email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 บึงหลู่กู๋

ชื่อตอน : บทที่ 1 บึงหลู่กู๋

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 399

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2563 21:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 บึงหลู่กู๋
แบบอักษร

บทที่ 1 

 

 

บึงหลู่กู๋ 

 

 

 

 

ในยามค่ำคืนดวงจันทร์สีเหลืองนวลกระจ่างตาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำแห่งบึงหลู่กู๋ บึงหลู่กู๋มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาฉางกู่

 

 

เขาฉางกู่นั้นเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรน้อยใหญ่ บ้างก็บำเพ็ญจนสามารถมีร่างมนุษย์ บ้างก็ยังคงเป็นสัตว์อสูรอยู่ดังเดิม ยามใดที่บำเพ็ญจนมีร่างมนุษย์ อสูรเหล่านั้นก็จะมักย้ายถิ่นฐานเข้าไปพำนึกในพนาอสูร เปรียบดังเขาฉางกู่นั้นเป็นเพียงแค่ชานเมือง หากอยากแสวงหาความก้าวหน้าก็ต้องมุ่งเข้าสู่เมืองหลวง น้อยนักที่จะยอมย่ำอยู่ที่เดิม

 

 

ไฉ่ไฉ่ที่เหน็ดเหนื่อยมาหลายชั่วยามสัมผัสได้ถึงไอเย็นและความสดชื่นของสายน้ำทั่วร่างก็พลันสดชื่น ร่างบางก้าวเดินไปตามอากาศเย็นชื้นที่สัมผัสถึง มองดูความงดงามของบึงน้ำตรงหน้ามุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นแสงของดวงจันทร์สะท้อนกับคลื่นน้ำส่องประกายระยิบระยับส่องประกายงดงาม กลิ่นหอมของมวลบุปผาอบอวลรอบด้าน นางนั่งลงริมขอบบึงถอดถุงเท้าออกจุ่มเท้าแช่น้ำ ผ่อนลมหายใจยาวนั่งมองบรรยากาศรอบด้านด้วยความผ่อนคลาย

 

 

แม้เขาฉางกู่จะมีอสูรชั้นสูงและดุร้ายมากมายแต่น้อยนักที่จะสามารถบำเพ็ญจนมีร่างมนุษย์ได้ หากมีร่างมนุษย์แล้วก็มักจะไม่ย่ำอยู่ที่เดิมพากันโยกย้ายไปยังพนาอสูรเพื่อฝึกฝนซึมซับไอธรรมชาติที่เข้มข้นขึ้น เลื่อนขั้นเป็นเซียน แม้นางจะไม่ได้เก่งกาจมากฝีมือแต่หากให้เทียบกับอสูรตนอื่นๆ ในเขาฉางกู่ นางที่สามารถบำเพ็ญจนมีร่างมนุษย์แล้วก็พอสามารถรับมือกับอสูรดุร้ายได้จึงกล้ามานั่งผ่อนคลายสบายใจริมน้ำเช่นนี้

 

 

ไฉ่ไฉ่ใช้ฝ่าเท้าตีน้ำเล่น มองคู่นกเป็ดน้ำขนหลากสีที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในบึงด้วยแววตาอ่อนโยน ยามที่เห็นนกเป็ดน้ำตัวหนึ่งใช้จงอยปากไซ้ขนที่แตกออกให้กับคู่ของมันเห็นแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง นางถอนหายใจยาวออกมาด้วยความอึดอัดใจ สหายสนิทที่สุดยามมีรักก็หลงลืมสหายเช่นนาง น่าน้อยใจนัก พลันจิ๊ปากส่ายหัวไปมาด้วยเหนื่อยหน่าย พลันความเอ็นดูก็แปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้

 

 

“น่ารำคาญนัก ไปพลอดรักกันไกลๆ ได้หรือไม่ ข้าหนีจากถงถงมาแล้วยังต้องเจอพวกเจ้าอีกหรือ!”

