email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ชำระความ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 182

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2563 20:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชำระความ
แบบอักษร

หลังจากที่อู๋ฉีหลงเจ้าสำนักกระบี่พิฆาตมารออกมาจากเรือนฝึกวิชาเขาเดินขึ้นรถม้าด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมหลังจากที่แจกันมังกรทองทั้งสามใบแตกละเอียด เขาขึ้นมานั่งบนรถม้าคันแรกโดยไม่ได้พูดจาใดๆ กับผู้ใด ห้วนหยง ห้วนหยางและศิษย์สำนักคนอื่นต่างนั่งนิ่งลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นแววตาวาวโรจน์พร้อมกับไอสังหารซึ่งแผ่ขยายหนักเบาตามแรงอารมณ์เดือดดาลของผู้เป็นนาย ศิษย์สำนักต่างนั่งนิ่งร่วมใจกันหายใจแผ่วเบาไม่กล้าขยับกายเกรงจะไปส่งเสียงรบกวนเจ้าสำนักเพราะรู้ดีตอนนี้เขากำลังโมโหสุดขีด 

            รถม้าเคลื่อนตัวออกมุ่งสู่เขตชายป่าลึกที่ป้ายหยกสีเลือดนั้นหายไป 

            เพล้ง!!!  

            ห้วนหยางนั่งตัวเกร็งจนรู้สึกเมื่อย เขาขยับมือบังเอิญไปถูกกระบี่ที่เขาวางไว้ข้างกายทำให้หล่นตกพื้นเสียงดัง ศิษย์สำนักต่างสะดุ้งหันไปมองห้วนหยางด้วยแววตาไว้อาลัย ห้วนหยางก้มลงหยิบกระบี่อย่างลนลาน 

            “อ๊าก!!!” เสียงร้องลั่นเมื่อรถม้าหลังแรกหยุดลงพร้อมห้วนหยางที่ถูกอู๋ฉีหลงเตะตกรถม้า เขาเดินจับก้นไปขึ้นรถม้าหลังที่สองอย่างโล่งใจเมื่อหายใจสะดวกขึ้น รู้สึกกระบี่ขอบคุณกระบี่ของเขาที่ทำให้เขาย้ายมานั่งรถม้าหลังที่สอง แม้จะเจ็บสะโพกบ้างแต่ยังดีเสียกว่าต้องนั่งทนหายใจติดขัด 

            รถม้าสองหลังจอดยังชายป่า อู๋ฉีหลงจึงสั่งให้ศิษย์สำนักแบ่งกลุ่มกันแยกย้ายสำรวจผืนป่าบริเวณที่ศิษย์สำนักหูหลีหลบหนีเข้ามาเพื่อแกะรอยหาหลักฐานมือที่สามที่อาจเป็นผู้ขโมยป้ายหยกสีเลือด 

            อู๋ฉีหลงเดินสำรวจมองไปรอบๆ เงยหน้ามองไปยังตามต้นไม้กิ่งไม้ เขาก้มมองสำรวจตามพื้นดินซึ่งยังพอมีรอยเท้าหลงเหลือพอให้ตรวจสอบอยู่บ้าง เขาพบเจอรอยเท้าเล็กๆ คู่หนึ่งอยู่ใกล้บริเวณที่อ้ายเฟยรายงานว่าพวกศิษย์สำนักหูหลีได้นำหีบไม้บรรจุป้ายหยกมาซ่อนไว้ แต่มันถูกเหยียบย่ำบดบังไปด้วยรอยเท้าใหญ่ของบุรุษจนยากจะแยกแยะทิศทางได้ 

            ห้วนหยงและห้วยหยางพบรอยเท้าจำนวนมากซึ่งอาจเป็นรอยเท้าของศิษย์สำนักหูหลีอยู่บริเวณรอบๆ ที่ซ่อนหีบไม้เป็นจำนวนมาก 

            “นายท่านคาดว่าศิษย์สำนักหูหลีคงส่งคนมาที่นี่อีกหลายครั้งเป็นแน่ มีรอยเท้าเหยียบย่ำพื้นเต็มไปหมด ต้นไม้ใบหญ้าถูกตัดหักทำลายเป็นบริเวณกว้าง” 

            “อืม แสดงว่าป้ายหยกนั่นอาจถูกขโมยไปจริงๆ” อู๋ฉีหลงขมวดคิ้วเดินไปเดินมา เขาได้ส่งอ้ายเฟยไปรายงานความคืบหน้ายังวังหลวงและให้สืบหาเบาะแสยังร้านที่รับแกะสลักป้ายหยกอีกครั้ง 

