email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 นายท่าน

ชื่อตอน : บทที่ 3 นายท่าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 290

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2563 19:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 นายท่าน
แบบอักษร

 

บทที่ 3 

  

  

นายท่าน 

 

 

 

 

ไฉ่ไฉ่สองมือกอดแขนตนเองซ้ำยังขยับฝ่ามือถูแขนไปถูมาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ขับไล่ความหนาวเหน็บจากอาภรณ์ที่เปียกชื้น มองดูตำหนักตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตำหนักนี่ไม่ได้โอ่อ่าไม่ได้โอ่โถ่งงดงาม มีตะไคร่เขียวครึ้มเกาะตามเสาหินและบันได ดูวังเวงเงียบเหงาน่ากลัว...

 

 

นางสูดจมูกเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงน้ำมูกที่เหมือนจะไหลย้อยลงมา เดินตามบุรุษที่เดินนำหน้าอย่างว่าง่าย ด้วยฝีมือของเขาแล้วหากจะสังหารนางก็คงทำไปนานแล้ว เขาต้องการอะไรกันเล่า..

 

 

ไฉ่ไฉ่เดินตามเขาเข้ามายังโถงกลางมองบัลลังก์หินที่อยู่บนจุดสูงสุดของขั้นบันไดด้วยความแปลกใจ กวาดตามองรอบๆ ด้วยความแปลกใจที่มากขึ้น การที่จะมีตำหนักเป็นของตนเองได้จะต้องบรรลุเป็นซ่างเสินเป็นเทพชั้นสูงได้จึงจะมีตำหนักเป็นของตนเอง แต่ยุคสมัยนี้ซ่างเสินที่ยังดำรงอยู่นั้นน้อยนิด ตำหนักต่างๆ จึงว่างลง บางตำหนักตกเป็นของผู้สืบทอด บ้างก็มอบให้กับซ่างเซียนหรือเซียนชั้นสูงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามตำหนัก แต่ดูจากสภาพตำหนักที่รกร้างเช่นนี้ คงไม่มีเซียนอาศัย...

 

 

“มานี่”

 

 

ไฉ่ไฉ่สะดุ้งเล็กน้อย มองบุรุษตรงหน้าที่นั่งลงบนขั้นบันได ดวงตาเหลียวมองซ้ายขวาพยายามหาว่ามีคนอื่นนอกจากนางหรือไม่

 

 

“เจ้านั่นแหละ”

 

 

อู๋เซียวเอ่ยอีกคราด้วยน้ำเสียงดุดันมากขึ้น ฝ่ามือหนาหงายขึ้นยื่นออกไปตรงหน้า

 

 

ไฉ่ไฉ่ค่อยๆ เดินขยับเข้าไปใกล้ มองฝ่ามือหนาของเขาอย่างครุ่นคิด อะไร... เขาอยากได้อะไรกัน ไฉ่ไฉ่มองมือเขาอยู่นานจนเผลอลูบถุงมิติข้างเอวอย่างเผลอไผล เขาต้องการอะไรเล่า ยาลูกกลอน หินผลึกหรือว่าของวิเศษในถุงมิติของนางกัน นางออกจากตำหนักซือชิงมาก็แอบลักของวิเศษมาไม่น้อย นี่นางกำลังถูกปล้นอยู่หรือ!

 

 

“มือ”

 

 

น้ำเสียงของอู๋เซียวทั้งดุดันและเย็นชาดุจน้ำแข็งกัดกรามแน่นพยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลง

 

 

“อะ อ่อ”

 

 

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ก็โล่งใจ โถ่... ก็แค่มือนางเอง นึกว่าจะอะไร พลันวางมือของตนเองลงบนฝ่ามือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดียิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการของวิเศษในถุงมิติของนาง กว่าจะแอบถงถงเอาออกมานั้นไม่ง่ายเลย

 

 

อู๋เซียวพิจารณาฝ่ามือเล็กบางขาวผ่องผิวพรรณเนียนละเอียดตัดกับสีผิวของตนอย่างสิ้นเชิง สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อยขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดวาจาของหันเกิงที่เอ่ยถามตน

 

 

กลิ่นหรือ...