 

 

ไฉ่ไฉ่เอ่ยวาจาลอดเร้นไรฟัน หันซ้ายหันขวาก็ไปคว้าก้อนหินริมบึงขว้างใส่เป็ดน้ำคู่รักด้วยความขัดหูขัดตา เมื่อที่ก้อนหินกลมเกลี้ยงลอยละลิ่วจากฝ่ามือบางไปกระทบกับผิวน้ำใกล้ๆ กับเป็ดน้ำคู่รักก็ทำให้มันส่งเสียงร้องด้วยความแตกตื่น ยามที่นกเป็ดน้ำสองตัวขยับปีกทะยานกายบินหนีด้วยความตกใจก็เป็นเวลาเดียวกับขากรรไกรอันทรงพลังของจระเข้โผล่พ้นขึ้นจากผิวน้ำ มันอ้าปากงับได้แต่เพียงความว่างเปล่า

 

 

ไฉ่ไฉ่เลิกคิ้วขึ้นมองดวงตาสีเหลืองเขียวที่สะท้อนอยู่ใต้ผิวน้ำ นางก็ย่นคอเล็กน้อย รีบหดเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กลัวช้าไปกว่านี้สักนิดเท้านางจะหายไป

 

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ อย่ามองข้าเช่นนั้น...”

 

 

ไฉ่ไฉ่เอ่ยเสียงอ่อนพร้อมย่นหน้า เมื่อเห็นจระเข้ตัวใหญ่ว่ายใกล้เข้ามา ยิ่งเห็นดวงตาวาววับสีเหลืองอมเขียวสะท้อนส่องมองนางด้วยความดุดัน มือบางก็รีบหยิบถุงเท้าขึ้นสวม ปลาใหญ่กินปลาเล็กนับเป็นวัฏจักรธรรมชาตินางไม่ควรยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยว ผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว...

 

 

ยิ่งมันขยับว่ายแหวกว่ายเข้าใกล้จนแผ่นน้ำกระเพื่อมไหวเป็นวงกว้าง นางก็ยิ่งมองเห็นถึงความใหญ่โตของมันได้ชัดเจนมากขึ้น ขนาดลำตัวยาวกว่าสิบจั้ง มองไม่เห็นส่วนหาง ผิวหนังของมันตะปุ่มตะป่ำนูนหนาสีเขียวเข้ม ลำตัวดูยิ่งใหญ่และน่าหวั่นเกรงทำให้ไฉ่ไฉ่รู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาบ้าง รีบสวมถุงเท้าพร้อมกับรีบสวมรองเท้าเหยียบส้นด้วยความร้อนรนเดินหนีออกจากบึงน้ำทันที

 

 

ไฉ่ไฉ่เดินหนีได้เพียงไม่กี่ก้าวคอเสื้อก็ถูกคว้าไว้ไม่ทันให้นางได้ขัดขืนตัวนางก็ลอยขึ้นจากพื้นดิน รองเท้าไม่ทันได้สวมเสร็จเรียบร้อยดีพลันร่วงหล่นออกจากเท้ากระทบกับพื้นดิน ไฉ่ไฉ่ยื่นมือไปด้านหลังคว้าจับข้อมือหนาที่คว้าคอเสื้อนางไว้ดิ้นรนไปมา เอ่ยร้องออกมาเสียงดัง

 

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่ได้ตั้งใจ!”

 

 

ดูจากร่างอสูรแล้วการเติบโตเช่นนั้นหาใช่ธรรมดา ย่อมต้องผ่านการบำเพ็ญมาแต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีร่างมนุษย์แล้วเช่นกันอีกทั้งยังน่าจะแข็งแกร่งกว่านางอยู่เล็กน้อย บำเพ็ญเพียรจนได้ร่างมนุษย์แล้วไฉนยังต้องมาจับนกกินเล่า! ไม่ต้องกินก็อยู่ได้!