            อู๋ฉีหลงเดินไปยังต้นไม้ใหญ่เขายกกำปั้นขึ้นทุบไปยังลำต้นของต้นไม้ใหญ่ เจ็บใจยิ่งนักวันนี้ช่างเป็นวันที่เขาหงุดหงิดเป็นที่สุด พลันสายตามองเห็นเศษกระดาษเล็กๆ ชิ้นหนึ่งตกหล่นโผล่เพียงครึ่งหนึ่งเพราะถูกทับถมไปด้วยเศษใบไม้อยู่บนพื้นดินใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาก้มลงเก็บเศษกระดาษที่มีขนาดสองชุ่นขึ้นมาพลิกไปมาจากนั้นจึงเก็บใส่อกเสื้อของเขาไว้ 

            รถม้าสองคันเคลื่อนตัวออกจากบริเวณชายป่าซึ่งเป็นเขตรอยต่อของอำเภอตงและอำเภอฉางมุ่งสู่สำนักกระบี่พิฆาตมารซึ่งเป็นสำนักฝึกยุทธฝ่ายธรรมะที่ใหญ่สำนักหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งแต่สำนักแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนและถูกไว้วางใจให้ปฏิบัติภารกิจสำคัญๆ จากวังหลวงเพราะมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิชากระบี่และการสร้างค่ายกลรวมถึงการสืบข่าวอีกด้วย 

            ปลายยามโหย่ว (17:00-18:59) อู๋ฉีหลงก้าวลงจากรถม้าด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมอย่างเช่นก่อนจะออกไปจากสำนัก พ่อบ้านหลี่ผู้อาจหาญและคุ้นชินคุ้นชินรีบเข้ามาเชิญเขาไปยังห้องอาหารเพราะการที่เขาทานอาหารจนอิ่มหลังจากที่กลับมาจากสืบความอย่างเหน็ดเหนื่อยนั้นอาจทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นได้  

            อู๋ฉีหลงเดินนำพ่อบ้านหลี่ไปยังห้องทานอาหาร เขาจัดการอาหารตรงหน้าอย่างไวเพราะความหิวบวกกับความโกรธทำให้เขาทานอาหารได้มากเพื่อคลายความเครียด พ่อบ้านหลี่ไม่รอช้ารีบนำเสนอน้ำอุ่นโปรยด้วยดอกไม้และพืชสมุนไพรหอมเย็นช่วยผ่อนคลายความเครียดให้เขาทันที 

            “นายท่านกลับมาเหนื่อยๆ ทานอาหารจนอิ่มท้องแล้วไปอาบน้ำแช่น้ำอุ่นเสียหน่อยขอรับ ข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว” พ่อบ้านหลี่ยิ้มนอบน้อมอยากให้อู๋ฉีหลงนั้นอารมณ์เย็นลงอีกนัยหนึ่งเขาอยากช่วยหยวนปิงเหยี่ยนและซูซูนั่นเอง 

            “อืม” อู๋ฉีหลงรับคำสั้นๆ เดินไปยังห้องนอนของเขาซึ่งอยู่ด้านหลังสุดของเรือนใหญ่ เขาถอดเสื้อผ้าออกแต่ไม่ลืมเก็บเศษกระดาษที่อาจเป็นหลักฐานสืบหาหัวขโมยป้ายหยกสีเลือดไว้เป็นอย่างดีอย่างดี จากนั้นจึงลงไปแช่กายยังอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เขาสร้างไว้ใช้เป็นการส่วนตัวโดยอยู่นอกตัวเรือนนอนของเขาติดกับริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลลงมากหุบเขา อู๋ฉีหลงหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย 

            “นายท่านจะรับชาหรือสุราขอรับ” พ่อบ้านหลี่ยิ้มละมุนสอบถามเมื่อเห็นว่าอู๋ฉีหลงนั้นลดระดับไอสังหารลงแล้ว 

            “อืม ไปนำสุราที่วังหลวงรับจากแดนใต้มาให้ข้า” อู๋ฉีหลงเพิ่งได้รับสุราหมักชั้นดีจากเมืองแดนใต้ที่มักส่งเครื่องบรรณาการมาให้วังหลวงได้ลิ้มรสอยู่เสมอ 

            “ขอรับ” พ่อบ้านหลี่ยิ้มกว้างเขาคิดว่าคืนนี้คงจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดูเหมือนเจ้าสำนักจะอารมณ์ดีร้องหาสุราอาจเป็นได้ว่าคืนนี้สาวใช้ทั้งสองไม่ต้องมารับโทษ 

