email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แม่สาวขอนแจ่น

ชื่อตอน : แม่สาวขอนแจ่น

คำค้น : 20+

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 158

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2563 19:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แม่สาวขอนแจ่น
แบบอักษร

 

...จังหวัดขอนแก่น...ประเทศไทย 

ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ทว่ากลับ แทบแยกแยะไม่ออกว่าเป็นฤดูร้อน หรือร้อนมาก ไปจนถึงโคตรบิดามารดาร้อนกันแน่... 

วันนี้หลังจากออกไปสอนพิเศษภาษาจีนให้กับบิดาของเพื่อนซึ่งเคยเรียนคณะเดียวกันเสร็จแล้วเธอ… ‘กิรณา นับอนันต์’ 

สาวน้อยวัย 21 ปี ที่เพิ่งจะได้รับใบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารต่างประเทศ มาราวหกเดือนแล้วแต่ยังไม่สามารถหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่งได้เลยสักที่นอกจากรับจ้างเป็นครูสอนพิเศษภาษาจีนเป็นค่ากินค่าใช้จ่ายในยุคที่เกิดโรคระบาดไปทั่วโลกจนเข้าขั้นวิกฤตจนหลายประเทศร่วมถึงไทยแลนด์แดนสยามก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าจนแม้แต่ข้าวผัดกระเพาะหมูจานหนึ่งยังเด้งขึ้นไปที่จานละ 120 บาท ก๋วยเตี๋ยวก็ปาเข้าไปเป็นชามละ 60 บาท ใช้ตะเกียบคีบสามคำก็หมดจานจึงอย่าได้หวังว่างานจะหาได้ง่ายดายโดยเฉพาะคนที่เพิ่งจบใหม่เช่นเธอ ที่แม้ว่าสามารถพาตนเองจบก่อนเพื่อนร่วมรุ่นได้หนึ่งปี แต่คนไร้ประสบการณ์หรือจะมีใครอยากจ้าง... 

ยังดีว่ากิรณานั้นเป็นบุตรสาวคนเล็กของบ้านที่มีบิดาเป็นนายทหารยศนายพลมีพี่ชายเป็นตำตรวจยศพันตรีจึงยังคงอาศัยเป็นสมาชิกชมรมชาวเกาะ (พ่อกับพี่กิน) ได้อย่างปกติสุขพอสมควรไม่ถือว่าเดือดร้อนมากนัก 

มิเช่นนั้นลำพังแค่รายได้จากโรงเรียนกวดวิชาขนาดเล็กคงมิอาจจะพอยาไส้ได้อย่างแน่นอน เมื่อลงจากรถสองแถวประจำทางยังบริเวณปากซอยเข้าอพาร์ทเมนต์จึงได้เห็นว่าวันนี้มีตลาดนัดขนาดใหญ่ที่หญิงสาวมักชอบแวะเวียนมาเลือกซื้อหาหนังสือนวนิยายมือสองมือสามอยู่ประจำเปิดอยู่ 

อย่ากระนั้นเลย ... 

กิรณาให้รู้สึกว่าเงินในกระเป๋าที่เพิ่งได้รับมานั้นเริ่มร้อนขึ้นมาโดยพลัน สำหรับสาวสายมโนที่คลั่งไคล้นวนิยายเป็นชีวิตเกาะติดซีรีส์เป็นจิตใจ ที่ยอมอดข้าวยังดีกว่าพลาดหนังสือนวนิยายแปลดีๆ ไปสักเล่มมีหรือจะรั้งรอ เท้าเล็กหันเหจากปากซอยแวะเข้าตลาดนัดมือสองอย่างไม่ลังเลเลยแม้สักน้อย ... 

