facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 152 เล้งซิ่วอัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 152 เล้งซิ่วอัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 299

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 23:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 152 เล้งซิ่วอัน
แบบอักษร

ตอนที่ 152

 

หญิงวัยกลางคนตระกูลเล้ง ขณะที่ส่งลมปราณช่วยเหลือไปยังร่างของ ซุน แท้จริงแล้วนางยังแอบแฝงใช้ลมปราณตรวจสอบ จุดชีพจร สายเลือด และเอกลักษณ์บุคคลต่าง ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของ ซุน อีกด้วย เพราะนางยังคับข้องใจเกี่ยวความรู้สึก ที่นางรับรู้อย่างพร่าเลือนเกี่ยวกับตัวของเด็กหนุ่มคนนี้... 

 

สำหรับสายเลือดตระกูลเล้งทุกคนนั้น จะมีเอกลักษณ์บ่งชี้บางอย่าง ที่คนในตระกูลเล้งจะสามารถรับรู้ได้ทันที หากทำการตรวจสอบผ่านลมปราณโดยตรงเช่นนี้... นางมีความคิดที่ว่า ซุน อาจจะเป็นสายโลหิตที่ห่างไกลของตระกูลเล้ง ในลักษณะของลูกเสี้ยวที่มีเชื้อสายเจือจาง 

 

ทว่า...เมื่อนางได้ตรวจสอบ กลับไม่พบเอกลักษณ์บ่งชี้ใด ๆ ของสายเลือดตระกูลเล้ง ไหลเวียนอยู่เลยในร่างของ ซุน!! แม้จะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเด็กคนนี้แปลกประหลาด แต่ความประหลาดบนโลกนี้นั้นก็ยังมีให้พบได้มากมายนับไม่ถ้วน ไหนเลยจะที่ดึงเอาความประหลาดมาบ่งชี้ที่มาอะไรได้ 

 

ที่นางเห็นร่องรอยเส้นใยแห่งชะตากรรมบางอย่างจากตัว ซุน มีความเกี่ยวกันกับตระกูลเล้ง นางยังนึกสงสัยในทักษะของตนเอง ว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นความบ่งพร่องในทักษะของนางเสียมากกว่า... และในขณะช่วงที่นางกำลังครุ่นคิดพิจารณาอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงของ ซุน กล่าวขึ้นแผ่วเบา... 

 

“อาจารย์หญิง... เล้งซิ่วอิง...” 

 

“!!!!!!!!!!” ทันทีที่นางได้ยิน ดวงตาของนางพลันฉายประกายแสงบางอย่างขึ้นมา 

“เด็กน้อย... เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?!” 

 

ซุน เผยท่าทีกระอักกระอ่วน ความจริงเมื่อครู่นี้ ซุน มิได้คิดจะกล่าวออกไป แต่ตนดันเผลอพลั้งปากกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น เพราะความจริงแล้ว เล้งซิ่วอิง ภรรยาของ เหยาหมิง ตายไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ทั้ง เหยาหมิง ยังกล่าวเรื่องนี้ตนเองย่อมไม่มีทางผิดพลาด จึงไม่อาจกลายเป็นคนตรงหน้าในเวลานี้ได้... 

 

“ขะ...ขออภัยผู้อาวุโส ผู้เยาว์เผลอตัวพลั้งปากไปเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าใบหน้าของท่านดูคล้ายกับภาพวาดของ อาจารย์หญิง....” 

 

ไม่ทันที่ ซุน จะกล่าวได้ครบประโยค นางก็เบิกตากว้างยกมือสองข้างจับไปที่ไหล่ของ ซุน พร้อมกับเขย่าอย่างแรง สัมผัสได้ถึงความสับสนถึงขีดสุดจากทั้งสายตาและการกระทำของนาง ก่อนที่ดวงตาของนางจะค่อย ๆ กลับมาสงบอีกครั้ง เมื่อนางรู้สึกได้ถึงปราณวิถีบางอย่างจากร่างของ ซุน 

 

“วิถีเซียนเมรัย... ที่แท้เจ้าก็คือ ศิษย์ของ เหยาหมิง งั้นสินะ!! หากใช่ให้พยักหน้าบอกกับข้า ไม่ต้องกล่าวเป็นวาจาออกมา” เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของ ซุน แต่เสียงนี้กลับมิได้เปล่งออกจากปากของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ 

 

