัดเสร็จพวกนางกำนัลก็พากันกลับไปทันที กลับไปพร้อมๆ การกลับมาของพี่ชายคนโตของนาง เดินทำหน้านิ่งมาแต่ไกลเช่นนั้นไม่รู้วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก

 

"พี่ใหญ่! " เหลียนซินตะโกนเรียกพี่ชายของตนเสียงดัง รีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วโถมตัวเข้ากอด อารมณ์ไม่ดีก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวนางจะทำให้พี่ชายฝาแฝดคนนี้ยิ้มได้เอง!

 

"เสียงดังไปแล้ว เดี๋ยวจะถูกตีปาก" คนเป็นพี่เอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สองมือก็ยกขึ้นกอดคนน้องเอาไว้ ความหงุดหงิดก่อนหน้าเบาบางลงไปมากแล้ว

 

"พี่ใหญ่อย่าดุ" เจ้าตัวเล็กผละออกมาก่อนจะเบะปากลงเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู คนเป็นพี่ชายยกมือขึ้นวางบนศีรษะอีกฝ่าย โยกไปมาเบาๆ พร้อมกับกดยิ้มที่มุมปาก อยู่ๆ ก็มาออดอ้อนเช่นนี้ไม่รู้ไปแอบทำความผิดอะไรมาหรือไม่

 

"หึ วันนี้มีคนถามหาเจ้าด้วยนะ"

 

"ถามหาข้า? ถามหาทำไมเจ้าคะ ข้าไม่ได้สนิทกับใครเสียหน่อย" คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่ที่แน่ๆ คือพี่ใหญ่คงหงุดหงิดในเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ดูสิ ใบหน้ากลับมาเรียบตึงเคร่งขรึมอีกแล้ว

 

"อี้เซียวเสวี่ย อยู่ๆ ก็มาถามหาเจ้า จะขอมาพบเจ้าที่นี่"

 

"อะไรนะเจ้าคะ! " เมื่อได้ยินคำบอกกล่าวนั้นก็ต้องถามซ้ำให้แน่ใจ คนบ้านั่นคิดอะไรอยู่ถึงทำเช่นนี้ กินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมา ถึงได้กล้าพูดเช่นนั้นกับพี่ชายของนาง มิน่าพี่ใหญ่ถึงดูหัวเสีย แต่จะโทษเซียวเสวี่ยคงจะใจร้ายเกินไป ก็เขาไม่รู้ว่านางเป็นสตรีนี่นา...

 

"ตกใจอะไรขนาดนั้น? "

 

"หือ ปะ เปล่าเสียหน่อยนะเจ้าคะ ข้าไม่คิดว่าจะมีคนอยากพบข้าด้วย โดยเฉพาะเขา ปกติไม่ถูกชะตากันสักเท่าไหร่ พี่ใหญ่ก็เห็น ข้ากับเขาไม่ชอบหน้ากันเลยสักนิด" รีบเอ่ยแก้ตัวเป็นพัลวันจนเกือบจะแสดงพิรุจออกไป พี่ใหญ่ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่สนามยิงธนู หวังว่าเซียวเสวี่ยผู้นั้นจะไม่ได้ปากสว่างบอกพี่ชายนางไปจนหมดหรอกนะ คงยังไม่ได้บอก ไม่อย่างนั้นคงหัวเสียหนักกว่านี้

 

"เราเลิกพูดถึงเรื่องคนอื่นดีกว่าเจ้าค่ะ วันนี้ข้าฝึกปักผ้าเหนื่อยมาก พี่ใหญ่เก็บโหลอู่เว่ยจื่อเชื่อมไว้ที่ไหน ข้าอยากกิน พี่ใหญ่แบ่งให้ข้าสักถ้วยนะเจ้าคะ" นางเอ่ยขอพลางเขย่าแขนอีกฝ่ายเบาๆ เหว่ยหลงหรี่ตามองน้องสาวอย่างจับผิด เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงออดอ้อนไม่หยุดจึงยอมพยักหน้าตกลง ไม่หาความอะไรกับเรื่องที่คุยกันก่อนหน้าอีก

 

"ตามมาสิ ผลสดก็มี ท่านตาให้คนส่งมาให้เมื่อเช้านี้"

 

"ดีเลยเจ้าค่ะ รีบไปกันเถิด ข้าอยากกินจนน้ำลายสอแล้ว" เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพี่คล้อยตาม คนน้องก็รีบฉวยโอกาสฝังกลบเรื่องของอี้เซียวเสวี่ยให้เรียบร้อย มือน้อยดันหลังพี่ชายให้เดินนำไป โชคดีจริงๆ ไม่ถูกซักไซ้ไล่ความ ทั้งยังได้กินของอร่อยอีก โชคดีจริงๆ โชคดีจริงๆ

 

----------

 

หายไปสอบปลายภาคมาค่ะ สอบเสร็จแล้ว! เย้ๆ! 

ความคิดเห็น