แล้วหญิงสาวก็ไม่ผิดหวังเมื่อได้พบกับร้านหนังสือเก่าเจ้าประจำที่ห่างหายไปเสียนานเพราะตลาดนัดรวมไปทั้งห่างใหญ่ต่างก็ถูกสั่งปิดไปชั่วคราวจากสภาวะของโรคระบาดใหญ่ 

“อ้าวหนูกี้วันนี้มาแต่หัววันเลยนะคะ มาค่ะมา วันนี้มีเล่มใหม่ล็อตใหม่เข้ามาหลายแนวหลายสำนักพิมพ์เชียวค่ะ เลือกได้เลย เดี๋ยวพี่คิดราคาคนกันเองให้” 

หญิงสาวหุ่นอวบรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของร้านเชื้อเชิญลูกค้าขาประจำมือหนักที่แต่ละอาทิตย์อุดหนุนเธอไม่เคยต่ำกว่า 500 บาท สักครั้ง ด้วยความยินดียิ่งวันนี้ถือว่าสาวน้อยหน้าใสผู้นี้เป็นเจ้าประเดิมคงขายดีเป็นแน่... 

“ขอบคุณค่ะพี่ติ๊ว วันนี้กี้อยากได้แนวซีรีส์จีนยกชุดที่เคยถามพี่เอาไว้เรื่อง’ลำนำปิ่นหยก’พอจะมีมาใหม่บ้างไหมคะ” 

หญิงสาวถามหาชุดที่เล็งเอาไว้แต่ว่ามือหนึ่งนั้นแพงจนกำลังทรัพย์ของเธอไปไม่ถึงจริงอยู่ว่าถึงที่บ้านจะไม่ได้ลำบากยากไร้เรื่องค่าใช้จ่ายแต่ด้วยนิสัยที่ถูกฝึกสอนให้รู้จักคุณค่าของการใช้จ่ายเงินอย่างพอเหมาะพอควรทำให้ถึงอยากได้เอามานอนกอดนอนฟินมากถึงเพียงใดแต่กิรณาก็ยังพอจะมีสติหักห้ามใจตนเองอยู่บ้าง 

“มีค่ะเพิ่งได้มาเมื่ออาทิตย์ก่อนพอดีช่วงนี้ก็อย่างที่รู้กันแหละค่ะน้องกี้ว่ามีคนร้อนเงินกันมากจึงอยากส่งต่อมาแล้ววางอยู่ด้านนั้นน้องกี้ลองไปดูก่อนนะคะว่าสภาพถูกใจไหม” 

แค่นั้นเองร่างเล็กก็เหมือนตัวจะลอยได้ตรงไปที่เจ้าของแผงสาวรุ่นพี่ชี้บอกทางไปในทันที 

แล้วเมื่อเปิดถุงที่ยังไม่ได้แกะออกมาวางโชว์เรียกลูกค้า รอยยิ้มสาสมใจและอิ่มเอมก็คลี่ออกมาจนแทบจะฉีกถึงใบหู... 

“โอ้โห...สภาพนางฟ้าอย่างกับไม่เคยถูกเปิดอ่านมาก่อนเลยนะคะนี่พี่ติ๊ว มีบ็อกเซ็ทสวยงามมาก ราคาละคะพี่ หวังว่าสภาพดีแบบนี้คงไม่แพงจนกี้กระเป๋าฉีกนะพี่” 

นิ้วเรียวลูบคลำดังกับว่าหนังสือชุดนี้คือของเลอค่าคู่ควรเมืองก็มิปาน 

“ปกติราคาจริงมันอยู่ที่สามพันห้า แต่เห็นว่าหนูกี้เป็นลูกค้าวีไอพีของร้านพี่ คิดแค่พันเดียวพอ สนใจไหมจ๊ะ นี่มีของแถมติดมาด้วยนะคะ เป็นปิ่นหยกสวยมาก บอกเลยว่าหากพลาดไปละก็ต้องเสียใจแน่เลยเพราะพี่เองก็ไม่รู้ว่าจะมีของดีเกรดเอแบบนี้เข้ามาอีกทีเมื่อไหร่” 

ดวงตากลมโตแวววาวดังกับพบเจออัญมณีเลอค่าก็มิปาน วันนี้เธอได้เงินเดือนมาสามพันห้าร้อยบาท ราคาหนึ่งพันบาทหากเป็นการซื้อเสื้อผ้าหรือกระเป๋าแบรนด์เนมหญิงสาวคงคิดจนผมร่วงหมดศีรษะแต่ทว่านี้คือหนังสือ เธอจึงเปิดกระเป๋าหยิบแบงก์พันออกมาโดยไม่มีการยั้งคิดแม้แต่น้อย... 