ซุน ค่อยนึกขึ้นได้ว่าชนชั้นยอดฝีมือระดับสูง จะมีทักษะหนึ่งที่เรียกว่ากระแสเสียงลมปราณ เป็นทักษะที่ใช้พูดคุยกันโดยไม่เปล่งเสียง แต่จะใช้ความละเอียดอ่อนในการควบคุมลมปราณ เป็นความเข้าใจที่ส่งผ่านออกไป มิต่างเสียงกระซิบที่เข้าไปในหัวของอีกฝ่ายโดยตรง และที่ต้องลำบากทำเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้ความลับรั่วไหล ซึ่งนางก็กำลังทำเช่นนั้นกับ ซุน 

 

ซุน จึงสูดลมหายใจลึก และพยักหน้าตอบรับเบา ๆ 

 

นางสะท้านสะเทือนไปโดยพลัน รีบกวาดตามองไปยังรอบกาย เพื่อสำรวจว่ามีผู้ใดสนใจในคำพูดของ ซุน ก่อนหน้านี้หรือไม่... โชคดีที่เกือบทั้งหมด ล้วนเพ่งความสนใจไปยัง เกาเทียนฉี ที่กำลังคำรามเสียงต่อต้านขัดขืน จึงกลบทับความสนใจของทุกคนที่มีต่อ ซุน ไปโดยปริยาย นางจึงโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง... 

 

สายตาที่นางมองกลับมายัง ซุน เต็มไปด้วยความเศร้าสลดบางอย่างที่แฝงเร้น ก่อนจะใช้กระแสเสียงลมปราณเอ่ยถามกับ ซุน อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง... “เพื่อความปลอดภัยของเราทั้งคู่ เจ้าอย่าได้เอ่ยตอบอะไรออกมา เพียงแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าแทนการตอบคำถามของข้าก็พอ... เข้าใจหรือไม่?!” 

 

ซุน อึ้งงันสับสนเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับโดยดี... 

 

“อย่างแรกเลยตัวข้ามิใช่ เล้งซิ่วอิง อาจารย์หญิงของเจ้า... แต่ข้าเป็นน้องสาวของนาง นามว่า เล้งซิ่วอัน ข้านั้นรู้จักอาจารย์ของเจ้า เหยาหมิง เป็นอย่างดีเมื่อในอดีต...” นางกล่าวขึ้นผ่านกระแสเสียงด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ 

 

ซุน แม้จะพยายามเก็บอากัปกิริยาอย่างมิดชิด แววตายังอดไม่ได้ที่ฉายความตื่นตะลึงบางอย่างออกมา ไม่คิดว่าจะได้บังเอิญพบเจอน้องสาวของอาจารย์หญิงที่นี่ 

 

“เหยาหมิง ยังปลอดภัยดีหรือไม่?” นางเอ่ยถามเนิบนาม 

 

ซุน ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ทำเอานางถึงกับสะท้านหวั่นไหวในคำตอบ... 

“เหยาหมิง ตายไปแล้วงั้นหรือ?” 

 

ซุน ส่ายหน้าอีกครั้ง ทำให้นางเบาใจไปอีกขั้น... แต่ดูเหมือนว่ารอบด้านจะเริ่มมีคนจับสังเกตมายังตัวนางและ ซุน ท่ามกลางสายตาจำนวนมากแห่งนี้ นางก็มิอาจแสดงเจตนาได้ชัดเจนมากนัก คล้ายว่ามีขอบเขตที่นางทำได้ และทำไม่ได้อยู่เช่นกัน... 

 

“ไว้ข้าจะพยายามสืบเรื่องต่อจากนี้เองก็แล้วกัน... แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องตอบข้ามา วัตถุมรดกทั้งหมดของ เหยาหมิง เวลานี้อยู่กับเจ้าหรือไม่?!” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความจริงจังแฝงเร้น ทั้งยังไม่ได้ระบุเป็นวัตถุชิ้นใดอีกด้วย 

 

แม้ว่านางจะเป็นผู้ช่วยชีวิต ซุน เอาไว้ ทั้งยังแสดงความเป็นมิตรไมตรีบางอย่าง... แน่นั่นก็มิได้ทำให้ ซุน ไว้วางใจนางถึงขีดสุด อย่างไรนางก็เป็นคนแปลกหน้า ต่อให้กล่าวอ้างเช่นไร ซุน ก็มิได้มีหลักฐานยืนยันเจตนาของนาง  

 

ดังนั้น ซุน จึงเลือกที่จะส่ายหน้า ปฏิเสธการคงอยู่ของมรดกเหล่านั้น 

 

นางถอนหายใจแผ่วเบา... 