            “สุรามาแล้วขอรับ” ผ่านไปหนึ่งเค่อพ่อบ้านหลี่กลับมาพร้อมสุรารสเลิศ 

            “นายท่านขอรับมีจดหมายด่วนจากวังหลวง” ฉีเสี่ยวหวังศิษย์สำนักผู้มีหน้าที่รับข่าวสารจดหมายเอกสารหรือแม้สิ่งของต่างๆ ที่ส่งมายังสำนักแห่งนี้ รีบขออนุญาตเข้ามาส่งจดหมายด่วนจากวังหลวง 

            “นำมาให้ข้า” อู๋ฉีหลงลืมตายื่นมือไปรับเอกสารเปิดอ่านช้าๆ  

            “พ่อบ้านหลี่ท่านกำชับสาวใช้เสียหน่อยเมื่อตอนเย็นศิษย์สำนักไปเจอพวกนางเพิ่งจะอาบน้ำเดินอยู่แถบนั้นพอดี เฮ้อ! ข้าเกรงจะมีปัญหาตามมาทีหลัง” ฉีเสี่ยวหวังพูดเสียงแผ่วเบาระหว่างยืนรอคำสั่งของอู๋ฉีหลง 

            “ผู้ใดกันข้าได้สั่งกำชับทุกคนไว้แล้วนะ” พ่อบ้านหลี่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตกใจการที่สาวใช้อาบน้ำหลังเวลาที่กำหนดจนออกมาเดินเจอพวกศิษย์สำนักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว เขาสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใดละเมิดกฎ 

            “ปิงเหยี่ยนกับซูซูน่ะสิ โดยเฉพาะปิงเหยี่ยนนางส่งยิ้มไปทั่ว ตอนนี้ศิษย์สำนักต่างชื่นชอบนางเข้าแล้ว” ฉีเสี่ยวหวังกระซิบพลางชำเลืองมองแผ่นหลังของอู๋ฉีหลงพยายามพูดให้เสียงเบาที่สุด แต่ไม่อาจเล็ดลอดการได้ยินของเขาได้ แม้ว่าตาจะพยายามตั้งใจอ่านจดหมายแต่เสียงกระซิบกระซาบของบุรุษยังเบื้องหลังของเขานั้นน่าสนใจและทำให้เขาอยากรู้ยิ่งกว่าจดหมายในมือ 

            “ฮ้า! พวกนางอีกแล้วหรือ ตายๆ” พ่อบ้านหลี่หน้าซีดลงทันที พรุ่งนี้คงได้เป็นเรื่องอีกแน่ 

            “พ่อบ้านหลี่ เจ้าไปตามปิงเหยี่ยนและซูซูมาหาข้าที่ห้องทำงาน” เสียงเหี้ยมตะโกนลั่น พ่อบ้านหลี่ขานรับอย่างลนลานรีบส่งสาวใช้ไปตามทั้งสองทันที  

            ฉีเสี่ยวหวังยืนตกใจยิ้มหน้าเจื่อนมองไปยังพ่อบ้านหลี่ไม่คิดว่าทั้งที่เขาพยายามพูดเสียงแผ่วเบาแล้วอู๋ฉีหลงยังได้ยินอีก เขารีบรับจดหมายจากอู๋ฉีหลงและออกจากห้องไปทันทีหากอยู่นานกว่านี้เขาอาจกระอักเลือดตายได้ 

            “ปิงเหยี่ยน!” อู๋ฉีหลงสบถชื่อนาง เขาเกือบจะอารมณ์ดีลดโทษที่นางทำแจกันแตกให้แล้วหากไม่ได้ยินว่านางไปยิ้มยั่วยวนศิษย์สำนักเสียก่อน 

            พ่อบ้านหลี่กลับเข้ามาภายในห้องช่วยอู๋ฉีหลงแต่งตัวด้วยมือสั่นเทา เขาคิดว่าคืนนี้สาวใช้ทั้งสองอาจจะไม่มีลมหายใจแล้วเป็นแน่โดยเฉพาะปิงเหยี่ยน พ่อบ้านหลี่สั่งบ่าวรับใช้ให้ถือจอบถือเสียมรอพร้อมไว้ยังด้านนอกหากว่าต้องขุดหลุมฝังศพสาวใช้ผู้ใดผู้หนึ่ง 

