facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 14 อาชีพแม่ค้า

ชื่อตอน : บทที่ 14 อาชีพแม่ค้า

คำค้น : รัก โรมานซ์ แอบรัก รักแท้ อาจารย์ มหาวิทยาลัย หมอ วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 188

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2563 23:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 อาชีพแม่ค้า
แบบอักษร

17.00 น.

อิงดาวลงจากสำนักงานเกือบจะคนสุดท้ายของสำนักงาน เธอไม่อยากให้งานค้างจึงรีบสะสางให้เสร็จเรียบร้อยทุกวัน 

บ้านของเธออยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 8 กิโลเมตร เธอเดินทางไปกลับด้วยรถเมล์ที่วิ่งผ่านหน้ามหาวิทยาลัย และตอนเย็นเธอก็จะลงที่ตลาดสดแม่ลา เพื่อไปช่วยแม่ขายข้าวแกง

“อิงดาว เลิกงานแล้วรึ” ป้าพรร้านขายดอกไม้หน้าตลาดเอ่ยทักเหมือนเช่นทุกวัน

“สวัสดีค่ะ ป้าพร เลิกแล้วค่ะ” อิงดาวยกมือไหว้ พลางส่งยิ้มให้ แล้วเดินตรงไปยังปีกด้านซ้ายของตลาดที่เป็นแผงอาหารสดและร้านข้าวแกงต่าง ๆ

ตลอดทางที่อิงดาวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงทักทายฉันมิตรของพ่อค้าแม่ค้าชาวตลาดสดแม่ลา เธอช่วยแม่ขายข้าวแกงตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนบัดนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่

“อิงดาว อิงดาว” คุณป้าร้านขายขนมไทยเรียก พร้อมกับกวักมือให้หญิงสาวเข้าไปหา

“สวัสดีค่ะป้าศรี” อิงดาวยกมือไหว้หญิงชรา ที่หน้าตาเบิกบานไม่ได้ยับย่นเหมือนกับผิวของตนแม้แต่น้อย

“อ่ะ นี่ขนม เอาไปกิน ทำงานมาเหนื่อย ๆ จะได้มีแรงช่วยแม่เขา” ป้าศรียื่นถุงขนมไทยให้

“ขอบคุณค่ะป้า” หญิงสาวไหว้ขอบคุณก่อนจะยื่นมือออกไปรับเอามา แล้วถามต่อไปว่า “วันนี้คุณป้าจะกลับแล้วรึค่ะ”

“ใช่ นางเพ็ญลูกสาวป้ามันบอกวันนี้เงินเดือนมันออก ให้รีบกลับจะพาไปกินข้าวนอกบ้านแน๊ะ” ป้าศรียิ้มแฉ่งความดีใจฉายแววออกมาจากดวงตาที่มีสีฝ้ามัวของวัยชรา

“ดีจังเลยค่ะคุณป้า ฝากขอบคุณพี่เพ็ญด้วยนะคะ ชุดที่พี่เพ็ญเอาให้หนูใส่ได้พอดีทุกตัวเลยค่ะ” อิงดาวนึกถึงชุดทำงานที่เธอสวมใส่ส่วนใหญ่เป็นชุดที่ได้จากป้าศรี ที่พี่เพ็ญโล๊ะตู้เสื้อผ้ามาบริจาคให้เธออีกทีหนึ่ง ชุดเหล่านั้นบางตัวยังใหม่จนแทบเรียกได้ว่ามือหนึ่ง พี่เพ็ญทำงานเป็นเลขาที่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าหน้าผมของพี่เพ็ญจัดได้ว่าต้องทันสมัยทุกเดือน

“ได้ ๆ เดี๋ยวป้าบอกมันให้”

“ขอบคุณค่ะ” อิงดาวยกมือไหว้ป้าศรีอีกครั้ง ป้าศรีเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือหล่อนและแม่เสมอมา ยามใดที่แม่ขายข้างแกงไม่ได้ ก็ได้ป้าศรีคอยยื่นมือเข้าช่วย แม้กระทั่งชุดนักเรียน และชุดทำงานในเดือนแรกของอิงดาวก็อาศัยชุดที่ได้จากลูกสาวของป้า

จากนั้นอิงดาวจึงเดินตรงไปยังแผงข้าวแกงของแม่เธอที่อยู่จนเกือบสุดซอย เธอเห็นเงาร่างผอมบาง ที่บรรจงตักอาหารใส่ถุง มัดอย่างดีแล้วยื่นให้ลูกค้า อิงดาวปาดน้ำตาทุกครั้งที่มองเห็นภาพนั้น สองขาของเธอรีบก้าวให้ไวขึ้นเพื่อที่จะได้ช่วยแม่ทำงาน

เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตเมื่อสิบสองปีก่อน ขณะนั้นเธออายุสิบสองปี และน้องชายของเธออายุเพียงสามขวบ เธอจำได้ดี ปีที่แม่พาหล่อนย้ายออกมาจากบ้านพักทหารเพราะไม่มีสิทธิ์พักอาศัยนั้น เป็นปีที่ลำบากที่สุด แม่นำเงินที่ได้จากค่าชดเชยการเสียชีวิตในสนามรบของพ่อมาเช่าบ้านเก่า ๆ ท้ายตลาดให้เป็นที่หลับนอนของพวกเราสามแม่ลูก 

ในตอนนั้น น้องชายของเธอยังเด็กนัก อิงดาวจึงต้องหยุดเรียนไปหนึ่งปีเต็ม ๆ เพื่อเลี้ยงน้อง ให้แม่ได้ไปขายข้าวแกงในตลาด จนกระทั้ง แม่มีเงินพอที่จะส่งน้องเข้าโรงเรียนได้เธอจึงได้กลับเข้าไปเรียนอีกครั้ง ทำให้เธอเรียนจบช้ากว่าเพื่อนหนึ่งปี และต้องพยายามสอบชิงทุนการศึกษาให้ได้ เพื่อที่จะได้เรียนต่อจนถึงปริญญาตรี และเธอก็สาสมารถทำได้สำเร็จ จนกระทั่ง วันนี้เธอสามารถทำงานมีเงินเดือนเป็นของตนเองแล้ว

“แม่” อิงดาวเรียกแม่เบา ๆ พร้อมกับยกมือไหว้

“เอ่อ มาก็ดีไปซื้อของสดสำหรับทำของขายพรุ่งนี้หน่อย”

นางจันทรา หรือตามที่คนในตลาดมักจะเรียกเธอว่า “แม่จันทร์” พยักหน้ารับไหว้ลูกสาว แล้วยื่นกระดาษรายการวัตถุดิบทำอาหารสำหรับขายในวันพรุ่งนี้ให้กับลูกสาว

“จ๊ะแม่” อิงดาวรับกระดาษแผ่นน้อยมา แม่ของเธอกำลังนับเงินสำหรับซื้อของให้ เธอจึงรีบพูดขึ้นว่า “แม่วันนี้เงินเดือนหนูออกแล้ว เดี๋ยวหนูจ่ายเองค่ะ”

ผู้เป็นแม่ไม่ตอบเพียงแค่ยิ้มให้ อิงดาวจึงหยิบซองขาวขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา แม้ว่าเงินเดือนในซองนี้จะไม่ใช่เดือนแรกที่เธอให้แม่ แต่เธอก็รู้สึกตื้นตันใจทุกครั้งที่ได้มอบมันให้แก่ผู้ให้กำเนิด

“เงินเดือน เดือนนี้ของหนูค่ะ”

อิงดาววางซองที่บรรจุธนบัตรที่เป็นเงินเดือนทั้งหมดของเธอลงในมือมารดา

ดวงตาของผู้เป็นแม่สั่นระริก มีน้ำใส ๆ คลอขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเหือดหายไปเมื่อเธอกระพริบตา พร้อมกับพูดเสียงแข็งกลบความปลื้มปิติยินดีที่มีจนล้นใจอกของผู้เป็นแม่ว่า

“ไม่เก็บเอาไว้ใช้เองล่ะ”

อิงดาวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นมารดา แล้วฟังจมูกลงที่แก้มเหี่ยวย่น สูดเอากลิ่นเหงื่อไคลที่ตากตำทำงานทั้งวันเข้าเต็มปอด กลิ่นนี้อาจจะเหม็นเปรี้ยวสำหรับใคร ๆ แต่สำหรับเธอแล้วเป็นกลิ่นที่เธอสูดเข้าปอดครั้งไหนก็ชื่นใจทุกครั้ง

“อิงอยู่กับแม่ นอนกับแม่ กินกับแม่ ไม่ได้ใช้อะไรค่ะ หรือหากจำเป็นต้องใช้อิงค่อยขอแม่ทีหลังก็ได้ค่ะ”

