facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่มีจริงในโลกของป๋าย

ชื่อตอน : บทนำ ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่มีจริงในโลกของป๋าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2564 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่มีจริงในโลกของป๋าย
แบบอักษร

 

 

“ป๋าย ที่ตลาดลือว่าแม่มึงเป็นเมียน้อย เรื่องจริงเหรอวะ” คำถามดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานของกลุ่มเด็กมัธยมอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน 

ผมเหลือบมองพวกมันด้วยหางตา อยากสนุกก็สนุกไป แต่ผมไม่สนุกด้วยเลย 

ผมที่เพิ่งอายุครบ 17 ปีเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วถูกคนไร้มารยาทถามซ้ำๆ ว่าแม่เป็นเมียน้อยจริงหรือเปล่า แม่มึงเป็นผู้หญิงอย่างว่าเหรอ เมื่อไหร่พ่อขี้ยาจะออกจากคุก ผมไม่มีปัญหาถ้าหากผู้ถามถามเพราะไม่รู้และอยากได้คำตอบจริงๆ แต่ไอ้พวกคนเดินสองขาแต่ไร้ความเป็นมนุษย์นั่นดันถามเพราะเห็นว่าปมด้อยของผมเป็นเรื่องสนุก 

คิดว่าคนประเภทไหนที่เอาปมด้อยของคนอื่นมาถามไถ่เป็นเรื่องสนุกปาก 

พวกสวะ 

“ไม่ตอบว่ะ สงสัยจะจริง” ผมทำเป็นเมินและเดินผ่านไป 

ทว่า... 

แม้ผมจะพยายามไม่สนใจและหลีกหนีเพราะไม่อยากมีปัญหาแต่ไอ้สวะคนเดิมกลับยังคงเดินตามมากรอกหูเรื่องแม่ซ้ำๆ จนเส้นความอดทนของผมขาดผึงในที่สุด 

ท่ามกลางนักเรียนมากมายที่กำลังเดินจับกลุ่มกันไปยังประตูทางออกหลังเลิกเรียน ผมหยุดฝีเท้าและหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับมันอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัวแม้ว่าจะต้องสู้เพียงลำพังก็ตาม 

อยากให้รู้ว่าคนที่หมดความอดทนมันจะบ้าได้ซักแค่ไหน 

“ไอ้โจ๊ก ถ้าเรื่องของแม่กูจะทำให้พ่อตำรวจของมึงเลิกแดกเหล้าในเวลางานกูจะช่วยตอบคำถามให้เอาบุญก็ได้นะ” ผมเชิดหน้าตะเบ็งเสียงตอบกลับดังก้องไปทั่วบริเวณ กวนประสาทอย่างที่มันทำกับผมเมื่อครู่ จนนักเรียนหลายคนถึงกับหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองอย่างอยากรู้อยากเห็น 

“ไอ้เหี้ยป๋าย เล่นถึงพ่อเลยเหรอ” มันตะโกนใส่หน้าผม พร้อมกับผลักอกของผมอย่างแรงจะเซไปด้านหลัง 

“มึงยังพูดถึงแม่กูได้เลย ทำไมกูจะพูดถึงพ่อมึงไม่ได้ล่ะ สะเทือนใจเหรอ ใจเสาะไปปะโจ๊ก” ผมดูถูกมัน ยิ้มเยาะมัน พลางท้าทายมันด้วยสายตา 

“มึงจะเอาใช่ปะไอ้ป๋าย มึงอยากตายคาตีนกูใช่ปะ” 

“ก็เอาดิ มึงคิดกูกลัวมึงมากเลยดิ มึงก็ดีแต่ปากแหละไอ้โจ๊ก” ผมเชิดหน้าท้าทายมันอย่างไม่กลัวตาย ใครๆ ก็รู้ว่าไอ้โจ๊กเป็นหัวโจก เพียงแค่มันกระดิกนิ้วลูกน้องที่ยืนมองพวกเราอยู่ก็พร้อมจะเข้ามารุมผมแล้ว 

และเมื่อมีเรื่องทะเลาะวิวาทมันก็รอดไปได้ทุกครั้งเพราะเป็นลูกตำรวจ 

แปลกดีเหมือนกันกฎหมายที่ควรใช้ได้กับประชาชนทุกคนกลับทำอะไรลูกตำรวจไม่ได้เลย 

“มึงคงอยากเข้าไปอยู่ในคุกกับพ่อมึงมากเลยเนอะ เอาดิ เดี๋ยวกูจะช่วยมึงเอง แต่ก่อนจะเข้าคุก เข้าโรง’ บาลก่อนแล้วกัน” มันหักนิ้วดังกรอบแกรบสั่นประสาทพร้อมกลั้วหัวเราะเมื่อเอ่ยถึงพ่อผมราวกับเป็นเรื่องตลก แต่ผมไม่ตลกด้วยเลยแม้แต่น้อย 

ผมสูดลมหายใจเข้า พยายามระงับอารมณ์โกรธที่กำลังพลุ่งพล่าน ที่จริงแล้วผมไม่ได้อยากปกป้องพ่อซักเท่าไหร่ เพราะที่ไอ้โจ๊กพูดมาเป็นเรื่องจริงทั้งหมดอย่างที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ 

พ่อผมเป็นไอ้ขี้ยาไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งเพราะชอบลักเล็กขโมยน้อย ส่วนแม่ผมเป็นเมียน้อย และผม... 