            ปิงเหยี่ยนเดินยิ้มร้องเพลงมาอย่างสบายใจจากเรือนนอน นางเดินจับมืออวบของซูซูแกว่งไปมาตามจังหวะเนื้อเพลงที่นางกำลังส่งเสียงอยู่ ผิดจากซูซูที่เดินด้วยใบหน้าสิ้นหวังคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่นางอาจมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ 

            “ปิงเหยี่ยนเจ้าหยุดร้องเพลงและไกว่มือข้าได้แล้ว จะไปพบพญายมแท้ๆ เจ้าจะยังเดินร้องเพลงอยู่อีก” ซูซูหันไปมองหน้าปิงเหยี่ยนด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายชีวิต 

            “เราไม่ตายหรอกเจ้าอย่าคิดมาก โดยเฉพาะเจ้าข้าบอกแล้วไงข้าจะขอรับโทษแทนเจ้าเอง” หยวนปิงเหยี่ยนตบไหล่ซูซูให้กำลังใจนาง 

            “ขอบใจหวังว่าจะรอด เจ้าไม่เจ็บมือแล้วหรือ” ซูซูผ่อนลมหายใจ 

            “แผลนิดเดียวข้าไม่ได้เจ็บ” ปิงเหยี่ยนยิ้มกว้างให้ซูซูซึ่งพยายามฝืนยิ้มจากนั้นหุบยิ้มเดินก้มหน้าอย่างคนสิ้นหวัง 

            ‘หึ! ข้าทำแจกันแตกข้าต้องชดใช้ ข้ายอมเอาเงินทองทั้งหมดที่ข้าแอบเอามาจ่ายให้หากไม่พอข้าจะไปขายหยกสีเลือดเอาเงินมาชดใช้ให้ หึ! อีกอย่างข้าไปยิ้มยั่วยวนพวกศิษย์สำนักซึ่งผิดกฎ หึๆ ข้าต้องถูกไล่ออกแน่ๆ หึๆ ไล่ออก หึๆ ไล่ออก’ ปิงเหยี่ยนคิดยิ้มสะใจเดินร้องเพลงไปจนถึงเรือนใหญ่ 

            “ตามข้ามา พวกเจ้าอย่าไปโต้เถียงนายท่าน หากท่านสั่งทำโทษใดๆ หากไม่ได้ถึงตายก็จงรีบรับๆ ไว้” พ่อบ้านหลี่รีบสั่งสอนให้คำแนะนำสาวใช้ทั้งสองอย่าไปเพิ่มเชื้อเพลิงให้ท่านเจ้าสำนักเด็ดขาด 

            พ่อบ้านหลี่เปิดประตูนำสาวใช้ทั้งสองซึ่งต่างเดินก้มหน้าเข้าไปยังด้านในห้องทำงาน ซูซูเหลือบมองปิงเหยี่ยนซึ่งบัดนี้เดินก้มหน้าดวงตากลมโตแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้ 

            “ปิงเหยี่ยนเจ้าเป็นอะไร" ซูซูกระซิบถามเกิดอะไรขึ้นในเมื่อก่อนจะมาถึงเรือนใหญ่นางยังเดินร้องเพลงยิ้มหัวเราะแต่พอมาถึงยังเรือนใหญ่ใบหน้านางกลับเศร้าหมองดวงตาแดงก่ำ 

            “ข้ากำลังสร้างอารมณ์อยู่” หยวนปิงเหยี่ยนกระซิบบอก นางกำลังตีหน้าเศร้าบีบน้ำตาอยู่นั่นเอง 

            “...” ซูซูขมวดคิ้วส่ายหน้าไม่เข้าใจว่านางหมายความว่าเช่นไร 

            อู๋ฉีหลงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานสายตาคมกริบดุจดั่งพญาเหยี่ยวกำลังจ้องมองไปยังสาวใช้ทั้งสองโดยเฉพาะปิงเหยี่ยนซึ่งนางกำลังเดินก้มหน้าก้มตาตามหลังพ่อบ้านหลี่อย่างนอบน้อม  

            “พวกเจ้าทำแจกันมังกรทองซึ่งได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้แตกทั้งสามใบ เรื่องนี้พวกเจ้าทั้งสองต้องชดใช้” อู๋ฉีหลงกล่าวเสียงเย็นยะเยือกนั่งมองสาวใช้ด้วยแววตาเหี้ยม 

            “นายท่านข้าขอรับผิดชอบส่วนของซูซูเอง นางไม่ได้เป็นคนทำแจกันแตกแต่เป็นข้าเอง” หยวนปิงเหยี่ยนเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