 

 

อู๋เซียวมองฝ่ามือนางนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจดึงฝ่ามือนางขึ้นจรดกับปลายจมูก หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าไปคราหนึ่ง พยายามสัมผัสถึงกลิ่นที่หันเกิงเอ่ยถามตน

 

 

“ทะ... ทำอะไรน่ะ”

 

 

ไฉ่ไฉ่ถามออกมา แม้จะตกใจแต่นางก็ไม่กล้าขึ้นเสียงดัง พยายามดึงฝ่ามือของตนเองกลับด้วยความตื่นตระหนก

 

 

“อยู่นิ่งๆ!”

 

 

อู๋เซียวจับฝ่ามือนางไว้แน่นดึงมือนางกลับมา ลืมตามองฝ่ามือของนางอย่างชั่งใจสุดท้ายก็อ้าปากตัดสินใจแลบลิ้นเลียหลังมือของนางทันที

 

 

“น่ะ... นี่!”

 

 

“ไม่ได้เรื่อง”

 

 

อู๋เซียวถอนหายใจยาวออกมา ส่ายหัวด้วยไปมาด้วยความผิดหวัง มองฝ่ามือขาวกระจ่างก่อนสะบัดออกอย่างไม่ไยดี... จืดชืด

 

 

เมื่อฝ่ามือของนางไม่ได้ถูกจับกุมไว้ก็รีบดึงมือตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกขนลุกแปลกๆ ในยามที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนของเขาที่ไล้เลียหลังมือนั้นน่าขนลุกจนทำให้ขนอ่อนทัั่วทัั้งร่างลุกชันขึ้นมา เช็ดหลังมือในส่วนที่โดนเขาเลียเข้ากับกระโปรงที่เปียกชื้นของตนเองด้วยความรังเกียจ เขาสีฟันบ้างหรือไม่นะ...

 

 

ไฉ่ไฉ่ที่คิดถึงเรื่องความสะอาดพลันรู้สึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมา เขาชมชอบในการออกล่าฉีกกระชากเนื้อหนังและดื่มโลหิตของอสูรตัวน้อย ย่อมต้องมีเศษเนื้อติดตามซอกฟันและย่อมมีคราบเลือดเกรอะกรังติดฟันเช่นกัน แล้ว... เขาจะสีฟันหรือไม่

 

 

ไฉ่ไฉ่ยกมือข้างนั้นขึ้นมองหลังมือตนเองอย่างเหม่อลอย ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเช็ดหลังมือตนเองให้สะอาดอีกครา มองไปมองมาก็รู้สึกติดค้างในใจ สุดท้ายนางก็ยกหลังมือขึ้นดมเพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ปากเหม็น...

 

 

“รนหาที่ตายจริงๆ!”

 

 

อู๋เซียวย่อมมองออกถึงความคลางแคลงใจของนาง ยิ่งเห็นนางขมวดคิ้วในยามที่ยกฝ่ามือขึ้นดมใบหน้าที่ดำคล้ำอยู่แล้วก็ยิ่งดำขึ้นไปอีก ตวัดนิ้ววาดเป็นวงกลมทันที

 

 

ไฉ่ไฉ่ที่ก้มหน้าดมมือทำจมูกฟุดฟิด พลันต้องหน้าหงายขึ้นทันทีเมื่อเส้นผมของนางถูกดึงรั้งอีกครา

 

 

“โอ๊ย...”

 

 

ไฉ่ไฉ่ร้องเสียงเบา พยายามดึงเส้นผมของตนเองที่ถูกวิชาเวทย์ดึงรั้งไว้ ลอบคร่ำครวญอยู่ภายในใจ ฮือ... หากนางผมร่วงหมดจนหัวล้านจะทำอย่างไร

 

 

“เป็นภูตสุราไม่ใช่หรือ ไฉนถึงได้ไร้รสชาติและจืดชืดเช่นนี้”

 

 

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ก็นิ่งค้าง มือที่กำลังรวบเส้นผมลูบปลอบใจเหล่าเส้นผมที่นางสงสารพลันชะงักทันที เขาว่าอย่างไรนะจืดชืด... ไร้รสชาติงั้นหรือ... ไฉ่ไฉ่ยามนี้รู้สึกดวงตาพร่ามัวรอบกายดำมืด แผ่นดินเอียงหมุน ฝีเท้านางโซเซไปเล็กน้อยวิงเวียนจะเป็นลม

 

 