ผมอาจจะเคยเป็นไอ้ขี้แพ้ แต่วันนี้ไม่ใช่ ผมยอมให้ไอ้โจ๊กดูถูกมามากพอแล้ว 

“โกรธจนตัวสั่นเลยเหรอวะ จะร้องไห้ด้วยปะ ร้องไห้กลับไปฟ้องแม่เลยมั้ย” 

ผมกัดริมฝีปากจนเจ็บ รับรู้ได้ถึงรสขมปร่าของเลือดที่ซึมออกมา มือที่กำหมัดสั่นเทา และหัวใจที่พองโตพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ 

ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง ผมต้องเป็นบ้าแน่ 

“มึงกลับไปฟ้องแม่มึงก่อนแล้วกัน” 

ตุบ! 

ผมถุยน้ำลายใส่หน้าไอ้โจ๊กและก่อนที่มันจะทันได้ตั้งตัวผมก็กระโดดใส่จนมันล้มก้นจ้ำเบ้า ไม่รอช้า ผมกระโจนเข้าไปคร่อมร่างสูงใหญ่ของมัน ความเกรงกลัวเรื่องสรีระที่แตกต่างหายไปจนสิ้น 

ผมในยามนี้ไม่มีความเกรงกลัวต่อสิ่งใดเหลืออยู่เลย 

รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องชกต่อย แต่ตอนนี้ผมกำลังรัวหมัดใส่หน้าไอ้โจ๊กรัวๆ อย่างกับคนบ้า 

ใช่! ผมบ้าและขาดสติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

แม่เป็นเมียน้อยแล้วไงวะ พ่อเป็นขี้ยาและเคยติดคุกแล้วไง ผมที่เป็นลูกมีหน้าที่ต้องแบกรับสิ่งที่สังคมตราหน้าว่าชั่วช้าไว้บนบ่าด้วยเหรอ ผมในวัย 17 ปีที่สูงเพียง 170 เซนติเมตร น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ รูปร่างซูบผอม สภาพโดยรวมไร้เรี่ยวแรงและอ่อนแอแบกน้ำหนักของคำด่าทอไว้ไม่ไหวอีกแล้ว 

“ไอ้ป๋าย!” สิ้นเสียงโกรธเกรี้ยวของไอ้โจ๊กร่างของผมก็ลอยหวือชั่วอึดใจก่อนจะร่วงลงบนพื้น ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าของร่างสูงใหญ่ก็ตามมาคร่อม มันกระชากคือเสื้อของผม จ้องมองด้วยสายตาโกรธขึ้งเหมือนคนที่พร้อมจะฆ่ากันให้ตาย 

ก็ดี ฆ่าผมให้ตายไปเลยก็ดี 

แทนที่จะปัดป้อง ผมเลือกทิ้งแขนลงข้างตัวอย่างคนหมดแรง จับจ้องใบหน้าที่เริ่มปูดบวมเพราะโดนผมต่อย ทั้งที่อยู่ใกล้ความตายแค่เอื้อมแต่ผมกลับยิ้มออกมาเพราะรู้สึกสะใจเป็นบ้า 

“มึงยิ้มเหี้ยอะไร” ไอ้โจ๊กค้างหมัดไว้กลางอากาศ ตะโกนถามจนเสียงดังก้องสนามบาสเกตบอล ยิ่งเห็นอีกฝ่ายโกรธเกรี้ยวรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างก่อนผมจะระเบิดหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้า 

เส้นความอดทนที่ขาดผึงลงอย่างฉับพลันทำให้ผมเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย 

แบบนี้ครอบครัวผมก็ครบเลยดิ ทั้งแม่ขี้เหล้า พ่อขี้ยาและลูกชายที่เป็นบ้า 

พระเจ้าโคตรรักผมเลยว่ามั้ย 

“มึงหัวเราะเหรอ ตลกมากเหรอไอ้เหี้ย” คำของไอ้โจ๊กเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาก่อนหมัดลุ่น ๆ ของมันจะซัดเข้าเต็มแก้มของผม 

เจ็บเป็นบ้าแต่ก็หยุดหัวเราะไม่ได้ 

ฮ่า ฮ่า ฮ่า 

“มึงมันบ้า ไอ้ป๋าย มึงมันบ้า” ไอ้โจ๊กต่อยผมเน้นๆ ในทุกคำที่มันเอ่ยออกมา 

เสียงกรีดร้องดังระงมเคล้าไปกับเสียงจอแจของไทยมุง โดยมีเสียงหัวเราะของผมเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เข้าพวก 

น่าเศร้าที่ท่ามกลางผู้คนมากมายนั้นกลับไม่มีใครซักคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ผมก็ยังหัวเราะอยู่ เพราะผมเป็นบ้าไปแล้วอย่างไรล่ะ 

ผมไม่รู้ว่าผมต่อยไอ้โจ๊กไปกี่หมัด และไม่รู้เช่นกันว่าถูกมันประเคนหมัดบนใบหน้ากี่หมัดกันแน่ รู้เพียงว่าทั้งมือและใบหน้าของผมเกรอะกรังไปเลือดสดๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเลือดของใครกันแน่ แต่เจ็บฉิบหาย ทว่าผมกลับยังยิ้มได้อยู่ 

