ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แดดอบอุ่น​น้ำแข็งละลาย

ชื่อตอน : แดดอบอุ่น​น้ำแข็งละลาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 116

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แดดอบอุ่น​น้ำแข็งละลาย
แบบอักษร

หวังเหล่ยฉีคือจักรพรรดิที่อายุน้อยที่สุดในแผ่นดินหวังโจว ตอนที่มารดาเขาสิ้นพระชนม์ไปเหล่ยฉีก็ได้รับแต่งตั้ง​บรรดาศักดิ์ไปเป็นฉีอ๋องอยู่ที่หว่านโจว อีกเมืองสำคัญรองจากซีโจวของแผ่นดินหวังโจว ไม่นานหลังจากที่ฮองเฮาหรือมารดาเขาตาย บิดาของเขาก็เริ่มไม่ออกว่าราชการจนขุนนางทั้งหลายเริ่มปีกกล้าขาแข็งแตกสาขาขยายรากลงดินจนฐานมั่นคง ฮ่องเต้ในตอนนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ขี้เกียจ เพียงแต่ทรงกำลังตรอมใจ  เหล่ยฉีที่อยู่หว่านโจวได้ยินข่าวแต่เขากลับเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่ถึงสามปี ฮ่องเต้ก็ทรงสิ้นพระชนม์ตามไปเหล่ยฉีจึงถูกตามตัวมาขึ้นครองราชย์​

 

เหล่ยฉีเป็นจักรพรรดิ์ มาราวห้าปีแล้วแต่กลับไม่มีข่าวคราวว่าจะแต่งตั้งฮองเฮา ทั้งยังไม่มีข่าวว่า มีพระสนมคนใดมีครรภ์ ชาวบ้านต่างพูดกันว่า จักรพรรดิผู้นี้มักมาก ไม่โปรดปราณผู้ใดทั้งสิ้นจึงไม่มีการแต่งตั้งฮองเฮาขึ้นมา แต่ชาวบ้านร้านถิ่นหารู้ไม่ว่า ที่จริงแล้วจักรพรรดิหนุ่มผู้นี้ไม่มีสนมอยู่ในวังหลังสักคน แม้แต่พระพันปีก็ออกบวชไปแล้วเพราะทนจักรพรรดิหัวดื้อคนนี้ไม่ไหว

 

"พระองค์จะทรงปล่อยกระหม่อมกลับบ้านเมื่อไหร่พ่ะย่ะค่ะ"  เจียอี้เอ่ยถามขณะที่กำลังนั่งดูจักรพรรดิผู้นี้กำลังทรงงานจนแทบจะลืมเสวยข้าวเสวยน้ำ

 

"อยากกลับแล้วหรือ" เหล่ยฉีเอ่ยขึ้นแล้ววางพู่กันลงช้าๆเงยหน้าขึ้นจากกระดาษมองเด็กหนุ่มตรงหน้า

 

"พ่ะย่ะค่ะ  กระหม่อมอยากกลับบ้าน อยู่ที่วังกลับพระองค์มาทั้งคืนแล้ว กระหม่อมอยากกลับบ้านไปหานายท่านไปหาท่านพ่อ" เจียอี้ตอบ เขากล้าพูดเพราะว่าเขาอยากกลับจริงๆเขารู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยเลย   จักรพรรดิตรงหน้าชอบมองเขาด้วยสายตากินเต้าหู้   เหล่ยฉีได้ฟังก็ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเดินตรงมาหาเจียอี้ พลางนั่งยองลงตรงหน้าเขา

 

"พระองค์จะทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ" เจียอี้ถามพลางขยิบตัวถอยหลังเมื่อเห็นเขายกมือขึ้นมา  ในใจเจียอี้ร้องว่าแย่แล้วแค่ขอกลับบ้านใยต้องทุบตี

 

เหล่ยฉีเห็นท่าทีดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ 

 

"เจ้าไม่กลัวข้าลงโทษนายท่านของเจ้าหรือโทษฐาน ส่งคนไม่รู้ความรู้มารยาทมาปรนนิบัติ" เหล่ยฉีเอ่ย แล้ววางมือใหญ่ลงบนเรือนผมของ​   เจียอี้แล้วขยี้เบาๆ

 

"เอ๋...ท่าน!เอ่ย...เจ้าเอ่ย! พระองค์ จะทำเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ" เจียอี้ถามเขาหน้าชาไปแถบคิดว่าเหล่ยฉีพูดจริงจึงละล่ำละลักถามจนพูดผิดพูดถูก 

 

"หากเจ้าเป็นเด็กดี ข้าจะไม่ทำอย่างนั้นแน่" เหล่ยฉีตอบสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าดวงตาเป็นประกาย เจียอี้เงยหน้ามองตอบแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย พลางคิดในใจ

 

'เป็นเด็กดีเช่นนั้นหรือ เป็นอย่างไรละ' เจียอี้ขบคิดไม่ตก

 