นางอยู่ในห้องลับบ่มสุรา ไหที่บรรจุนางนัั้นเป็นไหหิมะสวรรค์ ส่วนที่วางไหนั้นก็เป็นจุดที่ดีที่สุดในการบ่ม ในห้องลับนั้นนางคือสุรารสเลิศเยี่ยมยอดที่สุดในบรรดาไหสุรานับพันไห ในยามที่นางบรรลุเป็นภูตจนมีร่างมนุษย์ห้องลับในตำหนักซือชิงก็เปิดออก ยามที่ห้องลับเปิดกลิ่นสุราที่อันแน่นอยู่ในห้องลับก็ระเบิดไปทั่วทิศหอมกรุ่นไปทั่ว ทำให้เซียนน้อยมึนเมาไปหลายปี

 

 

อีกทั้งยามนั้นเทพตู้คังถกเถียงกับถงถง พยายามจะนำตัวนางกลับตำหนักเทียนจิ่วให้ได้ แต่ท้ายแล้วก็ต้องพ่ายแพ้เมื่อตัวนางนั้นถูกบ่มขึ้นจากความสามารถของอาจารย์ปู่ของถงถงหรือก็คืออดีตนายท่านของนาง... จึงไม่อาจโต้แย้งหรือชิงคนไปได้ ทำให้ท่านเทพใบหน้าแดงก่ำด้วยความอึดอัดใจ กลับตำหนักไปด้วยความเศร้าหมอง

 

 

แม้แต่เทพแห่งสุรายังต้องการตัวนาง นางเป็นสุราชั้นเลิศเพียงใดใช้สมองตรองดูก็รู้แล้ว แต่เขากลับกล้าเอ่ยว่านางจืดชืดงั้นหรือ! ชั่วร้ายยิ่งนัก!

 

“ลิ้นเจ้าไม่ดีเอง เปรียบดังวัวเคี้ยวโบตั๋น เรื่องนี่หาใช่ผิดที่ข้านี่...”

 

 

ไฉ่ไฉ่่ย่นปากบ่นเสียงเบาออกมา ว่ากันว่าจระเข้นั้นไม่มีลิ้นแม้ร่างมนุษย์ของเขาจะมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์แต่การนึกคิดหรือความคุ้นเคยที่สลักลึกติดกายตั้งแต่ร่างอสูรยันร่างมนุษย์นั้นหาได้แก้ไขได้โดยง่าย เช่นการออกล่าหรือการสังหารที่เขาชมชอบ การที่เขาไม่รับรู้รสอันเลิศล้ำของนางนั่นเป็นเพราะเขาแท้ๆ ไฉนถึงกล่าวโทษนางเล่า!

 

 

“ว่าอย่างไรนะ”

 

 

อู๋เซียวตวัดสายตามองสตรีที่กำลังยืนบิดกระมิดกระเมียนอยู่ไม่ไกล หยัดกายลุกขึ้นย่างกรายเดินเข้าไปหานางช้าๆ

 

 

ไฉ่ไฉ่กลืนน้ำลายลงคอ ก้าวเท้าถอยหลังหนีอย่างลืมตัวส่งยิ้มแหยๆ อันแห้งแล้งให้แก่เขา ยิ่งเห็นรูปร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขาก้าวเท้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นอายน่าพรั่นพรึงก็ยิ่งทำให้ตัวไฉ่ไฉ่ยิ่งหดตัวเล็กลงเรื่อยๆ นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงผนังหินของตำหนัก นางถอยจนไม่อาจถอยได้แล้ว หากจะถอยต่อไปก็คงต้องทลายผนังหิน...

 

 

“วัวหรือ”

 

 

อู๋เซียวเลิกคิ้วขึ้น มองสตรีแคระแกร็นที่กำลังก้มหน้าก้มตาหลบ กวาดตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากยกยิ้มขึ้นพ่นลมหายใจออกมา ตวัดนิ้วเชยคางนางขึ้น โน้มใบหน้าลงต่ำดวงตาจับจ้องใบหน้าของนางเอ่ยออกมาด้วยแววตายิ้มเยาะ

 

 

“กล้ามากที่เปรียบข้ากับเจ้าพวกมีกีบ”

 

 

อู๋เซียวยิ่งโน้มหน้าเข้าใกล้เรื่อยๆ หรี่ตาลงเอ่ยบอกอีกครา

 

 

“ผู้ที่ท้าทายข้าแล้วยังมีชีวิตอยู่นั้นน้อยนัก คนที่กล้ามองหน้าข้าหากไม่มีดีติดกายก็ตายไปนานแล้ว เจ้า... สตรี ยังดี...”