เรื่องของผมกับไอ้โจ๊กจบลงที่ห้องพยาบาล แม้จะแลกหมัดกันจนได้เลือดแต่ครูประจำห้องก็เพียงทำแผลและส่งเราไปที่ห้องปกครอง นั่งรอไม่นานพ่อตำรวจยศจ่าของคู่กรณีก็ปรากฏตัว 

นั่งรอผู้ปกครองของผมอยู่นานจนพ่อตำรวจของไอ้โจ๊กรอไม่ไหว พวกเราจึงจำต้องแยกย้ายโดยได้รับจดหมายเตือนมาคนละฉบับ 

“มึงมันบ้าไอ้ป๋าย” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ไอ้โจ๊กทิ้งไว้ก่อนจะรีบกุลีกุจอวิ่งตามพ่อของมันไป 

“เธอน่าจะไปโรงพยาบาลหน่อยนะปรรณกร” คุณครูฝ่ายปกครองพ่วงตำแหน่งครูประจำชั้นของผมเอ่ยขณะพิจารณาใบหน้าบวมปูดของผมด้วยความเป็นห่วง 

ชั่วแวบหนึ่งใบหน้าของแม่ก็ปรากฏขึ้นมาในหัวแต่ก็เพียงไม่กี่วินาที เพราะผมจินตนาการสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของแม่ไม่ออกเลย 

“ผมไม่เป็นไรครับครู” 

“จะไม่เป็นไรได้ยังไง หน้าเธอบวมจนครูแทบจำไม่ได้แน่ะ” 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ยุบครับ” 

“ถ้าไม่ไหวก็โทรหาครูเข้าใจมั้ย” 

ผมเพียงพยักหน้ารับไปส่งๆ เพราะถึงจะเจ็บเจียนตายผมก็ไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากใครให้เป็นที่น่าเวทนาเด็ดขาด 

“นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ครูจะให้จดหมายเตือน ถ้าไม่อยากโดนไล่ออกก็อย่ามีเรื่องอีก” 

“ครับ” ผมตอบรับอย่างยอมจำนนทั้งที่อยากเถียงใจแทบขาดว่าผมไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนแต่ก็ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำ 

พ่อขี้ยา กับแม่ที่เป็นเมียน้อยของเสี่ยกำลังจะทำให้ผมถูกไล่ออกจากโรงเรียน 

 

“เสี่ยขาใจเย็นก่อน เดี๋ยวไอ้ป๋ายก็กลับมาเห็นหรอก” 

เสียงหวานหยาดเยิ้มเคล้าความออดอ้อนออเซาะของแม่ดังให้ได้ยินทันทีที่ผมเปิดประตูรั้วไม้ความสูงเท่าเอวเข้ามา มือที่กำลังเอื้อมไปจับลูกบิดประตูหยุดชะงักเช่นเดียวกับเท้าที่หยุดเดินโดยอัตโนมัติ 

หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ผมรู้ดีว่าถ้าเปิดประตูเข้าไปจะเจอกับภาพแบบไหน 

ภาพที่ผมเคยเห็นมาแล้วครั้งนึงตอนอยู่ม.ต้นและมันก็ยังคงติดตาของผมจนถึงทุกวันนี้ 

ภาพของแม่ที่กำลังถูกเสี่ยวัยใกล้เกษียณขึ้นคร่อมแล้วขย่มจนโซฟาสั่น เสียงครางของแม่ที่ทำเอาอาหารกลางวันของผมพุ่งออกมาจนหมดไส้หมดพุง ภาพที่ทำให้ผมไม่สามารถมองแม่เหมือนเดิมได้อีกต่อไป 

“แล้วไง อั๊วต้องเกรงใจลูกชายลื้อด้วย?” 

“หนูไม่ได้หมายความอย่างนั้นซักหน่อย” 

“ถ้างั้นลื้อก็ถอดผ้าซะสิ” 

“อื้อ เสี่ย ใจเย็นก่อน” 

แม่ที่อยู่อีกฟากของประตูน่าสะอิดสะเอียนจนท้องไส้ปั่นป่วน ผมหมุนตัวแล้วเดินออกจากบ้านมาอย่างเงียบเชียบก่อนที่ข้าวหมูแดงซึ่งแวะกินเป็นมื้อค่ำจะพุ่งออกมา 

จะว่าไป ผมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเคยกินอาหารฝีมือแม่มั้ย ไม่สิ แม่ทำอาหารเป็นหรือเปล่าผมยังไม่รู้เลย 

 

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ในซอยเปลี่ยวทางเข้าบ้านหลังเล็กที่เสี่ยของแม่เช่าไว้ให้ในฐานะเมียน้อยอยู่ลึกเข้าไปจนเกือบสุดซอยมีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าสูงลิ่วที่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศในซอยน่ากลัวน้อยลงเลยซักนิด 

กลางซอยมีพวกขี้ยาจับกลุ่มนั่งมั่วสุมกัน นานๆ ผมจะเจอพ่อซักที ถึงจะบอกว่าเขาเป็นพ่อแต่อายุมากกว่าผมแค่ 17 ปีเอง ส่วนแม่อายุมากกว่าผมแค่ 15 ปี พวกเขาเป็นพ่อแม่วัยรุ่นที่ไม่ได้เรื่องที่สุด 