 

 

“ไสหัวไป!”

 

 

“ได้ๆ ข้าจะไสหัวไป ไปเดี๋ยวนี้เลย!”

 

 

ไฉ่ไฉ่รีบร้องรับออกมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงของเขาทั้งดุดันและหนักแน่นเอ่ยเพียงประโยคเดียวก็ทำให้พลังปราณรอบๆ ถันเตียนนางสั่นสะเทือน

 

 

อู๋เซียวปล่อยคอเสื้อมองสตรีตรงหน้าที่กำลังล้มแปะอยู่บนพื้น พยายามยันตัวขึ้นคลุกคลานรีบวิ่งหนีไปด้วยแววตาเย็นชาดุดัน มองรองเท้าปักสีฟ้าอ่อนข้างหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น

 

 

ปึก!

 

 

“อะ โอ๊ย...”

 

 

ไฉ่ไฉ่หลุดร้องออกมาเบาๆ แผ่นหลังแอ่นขึ้นเล็กน้อย มือบางเอื้อมไปลูบแผ่นหลังตนเองเบาๆ

 

 

“เก็บรองเท้าเหม็นๆ ของเจ้าไปด้วย”

 

 

“ได้ๆ รองเท้าเหม็นๆ ของข้าเอง ข้าเอง!”

 

 

ไฉ่ไฉ่คว้าหยิบรองเท้าที่พุ่งเข้ามายังแผ่นหลังตกกระแทกลงบนพื้นขึ้นสวม ยืนเป็นกระต่ายขาเดียวกระโดดหยองแหย็งอยู่นานสองนานกว่าจะสวมรองเท้าได้

 

 

“รีบไป”

 

 

“รีบไปแล้ว รีบไปๆ”

 

 

ไฉ่ไฉ่พยักหน้ารับรีบวิ่งออกไปโดยไม่หันหลังกลับมองแม้แต่หางตา เป็นเพราะเจ้าเป็ดน่าเกลียดคู่นั้นแท้ๆ นางเกือบตายแล้วนะ!

 

 

อู๋เซียวก้มหยิบหินกลมเกลี้ยงริมบึงขึ้นมาหนึ่งฝ่ามือ ดีดก้อนหินก้อนเล็กก้อนหนึ่งพุ่งไปกระแทกเข้ากับแผ่นหลัง เรียกเสียงโอดโอยได้จากสตรีที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนทั้งยังตะโกนคำว่าผิดไปแล้วซ้ำไปซ้ำมา

 

 

“พี่อู๋นอกจากลิ้นไม่รู้รสแล้ว จมูกก็ยังไม่ได้กลิ่นอีกด้วยหรือ...”

 

 

อู๋เซียววาดฝ่ามือไปด้านข้าง ก้อนหินเล็กใหญ่พุ่งตรงไปยังริมป่าต้นตอของเสียง พลันกลุ่มก้อนหินก็เหมือนพุ่งตรงปะทะเข้ากับปราการไร้รูปร่วงหล่นจากอากาศ มองบุรุษผู้หนึ่งเดินออกจากริมป่า

 

 

“พี่อู๋ ไยยังปักหลักอยู่ที่เขาฉางกู่บึงหลู่กู๋เล่า ด้วยตบะของท่านหากย้ายไปยังพนาอสูร ไม่นานก็คงบรรลุเป็นเซียน...”

 

 

“เป็นหัวสุนัขดีกว่าหางราชสีห์”

 

 

หันเกิงได้ยินเช่นนี้ส่ายหัวเล็กน้อย ยิ้มบางๆ วาดมือเหนือกลุ่มก้อนหิน ไม่นานนักพวกมันก็หลอมรวมผสมเป็นกาสุราหินใบหนึ่ง

 

 

“ของข้า”

 

 

อู๋เซียวเหลือบมองกาสุราในมือเขา ชี้นิ้วขึ้นบนฟ้าก่อนจะชี้นิ้วลงดินเอ่ยเสียงราบเรียบเย็นชา