            “ได้ หากว่าเจ้าต้องการจะรับผิดชอบแทนนาง พ่อบ้านหลี่พาซูซูออกไปตัดเบี้ยหวัดนางสามวัน” อู๋ฉีหลงยิ้มเหยียดให้หยวนปิงเหยี่ยน 

            “ขอบคุณมากเจ้าค่ะนายท่าน” ซูซูรีบกล่าวขอบคุณเดินตามพ่อบ้านหลี่ออกไปแต่ไม่ลืมหันไปยิ้มให้กำลังใจและขอบคุณหยวนปิง       เหยี่ยน 

            อู๋ฉีหลงลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวใหญ่เดินด้วยท่วงท่าสง่างามแต่แววตายังคงวาวโรจน์ยามที่จ้องมองไปยังใบหน้าสวยหวานของหยวนปิงเหยี่ยน 

            “นายท่านเจ้าคะ ข้ารู้ข้าทำแจกันอันล้ำค่าของท่านแตกไป เอ่อ...สามใบแต่ข้าไม่ได้ตั้งใจเลยนะเจ้าคะ หากท่านต้องการให้ข้าชดใช้เป็นเงินทองข้ายินดีทำเจ้าค่ะ ตลอดชีวิตการเป็นขอทานผู้น่าสงสารข้าพอมีเงินติดตัวอยู่บ้างเป็นเงินที่ข้าพยายามเก็บหอมรอมริบอดมื้อกินมื้อ ข้าจะนำมาชดใช้ค่าเสียหายให้ท่าน” หยวนปิงเหยี่ยนพูดเสียงเศร้าสำนึกผิดและยินดีที่จะชดใช้ นางเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตมองเขาด้วยความใสซื่อนางกะพริบตาสามครั้งยามที่สบตาสีนิลของเขา 

            “หึ! เกรงว่าเงินที่เจ้ามีทั้งหมดจะไม่พอ ไหนจะชุดพระราชทานจากฮองเฮา แจกันพระราชทานจากฮ่องเต้ เจ้าคิดว่ามันเท่าไรกัน ฮ้า!” อู๋ฉีหลงเดินมาตะคอกใส่หน้าของหยวนปิงเหยี่ยนจนนางต้องหลับตาปี๋ไม่กล้าสบตาดุกร้าวของเขา 

            “นายท่านถ้าหากมันยังไม่พอข้าจะออกจากสำนักแห่งนี้ไปขอทานแล้วนำเงินที่ขาดมาชดเชยท่านดีไหมเจ้าคะ” หยวนปิงเหยี่ยนพูดเสียงสั่นดวงตากลมโตแดงระเรื่อ นางคงต้องเล่นแผนบีบน้ำตาเสียแล้ว 

            “หึ! เจ้าจะออกไปที่ใดไม่ได้ทั้งนั้น เจ้าต้องอยู่ชดใช้หนี้ข้าที่นี่ ข้าไม่อาจเชื่อใจขอทานเจ้าเล่ห์อย่างเจ้าได้” อู๋ฉีหลงยิ้มเหยียดเขาไม่มีทางปล่อยลูกหนี้ใบหน้าจิ้มลิ้มเนื้อตัวนุ่มนิ่มเช่นนางออกไปได้ 

            “นายท่านข้าไม่เคยหลอกลวงท่าน จะมาหาว่าข้าเจ้าเล่ห์ก็ไม่ถูก ท่านดูตาข้าสิมีแต่ความจริงใจล้วน ๆ” หยวนปิงเหยี่ยนสบตาคมกริบของเขากะพริบตาปริบๆ ดั่งเช่นสาวน้อยผู้ไร้เดียงสา 

            “หึ! เจ้าต้องอยู่เป็นสาวใช้ให้ข้าอีกหนึ่งเดือน” อู๋ฉีหลงสบถเสียงดังยิ้มเหยียดให้นาง 

            “ฮ้า! หนึ่งเดือน นายท่านแต่ข้าน่ะมีญาติมิตรสหายรอข้าอยู่ที่อำเภอตงนะเจ้าคะ ข้าหายไปนานเช่นนั้นพวกเขาจะเป็นห่วงได้ เอ่อ...ให้ข้าไปหาพวกเขาก่อนแล้วข้าค่อยกลับมาใช้หนี้" หยวนปิงเหยี่ยนต่อรองหากนางอยู่ที่สำนักแห่งนี้หนึ่งเดือนครอบครัวนางต้องเป็นห่วงมากเป็นแน่ 