ผมไม่เคยเชื่อว่าคนที่รักเรามากที่สุดคือ ‘พ่อแม่’ อย่างน้อยพ่อแม่ของผมก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ชัดเจนจนไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า ความไม่พร้อม ความไม่ยับยั้งชั่งใจและการให้กำเนิดผมโดยไม่ตั้งใจทำให้ผมแตกสลายทันทีที่เกิดมา 

‘ป๋าย’ คุณป้าที่ตลาดเรียกผมว่าอย่างนั้น 

‘ไอ้ป๋าย ไอ้เด็กเวร’ ส่วนนี่คือคำที่ผมได้ยินจากปากแม่จนเกิดเป็นความเคยชิน 

‘ถ้ารู้ว่าเกิดมาแล้วทำให้ฉันลำบากขนาดนี้ กินยาให้มันแท้งออกมาตั้งแต่เป็นก้อนเลือดซะก็ดี’ ประโยคยาวเหยียดที่ได้ยินตั้งแต่ยังเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวจนเป็นวัยรุ่นทำให้ผมอยากจากโลกนี้ไปวันละหลายสิบรอบ 

แต่ผมก็ไม่กล้าพอ 

ผมเคยฝังคมมีดคัตเตอร์ลงบนข้อมือตัวเอง ตอนที่เลือดกำลังซึมออกมาผมถามตัวเองว่าถ้าผมตายไปจะมีใครซักคนบนโลกนี้ร้องไห้เสียน้ำตาให้กับการจากไปของผมบ้างมั้ย และคำตอบคือไม่ แม่เปิดประตูเข้ามาเจอพอดี เธอตบผมจนหน้าหัน เลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากเยอะกว่าเลือดจากการกรีดข้อมือซะอีก 

มันน่าสมเพชจริงๆ 

ในโลกใบนี้คงไม่มีใครน่าสมเพชมากไปกว่าผมอีกแล้ว 

“ป๋าย” เสียงเรียกอันแหบพร่าคล้ายคนหมดแรงทำให้ผมที่กำลังจะเดินผ่านกลุ่มวัยรุ่นไปจำต้องหยุดชะงัก เมื่อเอี้ยวตัวมองไปยังที่มาของเสียงก็พบว่าพ่อซึ่งสวมเสื้อฮาวายสีแดงตัวเก่งนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กวัยรุ่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม 

สภาพเมามายกับกลิ่นเหล้าเหม็นฉึ่งทำให้ผมไม่อยากเดินเข้าไปใกล้เขาเลยซักนิด 

“เรียกทำไม ป๋ายไม่มีเงินหรอก” ผมพูดกับเขาเสียงแข็งพร้อมกับพลิกกระเป๋ากางเกงให้ดูเป็นหลักฐานว่าผมไม่มีเงินจริงๆ เขาจะได้ล้มเลิกความคิดที่จะเซ้าซี้ต่อ 

“เข้ามาหาพ่อสิ” ชายในชุดเสื้อฮาวายกับกางเกงยีนสภาพเก่า ร่างกายผอมแห้ง ผมเผ้ารุงรังกวักมือเรียกผม 

“ไม่อะ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ “สภาพพ่อเหมือนคนจรจัดเลยรู้ปะ ตัวเหม็นขนาดนี้ใครจะอยากเข้าใกล้วะ” 

“กูเป็นพ่อมึงนะไอ้ป๋าย” 

“พ่อ?” ผมแค่นหัวเราะอย่างนึกสมเพชทั้งตัวเองและชายวัย 34 ตรงหน้า “แค่ทำให้เกิดมาก็กล้าเรียกตัวเองว่าพ่อเหรอ” 

บางทีคนที่น่าสมเพชกว่าผมอาจจะเป็นพ่อก็ได้ 

“ไอ้ป๋าย ไอ้เด็กเหี้ย” เขาพยายามอย่างหนักที่จะลุกขึ้นมาตีผม แต่เพราะเมามากจึงทำได้เพียงชี้หน้าด่า 

“คิดว่าเหมือนใครอะ” 

“เพราะแม่มึงใช่มั้ย แม่มึงสั่งสอนให้เกลียดกูใช่มั้ย” พ่อพยายามพยุงตัวลุกขึ้นอีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม คนขี้เมาจะเอาแรงที่ไหนเดิน 

“เก็บแรงไว้หายใจเหอะพ่อ” ผมตัดจบบทสนทนาเพราะเถียงกันไปก็อารมณ์เสียเปล่าๆ หรือถ้าพ่อมีแรงหน่อยก็อาจจะจบลงที่ผมโดนตบ สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บก็คือผม 

“ป๋าย” 

“อะไรอีก” ผมตอบกลับอย่างหัวเสีย 

“ไปขอเงินแม่มึงมาให้พ่อหน่อย พ่อไม่ไหวว่ะ” หรือเรียกง่ายๆ ว่าเซี่ยนยาจนใกล้จะลงแดงนั่นแหละ มือสั่นๆ ที่ยื่นมาหาผมเป็นเครื่องยันยืนชั้นเยี่ยมเชียวล่ะ 

“ไม่ไหวก็ไปเลิกดิ ถ้าพ่ออยากเลิกยาป๋ายจะช่วยพ่อเต็มที่เลย” ไม่ต้องเลิกเพื่อผมก็ได้ แต่อย่างน้อยก็เลิกเพื่อตัวเอง แม้ครอบครัวที่แตกสลายจะไม่สามารถกลับมาดีได้แต่อย่างน้อยผมก็อยากเห็นพ่อในสภาพที่ดีกว่านี้ 