 

 

ปลายนิ้วหนาละจากปลายคางเรียว ไล้ตามกรอบหน้าของนาง กระตุกยิ้มมุมปาก

 

 

“ยังดี ที่มีสายปราณ...”

 

 

ไฉ่ไฉ่ย่นหน้าสะบัดหน้าหนีปลายนิ้วของเขา ขมวดคิ้วมุ่นกวาดตามองบุรุษหน้าดำตัวโตเหมือนหมี ผมเผ้ารุงรังแม้ดูสกปรกแต่อย่างน้อยปากเขาก็ไม่ได้เหม็น เอ่ยถามออกมาอย่างไม่พอใจนัก

 

 

“ถูกแล้ว แต่ด้วยญาณและตบะของเจ้า สายปราณของข้าไม่มีประโยชน์”

 

 

ภูตส่วนมากมักเกิดขึ้นจากอสูร อสูรมีความรู้สึกนึกคิดยิ่งใกล้ชิดกับธรรมชาติก็ยิ่งมีโอกาสมากที่จะสัมผัสกับกลิ่นอายธรรมชาติรอบด้าน แตกฉานจนสามารถรับเอาพลังธรรมชาติรอบกายผ่านเส้นลมปราณและเส้นเลือด กลั่นกรองกลิ่นอายธรรมชาติจนกลายเป็นปราณบริสุทธิ์ที่จะสามารถเก็บกักไว้ได้ถันเตียน ใช้บำเพ็ญเพียรเพื่อก้าวขึ้นเป็นเซียน

 

 

แต่สำหรับสิ่งที่ไร้ชีวิตจิตใจเช่นนาง น้อยนักที่จะแตกฉานจนกลายเป็นภูตอีกทั้งยังโชคดียิ่งจนมีสายปราณติดกาย การมีสายปราณนั้นขึ้นอยู่กับดวงและโชคชะตา ไม่มีกฎเกณฑ์แน่ชัดอาจเป็นความลับของสวรรค์ที่ไม่อาจค้นหาและไม่อาจพบคำตอบ

 

 

สายปราณนั้นคล้ายคลึงกับกลิ่นอายธรรมชาติแต่จะเบาบางอยู่มากมายหลายขุม แม้สายปราณจะเบาบางแต่เหมาะกับการรักษาตัวในยามบาดเจ็บหรือใช้เพื่อฟื้นฟูจากการเลื่อนขั้น ยามที่ร่างกายอ่อนแอ สายปราณนับว่าสำคัญยิ่งในการฟื้นพลัง ดั่งเช่นอาหารรสอ่อนบำรุงร่างกาย กินง่ายไม่หนักท้อง ร่างกายสามารถซึมซับนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรอง นี่คือความพิเศษของสายปราณ

 

 

แต่ดูจากเขาแล้วต่อให้ซึมซับสายปราณจากนางนั้นก็ไม่มีประโยชน์ หากอยากจะเป็นเซียนมีแต่ต้องซึบซับพลังธรรมชาติที่เข้มข้นยิ่งใหญ่เท่านั้น แม้สายปราณจะดูดกลืนง่ายแต่ก็เบาบาง ดีไม่ดีหากเขาดูดกลืนพลังธรรมชาติด้วยวิธีธรรมดาก็คงรวดเร็วกว่าการดูดกลืนสายปราณอันเบาบางจากนาง

 

 

อู๋เซียวยิ้มบางๆ ปลายนิ้วที่นิ่งค้างอยู่ในอากาศเกี่ยวเข้ากับเส้นผมเรียบลื่นเงางาม ก่อนจะรวบจับปอยผมนางขึ้นสูดดม เอ่ยช้าๆ อีกครา

 

 

“ข้าไม่ต้องการ แต่สิ่งนี้ต้องการ”

 

 

ไฉ่ไฉ่มองดูจอกสุรา... หิน ที่เขาชูขึ้น หรี่ตามองจอกใบนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนย่นหน้า

 

 

“รู้หรือไม่ว่า...”