จากนั้นก็เดินออกมาจากร้านประจำเหมือนกายจะลอยได้... 

“อร้าย...ในที่สุดก็ได้มาแล้ว ท่านอ๋องขา รอหวางเฟยก่อนน๊าคืนนี้จะฟินให้เต็มอิ่มเลยม๊วบ...อา...” 

หญิงสาวเผลอยกถึงที่บรรจุซีรีส์ชุดที่เฝ้ารอคอยมาร่วมปีโดยไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น รู้เพียงวันนี้เธอไม่กินไม่นอนไปอีกสามสี่วันเพื่ออ่านนวนิยายเรื่องนี้หญิงสาวก็ไม่คิดจะเดือดร้อนแต่อย่างใด... 

เมื่อมาถึงห้องชุดของตนเองกี้ก็ไม่สนใจสิ่งใดรอบกายอีกนอกจากค่อยๆ แกะซีนที่ห่อหนังสือทั้ง5เล่มออกอย่างทะนุถนอม ... 

กริ๊ง... 

เสียงของบางอย่างตกลงมาหลังจากแกะห่อซีนออกจนหมด 

“เอ๊ะ...อันนี่คงจะเป็นปิ่นที่พี่ติ๊วบอกว่าเขาแถมมากับชุดกิ๊บเซตให้แน่ๆ เลยว้าว...สวยจัง...ทำเหมือนของจริงมากเลย ดูสิทับทิมที่เป็นดวงตาของหงส์นี่เหมือนพลอยจริงเกิ๊นม่วงสวยมากเลยอ่ะ” 

กิรณาเฝ้าลูบคลำปิ่นที่ตัวเรือนของปิ่นเหมือนทำมาจากหยกจริงเป็นอย่างมากเลยทีเดียวแต่ที่แปลกออกไปก็คือมันเป็นสีฟ้าแทนที่จะเป็นสีเขียวหรือขาวแบบที่เคยเห็นผ่านตามาบ่อยๆ 

อีกทั้งพลอยนั่นก็ด้วย แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน แค่ของแถมคู่มากับหนังสือใครจะลงทุนสูงขนาดนั้นขืนเป็นของจริงคงเกินราคาหนังสือไปมากโขได้ขาดทุนกันป่นปี้ยับเยินกันทีเดียว 

เมื่อชื่นชมหนังสือลูกรักเซตใหม่จนพอใจเธอจึงคิดว่าจะอาบน้ำอาบท่าเสียหน่อยเพราะออกไปข้างนอกมาทั้งวันผจญกับหมอกควันพิษของท่อไอเสียรถมาจนเนื้อตัวเหนียวไปหมดแล้ว 

แต่ก็พลันนึกได้ว่าตนเองลืมซื้อยาสระผมขึ้นมาด้วยเพราะมัวแต่ดีอกดีใจที่ได้ของรักของหวงมาเก็บสะสมอีกชิ้นจนลืมไปเสียสนิท 

ใบหน้ากลมๆ แก้มอิ่มเต็มสวยงามพองลมขึ้นมาอย่างโมโหตนเอง แต่ก็จำต้องลงไปซื้อ 

แต่อากาศที่ร้อนตับอ่อนแทบสุกทั้งที่ตอนนี้ก็ใกล้จะสองทุ่มเต็มทีทำให้มือบางคว้าเจ้าปิ่นรูปหงส์ที่สีดวงตาสีฟ้าเกือบม่วงที่บังเอิญอยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาแล้วขมวดผมจับปิ่นเสียบลงไปแบบง่ายๆ แล้วคว้ากระเป๋าสตางค์กับกุญแจห้องก่อนจะก้าวเดินดุ่มๆ ลงไปซื้อของใช้ส่วนตัวที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับอพาร์ทเมนต์ที่หญิงสาวพัก 

และอาจจะเป็นด้วยอารามรีบร้อนมากไปหน่อยเธอจึงก้าวข้ามไปยังอีกฟากฝั่งถนนแบบไม่ได้ระวังตัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยหนึ่งก็เพราะที่นี่เป็นถนนในซอยซึ่งค่อนข้างแคบและสองเธออยู่ที่นี่มาร่วมสี่ปีแล้วจึงไม่คิดว่าการข้ามฝั่งไปยังร้านประจำที่เดินข้ามไปข้ามมาวันละหลายรอบจะมีภัยอันตรายใดเกิดขึ้นได้ทว่า... 

หญิงสาวคาดผิดอย่างมหันต์!!! 

โครม! ... 

ไม่มีเสียงร้องสักแอะ... 

ไม่มีแม้แต่เสียงล้อรถบดกับถนนด้วยแรงเบรกเลยสักนิด... 

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก...มีหลายคนที่ยืนมองภาพนั้นด้วยความมึนงงและตกตะลึง 

และมีอีกหลายคนที่คิดว่านั่นเป็นเพียงรถที่ขับชนเข้ากับสุนัขหรือแมวเข้าในตอนแรกจึงยังไม่มีใครสนใจ 

ก่อนที่รถยนต์คันดังกล่าวจะเร่งเครื่องแล้วรีบขับพุ่งหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็วดังเช่นที่มันพุ่งเข้าชนร่างเล็กบางจนลอยปลิวหวือไปตกยังด้านหน้าร้านสะดวกซื้อที่เปิดไฟสว่างจ้าอยู่พอดี... 

หลายคนที่เริ่มได้สติส่งเสียงกรีดร้องหลายคนโทรฯ เรียกรถพยาบาล 

อีกหลายคนตรงเข้ามาดูร่างที่นอนนิ่งขาและแขนบิดผิดรูป เลือดสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลออกมากองจนเต็มพื้น ทว่าว่าดวงตากลมโตยังคงกะพริบถี่ๆ 

เหมือนยังงงว่าเกิดสิ่งใดกับคนเองกันแน่ หญิงสาวพยายามจะขยับริมฝีปากถามผู้คนที่ทยอยกันเข้ามามุ่งดูมากขึ้นเรื่อยๆ 

แต่กลับเปล่งเสียงใดออกมาไม่ได้เลย 

ดวงไฟที่เคยเป็นสีนวลสว่างบัดนี้สีมันค่อยๆ เปลี่ยนไปจากแจ่มกระจ่างกลายเป็นหรี่ลงจนสีนวลเริ่มขมุกขมัวทั้งปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าค่อยๆ เย็นจนความหนาวเข้ากระดูกลามเลียขึ้นมาช้าๆ 

หูทั้งสองข้างก็อื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงอันใดเลย ร่างกายชาหนึบไม่สามารถบังคับได้ดังใจปรารถนา 

ความรู้สึกสุดท้ายคือความหนาวเหน็บแล่นมาจนถึงหัวใจก่อนที่แสงสว่างตรงหน้าจะค่อยๆ มืดดับลงไป... 

หญิงสาวไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย...แม้แต่ใบหน้าของคนในครอบครัวกิรณาก็ไม่ทันได้นึกถึงอาร์... 

ชีวิตน้อยๆ ช่างจบลงง่ายดายเกินไป 

ดังกับมดตัวเล็กๆ ที่ไม่มีโอกาสที่จะได้ร้องสักแอะเดียว... 

...ผ่านไปอีกเจ็ดวันต่อมาที่หอพักของกิรณา... 