ไม่รักผมไม่เป็นไร อย่างน้อยก็อยากให้พ่อรักตัวเองบ้าง 

“มึงคิดว่ามันง่ายนักรึไง” 

“พ่อขี้ขลาดต่างหาก เอาไว้ถ้าอยากเลิกยาเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกัน” 

ผมทิ้งเขาเอาไว้เบื้องหลังกับกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังมั่วสุมกินเหล้าเสพยากันโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายก่อนจะเดินไปยังปากซอย ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นยกระดับหน้าร้านสะดวกซื้อกับหมาจรจัดที่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี มันเข้ามาคลอเคลียผม นอนลงข้างๆ เอาคางเกยบนขา มันคงคิดว่าผมเป็นพวกเดียวกับมันมั้ง ซึ่งก็เหมือนจะจริง 

ถ้าเปรียบตัวเองเป็นหมา ผมมันก็หมาจรจัดดีๆ นี่เอง 

ผมนั่งเป็นเพื่อนไอ้ขาวจนรถคันหรูของเสี่ยไพบูรณ์ขับผ่านหน้าไปจึงบอกลาเพื่อนสี่ขาแล้วเดินกลับบ้านเป็นครั้งที่ 2 ของวัน ที่กระท่อมกลางซอยพวกขี้ยายังคงนอนเอกเขนกอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน 

เสียงฟ้าร้องครืนๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานฝนอาจจะตกลงมา ผมเงยหน้ามองเมฆสีดำทมึนกลุ่มใหญ่ก่อนปลดเป้แล้วหยิบเอาร่มออกมายัดใส่มือพ่อ อย่างน้อยเมื่อตื่นขึ้นมาและเดินกลับบ้านเขาจะได้ใช้มัน 

ผมในฐานะลูกช่วยเขาได้เท่านี้จริงๆ 

 

ฝนตกลงมาอย่างหนักตามคาด แม้จะพยายามวิ่งสุดฝีเท้าแต่ก็ยังไม่พ้นโดนฝนอยู่ดี เสื้อนักเรียนสีขาวเปียกปอนจนแนบเนื้อ กระเป๋าเปียกโชกจนไม่อยากนึกถึงสภาพสมุดหนังสือเลย ส่วนรองเท้า...เน่าจนอยากโยนทิ้ง แต่ถ้าทำอย่างนั้นผมคงไม่มีรองเท้าใส่ไปโรงเรียนแน่ๆ 

การมีแม่เป็นเมียน้อยเสี่ยเจ้าของโรงสีไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมอู้ฟู่ขึ้นเลยซักนิด 

จนอย่างไรก็ยังจนอยู่อย่างนั้น 

กลิ่นบุหรี่ปะทะจมูกของผมทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในบ้าน 

แม่ที่นั่งสูบบุหรี่อยู่บนโซฟายังแต่งตัวไม่เรียบร้อยดี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ลิปสติกสีแดงเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า ร่องรอยความรุนแรงยามร่วมรักกับเสี่ยชัดเจนอยู่ทุกบริเวณนอกร่มผ้า ผมละสายตาจากภาพไม่น่ามองและตั้งใจจะเดินขึ้นบ้านแต่ก็ถูกรั้งเอาไว้ซะก่อน 

“ครูที่โรงเรียนแกโทรหาแม่เมื่อตอนบ่าย แกไปก่อเรื่องมาอีกแล้วใช่มั้ย” 

ก้นบุหรี่ที่ยังติดไฟถูกดับด้วยการบี้ลงบนพนักวางแขนก่อนจะถูกทิ้งลงบนพื้น 

“ก็เรื่องเดิม” 

“อย่าเอาแต่สร้างปัญหาให้แม่ได้มั้ยป๋าย” 

“แม่นั่นแหละเป็นต้นเหตุ” 

“ฉันทำอะไร” 

“เป็นเมียน้อยเสี่ยไพบูรณ์ไง แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้ป๋ายโดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อเช้าล้อเย็นแล้ว” 

“แล้วไม่ใช่เพราะเสี่ยหรอที่ทำให้แกกับฉันมีที่ซุกหัวนอน มีเงินใช้ ทำให้แกได้ไปโรงเรียน ไม่ใช่เพราะเมียน้อยอย่างชั้นหรอกหรอ” 

“ป๋ายไม่เคยขอให้แม่เป็นเมียน้อยใคร ทำไมวะแม่ อาชีพสุจริตก็มีตั้งมากมาย ทำไมต้องยอมเป็นเมียน้อยเสี่ยด้วยวะ” 

“เพราะแกไง การที่แกมาอยู่ในท้องของฉัน ทำให้ฉันต้องออกจากโรงเรียน แม้แต่วุฒิม.ต้นยังไม่มี จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินมากมายจากอาชีพสุจริตมาเลี้ยงแกฮะ” แม่ตะโกนใส่หน้าผมดังลั่น แรกๆ ผมก็กลัวอยู่หรอกแต่เพราะถูกตะโกนใส่แทบทุกวันจึงกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว 