 

 

“รู้”

 

 

อู๋เซียวพยักหน้า เอ่ยตัดบททันทีเมื่อนางจะเอ่ยปาก จอกสุราใบนี้แต่เดิมนั้นไม่ใช่หิน แต่เมื่อนายหญิงจากไป จอกใบนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นหิน จอกสุราไร้จิตสำนึก ไร้ความรู้สึกนึกคิดย่อมยากที่จะรับสายปราณหรือรับพลังธรรมชาติเพื่อฟื้นฟู แต่สายปราณง่ายต่อการสัมผัสและซึบซับ คงต้อง... ลองดู

 

 

“ทำไมข้าต้องทำด้วยเล่า เจ้าตีข้า ทำให้ข้าหวาดกลัว ทั้งต่อว่าข้าอีกทั้งยัง...”

 

 

ไฉ่ไฉ่ที่เห็นช่องทางต่อรองความกล้าก็ผุดขึ้นมาทันที พลันต้องหุบปากเมื่อเห็นดวงตาอันดุดันตวัดมองทั้งยังจ้องไม่เลิกราก็รีบยกมือตะครุบปากตนเองไว้อย่างแน่นหนาเป็นการสำทับอีกชั้น อู๋เซียวพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นนางปิดปากตนเองไว้แน่น หันหน้ามองไปยังมุมหนึ่งในตำหนัก เชิดคางขึ้นไปทางนั้นท่าทางแฝงนัย ยิ้มบางๆ เมื่อหันกลับมาเห็นสตรีผู้นั้นใบหน้าเผือดสีซีดเซียวดุจกระดาษขาว

 

 

“ขะ…”

 

 

“สตรี... เจ้ามีร่างเดิมเป็นสุรา ตรองดูก็รู้แล้วว่าหาใช่คนในเขาฉางกู่ การที่สุราเช่นเจ้าจะสามารถเลื่อนขั้นจนเป็นภูตทั้งยังมีร่างมนุษย์ย่อมต้องมีเบื้องหลัง แต่ที่นี่ตำหนักรกร้าง ตำหนักรกร้างห่างไกลสวรรค์ เจ้าคงเข้าใจดี”

 

 

อู๋เซียวแสร้งทอดถอนใจมองออกไปนอกตำหนัก ยามที่เห็นสัตว์อสูรที่อยู่นอกตำหนัก แหวกว่ายวนเวียนไปมาก็ยิ่งพึงพอใจ

 

 

“ตำหนักรกร้างอยู่ก้นบึงหลู่กู๋หลายร้อยจั้ง เต็มไปด้วยอสูรดุร้ายมากมายน้อยนักที่จะมีอสูรโง่เง่ากล้ามาดื่มน้ำริมบึง ต่อให้ข้าไม่กินพวกมันก็กิน หากเจ้าอยากออกไปก็ออกไปเถอะ แต่วางใจได้พวกมันกินเรียบไม่เหลือแม้แต่กระดูก กินอย่างรู้คุณค่ายิ่ง วางใจเถอะ... วางใจ”

 

 

ไฉ่ไฉ่กลืนน้ำลายลงคอยิ่งเห็นเขาแสยะยิ้มมองนางก็ยิ่งรู้สึกอยากร้องไห้ ดวงตากวาดมองตำหนักหินรกร้างนี่ด้วยความหวั่นเกรง พยายามดึงสายตาไม่มองถึงกองกระดูกขาวโพลนที่กองเป็นพะเนินจรดเพดานอยู่ที่มุมโถงอย่างเป็นระเบียบ ตำหนักรกร้างห่างไกลดวงตาสวรรค์ นี่เป็นตำหนักที่ถูกทอดทิ้ง ต่อให้นางอยากจะร้องเรียกหาถงถง ถงถงก็หานางไม่เจอ

 

 

ยามนี้นางดั่งถูกลักตัวมาเก็บลงในหีบปิดตาย ไม่อาจหลบหนีได้ อีกทั้งยังไม่อาจทลายออก... ยืนไตร่ตรองครุ่นคิดจนขาแข็งอยู่ครึ่งค่อนวันก็เงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าพร้อมส่งยิ้มอันแห้งแล้งให้เขา เอ่ยเรียกเสียงหวาน

 

 

“นายท่าน...”

 

------------------------- 

 

เทพตู้คัง1หมายถึง เทพแห่งสุรา

 

ความคิดเห็น