 

 

“รอบนอกบึงหลู่กู๋ในระยะสามสิบลี้อยู่ในการดูแลของข้า สิ่งใดที่หลงเข้ามาในบึงหลู่กู๋ เหนือบึงร้อยจั้งใต้บึงร้อยจั้งล้วนเป็นของข้า”

 

 

“พี่อู๋ ลิ้นท่านไม่รู้รสต่อให้กลืนนางทั้งตัวก็ไม่รับรู้หรอกน่าเสียของเปล่าๆ ”

 

 

หันเกิงส่ายหัวช้าๆ มือที่ถือกาสุราโบกไปมาส่งเสียงจิ๊จ๊ะเอ่ยสำทับ

 

 

“ห้าสิบปี ห้าสิบปีแลกกับนาง”

 

 

“หันเกิงข้าไม่กลัวเจ้า”

 

 

อู๋เซียวเอ่ยเรียบๆ ยื่นมือข้างหนึ่งกวาดออกไปด้านข้างพลันมีสิ่งหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้าสู่ฝ่ามือหนา ปรากฏนกเป็ดน้ำขนหลากสีสองตัวขึ้น มือแกร่งบีบคอพวกมันทั้งสองตัว ดวงตามองยังหันเกิงขยับฝ่ามือบีบเข้าหากัน

 

 

“หากข้าอยากจะบีบมัน... ก็ตาย”

 

 

หันเกิงมองนกเป็ดน้ำสองตัวที่ส่งเสียงร้องแกว๊กๆ ด้วยความตื่นตระหนกดวงแววตาเรียบนิ่ง สองปีกสะบัดกระพือไปมาจนขนหลากสีเริ่มปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ

 

 

“แต่หากข้าคลาย... มันก็รอด”

 

 

อู๋เซียวคลายฝ่ามือออกทำให้นกเป็ดน้ำคู่รักร่วงหล่นกระทบพื้นพากันสะบัดปีกกึ่งวิ่งกึ่งบินหนีไปด้วยความตื่นตระหนกใจ ขนอันงดงามเรียบลื่นพากันหลุดร่วงตามทางที่มันก้าวเดิน

 

 

“หากข้ามอบนางให้เจ้าเพื่อแลกกับห้าสิบปีที่เจ้าจะไม่บุกบึงหลู่กู๋ ข้าก็คง... เบื่อตาย”

 

 

หันเกิงได้ยินเช่นนี้ก็ระบายลมหายใจออกมาด้วยความจนใจ สองมือประสานเข้าด้วยกันโน้มเอวลงต่ำ

 

 

“เช่นนั้นหันเกิงขอตัว”

 

 

“ไม่ส่ง”

 

 

อู๋เซียวหรี่ตาลงกึ่งหนึ่งมองดูกาสุราที่ในมือของหันเกิงที่กำลังเดินจากไป ตวัดนิ้วคราหนึ่งกาสุราจากมือหันเกิงก็ลอยละลิ่วเข้ามายังฝ่ามือของเขา เอ่ยออกมาอย่างไม่ไยดีและไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย

 

 

“นี่ก็ของข้า เป็นหินจากริมบึงหลู่กู๋”

 

 

หันเกิงมองฝ่ามือที่วางเปล่าของตนเอง ดวงตาฉายแววครุ่นคิดหันกายกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี

 

 

“หากพี่อู๋ชมชอบ ก็คิดเพียงว่าเป็นของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ จากหันเกิง”

 

 

“คนเช่นข้าไม่ติดค้างน้ำใจผู้ใด”

 

 

หันเกิงคว้าหยิบขนนกเป็ดน้ำที่พุ่งเข้ามา คว้าจับมองมันด้วยความสงสัย มองอู๋เซียวที่กำลังเดินลงบึงหลู่กู๋ไปอย่างไม่เข้าใจนัก

 

 

