Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 十

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 194

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ย. 2563 14:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 十
แบบอักษร

หลายวันต่อมา

 

หลังจากครั้งนั้นที่มู่เหลียนซินออกไปเที่ยวเล่นจนเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว การดำเนินชีวิตในช่วงนี้แทบจะเรียกได้ว่าหวานอมขมกลืน เช้าตรู่จรดบ่ายคล้อยที่นางต้องทนร่ำเรียนงานบ้านงานเรือนต่างๆ เสร็จจากนั้นก็ต้องตามท่านพ่อไปฝึกวรยุทธ์ ทุกๆ วันวนเวียนอยู่เช่นนี้ทำเอานางเหน็ดเหนื่อยทั้งใจและกาย

 

ตั้งแต่เริ่มเรียนมามีสิ่งหนึ่งที่นางเกลียดที่สุด สิ่งหนึ่งก็คือการร้อยลูกปัด ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดจะต้องมานั่งทำอะไรเช่นนี้ด้วย ร้อยไปร้อยมานางก็เบื่อไม่อยากจะทำอีก แต่เพราะมีนางกำนัลชั้นผู้ใหญ่คอยจับตาดูจึงเลี่ยงไม่ได้ ยอมนั่งทำต่อไปเช่นนั้น ทำไปหาวไป งีบหลับเมื่อไหร่ก็เป็นได้ถูกทำโทษอีก น่าอนาถใจตนเองยิ่งนัก

 

แกร๊ก!

 

เสียงลูกปัดที่มีลักษณะเป็นวงรีสีขาวขุ่นถูกวางลงจนกระทบกับโต๊ะไม่เสียงดัง สร้อยลูกปัดเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลงเสียที เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังตามมาติดๆ ก่อนที่เจ้าของร่างนั้นจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

"พี่รองๆ " จวิ้นเจ๋อในวัยสี่ขวบสะกิดเรียกพี่สาวของตนเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจึงวางหนังสือภาพในมือลงแล้วใช้สองแขนเล็กนั้นเขย่าตัวอีกฝ่ายแทน

 

"อืออ อาจวิ้น อย่ากวนพี่รอง" เหลียนซินตอบออกมาทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่ดูเหมือนคำพูดของนางจะไม่เข้าหูน้องชายคนเล็กเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้อีกฝ่ายยังคงสะกิดนางไม่เลิกจนนางจำต้องยืดตัวขึ้นนั่งตามเดิม ดวงตากลมโตยังคงหลับพริ้มไม่ยอมมองสิ่งรอบตัวสักนิด

 

"แค่นี้ก็ไม่ไหวเสียแล้วรึ" มู่หยางเฉินเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอกับท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของบุตรสาว เดิมทีฮูหยินของเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยนักกับการที่จะบังคับให้ลูกมานั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะนางเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนงานบ้านงานเรือนเช่นกัน แต่เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเจ้าตัวดีชักจะทำตัวเกเร นี่ก็เพิ่งจับได้ว่าบุตรสาวแอบหนีออกนอกวัง ถ้าไม่มีคนของเขาที่กระจายตัวอยู่ข้างนอกรั้ววังนั่นก็คงไม่รู้ สองแฝดพากันปกปิดความลับเอาไว้อย่างแนบเนียน

 

ยังดีที่เหว่ยหลงนั้นจัดการตักเตือนลงโทษน้องสาวแสนซนไปแล้ว คนเป็นพ่ออย่างเขาจึงได้โอกาสให้นางกำนัลเข้ามาช่วยสอนสิ่งต่างๆ ให้แก่บุตรสาว อย่างน้อยในภายภาคหน้าก็ต้องได้ใช้ โดยเฉพาะหลังจากงานแต่งตั้งองค์รัชทายาทที่กำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้

 

"ท่านพ่อ" เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นบิดา ร่างเล็กก็ลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองอีกฝ่าย ใบหน้าหวานบูดบึ้งงอง้ำจนคนมองอดจะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้

 

"ตอนนี้เพิ่งจะสายๆ พี่ชายเจ้าว่าจะกลับมาก็คงอีกสองชั่วยาม ช่วงนี้ลานฝึกธนูก็ว่างเสียด้วยสิ"

 

"ธนูหรือเจ้าคะ! " คนฟังเอ่ยถามซ้ำด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่งามแวววาวไร้ความง่วงงุนเช่นยามก่อนหน้า ลานฝึกยิงธนูนั้นอยู่ห่างจากศาลาหลุนเหวินที่ใช้เป็นสถานที่เล่าเรียนของบรรดาราชนิกุลนัก หากตัดเวลาที่ใช้ในการเดินทางออกไป นางก็พอจะเหลือเวลาให้ได้ทดลองใช้ธนูสักครึ่งชั่วยาม

 

"ท่านพ่อ ข้าไปได้จริงๆ หรือเจ้าคะ"

 

"รู้กันแค่เรา" มู่หยางเฉินยื่นนิ้วก้อยมาให้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเป็นการยืนยันคำตอบ เหลียนซินที่เห็นดังนั้นก็ดีอกดีใจยื่นนิ้วก้อยเล็กของตนไปเกี่ยวไว้ ก่อนที่นิ้วก้อยของน้องชายอย่างจวิ้นเจ๋อจะถูกนำมาเกี่ยวก้อยสัญญาในครั้งนี้ด้วยกัน

 

หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งเค่อรถม้าก็ถูกเตรียมพร้อม อาศัยท่านพ่อเป็นตัวล่อไม่ให้ท่านแม่ของนางได้ล่วงรู้ความลับของสามคนพ่อลูก เด็กหญิงวิ่งขึ้นรถม้าไปอย่างเร่งรีบ ยิ่งช้าเวลาก็ยิ่งเหลือน้อย นางต้องไปถึงลานฝึกนั้นให้เร็วที่สุด

 

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตำหนักหานอี้อย่างเงียบเชียบตามคำสั่งจากเจ้าของตำหนัก จนกระทั่งพ้นบริเวณนั้นจึงได้มีการเร่งให้ม้าสองตัวที่ทำหน้าที่ลากจูงนั้นควบทะยานไปข้างหน้ารวดเร็วขึ้น ในตอนนั้นเองที่ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของมู่เหลียนซิน... นางอยากเรียนขี่ม้าด้วย!

 

ไม่นานเกินรอ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงที่หมาย ร่างเล็กก้าวกระโดดลงจากรถม้าทั้งที่สาวใช้ยังไม่ทันได้เอาบันไดที่ใช้ลงจากรถม้ามาตั้งให้ เหลียนซินวิ่งเข้าลานฝึกไปแล้วหลังจากที่จัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่ในระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถม้า เส้นผมถูกมัดรวบขึ้นไปด้านบนจนหมด แหวนปานจื่อที่ใช้สำหรับใส่เพื่อยิงธนูถูกนำมาสวมที่นิ้วโป้งขวา ท่านพ่อช่างเลือกแหวนได้พอดีกับนิ้วของนางยิ่งนัก

 

"เอ๊ะ? " น้ำเสียงแห่งความแปลกใจถูกเปล่งออกมาเมื่อลานฝึกนั้นมีคนอยู่เพียงแค่คนเดียว พวกทหารไปไหนกันหมด แล้วคนตรงหน้านางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน เหลียนซินได้แต่ยืนนิ่งมองคนผู้นั้นยิงธนูเข้าเป้าดอกแล้วดอกเล่า ไม่กล้าที่จะเข้าไปทักเพราะเห็นท่าทางตั้งใจของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่กล้ารบกวน

 

"เหลียนเซี่ย? " คนที่ถูกจับตามองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกตัว อี้เซียวเสวี่ยลดธนูในมือลงแล้วหันมามองคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก เขาขมวดคิ้วเมื่อคนที่เขาเห็นคือคนที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน เจ้าตัวดื้อที่ไม่ได้ติดตามคุณชายมู่เหว่ยหลงไปที่ศาลาหลุนเหวินเช่นทุกครั้ง

 

"ท่านยิงธนูเป็นด้วยหรือ? "

 

"ก็อย่างที่เจ้าเห็น ว่าแต่เจ้าเถิด เหตุใดมาอยู่ที่นี่ ไม่ติดตามคุณชายมู่แล้วรึ"

 

"ช่วงนี้ข้าต้องฝึกฝนการเป็นคนติดตามที่ดี รวมถึงการยิ่งธนูนี่ด้วย" คนโกหกยิ้มแหยออกมา มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาแก้มขาวที่ดูจะย้วยไปสักนิดหน่อย แต่นางไม่ได้กินเยอะนะ แก้มนี่มันมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้เลย...

 

"เจ้าจะบอกว่ายิงธนูไม่เป็นรึ"

 

"อืม ข้าถึงต้องมาฝึกยิ่งอย่างไรเล่า แล้วก็...หากท่านจะกรุณา...."

 

"หึ มานี่สิ ข้าจะสอนให้"

 

"ขอบใจท่านมาก! " ร่างเล็กร้องตอบแววตาเป็นประกายน่ามอง ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มอย่างจริงใจจนคนมองชะงักไปครู่หนึ่ง มู่เหลียนซินรีบวิ่งไปหยิบคันธนูที่ขนาดไม่ใหญ่นักพร้อมทั้งลูกดอกแล้ววิ่งกลับมาหาอาจารย์ของตน อย่างน้อยนางก็พอรู้จักอีกฝ่ายอยู่บ้าง ให้เขาสอนให้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องเกร็งนักหากทำอะไรผิดพลาดลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

"ทำอย่างไรบ้าง ท่านสอนข้าจับธนูก่อนเลย" นางเอ่ยอย่างกระตือรือร้น มือซ้ายกำรอบกึ่งกลางคันธนูเอาไว้ตามที่เคยเห็นมาตอนอยู่ที่เมืองฉางหลิว เวลาคนออกล่าสัตว์มาทำอาหารก็จับกันเช่นนี้

 

"ใช้มือซ้ายกำเช่นนั้นถูกแล้ว นิ้วชี้เจ้าต้องขยับอีกหน่อย เพราะต้องเอาไว้รองลูกธนูไม่ให้ลูกธนูหล่น เหยียดแขนออกอีกนิด"

 

"แบบนี้ใช้ได้หรือไม่" เหลียนซินพยายามเลียนแบบท่างทางที่เซียวเสวี่ยทำให้ดู แต่ดูเหมือนนางจะทำได้ไม่ถูกใจอีกฝ่ายนักจึงถูกเขาจัดท่าทางให้ใหม่ เอาล่ะ ตอนนี้นางเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยก็จับคันธนูได้สำเร็จ

 

"ต่อไปเอาลูกธนูพาดไว้ด้านขวา ตรงปลายเอาใส่ไว้ตรงสายธนู ใช้นิ้วโป้งเกี่ยวสายไว้ นิ้วชี้และนิ้วกลางพับกดนิ้วโป้ง เจ้าใส่แหวนปานจื่อมาก็ดีแล้ว แหวนนี่จะช่วยไม่ให้ถูกสายธนูบาดนิ้ว"

 

"คือ ข้าไม่เข้าใจที่ต้องเกี่ยวสายธนู แบบนี้หรือ? " เหลียนซินพยายามทำตามที่ท่านอาจารย์คนใหม่เอ่ยบอก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เข้าใจอยู่ดี อะไรคือการเอานิ้วไปเกี่ยว แล้วอีกสองนิ้วนั่นจะต้องทำอย่างไรจึงจะกดนิ้วโป้งเอาไว้ได้

 

"นี่ ทำเช่นนี้" เซียวเสวี่ยที่เห็นท่าทีเงอะงะนั้นก็เข้าไปสอน เขายืนซ้อนอยู่ด้านหลังของนาง ยืนแขนมาข้างหน้าเพื่อช่วยจัดท่าทางการวางนิ้วให้ สำหรับเขาแล้ว คนตรงหน้านี้ก็คือสหายร่วมชั้นเรียนที่อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี เป็นเหมือนน้องชายคนหนึ่งที่เขาก็พอจะนึกเอ็นดูอยู่บ้างทั้งที่พบกันทีไรก็มีแต่เรื่อง

 

สำหรับคนสอนนั้นอาจไม่รู้สึกอะไร แต่คนถูกสอนนั้นยืนนิ่งค้างไปเสียแล้ว เหลียนซินแทบไม่กล้าขยับร่างกายเมื่อรู้สึกถึงไอร้อนจากคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของนาง ด้วยส่วนสูงที่ไม่ต่างกันนักทำให้สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รินรดอยู่ที่ศีรษะของนาง ใกล้เกินไปแล้ว นี่มันใกล้เกินไป ใกล้จนใจเต้นแรงไม่หยุด!

 

"มืออย่าสั่น ใช้มือขวาค่อยๆ น้าวจนมืออยู่ที่มุมปาก" คนที่ยังคงจริงจังกับการสอนก็ทำหน้าที่ต่อไป เขาไม่ได้มีปัญหากับการสอนให้น้องชายผู้นี้ จะมีก็แค่ความสงสัยเล็กน้อย กลิ่นหอมจากเส้นผมของอีกฝ่ายนั้นบ่งบอกว่าผ่านการร่ำด้วยกำยานหรือเครื่องหอม หาได้ยากนักที่บุรุษจะมีความพิถีพิถันเช่นนี้ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นแค่คนติดตามอย่างเหลียนเซี่ย

 

"ละ แล้วทำอย่างไรต่อเล่า ท่านอย่าเงียบสิ" เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดพูดไปก็รีบร้องท้วง ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ ใบหน้ารูกสึกร้อนผ่าวแปลกๆ อาจเป็นเพราะแสงแดด หรือไม่ ก็คงเป็นเพราะคนด้านหลัง...

 

"เจ้าต้องเอียงคันธนู ถ้ายิงตรงๆ เช่นนี้จะไม่ถูกกลางเป้า คันธนูจะบังเป้าหมาย ถ้าเจ้าเอียงอีกนิดแล้วเล็ก ลูกศรก็จะเข้าเป้าพอดี อยู่ที่ฝีมือการเล็งของเจ้าแล้ว"

 

"ข้าเล็งแล้ว มะ มันยิงได้เลยหรือเปล่า"

 

"ยิง! " ทันทีที่สิ้นเสียงออกคำสั่งนั้น เหลียนซินก็ตกใจปล่อยลูกศรออกไปทันที มือของเซียวเสวี่ยยังคงประคองแขนของนางอยู่ ข้างหนึ่งช่วยจับคันธนู อีกข้างช่วยน้าวเหนี่ยวลูกธนูเพื่อยิงออกไป นางไม่ได้คิดไปเอง แต่เขากำลังเข้ามาใกล้นางมากขึ้นอีกแล้ว!

 

"ทำได้ไม่เลว อาจยังไม่เข้ากึ่งกลาง แต่ก็ยังอยู่ในจุดแดง ครั้งแรกทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าเจ้าเก่งมาก"

 

"ขะ ข้าพอจะยิงเองได้แล้ว ท่านปล่อยข้าเสียทีเถิด"

 

"อืม เจ้าลองยิงด้วยตนเองดู ข้ากะเกณฑ์จากขนาดตัวเจ้าแล้วคงไม่มีแรงมากนัก น้าวธนูถึงระดับปากก็พอ แต่หากเจ้าคิดว่ายังมีแรงเหลือก็ลองน้าวออกไปให้สุดแขน จะเป็นการน้าวแบบที่พวกทหารใช้กัน"

 

"ขอบคุณท่านมาก ข้าจะลองดู" ตอบเสร็จก็หันกลับไปหยิบลูกธนูขึ้นมาโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย อยู่ๆ ก็ไม่กล้ามองหน้าเขาเสียอย่างนั้น อี้เซียวเสวี่ยก็ไม่ได้น่ากลัว ทั้งยังตั้งใจสอนให้นางขนาดนี้ แล้วนี่นางเป็นอะไรไป จะหลบสายตาเขาทำไมกันเล่า!

 

"เหลียนเซี่ย เจ้าป่วยรึ? "

 

"หะ ห๊ะ!? "

 

"มานี่ หน้าเจ้าแดงไปหมด ให้ข้าดูว่าตัวร้อนหรือไม่" อี้เซียวเสวี่ยกล่าวพลางดึงตัวของอีกคนเข้ามาใกล้ แตะหลังมือไปที่หน้าผากของตนเองก่อนจะนำไปแตะที่หน้าผากมนของอีกฝ่าย ตัวไม่ร้อน ไม่มีไข้ แล้วเจ้าตัวดื้อนี่เป็นอะไร?

 

"ขะ ข้าไม่เป็นอะไร ท่านซ้อมต่อเถิด ข้าก็จะลองยิงด้วยตนเองเหมือนกัน" เมื่ออีกฝ่ายออกปากว่าไม่เป็นอะไรเขาก็ยอมถอยออกไป แต่สายตายังคงจับจ้องด้วยความเป็นห่วง การพบกันแค่ไม่กี่ครั้งแต่กับเริ่มมีรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยเพิ่มขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ในสายตาเขาเจ้าตัวดื้อนี่ก็เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ที่เขารู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายก็คงเพราะเหตุนี้ มันเหมือนเขากำลังมีน้องชายคนเล็กให้ต้องดูแล ใช่ มันต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร ใช่หรือไม่?

 

 

ความคิดเห็น