            “ข้าอนุญาตให้เจ้าเขียนจดหมายได้ คนของสำนักออกไปส่งจดหมายทุกวัน” อู๋ฉีหลงยังคงไม่ยอมให้นางออกจากสำนักไปที่ใด 

            “เอ่อ...ข้าเขียนไม่เป็น อ่านหนังสือออกก็บุญแล้ว ท่านอย่าลืมสิข้าเป็นขอทานนะ”หยวนปิงเหยี่ยนเริ่มหาข้อโต้แย้ง  

            ‘ทำไมจึงขอยากขอเย็นขอแค่ออกไปนอกสำนักเท่านั้นไม่ได้คิดหนีไม่ใช่สิข้าคิดหนีข้าคิดหนีตลอดเวลา’ หยวนปิงเหยี่ยนเริ่มคิดแผนสอง 

            “เจ้ามีสหายให้นางช่วยเขียนให้แล้วบอกที่อยู่มาข้าจะให้คนของสำนักไปส่งให้” อู๋ฉีหลงยืนมองสำรวจใบหน้าสวยหวาน ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มปิดเหมือนว่านางกำลังใช้ความคิดแววตากลมโตส่ายไปส่ายมา 

            “สิบ สิบวันได้ไหมเจ้าคะ ข้าน่ะยิ่งอยู่เป็นสาวใช้ที่นี่นานอาจยิ่งทำของมีค่าของท่านเสียหายไปมากกว่านี้นะเจ้าคะ” หยวนปิงเหยี่ยนยกมือทั้งสิบนิ้วขึ้นมาเพื่อต่อรองขออยู่ใช้หนี้เพียงสิบวัน 

            “ทำไมมือเจ้าจึงมีแต่แผลเช่นนี้” อู๋ฉีหลงตกใจที่เห็นมือของนางเต็มไปด้วยบาดแผล เขาจับมือสองข้างของนางไว้ ใบหน้าหล่อเหลาดวงตากร้าวแปรเปลี่ยนเป็นสงสารนางจับใจ 

            “ข้าถูกเศษกระเบื้องบาด ข้าทำตามคำสั่งเก็บเศษกระเบื้องจนหมด ท่านรู้ไหมตลอดชีวิตการเป็นขอทานข้าเพียงยื่นมือเล็กๆ ของข้าไปขอเงินขอของกินแต่มือข้าก็ไม่เคยได้รับบาดเจ็บเช่นการมาเป็นสาวใช้อยู่ที่นี่ ฮือๆ แล้วท่าน ฮือๆ ฮือๆ ยังฮือๆ อยากให้ฮือๆ ข้าเป็นสาวฮือๆ ใช้อีกฮือๆ จะให้ข้าฮือๆ ฮือๆทำอะไร ซักผ้าไม่ได้ กวาดถูไม่ได้ ล้างจานล้างชามไม่ได้ จับสิ่งใดก็เสียหายฮือๆ ฮือๆ”  

            หยวนปิงเหยี่ยนดึงมือนางออกจากมือของอู๋ฉีหลง นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างสตรีผู้อ่อนแอร้องไห้สะอึกสะอื้นกล่าวตัดพ้อต่อชีวิตอันรันทดของนาง ดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยม่านน้ำตาคอยชำเลืองมองบุรุษร่างสูงที่กำลังยืนอึ้งหัวใจดวงโตกระตุกเจ็บจี๊ดเมื่อเห็นดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของนาง 

            “เอาล่ะๆ หยุดร้องไห้ก่อนแล้วเจ้าทายาหรือยังเดี๋ยวข้าจะลองคิดดูมีงานใดที่เจ้าทำได้บ้าง” อู๋ฉีหลงกล่าวเสียงอ่อนเขาเจ็บใจตนเองนักทำไมจึงแพ้น้ำตาของนางจนได้ 

            “สิบวัน สิบวันนะเจ้าคะ” หยวนปิงเหยี่ยนคลานเข่าไปเกาะขาอู๋ฉีหลงจากนั้นเงยหน้าขึ้นชูนิ้วทั้งสิบอีกครั้ง 

            “หนึ่งเดือน ข้าจะไม่พูดซ้ำเลือกเอาจะมีลมหายใจอีกหนึ่งเดือนหรือจะไปนอนให้หมาป่าแทะกระดูกเจ้า” อู๋ฉีหลงกล่าวเสียงเฉียบมองนิ้วทั้งสิบที่มีแต่ผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่ 

            “หนึ่งเดือนก็หนึ่งเดือนเจ้าค่ะ” หยวนปิงเหยี่ยนยอมจำนนดีกว่าสิ้นชีพ พรุ่งนี้ยังมี นางต้องหาวิธีออกจากที่นี่ให้จงได้ 