นางจันทร์ยิ้มน้อย ๆ ทั้งสุขทั้งขมขื่นในใจ เธออยากให้ลูกสาวได้ใช้เงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนบ้าง เพื่อบำเรอความสุขของตนเองเหมือนเช่นคนอื่น ๆ  แต่เธอก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า เงินเดือนของลูกสาวกลายเป็นกำลังสำคัญสำหรับใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าเช่าบ้าน เช่าแผง ค่าน้ำค่าไฟ รวมถึงค่าศึกษาเล่าเรียนของบุตรชาย ที่นับวันก็ยิ่งจะมีมากขึ้น

“เอ๊าเงินไปซื้อของ รีบไป เดี๋ยวแม่ค้าจะกลับกันหมดเสียก่อน” นางจันแกล้งบ่น พร้อมกับยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนที่จะเปิดซองเงินเดือนลูกสาว แล้วหยิบธนบัตรสามสี่ใบส่งให้ลูกสาว

“จ๊ะ แม่” 

อิงดาววางสำภาระอื่น ๆ ไว้ที่แคร่ แล้วเดินออกไปจับจ่ายของสดตามรายการในมือ

................................................................................

20.00 น.

สองแม่ลูกช่วยกันดันรถเข็นขายของคันเก่าที่ใช้มานานกว่าสิบปีเข้าไปในซอยหลังตลาด ยามมืดเช่นนี้มีเพียงแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าที่ตั้งเรียงห่างกันเป็นระยะช่วยส่องนำทาง ยามใดที่ล้อรถตกลงหลุมเกิดเสียงเคร้งคร้างของหม้อโลหะกระทบกันดังให้ได้ยินกันทั่ทั้งซอย 

เสียงตึก ๆ แคร๊ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ตลอดทาง นั้นสงบลงเมื่อรถเข็นถูกดันเข้าจอดเทียบหน้าประตูไม้ของห้องเช่าสองชั้นขนาดหนึ่งคู่หา

สุนัขตัวผอมสี่ห้าตัว วิ่งกระดิกหางเข้าหาหญิงสาวอย่างกันเป็นพัลวันอย่างสุดแสนจะดีใจ เพราะรู้ว่าเมื่อใดที่รถเข็นเก่า ๆ จอดเทียบหน้าห้องเช่าโทรม ๆ เมื่อนั้นท้องของพวกมันจะไม่หิวอีกต่อไป

“ไอ้ด่าง ไอ้แดง ไอ้ตูบ ไอ้ดำ ไอ้เดี้ยง” อิงอรถือวิสาสะเรียกชื่อตามลักษณะของพวกมัน เจ้าตัวสุดท้ายตัวผอมกว่าเพื่อน อีกทั้งขาข้างหลังยังบิดงอผิดรูปร่าง หล่อนจึงเรียกมัน –เดี้ยง- และสันนิฐานเอาว่ามันคงจะถูกรถชน “ใจเย็นรอก่อน ๆ เดี๋ยวได้กินจ้า” เธอก้มลงพูดกับเจ้าสี่ขาพลางลูบหัวตัวนั้นตัวนี้ด้วยความเมตตา

“แม่ ๆ เดี๋ยวหนูยกเข้าบ้านเองค่ะ แม่เจ็บหลังอยู่อย่ายกของหนัก” อิงอรรีบวิ่งเข้าไปแย่งถุงเนื้อไก่ และถุงเนื้อหมูออกมาจากมือแม่

“ช่วย ๆ กันจะได้เสร็จไว ๆ”

“แม่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำเตรียมกินข้าพักผ่อนเถอะค่ะ”

“แล้วเอ็งไม่เหนื่อยหรือไง ทำงานแล้วยังจะมาช่วยแม่ขายของเหมือนตอนเด็ก ๆ” นางจันแย้งขึ้นด้วยความสงสารจับใจ ด้วยความรักของผู้เป็นมารดาที่ไม่อยากเห็นเลือดในอกต้องตกระกำลำบาก

“โธ่แม่ หนูนะยังเด็ก พละกำลังมีเหลือเฟือเลยค่ะ ดูสิลูกแม่แข็งแรงจะตาย อีกอย่างหนูจะได้เอาข้าวให้เจ้าพวกนี้กินด้วย” อิงอรดุนหลังแม่เข้าไปในบ้าน พร้อมกับบุ้ยใบ้ให้ดูเจ้าสี่ขาที่ยืนกระดิกหางกันสลอน

“เอ่อ ๆ ตามใจเอ็งแล้วกัน”

นางจันยอมเข้าไปในบ้านแต่โดยดี ปล่อยให้ลูกสาวจัดการเก็บข้าวของ และจัดการอาหารที่เหลือจากการขายแบ่งให้หมา รวมถึงอาหารเย็นสำหรับครอบครัวของเธอในวันนี้

..................................จบตอน.......................................................

ความคิดเห็น