“ไม่ต้องขอบคุณเรื่องเล็กน้อย”

 

 

ยิ่งยามที่ได้ยินเสียงของเขาใบหน้าก็พลันดำมืด หมุนขนนกเป็ดน้ำไปมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง มองเลยไปก็เห็นขนนกเป็ดน้ำหย่อมหนึ่งกองอยู่ไม่ไกล ขนนกกองนั้นไม่ได้ต่างจากขนนกในมือตนเท่าใดนัก อู๋เซียวยากเข้าใจความคิดลึกล้ำแปลกพิศดารจนไม่อาจตามทัน อีกทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียวแม้กาสุราใบนั้นจะมาจากก้อนหินของริมบึงหลู่กู๋ก็จริงแต่ตนก็ใช้พลังผสานรวมมันขึ้นเป็นกาสุรา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นขนนกเป็ดน้ำธรรมดาๆ อันหนึ่ง ตนไปหยิบเอาเองยังมากกว่าที่เขามอบให้เสียอีก...

 

 

ของกำนัลใช่ตนไม่เคยส่งมอบ มีทั้งงดงาม มีทั้งหากยาก อัญมณี ยันต์เวทย์ ตำราและอาวุธล้วนมีครบครัน แต่หลายร้อยปีมานี้ไม่มีชิ้นใดเลยที่อู๋เซียวรับเอาไว้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมรับเอาไว้ ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยเก็บขนนกเป็ดน้ำเข้าแขนเสื้อไป ก้าวเท้าเดินออกจาเขตริมบึงหลู่กู๋ด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง

 

 

 

 

ไฉ่ไฉ่ที่กำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุน วิ่งหนีมาพักใหญ่จนคิดว่าพ้นก็ทรุดกายนั่งเอนตัวพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า ทั่วร่างปวกเปียกอ่อนแรง คิดไม่ถึงว่าเขาฉางกู่จะมีผู้ที่ร้ายกาจเช่นนั้นหลบซ่อนอาศัย หากเขาเร็วกว่านี้สักนิดคงไม่ได้คว้าแค่คอเสื้อนางแล้ว ดีไม่ดียามนี้คอของนางก็คงจะถูกหักจนตายแล้ว

 

 

ไฉ่ไฉ่นั่งกอดเข่า เกยคางไว้บนเข่า ย้อนคิดถึงวาจา... การทำนายของถงถงไม่มีผิดพลาด ใช่ว่าถงถงต้องการขับไล่ตนทางอ้อมหรือไม่นะ...

 

 

 

 

“ถงถง ไฉ่ไฉ่นางใจกล้าบ้าบิ่น ทั้งยังซุกซนไร้ขอบเขต เจ้าหลอกนางไปเช่นนั้นหากเกิดเรื่องขึ้นจะทำอย่างไร”

 

 

บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยออกมา ดวงตามองสตรีในอาภรณ์แดงที่ยามนี้กึ่งปิดกึ่งเปิด ยกจอกสุราขึ้นจิบ ใบหน้าแหงนขึ้นจ้องมองดูดวงดาวบนนภากว้าง ยามที่ใบหน้าถูกแสงจันทร์ส่องกระทบกับซีกหน้าครึ่งหนึ่งนั้นยิ่งดูงดงามน่าหลงใหล

 

 

“ข้าไม่ได้หลอกเสียหน่อย แม้นางจะใจกล้าทั้งยังซุกซนบางคราก็ขี้โมโหไปหน่อย แต่นางก็รู้ความและมีไหวพริบในเขาฉางกู่นางเอาตัวรอดได้แน่นอน ในตำหนักซือซิงแม้แต่ข้าก็ไม่ใหญ่เท่านาง”

 

 

ถงถงหัวเราะออกมาเบาๆ เท้าคางมองดูกลุ่มดาวระยิบระยับบนนภากว้างที่ไกลสุดขอบฟ้า แต่นางกลับมองเห็นพวกมันอย่างชัดเจนดุจมองเห็นใกล้เพียงฝ่ามือ