"นี่เป็นข้าวของทั้งหมดของน้องกี้นะครับคุณพ่อคุณพี่ชายเชิญตรวจดูอีกครั้งนะครับว่าครบไหม มีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่า" 

หนุ่มใหญ่ที่หญิงสาวคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเป็นผู้ดูแลตึกหอพักแห่งนี้จัดแจงให้แม่บ้านขนกล่องหลายใบออกมาวางด้านหน้าของหอพักดังกล่าว 

'คุณพ่อ...พี่รุจ...นี้เราเป็นอะไรหรือ' 

หญิงสาวยืนมองภาพตรงหน้าอย่างงงงันคล้ายคนเพิ่งจะตื่น 

"คุณพ่อค่ะ...พี่รุจกี้อยู่นี่..." 

หญิงสาวตรงเข้าไปหาทั้งคู่เพื่อหวังโอบกอดให้หายคิดถึง 

แต่ทว่า... 

วืด... 

อ๊ะ!!! ... 

ทำไมแตะต้องทุกคนไม่ได้! ... 

หญิงสาวชะงักค้างไปชั่วขณะหนึ่ง... 

"คุณพ่อค่ะได้ยินหนูไหม พี่รุจ เห็นหนูไหมคะ"" 

แต่ผลที่ได้ก็คือทั้งสองร่างยังคงพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของหอพักต่อไปโดยไม่ได้หันมาสนใจร่างของเธอเลยแม้แต่น้อย... 

'ทำใจเสียเถอะ เจ้าตายแล้ว พวกเขาไม่ได้ยินเจ้าหรอก' 

เฮ๊ย!? ... 

เสียงใครอ่ะ? 

'อย่าสงสัยมากเลยรู้แค่ร่างเจ้าในภพนี้ตายไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาได้อีก ต่อไปเจ้าต้องกลับไปอยู่ในร่างอีกมิติของเจ้าต่อไป' 

'อธิบายหน่อยเถอะค่ะ อย่างไรฉันก็อยากรู้ คุณยิ่งห้ามเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีกเท่านั้นบอกหน่อยมันคืออะไรและยังไง ร่างในภพนี้ตายแล้ว? ฉันต้องกลับไปใช้ร่างเดิมในอีกภพหนึ่ง ฉันไม่เคลียร์อย่างแรงเลยคุณเสียงลึกลับ' 

หญิงสาวหันมาสนใจเสียงดังกล่าวแทน 

'โลกเรานั้นมีหลายมิติทับซ้อนกันอยู่ นี่คือเรื่องจริง ส่วนที่ข้าบอกกับเจ้าว่าร่างกายในภพนี้มิตินี้นั้นได้ตายไปแล้วก็ล้วนเป็นเรื่องจริงอีก เจ้ายังจำวันที่รีบกำลังจะข้ามถนนไปซื้อของจากอีกฝั่งของถนนในวันนั้นได้หรือไม่' 

หญิงสาวนึกภาพตาม... 

ใช่แล้ววันนั้นเธอกำลังจะอาบน้ำแล้วยาสระผมหมดจึงจะข้ามไปซื้อยังร้านสะดวกซื้อฝังตรงกันข้ามกับหอพักแห่งนี้จากนั้นก็... 

มืดไปเลย... 

'เจ้าถูกรถชน อย่างแรงจนร่างกระเด็นไปไกลดังนั้นข้าจึงได้บอกกับเจ้าอย่างไรละว่าร่างของเจ้าในมิตินี้นั้นตายไปแล้วไม่สามารถรองรับดวงวิญญาณนี้ได้อีก หากแต่ภพนี้เจ้านั้นมีอายุขัยอีกนาน เรียกภาษาของเจ้าว่ายังไม่ถึงเวลาตาย ดังนั้น "เบื้องบน"จึงได้ค้นหาร่างของเจ้าในอีกมิติหนึ่งในหลายๆ มิติให้แทน ซึ่งก็เป็นในยุคของดินแดนอาณาจักรเป่ยจิ้งที่บังเอิญว่าอายุขัยในมิตินั้นของเจ้าหมดลงแล้ว แต่ร่างยังคงพออาศัยอยู่ต่อไปได้ ทางเบื้องบนจึงลงความเห็นส่งเจ้าไปยังที่นั่นแทน เช่นนี้แล้วเจ้าพอจะเข้าใจแล้วหรือไม่กิรณา? ' 

'อ้อ' 

หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักในเชิงว่าเริ่มเข้าใจแล้ว 

'แล้วทำไมวันนี้ฉันกลับมาได้อีกละ? ยังไม่ต้องไปเกิดเลยหรอกหรือคะ' 

ยังติดใจอยู่เล็กน้อย 

'ดูเหมือนว่าความรู้สึกทางสายเลือดจะดึงเจ้าให้กลับมาร่ำลาคนในครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเจ้าก็จะต้องกลับไปอยู่ในมิตินั้นอีกตลอดอายุขัย' 

'เอ๊ะ! ...แล้วอย่างนั้นวิญญาณของร่างในภพโน้นละคะไปไหนแล้วคะ งงอีกนิดหน่อย' 

หญิงสาวยังสงสัยและยังติดใจเรื่องนี้อยู่เล็กน้อยเพราะคนเพิ่งรู้ตัวว่าตายก็มีมึนเบลอไปบ้าง 

'ก็บอกเจ้าไปแล้วนี่ว่าในภพนั้นเจ้าอายุสั้นจึงตายไปแล้วแต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละเมื่อเจ้ากลับเข้าร่างนั้นสุดท้ายดวงจิตเดิมก็จะค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุดแต่ก็จะทอนอายุขัยจากภพนี้ลงไปเหมือนกับเป็นการชดเชยด้วยเหมือนกันก็อยู่ที่ตัวของเจ้าด้วยว่าจะสร้างเสริมบุญกุศลเพิ่มเติมได้มากเพียงใดกับชีวิตยังภพใหม่ หากมากเจ้าก็จะต่ออายุขัยที่ถูกตัดทอนลงไปให้เพิ่มขึ้นมาได้อีก แต่หากเจ้าไม่สร้างเพิ่มหรือนอกจากไม่สร้างแล้วยังทำลายสร้างแต่บาปกรรมนั้นจะยิ่งถูกตัดให้สั้นลงไปเรื่อยๆ เข้าใจถ่องแท้แล้วหรือไม่กิรณา' 

'เดี๋ยวค่ะขออีกคำถาม แล้วถ้าดวงจิตรวมกัน ฉันจะจำอดีตของร่างนั้นตั้งแต่เด็กได้หรือเปล่าคะ' 

'เจ้านี่สงสัยมากเสียจริงข้าจะตอบให้แค่คำถามนี้คำถามเดียวไม่ต้องถามเพิ่มอีกแล้วนะ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะหมดเวลาที่จะได้ร่ำลาภพนี้ แน่นอนเมื่อดวงจิตของเจ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อใดเมื่อนั้นเจ้าก็จะจำทุกอย่างได้เหมือนกับว่าเจ้าเกิดและเติบโตมาจากที่นั่นพอใจแล้วนะ ไปร่ำลาครอบครัวและสิ่งของที่เจ้าผูกพันในภพนี้เสีย ไม่มีห่วงไร้กังวลดวงจิตเจ้าก็จะรวมกับดวงจิตอีกภพได้เร็วขึ้น เข้าใจหรือไม่’ 

หงึย... 

ง่ายแบบนี้เลยเรอะ? ... 

'เร็วสิเจ้า' 

ว้ายๆ ไปแล้วจ้าไปแล้ว 

โอ๊ย! มาเร็วเคลมด่วนขนาดนี้ไม่ต้องมาก็ได้ม๊าง... 

กิรณาคิดบ่นเล็กน้อยแต่เพราะเวลามันสั้นนักจึงเร่งเข้าไปเอ่ยลากับพี่ชายและบิดาอย่างพยายามอย่างยิ่งที่จะตัดอาวรณ์ให้สิ้น 

"เอาละเราไปกันเถอะอีกร่างของเจ้ากำลังจะสิ้นอายุขัยแล้วต้องเร่งกันหน่อย" 

...ทำเวลาเก่งไปอีกท่าน... 

 

  

 

ความคิดเห็น