“ถ้าป๋ายเลือกได้ แม่คิดว่าป๋ายจะเลือกมาเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมอะไรซักอย่างแบบนี้เหรอ” 

“งั้นแกก็ไปซะสิ ไปจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นี้ซะ” 

“ป๋ายไปแน่ และถ้าป๋ายไปแล้วแม่จะไม่ได้เจอป๋ายอีกเลย” 

“ไปเลย เก่งนักแกก็ไปเลย” ผมทิ้งแม่ที่ร้องลั่นเหมือนคนบ้าไว้ชั้นล่างก่อนวิ่งตึงตังขึ้นห้องตัวเองที่อยู่ชั้นบนและถึงแม้ประตูห้องจะปิดลงแล้วแต่เสียงโวยวายและเสียงทำลายข้าวของก็ยังดังลอดมา 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่บทสนทนาจบลงแบบนี้ แม่ไล่ผมออกจากบ้านทุกครั้งที่พวกเราทะเลาะกัน ไม่ใช่สิ พวกเราไม่เคยพูดจากันดีๆ ได้เกิน 2 ประโยคเลยด้วยซ้ำ 

แม้อยากจะออกจากบ้านนี้มากแค่ไหนแต่ผมก็ยังอยากมีอนาคตที่ดี อย่างน้อยก็อยากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย 

 

เช้าวันต่อมาหลังจากคืนฝนตกแดดแรงเป็นพิเศษ ผมจำต้องสวมรองเท้าชุ่มๆ ไปโรงเรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เชื่อเถอะว่าวันนี้นอกจากถูกล้อเรื่องแม่กับพ่อคงถูกล้อเรื่องรองเท้าเหม็นรวมถึงเรื่องหน้าที่บวมปูดด้วย 

นอกจากแดดแรงเป็นพิเศษแล้ว ผมรู้สึกว่าบรรยากาศในซอยยังดูวุ่นวายเป็นพิเศษ 

ผมไม่ได้ตั้งใจเดินตามเสียงไป แต่บังเอิญว่าเสียงเกิดจากจุดที่ผมต้องเดินผ่านไปยังป้ายรถเมล์หน้าปากซอย 

เสียงหวอรถพยาบาลหรืออาจจะเป็นรถกู้ภัยค่อยๆ ดังขึ้นตามระยะห่างที่ลดลง ผมเห็นผู้คนมากมายยืนมุงอะไรบางอย่างอยู่ตรงกระท่อมกลางซอย ยิ่งเดินใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าถูกสายตาของผู้คนหันมามองทีละคู่สองคู่จนกลายเป็นจุดสนใจในที่สุด 

หัวใจของผมเต้นแรง ท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนจะอาเจียนออกมาให้ได้เมื่อนึกไปว่าเมื่อคืนผมเจอพ่อที่นี่ เขากับวัยรุ่นขี้ยาคนอื่นๆ นอนเอกเขนกอยู่ในกระท่อมนี้ตอนที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก 

“ป๋าย นั่นพ่อรึเปล่า” ป้าร้านข้าวหมูแดงเข้ามาถึงตัวก่อนใคร เธอจับข้อมือผม จับจูงผมที่อยู่ๆ ก็ไร้เรี่ยวแรงตรงไปยังร่างหนึ่งซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีขาว 

ชายเสื้อฮาวายสีแดงที่โผล่พ้นผ้าขาวทำให้ผมแทบลืมวิธีหายใจ อย่างยิ่งยามที่ผ้าขาวถูกเปิดออกให้เห็นใบหน้าซีดเผือดของคนที่ไม่มีลมหายใจแล้วผมก็ยิ่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร อยากร้องไห้แต่น้ำตาก็ไม่ยอมไหลออกมา มีเพียงก้อนสะอื้นที่ขึ้นมาจุกบริเวณลำคอทำให้ไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดออกไปได้ 

“ป๋ายขึ้นรถไปกับพ่อ” ป้าร้านข้าวหมูแดงสะกิดผมที่สติหลุดไปแล้วแต่ผมก็ส่ายหน้าปฏิเสธก่อนทรุดกายนั่งลงบนพื้น 

รถกู้ภัยวิ่งห่างออกไป เช่นเดียวกับไทยมุงที่เมื่อสิ้นภารกิจก็ต่างพากันสลายตัว กระท่อมกลางซอยกลับมาเงียบเหงาอย่างเคย เหมือนกับความรู้สึกว่างเปล่าที่กำลังขยายตัวอยู่ภายในร่างกายของผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับความสูญเสียที่แท้จริง 

จริงอยู่ว่าผมไม่ได้ผูกพันกับพ่อมากนัก เพราะพวกเขาเลิกรากันตั้งแต่ผมยังเด็ก และภาพจำของพ่อที่ผมมีก็คือไอ้ขี้เหล้าที่ชอบตบตีแม่ ชอบทำลายข้าวของ เป็นไอ้ขี้ยาที่ขโมยของคนในตลาดไปทั่วจนเขาเอือมระอากันไปหมด 

ทว่า...เมื่อการสูญเสียมาเยือนก็อดรู้สึกเศร้าโศกไม่ได้จริงๆ 

ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางสายเลือด 

 

โลกที่ไม่มีพ่อไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย พวกเรายังคงใช้ชีวิตปกติ ผมยังตื่นเช้าไปโรงเรียน ถูกเพื่อนล้อก็ต้องอดทนด้วยกลัวอาจารย์ไล่ออกก่อนเรียนจบ ตอนเย็นก็เตร็ดเตร่ไปทั่วจนดึกดื่นค่อยกลับบ้านเพราะไม่อยากเห็นแม่พะเน้าพะนอเอาใจเสี่ยไพบูรณ์ 

ผมใช้ชีวิตอย่างอดทนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และพิธีจบการศึกษาก็มาถึง เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยมสิ้นสุดลงผมจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ 

ฝันของผมสวยงาม แต่เพราะเป็นไอ้ป๋ายรึเปล่านะทางเดินมันถึงได้เต็มไปขวากหนาม ทำอะไรก็ไม่ค่อยราบรื่นซักเท่าไหร่ 

เสียงแรกที่ได้ยินตอนที่เปิดประตูเข้าบ้านมาคือเสียงดังเพล้ง 

แม่เมาอาละวาดอีกแล้วแน่ๆ แต่เมื่อเหลือบเห็นรถของเสี่ยไพบูรณ์ที่จอดอยู่ในโรงรถจึงตระหนักได้ว่าเสียงนั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากแม่ 

“มึงกล้าขัดใจกูเหรออีตอง” 

“หยุดนะเสี่ย หนูเจ็บ อย่าทำหนูเลย” เสียงขอร้องอ้อนวอนของแม่ดังขึ้น ผมรีบปรี่ไปกระชากประตูบ้านจนมันเปิดออกและภาพเสี่ยไพบูรณ์ที่กำลังจับหัวแม่ผมโขกกำแพงก็ทำให้ผมโกรธมาก กระเป๋าถูกโยนไปทาง ดอกไม้ที่ได้มาตอนพิธีจบการศึกษาถูกโยนไปทางก่อนผมจะกระโดดถีบเสี่ยจนร่างอ้วนลงพุงล้มลง ผมตั้งใจเข้าไปซ้ำแต่ก็ถูกแม่กอดเอวไว้ 

“อย่าป๋าย อย่าทำเสี่ย” 

“มันตีแม่นะ” ผมตวัดสายตาไม่พอใจไปมองแม่พลางชี้นิ้วสั่นๆ จากความโกรธไปยังไอ้เสี่ย 

“ไม่เป็นไร แม่ไม่เจ็บ” 

ไม่มีทาง! ผมมุ่นคิ้วมองแม่ที่ยังกอดเอวผมแน่น ดวงตาของแม่บวมปูดมีรอยช้ำ มุมปากแตกมีเลือดสีแดงสดไหลออกมา แก้มขึ้นสีแดงจัดเป็นรอยฝ่ามือ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แถมตามเนื้อตัวยังมีรอยช้ำอีกนับไม่ถ้วน 

“แม่ พอได้แล้วน่า เลิกกับมันเถอะ ป๋ายจบม.ปลายแล้ว ป๋ายไม่เรียนต่อก็ได้ ป๋ายจะหางาน หาเงินเลี้ยงแม่เองนะ” ผมขอร้องแม่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้จะโกรธแม่มากที่ไม่เคยให้ชีวิตที่ดีกับผมแต่อย่างน้อยเธอก็คือแม่ และถ้าแม่เลือกผม ผมสัญญาเลยว่าจะดูแลแม่เป็นอย่างดีเท่าที่ลูกคนนึงจะทำได้ 

“หาเงินเหรอ?” ในน้ำเสียงแม่เต็มไปด้วยความดูแคลนซึ่งทำให้ความมุ่งมั่นของผมพังทลายลงในพริบตา “น้ำหน้าอย่างแกจะหาเงินได้ซักเท่าไหร่กันเชียว” 

ถ้าแม่เชื่อใจผมซักนิด บางทีในอนาคตพวกเราอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่แม่เชื่อใจคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง 

“แม่เลือกมันใช่มั้ย” 

แม่จ้องผมเขม็งโดยไม่มีคำตอบให้ นั่นก็ไม่ต่างจากการตอบว่า ‘ใช่’ หรอกมั้ง 

“ถ้าแม่มึงไม่เลือกกูมันจะเอาอะไรแดก” เสียงเสี่ยไพบูรณ์ดังอยู่ด้านหลังและไม่นานหลังจากนั้นมันก็เข้ามาถึงตัวแม่ อีกครั้งที่เส้นผมของแม่ถูกกระชาก ทว่าครั้งนี้ผมไม่คิดจะเข้าไปห้าม 

ผมยืนมองแม่ถูกเสี่ยจับโยนลงบนพื้นเหมือนผักเหมือนปลาอย่างนึกสมเพชก่อนจะหันไปจ้องเสี่ยตรงๆ เป็นครั้งแรก 

“ถ้ามึงยังไม่หยุดทำร้ายแม่กู กูจะแจ้งตำรวจ” 

“คิดว่าตำรวจจะกล้าจับคนอย่างเสี่ยไพบูรณ์เหรอ ลื้อมันยังเด็ก เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็กไปอย่ามาสอดรู้เรื่องของผู้ใหญ่” 

“งั้นก็ลองดู กูอยากรู้เหมือนกันว่าหลักฐานคาตาขนาดนี้ตำรวจยังจะปล่อยมึงไปจริงๆ เหรอ” ผมท้าทายพลางล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมากด 191 และสัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงครั้งเดียวหลังมือข้างที่จับมือถือก็ถูกฟาดแรงๆ จนมือถือร่วงลงบนพื้น 