“ดีแล้ว... เหยาหมิง รับปากกับข้าว่าจะเก็บงำทุกอย่างให้มิดชิด ดีแล้วที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดมา มิเช่นนั้นยุทธภพแห่งนี้อาจเกิดความวุ่นวายไร้สิ้นสุด ต่อให้ เหยาหมิง ต้องตาย ก็ควรจะให้ความลับเหล่านั้นเลือนหายไปพร้อมกัน...” 

 

ซุน ได้ฟังเช่นนั้นก็สะท้านสั่นไหว ทว่ายังคงเก็บอากัปกิริยาแน่นิ่งไม่แสดงออกไป... เล้งซิ่วอัน สะบัดมือออกไปครั้งหนึ่ง คล้ายเป็นทวงท่าสามัญ หากแต่แท้จริงแล้วนางใช้ความเร็วและทักษะบางอย่างของนาง ทำให้หยกสื่อสารโบราณชิ้นหนึ่งลอยเข้าไปอยู่ด้านในเสื้อของ ซุน โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น... 

 

“เรื่องที่เจ้าเป็นศิษย์ของ เหยาหมิง จงพยายามปกปิดให้เป็นความลับอย่างที่สุด... โดยเฉพาะกับชายแก่สองคนจากตระกูลเล้ง ที่เดินทางมาพร้อมกับข้า... หากสองคนนั้นทราบเรื่องนี้ ตัวเจ้าย่อมตายอย่างไม่ต้องสงสัย… 

 

หยกสื่อสารชิ้นนั้น ให้เจ้ารอรับการติดต่อเพียงอย่างเดียว อย่าได้ใช้มันติดต่อกลับมาหาข้า เพราะตัวข้าก็กำลังถูกควบคุมพฤติกรรม และมีอันตรายรอบด้านจากคนในตระกูลเล้งเช่นเดียวกัน... อีกทั้งเมื่อยามที่ข้าติดต่อไปหาเจ้า หากในเวลานั้นเจ้ามิได้อยู่เพียงลำพัง ก็ห้ามรับการติดต่อจากข้าอย่างเด็ดขาด ไม่มีใครไว้ใจได้... เข้าใจหรือไม่?!” นางกำชับแน่น 

 

ซุน ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ  

จากที่ฟังก็พอจะรู้แจ้งเรื่องราวได้บ้างแล้ว... 

 

เล้งซิ่วอัน สืบเท้าเนิบนาบเดินจากไป... ซุน ยืดอกมั่นประสานมือโค้งตัวสุภาพ กล่าวเสียงดังกังวานออกไป เผยความแน่นหนัก...  

“ขอบคุณผู้อาวุโส ที่ช่วยชีวิต!! จิตเมตตากรุณา และต่อต้านความไม่ยุติธรรมของท่าน จะเป็นวิถีทางแห่งแสงสว่างให้กับผู้เยาว์หลังจากนี้ ตอบแทนชีวิตน้อย ๆ ที่ท่านยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ!!” 

 

การแสดงออกของ ซุน ทำให้สายตาของผู้ที่มองมาก่อนหน้านี้ คลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของ ซุน และ เล้งซิ่วอัน ไปได้หลายส่วน... ด้าน เล้งซิ่วอัน ฉายแววพอใจยิ่ง อย่างน้อยนางก็ทราบแล้วว่า ซุน เป็นคนฉลาดและมีไหวพริบอยู่บ้าง ไม่ทำให้การติดต่อกันเมื่อครู่ถูกผู้ใดระแคะระคาย 

 

เรื่องราวเหตุการณ์จบลงด้วยการที่ เกาเทียนฉี ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าชมการประลองต่อจากนี้ทั้งหมด ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานอภิเษก ทั้งยังถูกลงโทษด้วยการลดทอนอำนาจการค้าบางอย่างของตระกูลเกากับทางราชวงศ์ไป๋หู่ ด้วยเหตุผลที่ว่าทำตัวไม่เหมาะสม… 

 

ส่วนเรื่องการประลองของ ซุน นั้น ภายใต้การปรึกษากันในหมู่กรรมการ ทุกคนต่างเห็นพ้องว่า แม้ ซุน จะลงมือหนักไปบ้าง ทว่าก็ยังอยู่ภายในกรอบของกติกา ทั้งที่มีโอกาสดับสังหาร เกาทงหลิน ได้ด้วยซ้ำ แต่เลือกที่ทำลายเพียงพื้นฐานบ่มเพาะ...  