            “ลุกขึ้นมา” อู๋ฉีหลงสั่งเมื่อเห็นว่านางยังคงนั่งกอดขาเขาอยู่ 

            หยวนปิงเหยี่ยนค่อยๆ ไต่มือจับยึดขาไต่ยืนขึ้นมา อู๋ฉีหลงหลับตาแน่นเขาเกลียดความรู้สึกจั๊กจี้ปั่นป่วนในกายเช่นนี้นัก  

            “ไปนั่ง” อู๋ฉีหลงชี้ไปยังเก้าอี้ตัวยาวด้านข้างติดกับผนังห้องทำงาน หยวนปิงเหยี่ยนเดินไปนั่งอย่างว่าง่ายยกแขนขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตานั่งมองเขาไปหยิบยามาจากโต๊ะทำงานของเขา 

            “ส่งมือมา” อู๋ฉีหลงยื่นมือรอรับมือของนาง  มือใหญ่แกะผ้าพันแผลอย่างเบามือ แตะยาค่อยๆ ทาอย่างเบามือ ดวงตากลมโตลอบมองใบหน้าคมสันอันหล่อเหลาของเขา  

            “มองดูมือเจ้าไม่ใช่มามองใบหน้าข้า” อู๋ฉีหลงเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตที่ลอบมองเขา 

            “โอ๊ย! เจ็บเจ้าค่ะ ข้าเจ็บท่านทาเบาๆ หน่อยสิเจ้าคะ” หยวนปิง    เหยี่ยนส่งเสียงร้องแผ่วเบายามที่เขาแต้มทายาลงบนแผลให้นาง นางรีบก้มหน้าใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อเล็กน้อยรีบส่งเสียงร้องโอดโอยกลบเกลื่อนความเขินอายที่ถูกจับได้ว่านางแอบมองเขาอยู่ 

            “เจ็บมากไหม” อู๋ฉีหลงถามเสียงนุ่มรู้สึกผิดยิ่งที่สั่งให้นางเก็บเศษกระเบื้องจนบาดนิ้วมือของนาง 

            “เจ็บมากเจ้าค่ะ เอ่อ...ข้าคงทำงานไม่ได้แน่พรุ่งนี้หรืออาจอีกหลายวันกว่ามือข้าจะหาย ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอนอนพักที่ห้องนะเจ้าคะ” หยวนปิงเหยี่ยนขอร้องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดยิ่ง นางอยากนอนไม่อยากทำงานใดๆ ทั้งที่มือนางไม่ได้เจ็บมากแต่เรื่องอะไรต้องแสดงตนว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็ง นางคิดยิ้มเยาะอยู่ในใจ 

            “อืม” อู๋ฉีหลงพยักหน้า 

            “ขอบคุณเจ้าคะนายท่าน ข้าน้อยขอตัวกลับไปเรือนนอนก่อนนะเจ้าคะ เอ่อมันเริ่มดึกแล้ว” หยวนปิงเหยี่ยนกล่าวขอบคุณเมื่อเห็นว่าเขาทายาและพันแผลที่นิ้วมือให้นาง  

            “ช้าก่อน! ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เจ้ารีบๆ อาบน้ำเร็วๆ แล้วห้ามไปยิ้มยั่วยวนให้บรรดาศิษย์สำนัก” 

            “ข้าจะพยายามแต่ห้องอาบน้ำมันอยู่ไกล ข้าเป็นคนอาบน้ำนานยามเดินกลับเรือน มันต้องพบเจอศิษย์สำนักบ้าง พวกเขาไม่ได้ดูน่ากลัวเสียหน่อยยังส่งยิ้มให้ข้าด้วย อีกอย่างข้าไม่ยิ้มยั่วนะเจ้าคะ ข้าแค่ยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับทุกคน ท่านเอาอะไรมาพูดนี่ๆ ท่านดูสิยิ้มอย่างนี้เรียกว่ายั่วยวนหรือ” หยวนปิงเหยี่ยนเดินไปหยุดตรงหน้าอู๋ฉีหลงแล้วยิ้มหวานหยาดเยิ้มใส่เขา จนเขามองเพลินแต่เมื่อคิดถึงว่านางไปส่งยิ้มเช่นนี้ให้บุรุษอื่นแล้วอารมณ์ขุ่นมัวพลันเกิดขึ้นทันที 