 

 

“ไฉ่ไฉ่เป็นสุราล้ำค่าเก่าเก็บของอาจารย์ปู่ที่แอบหมักบ่มอยู่หลายร้อยปี บรรลุจนมีร่างมนุษย์ได้ในรุ่นของข้า แม้นางไม่ได้มีญาณตบะที่แข็งแกร่งเทียบข้าแต่หากให้นับตามอายุแล้วข้าควรเรียกนางว่าท่านอาวุโสเสียด้วยซ้ำ ข้าเป็นผู้สืบทอดย่อมมีหน้าที่ของข้า ส่วนนางก็มีหน้าที่ของนาง เขาฉางกู่สำหรับไฉ่ไฉ่ไม่ได้อันตรายเกินไปนัก”

 

 

ถงถงละสายตาจากดวงดาวสองดวงที่ส่องแสงระยิบระยับสว่างจ้าแตกต่างเด่นชัดจากดวงดาวในกลุ่ม เอียงคอมองบุรุษข้างกายที่มีสีหน้ากังวลใจเอ่ยหยอกเย้าเขาออกมา

 

 

“ไฉ่ไฉ่ชื่นชอบบุรุษหน้าขาวเช่นท่าน ตั้งแต่นางบรรลุจนมีร่างมนุษย์ไม่มีสิ่งใดในตำหนักที่ข้าให้นางไม่ได้ ข้าต้องรีบไล่นางไปหาบุรุษหน้าขาวเป็นของตนเอง ไม่เช่นนั้นหากนางขอเจ้าขึ้นมาข้าคงต้องหักใจมอบให้”

 

 

“ถงถง”

 

 

ถงถงได้ยินเสียงปรามของเขาก็ยิ้มบางๆ ดวงตาหลุบมองสุราที่ยังคงหลงเหลืออยู่ครึ่งจอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความเสียดาย

 

 

“ข้าพานางกลับมาดีหรือไม่ ตั้งแต่นางจากไปสุราก็จืดชืดไร้รสชาติ แม้แต่น้ำเปล่ายังมีรสชาติมากกว่าเสียอีก”

 

 

ยามที่ได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ริมฝีปากของเขาก็ยกยิ้มดวงตาตีโค้งขึ้น ถามพลางกลั้วหัวเราะ

 

 

“ระหว่างสุรารสเลิศกับข้า ถงถงเลือกอะไรเล่า”

 

 

“ย่อมต้องสุรา!”

 

 

ยามที่ได้ยินนางตอบออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่ชะงักครุ่นคิดก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ไม่ได้โกรธเคืองหรือขุ่นข้องใจแม้แต่น้อย ผู้สืบทอดตำหนักซือซิงนอกจากต้องโดดเด่นด้านการทำนายดวงดาว คุณสมบัติพิเศษย่อมต้องหลงใหลคลั่งไคล้ในสุรา หากไม่ชอบบ่มก็ต้องชอบดื่ม ส่ายหัวเล็กน้อยทอดถอนใจลุกขึ้นพร้อมเข้าไปรวบตัวถงถงไว้

 

 

“อันดับแรกในใจเจ้าย่อมต้องเป็นสุรา อันดับหนึ่งครึ่งย่อมเป็นไฉ่ไฉ่ ส่วนอันดับสองน่าจะเป็นข้า หากข้าอยากเป็นอันดับหนึ่งคงต้องผ่านไฉ่ไฉ่ไปก่อน ยามนี้ไฉ่ไฉ่ไม่อยู่นี่เป็นโอกาสอันดีของข้า ข้าและนางห่างกันครึ่งขั้น... ยังพอไหว ยังพอไหว”

 

 

ถงถงหัวเราะออกมาเบาๆ ยอมให้เขาแบกนางขึ้นไหล่เข้าห้องไปแต่โดยดี

ความคิดเห็น