สามวันผ่านไป จักรพรรดิเหล่ยฉีจึงปล่อยตัวเจียอี้กลับมา

 

"จักรพรรดิผู้นั้นเป็นคนอย่างไรกัน ถึงได้ปล่อยให้เขาเป็นเช่นนี้" เถาจื่อบ่นเสียงดังเมื่อเห็นเจียอี้ที่กลับมาบ้านด้วย   สภาพอิดโรยราวกับว่าไม่ได้นอน

 

"พระองค์คงจะใช้งานเขาหนักไปหน่อย"     เฟิงอวี่ตอบ เขาย่อมรู้ดีว่าจักรพรรดิบ้างานผู้นั้นคงใช้เจียอี้ช่วยจัดเอกสารที่กองพะเนิน​เต็มห้องอักษรทั้งวัน  แต่เฟิงอวี่เดาถูกเพียงครึ่ง ความจริงแล้วเหล่ยฉีใช้งานเจียอี้ทั้งฝนหมึก ชงชา ยกกองเอกสารต่างๆทั้งวันทั้งคืน   จนเจียอี้แทบจะไม่ได้นอนเพราะเหล่ยฉีทำงานทั้งวันทั้งคืนท่ามกลางกองเอกสารกองใหญ่

 

"ใช้งานหนักอย่างไรก็ควรให้เขาได้นอน " เถาจื่อบ่นเฟิงอวี่ไม่เอ่ยอะไรต่อ เพียงยกยิ้มบางๆในใจคิดว่าหากบอกนางว่าจักรพรรดิพึงใจในตัว​  เจียอี้ เกรงว่าจะถูกนางด่าแบบสาดเสียเทเสีย​ เพราะนางเองก็เห็นเด็กหนุ่มคนนี้เป็นดั่งน้องชาย

 

ส่วนเจียอี้นั่น​ เมื่อกลับมาถึงก็ตรงเข้าห้องล้มตัวนอนลงอย่างรวดเร็ว​ เจียอี้ไม่นิยมตัดแขนเสื้อตัวเอง​ แต่จักพรรดิ​ไม่ใช่​ หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาราวสี่วันเต็ม​ ในที่สุดแล้วเขากลับพบว่า​ จักพรรดิไม่ไช่คนไม่ดี​ เพียงแต่พระองค์ทรงงานหนักเกินไป​วันทั้งวันยุ่งอยู่กับกองเอกสารที่สูงท่วมหัว​ น่าแปลกที่ข้างกายพระองค์ไม่มีคนช่วยทำงานเรื่องนี้​ เขาเคยลอบถามกงกง*แล้ว​ กงกงบอกเพียงว่าเวลาทรงงานพระองค์ไม่ไว้ใจผู้ใดเลยนอกจากผู้ตรวจการเยี่ยม​ เจียอี้ถอนหายใจออกมา​ พลางคิดในใจ

 

'ทำไมข้าต้องรู้สึกสงสารเขาด้วยนะ'​

 

หลังจากนั้นมา​ เยี่ยเฟิงอวี่ก็ทำงานแทบทั้งวัน​ บางคราก็เอาแต่หมกอยู่หน้ากองเอกสารมากมาย

 

"ท่านได้นอนบ้างหรือไม่​ มีงานเยอะแค่ไหนก็ไม่ควรจะทำจนไม่รักษาสุขภาพ​ ท่านยังคงเป็นคนอยู่นะเจ้าค่ะ"  เถาจื่อบ่นขึ้นเสียงดังเมื่อเดินเข้ามาในห้องหนังสือแล้วยังเห็นว่า​ เฟิงอวี่ยังนั่งอยู่ที่เดิมแทบไม่ขยับ​ ช่วงนี้เขาแทบไม่ปลีกตัวจากกองเอกสารเลยด้วยซ้ำ

 

"ทำทั้งหมดนี้ล้วนเพื่ออนาคตข้างหน้า"       เฟิงอวี่ตอบ​ ดวงตายังคงจับจ้องเอกสารในมือ​ เถาจื่อเห็นว่าโน้มน้าว​ไม่ได้​ จึงไปตักน้ำใส่อ่างเล็ก​ถือมานั่งลงข้างๆเขา​ 

 

"อย่างไรเสียก็ต้องล้างหน้าล้างตา​ กินข้าวบ่าง"  นางบอกมือน้อยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจุ่มน้ำแล้วจัดการเช็ดใบหน้า​ และมือ​ ให้เฟิงอวี่อย่างเอาอกเอาใจ​ นั้นจึงทำให้เฟิงอวี่ละสายตาออกจากกองกระดาษได้บ้าง

 

"ขอบใจเจ้ามาก​ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความเป็นอยู่ของเจ้าในวันข้างหน้า"  เฟิงอวี่ตอบสายตามองดวงหน้า​ ที่อิ่มเอิบ​เปร่งปรั่งอยู่ตรงหน้า​ ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่านาง​ ดูอวบอิ่มกว่าที่เจอตอนแรก​ 

 