            “จะยิ้มเช่นไรก็ห้ามยิ้มใส่บุรุษอื่น” อู๋ฉีหลงตะคอกลั่น ไม่พอใจทั้งสิ้นไม่ว่านางจะยิ้มหวาน ยิ้มยั่ว ยิ้มเป็นมิตร หรือยิ้มเช่นไรก็ห้ามยิ้มให้กับบุรุษอื่น 

            “นายท่านจะให้ข้าเดินหน้าบึ้งหรือไร ประเดี๋ยวเขาก็หาว่าหยิ่งเสียอีกพลอยทำให้คนเกลียดข้า ใครจะเดินหน้าบึ้งเช่นท่านทั้งวันกันเล่า” หยวนปิงเหยี่ยนบ่นพึมพำ 

            “ปิงเหยี่ยน!” อู๋ฉีหลงเรียกชื่อนางเสียงเฉียบเมื่อนางย้อนกล่าวหาว่าเขานั้นชอบทำหน้าบึ้งตึง 

            “เจ้าค่ะ นายท่านมีอะไรอีกหรือเรียกเสียงดัง ข้ายืนอยู่ตรงหน้าท่านแท้ๆ ข้าต้องรีบกลับเรือนใหญ่อยู่ไกลจากเรือนนอนนะเจ้าคะ” 

            “พรุ่งนี้มาทำงานเรือนใหญ่ข้าจะให้เจ้ามาเป็นสาวใช้ในเรือนของข้า ไม่ต้องหยุดมันแล้ว”  

            “นายท่านข้าเจ็บมือนะเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านอนุญาตให้หยุดแล้วนะเจ้าคะ” หยวนปิงเหยี่ยนหน้างอง้ำ 

            “ข้าเปลี่ยนใจ” อู๋ฉีหลงยกมือกอดอกมองใบหน้างอคว่ำของนางแล้วรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที 

            “เจ้าค่ะ ขอตัวเจ้าค่ะ” หยวนปิงเหยี่ยนหันหลังกลับเดินบ่นพึมพำต่อว่าอู๋ฉีหลงมาตลอดเส้นทางตั้งแต่เรือนใหญ่จนถึงเรือนนอนของนาง แม้จะมีพ่อบ้านหลี่เดินมาส่งนางตามคำสั่งของอู๋ฉีหลงก็ตาม 

            “เจ้าโชคดีมากปิงเหยี่ยนที่ยังมีลมหายใจอยู่ เฮ้อ! พรุ่งนี้เจ้าก็ทำตัวดีๆ ไปทำงานเรือนใหญ่ รองเจ้าสำนักจะกลับมาเสียด้วยถึงแม้ว่าท่านจะดุน้อยกว่าท่านเจ้าสำนักแต่ท่านน่ะใจแข็งกว่าท่านเจ้าสำนักอยู่มาก” พ่อบ้านหลี่รีบกล่าวตักเตือนนางการอยู่ใกล้เจ้าสำนักนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเพราะเขานั้นจัดว่าเจ้าระเบียบมาก 

            “เอ่อ...รองเจ้าสำนักรูปงามไหมเจ้าคะ มีภรรยาหรือยัง” หยวนปิงเหยี่ยนยิ้มกว้างให้พ่อบ้านหลี่ 

            “เอ่อรูปงามไม่แพ้นายท่าน ไม่มีภรรยา เจ้าถามทำไมหรือ” พ่อบ้านหลี่สงสัยทำไมนางจึงถามเรื่องส่วนตัวมากกว่าจะถามเรื่องความโหดร้ายของเขา 

            “อยากรู้ อยากรู้เฉยๆ” หยวนปิงเหยี่ยนยิ้มยกมุมปาก นางจำได้ว่าการยั่วยวนหรือคิดปีนเตียงท่านเจ้าสำนักหรือรองเจ้าสำนักหากไม่ตายก็ถูกไล่ออก  

            หยวนปิงเหยี่ยนล้มตัวลงนอนยังฟูกเนื้อบาง นางจับป้ายหยกสีเลือดที่แอบไว้ในเสื้อตัวในของนาง 

             “หึ! อู๋ฉีหลง ท่านมันจอมปลิ้นปล้น รู้ว่าข้าไปยิ้มให้ศิษย์สำนักยังไม่ยอมเอ่ยปากไล่ข้าอีก คอยดูข้าจะหนี ข้าจะไม่มีทางทนอยู่ให้ครบหนึ่งเดือนแน่นอน ชิ!”  

******************************** 

มีอีบุ๊ค 

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzMxMzc5NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEzNzE3MCI7fQ

ความคิดเห็น