 

การลงมือหนักของ ซุน ถูกมองว่า มาจากความพลุกพล่านของอารมณ์ระหว่างการประลอง ที่ เกาทงหลิน เองก็ใช้อาวุธลับร้ายแรงในการลอบสังหารเช่นกัน... ในระหว่างการประลอง ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้ ผู้ที่ขึ้นประลองย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงในส่วนนั้นด้วยเช่นกัน 

 

ซึ่งสายตาของเหล่าผู้ชม ก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ แม้จะมีคนที่ออกมาต่อต้านคำตัดสินอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อย ทั้งคนเหล่านั้นยังมีความเกี่ยวพันกับตระกูลเกา จึงไม่ได้การพิจารณาคำร้อง... ดังนั้นผลการประชุม จึงเป็นเอกฉันท์ ถือว่าเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างถูกต้องของ ซุน และได้ผ่านเข้ารอบในฐานะตัวแทนจากสายที่ 4 อย่างเต็มภาคภูมิ... 

 

การต่อสู้หลังจากนั้น คือการเผชิญหน้าระหว่าง ไป๋หู่จิวหรง และ ซวงฉวี่ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างระหว่างทั้งสองคนอยู่พอสมควร องค์รัชทายาท ไป๋หู่จิวหรง เป็นถึงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 แต่ ซวงฉวี่ เป็นเพียงขั้นที่ 7 ดังนั้นแม้นางจะต่อต้านอย่างสุดกำลัง ปราณบุปผาแผ่ซ่านไร้สิ้นสุด ส่งกลิ่นคละคลุ้งกระจายเต็มเวที แต่สุดท้ายก็รับมือได้เพียง 20 กระบวนท่าเท่านั้น ไป๋หู่จิงหรง เอาชนะ ซวงฉวี่ ได้ โดยที่ยังไม่เปิดเผยไม้ตายทักษะระดับเฉพาะ 

 

ไป๋หู่จิวหรง จึงกลายเป็นตัวแทนจากสายประลองที่ 1 เข้าสู่รอบชิง 

 

ในสายประลองที่ 2 เจี่ยโย่วเทียน ที่รอบก่อนหน้านี้เอาชนะ อี้เหวินเจีย ผู้พี่มาแล้ว รอบนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับ อี้เหวินจิน ผู้เป็นน้องชาย... นับเป็นสายประลองที่โชคร้าย มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์อยู่ภายในสายถึง 3 คน เข้าห้ำหั่นกัน 

 

ทว่าด้วยประสบการณ์และความดุดันของวิถีแห่งกระบี่ ถึงจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ เจี่ยโย่วเทียน ก็สามารถแสดงพลังแฝงของศิษย์อันดับ 1 สำนักสายลมประจิมออกมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้จะได้รับบาดเป็นที่แขนซ้ายจาก ทักษะระดับเฉพาะของ อี้เหวินจิน แต่ก็ยังสามารถพลิกเอาชัยชนะกลับมาได้ โดยที่ตัวของ เจี่ยโย่วเทียน ไม่ได้ใช้ทักษะระดับเฉพาะของตนเองออกไปด้วยซ้ำ 

 

เจี่ยโย่วเทียน จึงกลายเป็นตัวแทนของสายประลองที่ 2 

 

หากให้ประเมินการต่อสู้คร่าว ๆ จากทั้งสามสายประลองที่ผ่านมาแล้ว แม้ว่าคู่ต่อสู้ของ ซุน ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ล้วนเป็นระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปเหมือนกัน... แต่ ซุน ดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสมากที่สุด  

 

อีกทั้งในการต่อสู้กับ เกาทงหลิน ตัวของ ซุน ยังถูกบีบบังคับให้ต้องดึงเอาท่าไม้ตายออกมาใช้ ก่อนจะไปถึงรอบชิง ย่อมทำให้ถูกคู่แข่งคนอื่นเล็งเห็นจุดอ่อนของเคล็ดวิชาได้ก่อนใคร เมื่อเทียบกับ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่ไม่ได้แสดงทักษะระดับเฉพาะออกมาเลย ถือว่า ซุน เสียเปรียบอยู่มาก  

 

แม้ว่าจะมิอาจใช้ตรงส่วนนี้ มาประเมินความสามารถทั้งหมดในการต่อสู้... แต่ก็พอจะวิเคราะห์คร่าว ๆ ได้ไม่ยาก ว่า ซุน ยังอ่อนด้อยกว่า ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน อยู่พอสมควร... 

 

และแล้วก็มาถึงในสายสุดท้าย… 

ลั่วชิงเหอ ปะทะ เฉียงตงฟาง... 

 

.................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว