email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 บุรุษหน้าขาว

ชื่อตอน : บทที่ 2 บุรุษหน้าขาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 290

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2563 10:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 บุรุษหน้าขาว
แบบอักษร

บทที่ 2 

 

บุรุษหน้าขาว 

 

 

ไฉ่ไฉ่เงยหน้ามองดวงดาวทอดถอนใจอีกคราด้วยความผิดหวัง ถงถงเอ่ยว่าให้นางเดินตามดวงดาวมา นางก็เดินตามดวงดาวมาแล้ว ไหนเล่าภูตกระต่ายหรือภูตหนูดินที่แสนน่ารัก... บุรุษหน้าขาวน่าเอ็นดู ผิวกายเนียนนุ่มนิ่ม เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจยิ่งนัก... 

ไฉ่ไฉ่เมื่อนึกถึงบุรุษหน้าขาวขึ้นมาก็เหมือนกลืนยาลูกกลอนเพิ่มพลัง นางหยัดกายขึ้นดีดตัวทะยานไปนั่งบนกิ่งไม้สูง ดวงตาหลุบมองบึงน้ำกว้างใหญ่ที่ไม่อาจมองเห็นต้นสายปลายบึงได้ อสูรในเขาฉางกู่ยังไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ย่อมต้องใช้ชีวิตไม่ต่างจากสัตว์ธรรมดาในโลกมนุษย์ ต้องดื่มต้องกิน ต้องออกล่า ต้องหวาดกลัวหากนางปักหลักรอภูตตัวน้อยมาดื่มน้ำริมบึง บางทีนางอาจจะเจอภูตน้อยน่ารักสักตน แม้เขาจะยังไม่มีร่างมนุษย์แต่หากได้ของบำรุงสักหน่อย การมีร่างมนุษย์ก็หาใช่เรื่องยาก... 

คิดได้เช่นนี้ก็ปักหลักเอนหลังพิงกับต้นไม้ สองเท้าห้อยต่องแต่งแกว่งไปมา ขยับยุกยิกไปมาก็รู้สึกว่านั่งไม่ค่อยสบายนัก พยายามเอนกายสับเปลี่ยนท่านั่งอยู่นานสองนานจนพบปัญหา ปัญหาที่นางนั่งไม่สบายนั้นไม่ได้อยู่ที่ท่านั่งแต่กลับเป็นหลังนางต่างหากเล่า... 

มือบางลูบหลังตนเองปอยๆ ย้อนคิดกลับไป คนผู้นั้น... แข็งแกร่งมาก ทั้งยังดุดันไร้เหตุผล นางไม่ได้ตั้งใจแท้ๆ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเขาแฝงตัวอยู่ในบึงน้ำ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดสิ เขาไม่เข้าใจในตรรกะง่ายๆ เช่นนี้หรือไร ใจแคบยิ่ง ใจแคบเพียงนี้บรรลุจนมีร่างมนุษย์ได้อย่างไร ทั้งยังแข็งแกร่งไม่ธรรมดา 

มิใช่ถงถงเอ่ยบอกหรอกหรือว่าในเขาฉางกู่คนที่เก่งกาจกว่านางนั้นแทบไม่มี แม้จะรู้ว่าในโลกนี้ย่อมมีเสือหมอบมังกรซ่อนแต่นางมาครั้งแรกวันแรกก็เจอคนผู้นั้น ดวงซวยจริงๆ เลย! ยามที่ก้าวเท้าออกจากตำหนักซือชิงนางลืมดูปฏิทินหรือว่าก้าวเท้าผิดข้างกันนะ

ไฉ่ไฉ่ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ มือหักกิ่งไม้ด้านข้างมาตวัดฟาดตีอากาศตรงหน้าดั่งจะระบายความหงุดหงิดที่ผุดขึ้น แม้แต่ถงถงที่เป็นเซียนของตำหนักซือชิงยังไม่เคยดุนางสักครั้ง แล้วเขาเป็นใครกันเล่าถึงกล้าดุนาง! 

แม้เขาจะแข็งแกร่งแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบเท่าผู้ที่บรรลุเป็นเซียนได้ นางจะตบะอ่อนด้อยไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าถงถง แต่นางมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ ถงถงของนางมีกำปั้นใหญ่กว่าคนใจแคบผู้นั้นแน่นอน หากนางได้บุรุษหน้าขาวเป็นของตนเองแล้ว นางจะฟ้องถงถง อย่างน้อยก็ขอให้นางใช้รองเท้าตีเขาคืนสักครา...

ไฉ่ไฉ่หลุบตามองรองเท้าปักของตนที่ไหวไปตามการแกว่งของเท้า แม้แต่ยามนี้นางก็ยังไม่ได้สวมรองเท้าให้เรียบร้อย ครุ่นคิดมองรองเท้าด้วยความสงสัย ก่อนจะตัดสินใจยกเท้าขึ้นหยิบรองเท้าที่สวมไว้ลวกๆ ขึ้นถือไว้ในมือ

ไฉ่ไฉ่ดวงตามองรองเท้า มองลายปักลายสายน้ำด้วยความมุ่งมั่น ย่นจมูกเล็กน้อยก่อนยื่นหน้าให้ไปใกล้สูดดมกลิ่นรองเท้าตนเองอย่างใคร่่รู้ นางสูดจมูกฟุดฟิดปลายจมูกขยับยุกยิกไปมา มัน... ก็ไม่ได้เหม็นนี่... 

แสงแดดสาดส่องผ่านแมกไม้ ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสูงท้องฟ้าอย่างช้าๆ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนแทนที่ดวงจันทร์ขับไล่ความมืดมนและความเหน็บหนาวยามค่ำคืน ไฉ่ไฉ่ยังคงมุ่งมั่นชะเง้อชะแง้คอมองพยายามหาอสูรตัวน้อยสักตัวที่มาดื่มน้ำริมบึง 

ไฉ่ไฉ่ที่นั่งจ้องตั้งแต่เช้าร่างกายก็ค่อยๆ เอนไหล จากนั่งเอนพิงต้นไม้ก็เปลี่ยนเป็นนอนคว่ำพังพาบราบกับกิ่งไม้ ดวงตายังคงจ้องมองริมบึงไม่วางตา ไฉนการหาหนุ่มน้อยหน้าขาวสักคนถึงได้น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้กันนะ ไม่มีอสูรตนใดคิดจะมาดื่มน้ำในบึงบ้างหรือไร

ไฉ่ไฉ่ยังคงปักหลักอยู่ที่บนกิ่งไม้ท่อนหนาแข็งแรงดังเดิมนอนแล้วก็นั่ง นั่งแล้วก็นอนวันหนึ่งผ่านไปนางก็ยังคงเฝ้ารอวาดหวังถึงบุรุษหน้าขาวที่นางต้องการ เขาต้องมีใบหน้างดงามน่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงรูปร่างเรียวบาง ดวงตากลมโตฉ่ำวาวงดงาม นิ้วมือต้องเรียวยาวไม่คดงอ ผิวพรรณเนียนนุ่มละมุ่นมือ น้ำเสียงต้องไพเราะหากดีดพิณหรือขับร้องได้นางจะยินดียิ่ง 

ไฉ่ไฉ่เฝ้ารอตั้งแต่เช้าจรดค่ำตั้งแต่ดวงตะวันทอแสงจนตะวันดับแสง ตั้งแต่แสงจันทร์สาดส่องจนแสงจันทร์จางหายแทนที่ด้วยแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า นางก็ยังคงไม่เห็นแม้แต่นกสักตัวบินผ่าน

ผ่านไปจนวันที่สองบุรุษหน้าขาวปากแดงคุณสมบัติเหลือล้นเปี่ยมด้วยความงดงามน่าเอ็นดูของนางยามนี้ก็เหลือเพียงภูตกระต่ายน่าเอ็นดูสักตนหากย่ำแย่หน่อยก็ขอเป็นอสูรที่ฉลาดเฉลียวก็ได้ไว้นางจะไปเฝ้าเลี้ยงดูเอง เฝ้ารออยู่สองวันอย่าว่าแต่นกเลยแม้แต่แมลงสักตัวก็ไม่เห็น 

จวบจนวันที่สามบุรุษหน้าขาวปากแดง หรือกระต่ายสักตัวนางก็อะลุ้มอล่วยยืดหยุ่น ขอเพียงมีอสูรสักตัวมากินน้ำ นางก็จะหลับตาข้างลืมตาข้างมองเขาเป็นบุรุษหน้าขาวของนางก็แล้วกัน สองมือบางประกบเข้าหากันพร้อมทั้งถูไปถูมา หลับตาลงตั้งมั่นอธิษฐานด้วยจิตอันแรงกล้า เฝ้าอ้อนวอร้องขอให้มีอสูรสักตนผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ แต่นางไม่ใช่คนเรื่องมากไม่ขอกระต่ายก็ได้ แต่อย่างน้อยถ้าเป็นอสูรก็ขอให้เขาตัวเล็กหน่อยนางจะได้หิ้วเขากลับตำหนักซือชิงได้ 

พลันเสียงซ่อกแซ่กก็เกิดขึ้น ไฉ่ไฉ่ที่ได้ยินพลันหูผึ่งขึ้นมาทันที สองมือยิ่งถูกันเร็วขึ้นโน้มคำนับฟ้าดินหลายๆ คราด้วยท่าทางร่าเริง เป็นสวรรค์เห็นใจนาง! ไฉ่ไฉ่ยังคงแอบซ่อนหมอบอยู่บนกิ่งไม้สูงเฝ้ามองบุรุษหน้าขาวของนางอย่างเฝ้ารอ ไม่นานนักไฉ่ไฉ่ก็เห็นบุรุษของนางกำลังกระโดดดึ๋งๆ ไปกินน้ำริมบึง... 

กะพริบตาปริบๆ มองกระต่ายสีน้ำตาลตัวน้อยกำลังหยุดอยู่ริมบึง ไฉ่ไฉ่หรี่ตาลงกึ่งหนึ่งเพ็งมองว่ากระต่ายตัวนั้นเป็นบุรุษของนางจริงๆ หาใช่สตรีของนาง... 

นางหรี่ตาพยายามมองไปยังหว่างขาของกระต่ายตัวน้อยที่เต็มไปด้วยขนปุกปุย เอียงคอซ้ายขวาชะเง้อมองอยู่นานก็พบสิ่งที่นางตามาหา... เจ้าลูกกลมๆ สองอัน ใต้ก้อนหางปุกปุย ระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก เอาเถอะๆ นางนำเขาไปเลี้ยงไว้ก็ได้ หากเลี้ยงเขาให้ดีๆ สักหน่อยไม่นานนักก็คงมีร่างมนุษย์ รู้สึกว่าโลกมนุษย์ก็มักจะเลี้ยงเด็กหญิงรอวันที่นางเติบโตเหมาะสมก็จะให้เป็นสะใภ้ของบุตรชาย หากนางจะเลี้ยงเขาเพื่อเป็นสามีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ไฉ่ไฉ่ครุ่นคิดทบทวนอย่างละเอียดรอบคอบก็พยักหน้าหงึกหงักชมเชยตนเองในใจว่าฉลาดเฉลียวไปสองรอบ พลิกกายลุกขึ้นนั่ง ในยามที่นางขยับลุก รองเท้าที่เกาะเกี่ยวสวมไว้เพียงแค่ปลายเท้าก็พลันร่วงหล่นจากกิ่งไม้สูงกระทบกับกิ่งไม้เล็กใหญ่และพุ่มไม้อยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตกกระทบพื้น เสียงที่เกิดขึ้นนั้นทำให้กระต่ายสีน้ำตาลตัวน้อยริมบึงนั้นตื่นตระหนก

“ เจ้าหนุ่มหน้าขาว! ”

ไฉ่ไฉ่ตะโกนร้องเสียงดังเมื่อเห็นหนุ่มหน้าขาวของนางกระโดดดึ๋งหนีไปด้วยความตกใจ นางทะยานกายลงจากกิ่งไม้สูงไปหยุดอยู่ริมบึง มองเจ้าหนุ่มหน้าขาวกำลังกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็วโดยที่นางไม่อาจคว้าจับตัวเขาไว้ได้ทัน

“ สามี! ”

นางยังคงตะโกนเรียกกระต่ายสีน้ำตาลตัวนั้นที่หายลับไปไกล เผ่าพันธุ์กระต่ายนั้นค่อนข้างตื่นตกใจง่ายและขี้กลัวนางเผลอทำให้ตกใจไปเสียแล้ว ไฉ่ไฉ่ยืนเกาหัวแกรกๆ เอาเถอะไม่เป็นไร นางยังพอตามรอยของเขาได้... 

ยามที่ก้าวเดินก็เพิ่งรับรู้ก้มมองเท้าตนเองที่ข้างหนึ่งสวมรองเท้าส่วนอีกข้างนั้นเหลือแต่เพียงถุงเท้า แต่อื่นใดนางต้องหารองเท้าตนเองให้พบก่อนหาบุรุษหน้าขาว... 

ไฉ่ไฉ่ถอนหายใจยาวค่อยๆ เดินกระหย่องกะแหย่งมุ่งไปยังริมป่าเพื่อค้นหารองเท้าที่ทำหล่นไว้ ไฉ่ไฉ่ก้าวเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวแผ่นหลังก็สัมผัสได้ถึงสายลมวูบวาบไม่ทันให้นางได้ตั้งตัวเส้นผมของนางก็ถูกรวบดึง ร่างกายที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักทันที ศีรษะเชิดหงายเงิบไปตามแรงที่ดึงรั้ง

“ รนหาที่ตายใช่หรือไม่ ”

อู๋เซียวรวบฝ่ามือกำเส้นผมของนางให้แน่นขึ้นพร้อมดึงเข้าหาตัว

“ อะ โอ๊ย... เจ็บๆ ”

ไฉ่ไฉ่ร้องโอดโอยออกมามือหนึ่งพยายามเยื้อเส้นผมของตนเองกลับคืนมา 

“ รู้ความผิดของตนเองหรือไม่! “

เขาเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียมดวงตาเต็มไปด้วยความดุดัน เห็นสตรีที่กำลังส่ายหัวไปมาก็เอ่ยตอบทันที

“ นกเป็ดน้ำคู่นั้นเจ้าก็ทำให้มันหนีไป กระต่ายตัวนั้นเจ้าก็ทำให้มันหนีไป รู้หรือไม่ข้าเฝ้ารออสูรมาดื่มน้ำริมบึงนานเท่าใดแล้ว ”

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ก็ลอบย่นหน้าเอ่ยเสียงอ่อยออกมา 

“ ท่านบำเพ็ญเพียรจนมีร่างมนุษย์ ไม่ต้องดื่มไม่ต้องกินก็อยู่ได้แล้วไยยังต้องออกล่าอสูรเหล่านั้นด้วยเล่า ”

“ แต่เดิมข้าเป็นนักล่าต่อให้มีร่างมนุษย์แล้วอยากจะออกล่า อยากจะฉีกเนื้อหนังกระชากหนัง ดื่มเลือดอาบโลหิต แล้วจะทำไมกัน ”

อู๋เซียวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แรงที่จับเส้นผมนางเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง 

“ เจ้าทำอาหารของข้าหนีไปถึงสองครั้งสองครา คิดจะรับผิดชอบอย่างไร ”

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ขนอ่อนก็พากันลุกชันขึ้นมา เขาไม่คิดจะกินนางแทนนกเป็ดน้ำหรือกระต่ายหรอกใช่หรือไม่ ละล่ำละลั่กเอ่ยออกมาทันที

“ ข้ากำเนิดจากสุรา ไม่มีเลือดอันอบอุ่นหรือเนื้อหนังอันนุ่มนิ่ม กินข้าไม่อร่อยหรอก คนเราไม่ทำผิดซ้ำสามท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ปล่อยข้าไปเถอะนะ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าเรียนรู้แล้ว... ”

“ ข้าเป็นคนใจคอคับแคบ ทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว ”

อู๋เซียวสะบัดฝ่ามือออกจากกลุ่มผมที่ดึงรั้งไว้ หมุนกายกลับเดินลงไปยังบึง เอ่ยออกมาเรียบๆ 

“ คิดว่าหนีพ้นก็หนีไป แต่หากไม่พ้นข้าจะตีขาเจ้าให้หักแล้วลากกลับมา ”

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ตัวก็สั่นสะท้านกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งเป็นผง ค่อยๆ หมุนกายกลับมองแผ่นหลังกว้างขวางของคนผู้นี้ที่กำลังเดินลงบึงน้ำไป นางเม้มปากเล็กน้อย นางกลัว... คนผู้นี้ป่าเถื่อนทั้งยังดุร้ายใจแคบ ดูจากอารมณ์ของเขาแล้วจะต้องเดือดดาลมากแน่หากนางไม่เชื่อฟัง 

นางเม้มปากเล็กน้อยก้าวเดินตามเขาลงไปยังบึงน้ำด้วยฝีเท้ากล้าๆ กลัว หัวสมองก็วิ่งวุ่นเค้นความคิดเพื่อหนีเอาตัวรอดโดยไม่ตายไปเสียก่อน... 

“ เร็ว ”

ไฉ่ไฉ่ได้ยินเช่นนี้ก็ไม่อิดออดอีกรีบก้าวเดินเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็วดุจติดปีกไว้ที่ฝ่าเท้า ใช้หางตาพยายามลอบมองบุรุษตรงหน้า แต่เพียงแค่เหลือบตามองนางก็ดึงสายตากลับมาด้วยความกลัวอีกครา คนผู้นี้ชมชอบหรือไม่ชอบชมอะไรนางยังไม่รู้ หากเผลอทำอะไรขัดใจเขาเข้านางคงไม่ถูกเขาหักจนตัวขาดเป็นสองท่อนใช่หรือไม่... 

ไฉ่ไฉ่มองเขาที่ก้าวเดินลงบึงน้ำ ยามที่เท้าของเขาแตะสัมผัสกับน้ำในบึงก็เหมือนมีฟองอากาศล้อมรอบจึงทำให้น้ำในบึงไม่อาจเล็ดลอดทำให้อาภรณ์สีน้ำตาลตุ่นๆ ของเขาต้องเปียกปอน ไฉ่ไฉ่ที่เห็นเขาไม่เปียก ในใจก็ลอบโล่งอกกระโดดลงบึงน้ำไปด้วยความห้าวหาญ 

เสียงตูมใหญ่เกิดขึ้นทำให้ผิวน้ำสั่นเป็นระรอกคลื่น อู๋เซียวหันหลังกลับมองสตรีที่กำลังตีแขนตีขาอยู่ในน้ำด้วยท่าทางทุกข์ทรมานก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายแฝงไว้ด้วยความรำคาญใจ วาดแขนออกไปข้างกายร่างกายของไฉ่ไฉ่ที่กำลังทุรนทุรายอยู่ในน้ำก็พุ่งเข้ามายังฟองอากาศ เอ่ยเรียบๆ ออกมาคำหนึ่ง

“ โง่เง่า ”

ไฉ่ไฉ่ยามนี้ไม่สนใจแล้วว่าเขาจะเอ่ยว่าอะไร นางสำลักไอค่อกแค่กจนหน้าแดงหูแดง น้ำตาเอ่อคลอไหลออกจากเบ้าตา พยายามไอเอาน้ำที่ไหลเข้าจมูกและปากออกออกมา 

อู๋เซียวส่ายหัวน้อยๆ ใบหน้าเบื่อหน่ายเต็มที มองดูตำหนักใต้บึงที่อยู่ไม่ไกลเท่าใดนักก่อนปรายตามองสตรีผู้นี้ ขมวดคิ้วครุ่นคิด นางเป็นภูตสุราย่อมต้องแตกฉานในสุราทั่วหล้าใช่หรือไม่... 

ความคิดเห็น