"ข้ารู้​ แต่เวลานี้ท่านต้องเลิกนั่งอยู่ที่นี่แล้วไปกินข้าวกับข้า  วันนี้ข้าทำหัวสิงโต​เนื้อหมู​ มีมะเขือเทศผัดไข่​ยังมีผัดไชเท้าด้วย​ ข้าได้ยินว่าเมื่อครั้งยังเด็กท่านชอบเปี๊ยะดอกบัว​ วันนี้ข้าเลยลงมือทำด้วยตนเอง​"  เถาจื่อบอกมือน้อยยังคงเช็ดมือให้เขาอย่างอ่อนโยน

 

"เช่นนั้นหรือ"  เขาตอบเพียงแค่นั้น​ พลันใจก็เจ็บปวดขึ้นมา​เหมือนกลับว่ากลิ่นอายที่สระน้ำวันนั้นลอยมากระทบจมูก​ ทำเอาเฟิงอวี่ลำคอตีบตัน​ เหมือนจะหายใจไม่ออก​ เปี๊ยะดอกบัวหรือ​ เมื่อเอ่ยถึง​ เขาจึงนึกถึงเปี๊ยะดอกบัวที่มารดาเขาชอบทำให้กิน​ ในใจคำนึงคิด

 

'นางก็ทำเปี๊ยะดอกบัวเป็นหรือ'​   เฟิงอวี่มักจะเหม่อลอย​ยามที่นึกถึงเรื่องในครั้งอดีตแม้ว่าไม่บ่อยนักแต่เถาจื่อเองก็สังเกตเห็น​เวลาเขานึกถึงใบหน้าเขามักเปลี่ยนสีเป็นขาวซีดแลดูเย็นชาไร้ชีวิตราวกับศพ​ นางไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรกันแน่ใบหน้าจึงเปลี่ยนไปทำให้คนหวาดผวา​ 

 

"ท่านจะนึกถึงไปใยอดีตก็คืออดีต​ชะตาอาจลิขิตแล้วแม้ว่าย้อนเวลากลับไป  ท่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี​แต่หากว่าแก้ไขได้ข้าคงไม่ได้เจอท่าน"  เถาจื่อพูดขึ้นแล้วกุมมือใหญ่ไว้

 

"แต่นางตายก็เพราะช่วยข้าไม่ใช่หรือ"  เขาถามน้ำเสียงแลดูสับสนอับจนหนทาง

 

พลันในใจเถาจื่อก็ร้องอุทาน​  ที่แท้เขาเก็บความอ่อนแอไว้ภายใต้ใบหน้าพวกนั้นหรือ​ ที่แท้แล้วเขาเองก็สับสนเช่นนั้นหรือ​ คิดได้ดังนั้น​      เถาจื่อก็โน้มตัวลงไปกอดเขาไว้แนบแน่น

 

"นางทำแบบนั้นก็เพราะรักท่านนะเฟิงอวี่​ ท่านแม่คงอยากเห็นท่านใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ใช่ทำตัวเหมือนศพเช่นนี้​ ท่านแม่สละชีวิตเพื่อท่านท่านไม่ผิด​ คนที่ผิดคือคนที่ทำให้เกิดเรื่อง​ ตอนนี้นางก็ออดๆแอดๆไม่ใช่หรือนางก็ถือว่ารับกรรมแล้ว​ น้องสองของท่านก็สอบไม่ติดซิ่วไฉสักที​ นั้นก็นับว่ากรรมตามสนองสกุลเยี่ยเรือนใหญ่แล้ว​ ถูกไหม​ ฉะนั้นท่านก็เลิกทำตัวเหมือนศพได้แล้ว​ เยี่ยเฟิงอวี่"  เถาจื่อพูดยาวเหยียด​มือน้อยตบหลังเขาเบาๆอย่างอ่อนโยนนางหวังเหลือเกินว่าเขาจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่นางมีต่อเขาผ่านการกระทำ​ ใช่นางหลงรักเขาแล้ว​ รักอย่างที่ไม่เคยคิดจะรักผู้ใด​   เยี่ยเฟิงอวี่ไม่เอ่ยอะไรเพียงแนบใบหน้าอยู่ในอ้อมกอดของนางอยู่อย่างนั้น​ มือใหญ่ที่ยกขึ้นกอดตอบกลับยิ่งกอดนางแน่นกว่าเก่า​ หัวใจของเขาอบอุ่นขึ้นมากว่าเมื่อก่อน

 

ทั้งคู่กอดกันนานเสียจนกับข้าวเย็น​ กว่าจะได้กินเถาจื่อต้องทนท้องกิ่ว​ รอกับข้าวอุ่นอีกรอบ​เฟิงอวี่ที่เห็นท่าทางนางแล้วก็อดที่จะหัวเราะเบาๆอย่างที่ไม่เคยหัวเราะมาก่อน

 

เมื่อแดดอบอุ่นละลายน้ำแข็ง​  วสันต์​หอมหวานจึงมาเยือน

 

 

ความคิดเห็น