คนที่ปรี่เข้ามาฟาดผมคือแม่ แม่ที่ผมกำลังพยายามปกป้องจากมารร้ายในคราบคนรวย 

หลังมือที่ถูกตีก็เจ็บแต่เชื่อเถอะว่าหัวใจของผมเจ็บมากกว่า 

“ป๋ายกำลังปกป้องแม่นะ” 

“ฉันไม่ต้องการ แกจะไปไหนก็ไปเลยไป อย่ามายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่” 

“นี่คือสิ่งที่แม่เลือกใช่มั้ย” 

“ใช่ แล้วแกจะทำไม” 

“แม่รู้มั้ยว่าคนที่ตลาดพูดถึงแม่ยังไง เขาบอกว่าแม่หน้าเงิน อยากได้เงินจนยอมทำทุกอย่าง ยอมทำตัวผิดศีลธรรม ยอมเป็นเมียน้อยไอ้เสี่ยหื่นกาม ป๋ายรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องจริง แต่ป่ายก็พยายามคิดว่าที่แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อป่าย ตอนนี้ป่ายรู้แล้วว่าทั้งหมดไม่ใช่เพื่อป๋ายเลย แม่ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อตัวเองมาตลอด” 

“ทำไมฉันต้องทำเพื่อเด็กที่เกิดมาแล้วทำให้ชีวิตฉันพังด้วย” แม่แค่นหัวเราะ ขณะเดียวกันนั้นผมก็พยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจ ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งทำให้ตัวเองเจ็บปวด เมื่อในแววตาของแม่ไม่มีความรู้สึกผิดซุกซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย 

“ถามจริงเลยนะ เคยมีซักครั้งมั้ยที่แม่รู้สึกว่าดีจังที่มีป๋ายอยู่บนโลกใบนี้” 

แม่นิ่งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะแบบที่ผมไม่เข้าใจ “แทนที่จะเอาแต่ตั้งคำถาม แกควรจะขอบคุณฉันนะที่เอาแกไว้และเลี้ยงแกจนโตมาขนาดนี้ ทั้งที่ใครๆ ก็บอกว่าแกจะมารหัวขน จะทำให้ชีวิตฉันลำบาก ถ้าฉันย้อนเวลากลับไปได้ฉันไม่เอาแกไว้หรอก ทั้งแก ทั้งพ่อขี้ยาที่เพิ่งตายห่าไปของแก กูจะทิ้งแม่งให้หมดเลย” 

“แม่...” ผมเรียกแม่ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวัง สิ้นหวังที่อัดแน่นในอกจนพูดไม่ออก 

ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ ขอบตาของผมร้อนผ่าวเหมือนคนจะร้องไห้แต่น่าเสียดายที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว 

“ขอโทษแล้วกันที่ป๋ายทำให้ชีวิตแม่พัง” 

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมทิ้งไว้ให้แม่ในฐานะลูกชาย 

ผมเก็บเสื้อผ้าอันน้อยนิดกับเอกสารส่วนตัวใส่กระเป๋าเป้ใบเล็กก่อนออกจากบ้านมาพร้อมกับเงินเก็บไม่กี่พันบาทที่ได้จากการช่วยงานในร้านขนมหน้าตลาด 

กระทั่งตอนผมกำลังจะออกจากบ้านภาพสุดท้ายของแม่ก็ยังเป็นภาพที่แสนสะอิดสะเอียน 

ถ้าไม่มีผมซักคนพวกเขาคงได้ทำอะไรอย่างใจต้องการทั่วบ้านหลังนั้นได้ทุกเวลา 

ครืนนนนน 

เมฆฝนสีดำกลุ่มใหญ่ลอยอยู่เหนือหัวราวกับมารับผมไปสู่อิสระ ร่มที่ผมเคยยัดใส่มือพ่อในคืนก่อนที่เจ้าตัวจะช็อกตายเพราะฤทธิ์ยาเสพติดถูกกางออก 

สุดท้ายก็มีเพียงตัวผมที่สามารถเป็นที่พึ่งให้ตัวผมได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากรู้ว่าความรู้สึกยามมีใครซักคนช่วยกางร่มให้ตอนฝนตกเป็นอย่างไร 

หวังว่าก่อนตายผมจะได้เจอกับคนนั้น คนที่ทำให้ผมลืมความโดดเดี่ยวไปจนหมดสิ้น 

 

TBC. 

'ผมจากไป...' เราเขียนไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 จริงๆ ก็เขียนเรื่อยมาเลยค่ะ 

เขียนใกล้จะจบแล้วด้วย แต่มีเรื่องราวมากมายประเดประดังเข้ามา 

เรื่องนี้ก็เลยค้างคามาจนถึงตอนนี้ 

แต่ นี่ก็ปลายปี 2564 เข้าไปแล้ว ตั้งใจว่าคราวนี้จะอัปจนจบให้ได้เลยค่ะ 

ถึงจะมีนักอ่านอยู่เป็นเพื่อนเราแค่น้อยนิด ก็ยังจะมาอัปเรื่อยๆ เลย 

เพราะอยากเห็นป๋ายมีความสุขเหมือนคนอื่นเค้า 

แจ๊ส :) 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว